0 Views

        เซียวปินประคองแก้วไว้ในมือ ก่อนเย่เทียนหมิงจะอาสาเป็นคนรินเหล้าให้… เซียวปินจิบเหล้าในแก้วอย่างใจเย็น พูดระคนหัวเราะ “แค่คุณชายเย่มีเรื่องให้ช่วย ก็ถือว่าคนเบื้องบนให้เกียรติคนเบื้องล่างอย่างผมมากแล้ว”

        เย่เทียนหมิงสีหน้าจริงจัง “เทียนหมิงแค่โชคดีที่ได้เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวยเท่านั้น ผมไม่สน และไม่เคยถือว่าใครอยู่เบื้องบนเบื้องล่างอะไรทั้งนั้น”

        เซียวปินชายตามองไปยังเขา ถาม “เพราะเรื่องคุณพ่อคุณ?”

        “ใช่ครับ” เย่เทียนหมิงสีหน้ากังวล “สุขภาพของคุณพ่อแย่ลงเรื่อยๆ ครั้งนี้คุณพ่อป่วยแบบกะทันหันมาก ระหว่างนี้ ทั้งสมุนไพร ยาผีบอก หมอดังในประเทศและต่างประเทศก็ลองมาหมดแล้ว ไม่มีใครสามารถรักษาท่านได้เลย มีเพียงหมอชาวจีนที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นเซียนการแพทย์อย่าง  จางยีจื่อเท่านั้น จึงจะมีความเป็นไปได้ที่จะรักษาท่าน แต่จางเหล่าถอนตัวออกจากวงการแพทย์ตั้งแต่สองปีก่อนแล้ว หลังจากนั้นเขาก็ไม่เคยรักษาใครอีกเลย ความจริงพวกเราต่างก็ถอดใจแล้ว จนเมื่อพี่เซียวเชิญจางเหล่ามาเจียงเฉิงได้…”

        เมื่อเห็นว่าเซียวปินไม่ได้แสดงความรำคาญใดๆออกมา เขาจึงว่าต่อ “ในเมื่อพี่เซียวสามารถเชิญจางยีจื่อมารักษาเพื่อนพี่ได้ งั้นพี่ก็ต้องขอให้เขาช่วยรักษาคุณพ่อได้แน่ ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงการตัดสินใจเพียงแวบเดียวของพี่เท่านั้น ว่าจะช่วยหรือไม่… การช่วยชีวิตคนเป็นบุญใหญ่ พี่เองก็เคยเป็นทหาร ผมเชื่อว่าพี่ไม่ปล่อยให้คนๆหนึ่งตายไปต่อหน้าต่อตาหรอก ใช่ไหมครับ?”

        “ทหารย่อมมีหน้าที่ป้องกันประเทศชาติ  จรรยาบรรณของทหารก็คือการปกป้องประเทศและคุ้มครองประชาชน  ทหารมีทั้งความเมตตาและใจรักในความถูกต้อง บางทีพี่อาจจะคิดว่า คนที่จะตายในประเทศจีนมีตั้งเยอะตั้งแยะ พี่ช่วยครอบครัวผมได้ ก็ช่วยคนทั้งหมดนั่นไม่ได้อยู่ดี… แต่ตอนนี้ชีวิตคนทั้งคนขึ้นอยู่กับพี่แล้วนะ… ขึ้นอยู่กับความคิดเพียงวูบเดียวของพี่เท่านั้น  ถ้าพี่ไม่ช่วย พี่ยังนับว่าตัวเองเป็นทหารอีกหรอ? ถ้าพี่ไม่ช่วย พี่จะไม่รู้สึกผิดเลยหรอ?”

        เซียวปินในตาประกายราบเรียบ ระคนหัวเราะ กล่าว “นายกำลังขู่ฉัน?”

         “ใช่  ผมขู่พี่ เพื่อให้คุณพ่อได้รับการรักษา” เย่เทียนหมิงกล่าว “แต่ผมก็กำลังพูดความในใจเหมือนกัน!”

