0 Views

        การผ่าตัดของหลี่ชุนหลานประสบความสำเร็จอย่างมาก เพียงวันนี้เธอก็มีแรงพูดคุยกับเซียวปินได้ตั้งแต่ช่วงเช้ามาจนถึงตอนนี้แล้วพวกเขาพูดคุยกันเป็นเวลานานพอควร และเรื่องที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ก็คือเรื่องในกองทัพของลูกสาวซูเพ่ยหย่า หลี่ชุนหลานคงคิดถึงลูกสาวมากจริงๆ

        หลี่ชุนหลานแลดูอารมณ์ดีมาก แต่เซียวปินกลับรู้สึกแอบสลดใจ เพราะเขารู้ดีว่า แม้การผ่าตัดจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่เธอก็จะคงอยู่ได้อีกไม่เกินสองปี… เขาตัดสินใจปิดบังเรื่องนี้ต่อหลี่ชุนหลาน แต่ทางด้านซูเสียวเสี่ยว ไม่ว่ายังไงก็ยังต้องหาโอกาสบอกเธออยู่ดี เพียงแต่… เธอเพิ่งได้รับเหตุสะเทือนใจหลายเรื่องติดกัน และดูเหมือนเธอเองจะยังไม่หายเศร้าเลย แล้วแบบนี้เขาจะพูดออกไปได้ยังไงล่ะ

        เมื่อเห็นว่าจวนจะเที่ยงแล้ว หลี่ชุนหลานจึงกล่าวยิ้มแย้ม “เสียวเสี่ยวก็มาแล้ว เสี่ยวปิน เธอไม่ต้องอยู่เป็นเพื่อนน้าแล้วก็ได้ ยิ่งที่ทางร้านยังต้องการเธออีก”

        เซียวปินยิ้มพลางยืดตัวยืนขึ้น “วางใจเถอะครับคุณน้า ทางร้านมีผมดูแลอยู่ ไม่เกิดเรื่องแน่นอนครับ เอาไว้ผมจะหาเวลามาเยี่ยมใหม่นะครับ”

        “ได้จ้ะ.. กลับดีๆนะลูก”

        เซียวปินออกจากห้องพักฟื้น เมื่อไปถึงหน้าบันได ก็ได้พบกับจางยีจื่อที่เดินตรงเข้ามาหา “จางเหล่า ที่การผ่าตัดในครั้งนี้ผ่านไปได้ด้วยดีเพราะได้นายช่วยแท้ๆเลย” เซียวปินกล่าวระคนหัวเราะ

        จางยีจื่อน้ำเสียงราบเรียบ “ในเมื่อเป็นแม่เขาเพ่ยหย่า ฉันแหกกฎตัวเองสักครั้งจะเป็นไรไป… วันพรุ่งนี้ฉันจะกลับปักกิ่งแล้ว นายไม่ต้องไปส่งฉันหรอก”

        “เร็วขนาดนี้เลย?” เซียวปินตกใจ “ไม่อยู่ต่ออีกหน่อยหรอ ทำไมรีบกลับจัง?”

        จางยีจื่อเสียงแข็ง กล่าว “ฉันจะอยู่เหงาๆคนเดียวที่นี่ไปทำไม ขนาดกินข้าวกับใครบางคนอยู่ ยังถูกทิ้งให้กินคนเดียวได้เลย”

        เซียวปินรู้สึกละอายขึ้นมา ร้อนรนกล่าว “เรื่องนั้น… ตอนนั้นมันมีเหตุสุดวิสัยนี่นาจางเหล่า เอาอย่างนี้ดีไหม คืนนี้เดี๋ยวฉันเลี้ยงขอโทษเอง เราไปกินที่ร้านอื่นกัน เป็นไง?”

        “อืม” จางยีจื่อขานรับราบเรียบ “ไหนๆพรุ่งนี้ก็จะกลับแล้ว ไปกินข้าวด้วยกันสักหน่อยก็ดี หลังจากนี้ก็ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่… เดี๋ยวฉันจะไปดูอาการคุณแม่เพ่ยหย่าสักหน่อย ดูจากตอนนี้ ร่างกายเธอฟื้นตัวดีใช้ได้เลย อีกประมาณครึ่งเดือนก็น่าจะออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว”

        เซียวปินระคนหัวเราะ “งั้นก็ตามนี้นะ เดี๋ยวฉันโทรหา แล้วคืนนี้ฉันเลี้ยง”

        เซียวปินพูดจบจึงเดินลงบันไดออกจากโรงพยาบาล ทันทีที่มาถึงร้านบะหมี่บ้านซู หลี่หงก็เดินตรงเข้ามาหา พลางทำหน้าทำตาโมโห กล่าวเสียงแผ่ว “ข้างในมีคนมาหาพี่…. ดูก็รู้ว่าเป็นพวกคุณชายมีตังค์”

        “คุณชายมีตังค์?” เซียวปินหัวราะร่วน “ฉันไม่รู้จักพวกคนมีเงินในเมืองเจียงเฉินสักหน่อย”

        เซียวปินบ่นพลางเดินตามหลี่หงเข้าไปในร้าน ก่อนจะมองตามมือที่ชี้ไปของหลี่หง ผู้ถูกชี้ เป็นหนุ่มชายรุ่นราวคราวเดียวกับเซียวปิน เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว คู่กับกางเกงสีขาวยาว …ชายชุดขาวนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนเก้าอี้ภายในร้านอย่างใจเย็น เพราะกำลังก้มหน้า จึงมองเห็นเพียงโครงหน้าลางๆของเขาเท่านั้น แต่ถึงกระนั้น หากคุณเป็นผู้หญิง คุณก็ยังจะโดนดึงดูดโดยเขาอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกเท่ๆ แลดูสบายๆของเขา หรือจะเป็นเส้นโค้งที่สมบูรณ์แบบที่โครงหน้านั่น ล้วนดูดีเกินต้านทานไปหมด

        เมื่อเซียวปินเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขา ชายชุดขาวเงยหน้าขึ้นมองเซียวปิน ก่อนจะลุกยืนพลางยิ้มให้ ชายคนนี้ดูเป็นคนมีมารยาทมาก รอยยิ้มที่ใบหน้านั้นก็ดูอบอุ่นและเป็นมิตรเอามากๆ จนแม้ว่าเขาจะเป็นแค่คนไม่รู้จัก แต่บุคลิกแบบนั้นก็ยังจะทำให้คุณรู้สึกราวเขาเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของคุณ

        “คุณคงจะเป็นเซียวปิน?” หนุ่มวัยรุ่นยื่นมือไปข้างหน้า ก่อนจะกล่าวอย่างมีมารยาท “ผมชื่อเย่เทียนหมิง เป็นน้องชายเย่ซินหยี่”

        เป็นพี่น้องท้องเดียวกันแท้ๆ แต่ช่างต่างกันเหลือเกิน ในตัวเขาไม่มีความเย่อหยิ่งเหมือนที่เย่ซินหยี่มีอยู่มากมายเลย เซียวปินเองก็รู้สึกถูกชะตากับเขาไม่น้อย จึงยื่นมือออกไปจับตอบ “สวัสดีครับ ผมชื่อเซียวปิน”

        ทั้งสองมองประเมินกันและกัน เซียวปินรู้สึกดีต่อเขามากเย่เทียนหมิงเองก็เช่นกัน เขาเป็นถึงคุณชายสูงศักดิ์ ตั้งแต่เด็ก เขาก็เจอผู้คนมากมาย จนทำให้เขาอ่านคนออก… เพียงได้เห็นเซียวปินแวบเดียว เขาก็รู้ว่าคนตรงหน้าไม่ใช่คนธรรมดาแน่เมื่อเป็นเช่นนี้ที่พี่สาวไม่สามารถสยบเขาได้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป

        “เพราะไม่รู้ว่าจะติดต่อคุณเซียวได้ยังไง ผมจึงต้องถือวิสาสะมารบกวนถึงที่นี่… ผมอยากจะเชิญคุณเซียวไปทานอาหารด้วยกันสักมื้อ ไม่ทราบว่าสะดวกหรือเปล่าครับ? ถ้าคุณเซียวยังไม่ว่าง งั้นเราเปลี่ยนเวลานัดเป็นเวลาอื่นก็ได้นะครับ”เย่เทียนหมิงกล่าวยิ้มๆ

        เขาพูดอย่างรอบคอบ ทั้งยังมีมารยาท ขณะเดียวกัน ก็ยังไม่ลืมที่จะให้เกียรติกับเซียวปินด้วย

        ใครดีมาหนึ่งคืบ ฉันดีกลับหนึ่งศอก …นี่คือวิถีของเขา ดังนั้น เมื่อคิดได้ดังนี้ บวกกับตัวเขาเองขณะนี้ก็ยังไม่ได้กินข้าว เขาจึงตอบรับคำเชิญนั้นอย่างไม่น่าสงสัยเลย “งั้นก็ได้ครับ ทานที่ไหนดี?”

        “คุณคิดว่าแบบไหนดีกว่ากันครับ ระหว่างออกไปทานข้างนอกกับทานในร้านนี้เลย” เย่เทียนหมิง

        เซียวปินหัวเราะ กล่าว “ไม่ต้องอุดหนุนร้านผมหรอก ตามใจคนเลี้ยง… คุณเลือกที่เถอะ ยังไงคนที่จ่ายตังค์ก็ไม่ใช่ผมอยู่แล้ว”

        ทั้งสองมองกันแวบหนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเย่เทียนหมิงกล่าวยิ้มแย้ม “งั้นก็ได้ครับ ผมจองห้องอาหารส่วนตัวในร้านหลงจาเอาไว้แล้ว หากเลยเที่ยงแล้วผมยังไม่ไป พวกเขาก็จะยกเลิกการจอง ตอนนี้เหลือเวลาอยู่อีกเยอะเลย พวกเราจะไปกันเลยไหมครับ?”

        “ก็ได้”

        “เย่เทียนหมิงพูดระคนหัวเราะ “รอสักครู่ครับ”

        เขาหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นจากโต๊ะ ก่อนพับมันลงหลายทบ แล้วจึงจับมันไว้ในมือ กล่าวยิ้มแย้ม “ไปเถอะครับ”

        เซียวปินคอยสังเกตทุกการกระทำของเขา เขาทำทุกเรื่องอย่างมีมารยาท ทั้งยังเป็