        เมื่อเห็นเซียวปินยังคงมีใบหน้าราบเรียบ เย่เทียนหมิงเองก็เดาใจเขาไม่ถูก ตนจึงได้แต่ถอนหายใจยาว กล่าวต่อ “คำพูดต่อจากนี้ผมพูดแทนลูกๆของคุณพ่อทุกคน”

        เซียวปินเอนตัวพิงพนักเก้าอี้  เงี่ยหูฟังเขา

        “ผมมีน้องสาวหนึ่งคนกับพี่สาวอีกคน พวกเธอเป็นคนเก่งมาก คุณพ่อคุณแม่ก็รักพวกเรามาก โดยเฉพาะคุณแม่ เพราะคุณพ่อมัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับงานทุกวัน จนมีเวลาอยู่กับพวกเราไม่มาก คุณแม่จึงเป็นคนดูแลพวกเรามากกว่า… อันที่จริงบ้านเราก็รักใคร่มีความสุขกันดี จนเมื่อห้าปีก่อน จู่ๆคุณแม่ก็เสีย ไม่มีใครสามารถบอกได้ ว่าคุณแม่เสียเพราะอะไรกันแน่  จากนั้นไม่นาน คุณพ่อก็พาผู้หญิงอีกคนเข้ามาอยู่ในบ้าน …มาเป็นแม่เลี้ยงของพวกเรา”

        เซียวปินคิดไม่ถึงว่าตระกูลเย่จะมีเรื่องเช่นนี้อยู่ด้วย  เรื่องที่ราวชีวิตดราม่าของพวกคนรวยในละครหลังข่าว…

        “หลังจากนั้น พ่อก็สนใจแต่ผู้หญิงคนนั้น เริ่มห่างเหินกับพวกเรามากขึ้นเรื่อยๆ…มีแต่น้องสาวเท่านั้น ที่ท่านยังคงรักและดีกับเธอไม่เปลี่ยนแปลง… อาจเป็นเพราะเธออายุน้อยที่สุดในพวกเรา… เดิมผมก็เคยเกลียดเขา…แม่ผมเพิ่งจากไป  เถ้ากระดูกที่แม่ยังไม่ทันได้เย็นเลยด้วยซ้ำ พ่อก็แต่งผู้หญิงอีกคนเข้ามาในบ้านซะแล้ว แถมยังแต่งแบบถูกต้องตามกฎหมาย!”

        “…จนคุณพ่อป่วยลงในครั้งนี้ ผมถึงจะเข้าใจ…ยังไงคุณพ่อก็ยังเป็นพ่อผู้ให้กำเนิดผมอยู่ดี” เย่เทียนหมิงเพ่งสายตาไปยังเซียวปิน สีหน้าอ้อนวอน “ที่ผมมาขอให้คุณช่วยในวันนี้ ไม่ใช่ในฐานะทายาทของตระกูลใหญ่อะไร เพราะไม่ว่าคนเราจะมีฐานะหรือตำแหน่งมากมายแค่ไหน ก็มีเพียงฐานะเดียว ที่เราตัดมันออกไปไมได้ เป็นฐานะที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความบริสุทธิ์ และเป็นฐานะที่สำคัญที่สุด…นั่นก็คือพี่น้อง พ่อลูก และสามีภรรยา… ตอนนี้ ผมกำลังขอร้องคุณในฐานะลูกชายของผู้ป่วยที่กำลังจะตายคนหนึ่ง… ผมขอร้องคุณ ให้ช่วยผม…”

        ทายาทจากตระกูลร่ำรวยคนหนึ่ง ทำได้ถึงเพียงนี้ นับว่าไม่ง่ายเลยจริงๆ…  เซียวปินเองก็ซาบซึ้งไปกับคำพูดของเขา ขณะที่กำลังจะตกปากรับคำ เสียงกริ่งโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาเสียก่อน  เซียวปินหยิบโทรศัพท์ขึ้นดู ก่อนจะพบว่าเป็นเย่จื่อ เซียวปินใบหน้าปรากฏรอยยิ้มแห่งความสุข ผสมกับความเอ็นดูรักใคร่ขึ้นมาทันที หลังกดรับสาย เสียงทะเล้นของเย่จื่อก็ดังลอดกลับมา “พี่ปิน ฉันใกล้ถึงร้านบะหมี่ของพี่แล้ว เที่ยงนี้ออกไปกินข้าวกับฉันเป็นไง”

        เซียวปินหัวเราะแห้งๆ “ฉันคุยธุระข้างนอกอยู่เลย”

        “คุยธุระ?” เย่จื่อเสียงขุ่น “ผู้ชายผู้หญิง?”

        “ผู้ชาย” เซียวปินหัวเราะ

        เย่เทียนหมิงฝั่งตรงข้ามหยักยิ้มบางๆ ถาม “แฟนหรอครับ? เรียกเธอมาทานด้วยกันเลยสิ ยังไงเสีย พวกเราก็ยังไม่ได้เริ่มทานกันเลย”

        เซียวปินอธิบาย “เธอไม่มาหรอก”

        เย่จื่อที่ปลายสายได้ยินก็พูดเสียงงอน “ใครบอก ฉันกำลังหิวอยู่พอดี บอกที่มา ฉันจะไปเดี๋ยวนี้”

        เซียวปินหยุดคิดแวบหนึ่ง ก่อนจะบอกที่ตั้งให้เย่จื่อทราบ แล้วกดวางสายไป ใครจะไปรู้ อีกเดี๋ยวถ้าสองพี่น้องนี้ได้เจอกันล่ะก็ พวกเขาจะตกอกตกใจกันมากแค่ไหน

        หลังวางสาย เซียวปินเงยหน้ามองไปยังเย่เทียนหมิง กล่าวสีหน้าจริงจัง “คำพูดของนายเมื่อกี้ ฉันเข้าใจแล้ว… ฉันตัดสินใจช่วยนาย”

        เย่เทียนหมิงท่าทางซาบซึ้ง “พี่เซียว พี่พูดจริงหรอ?”

        เซียวปินหัวเราะกล่าว “ไม่ต้องเรียกฉันว่าพี่เซียวแล้ว นายอายุเท่าไหร่?”

        “ยี่สิบสามครับ”

        “อ้อ” เซียวปินถามต่อ “แล้วพี่น้องนายอายุเท่าไหร่กัน”

        “พี่สาวผม เย่ซินหยี่อายุยี่สิบห้า น้องสาวผม เย่เสี่ยวซีเพิ่งจะยี่สิบ”

        ให้ตายสิ นี่ฉันกำลังกินหญ้าอ่อนหรือนี่ แต่อายุฉันกับเย่จื่อก็ห่างกันแค่หกปี ก็ไม่ถือว่ามากเท่าไหร่…

        เซียวปินพยักหน้า “งั้นเรียกฉันว่าพี่ปินเถอะ ปกติพวกเขาก็เรียกฉันแบบนี้”

        ตอนนี้เรียกพี่ปินไปก่อน ไม่แน่ในอนาคตนายอาจกลายเป็นพี่เมียฉันก็ได้

        เย่เทียนหมิงไม่ใส่ใจนัก  เขาหัวเราะพลางยกแก้วขึ้น “พี่ปิน งั้นผมก็ขอบคุณพี่ ขอบคุณที่ยอมช่วยผมในครั้งนี้ ช่วยให้ผมในฐานะลูกชาย ได้แสดงความกตัญญูต่อคุณพ่อ แก้วนี้ ผมดื่มขอบคุณพี่”

        ทั้งสองชนแก้ว ก่อนจะดื่มของเหลวในแก้วลงคอพร้อมกัน

        “พี่ปิน ก่อนถอนตัวพี่อยู่หน่วยไหนเหรอ?”

        เซียวปินกระตุกยิ้ม ไม่ได้กล่าวอะไร

        เย่เทียนหมิงหัวเราะร่วน กล่าว “ไม่เป็นไร ถ้าไม่สะดวกไม่พูดก็ได้… แล้วพี่เป็นคนเมืองเจียงเฉิงหรือเปล่า?”

        “ไม่ใช่” เซียวปินส่ายหัว “เจียงเฉิงเป็นบ้านเกิดเพื่อนในทีมของฉันคนหนึ่ง”

        “เจียงเฉิงเป็นเมืองที่ดีนะ ไว้มีเวลาผมจะพาพี่ไปเที่ยวชมเมืองเอง”

        เซียวปินยิ้ม “ถ้ามีโอกาสต้องไปแน่”

        เย่เทียนหมิงเป็นคุณชายที่ไม่มีความเย่อหยิ่งอยู่เลย เซียวปินยิ่งเป็นคนตรงๆอีก ทั้งสองจึงคุยกันได้อย่างถูกคอ เพราะรู้ว่าสักพักแฟนสาวของเซียวปินจะมา เย่เทียนหมิงจึงไม่ได้กินอะไรมาก เพียงแค่พูดคุยพลางดื่มเหล้ากันไปพลางๆเท่านั้น

        สักพัก เย่จื่อก็มาถึง เมื่อเธอเปิดประตูห้องอาหาร สายตาก็ประสานเข้ากับเย่เทียนหมิง ทั้งคู่ต่างก็ชะงักไป ก่อนเย่เทียนหมิงจะถามงงงวย “น้องเล็ก… มาได้ยังไง?”

        “พี่ชาย…” เย่จื่อมองเขม่นเซียวปิน  เจ้าคนกะล่อนนี่ ทำไมถึงมานั่งกินข้าวกับพี่ชายได้ แถมเมื่อกี้ตอนคุยโทรศัพท์ก็ไม่บอกกันเลยสักคำ ไม่ทันได้เตรียมใจอะไรเลย…

        เซียวปินก็จนปัญญา… ฉันก็ไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่นี่ อีกอย่าง เมื่อกี้ฉันไม่ให้เธอมา เธอก็ไม่ฟัง ตอนนี้เป็นไงล่ะ คนอื่นเขามาขอให้ช่วย แต่กลับมาเจอว่าฉันหม้อน้องสาวเขาอยู่… ความรู้สึกแบบนี้ทำไมมันแปลกจังนะ

        เย่เทียนหมิงเป็นคนฉลาด จากที่เย่จื่อมองเขม่นเซียวปินเมื่อครู่ เขาก็เข้าใจทุกอย่างสิ้นแล้ว …เขาหน้าถอดสี ไม่รู้ว่าควรดีใจหรือเสียใจดี ก่อนถาม “พี่ปิน เย่จื่อก็คือแฟนคนนั้นของพี่?”

        “ใช่!” เซียวปินพยักหน้า

        เย่เทียนหมิงขมวดคิ้ว นัยน์ตาประกายแววพิจารณา “พี่ไม่รู้ว่าเธอเป็นน้องผมเหรอ?”

        “ฉันรู้”

        “อืม…” เย่เทียนหมิงพยักหน้า

        เย่จื่อบัดนี้จึงก้าวเข้าไปหาทั้งสอง ก่อนจะนั่งลงข้างเซียวปิน ถามสงสัย “พวกพี่มานั่งกินข้าวด้วยกันได้ยังไง?”

        ซียวปินยิ้มเจื่อน “มีเรื่องคุยกันนิดหน่อย… พี่ชายเธออยากให้ฉันบอกจางเหล่าให้ช่วยรักษาคุณพ่อเธอน่ะ”

        “จางเหล่า?”

        “คนแก่ที่เธอเจอเมื่อวันก่อนไง”

        “ฉันคิดออกแล้ว”

        เย่เทียนหมิงไม่ได้สนใจบทสนทนาของคนทั้งสอง เอาแต่สงบเงียบใช้ความคิด สักพักจึงเงยหน้าขึ้น เขาขมวดคิ้วพลางถามอย่าสงสัยสุดใจ “ไม่ทราบว่าคุณแค่กะเล่นๆ หรือคิดจริงจัง…”

        เย่จื่อได้แต่นั่งนิ่งไม่กล้าเอ่ยปาก เห็นได้ชัดว่าเรื่องในวันนี้เกินความคาดหมายของเธอไปมาก เธอยังไม่ทันได้เตรียมใจมา

        เซียวปินที่เป็นผู้ชาย แน่นอนว่าต้องเป็นผู้เอ่ยตอบแทน “เย่จื่อเป็นผู้หญิงที่ฉันยอมรับในฐานะแฟนคนแรก ฉันจริงจัง”

        เย่เทียนหมิงพยักหน้า “น้องสาวผมเป็นคนยังไง ผมรู้ดี… ตั้งแต่เล็กจนโต เธอไม่เคยคบใครเป็นแฟนเลย แล้วเธอก็ไม่เคยชอบผู้ชายคนไหน ผมยังคิดว่าเธอจะรอให้เรียนจบก่อน… แต่มีแฟนระหว่างเรียนมหาลัยก็เป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ ถ้าอยากจะผ่านด่านคุณพ่อผมคงไม่ง่ายนัก แต่ทางฝั่งผม…ไม่ว่าทางบ้านคุณจะรวยหรือจน เหมาะสมกันหรือเปล่า ผมก็ไม่สนใจทั้งนั้น”

        เซียวปินตั้งใจฟัง เขารู้นี่เป็นคำพูดจากใจจริงของเย่เทียนหมิง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญของเขา เพราะประเด็นสำคัญก็คือ เย่เทียนหมิงกำลังกังวลเรื่องอะไรกันแน่

        เป็นดังที่คิด จู่ๆเย่เทียนหมิงก็พูดเบี่ยงประเด็น “แต่เธอก็เป็นน้องสาวผมอยู่ดี ถึงจะไม่สนใจว่าคนรักของเธอมาจากตระกูลสูงศักดิ์ หรือเป็นแค่คนธรรมดาที่ต้องต่อสู้ดิ้นรน แต่ผมก็ต้องรู้ ว่าคนๆนั้นมีครอบครัวแบบไหน มีอดีตที่ใสสะอาดหรือเปล่า ผมต้องทำให้แน่ใจ ว่าคนๆนั้นไม่ได้เข้าหาเธอเพราะมีเป้าหมายอื่นแอบแฝง… พี่ปิน ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพี่เลย

        พูดจบ เย่เทียนหมิงก็จ้องเขม็งไปยังเซียวปิน กล่าว “ผมเคยให้คนไปสืบประวัติพี่ แต่ก็ไม่ได้อะไรเลย ดังนั้น หวังว่าพี่จะบอกรายละเอียดเกี่ยวกับทางบ้านพี่กับผม รวมถึงหน่วยรบที่พี่เคยทำงานอยู่ก่อนหน้านี้ด้วย”

        เซียวปินแคะหูหลายครั้ง พูดอย่างรำคาญ “บางทีนี่อาจจะมีเหตุผล แต่ถ้าฉันบอกว่าไม่ล่ะ?”

        “งั้นผมก็คงจะให้พี่คบกับน้องสาวผมต่อไปไม่ได้ ตระกูลเย่เป็นตระกูลอันดับหนึ่งแห่งเจียงเฉิง คุณพ่อผมก็รวยเป็นอันดับต้นๆในเจียงเฉิง ในแต่ละวันมีผู้ชายหลากหลายรูปแบบพยายามจะเข้ามาเป็นแฟนน้องสาวผม คนพวกนั้นล้วนเข้ามาด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน… ผมคงยอมให้น้องตกอยู่ในอันตรายไม่ได้หรอก”

        เย่จื่อไม่ปล่อยให้เซียวปินรับหน้าเพียงลำพัง เมื่อฟังพี่ชายพูดจบ เธอก็ประกาศกร้าว “ฉันเชื่อพี่ปิน!”

        “แต่ฉันไม่!” เย่เทียนหมิงรั้น “นอกจากจะบอกเรื่องราวของเขากับฉัน… เรื่องนี้ส่งผลต่อเธอโดยตรง ฉันไม่เชื่อใครทั้งนั้น! เขาลึกลับเกินไป ฉันไม่กล้าเสี่ยงด้วย!”

        จู่ๆ เซียวปินก็ถามคำถามสำคัญออกมา “งั้นถ้านายไม่เห็นด้วยกับเรื่องของเรา แล้วฉันไม่จะช่วยเรื่องพ่อนายล่ะ… นายจะทำยังไง?”

        เย่เทียนหมิงคิดกลุ้มพักหนึ่ง ก่อนจะยกแก้วบนโต๊ะขึ้น แล้วโยนมันลงพื้นอย่างแรง พลางลุกยืนขึ้น เย่เทียนหมิงที่เดิมดูเป็นคนสุขุมเรียบร้อย บัดนี้กลับราวแม่กวางที่กำลังคลั่งเพราะอารักลูกๆ นัยน์ตาเขาประกายความบ้าคลั่ง กล่าว “ยอมแหลกสลาย ดีกว่าอยู่อย่างเสียศักดิ์ศรี!”

        “ได้  งั้นก็ตามนั้น”

        “ว่าไงนะ?”

        เซียวปินหัวเราะราบเรียบ “ช่วยพ่อนายไง!”

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม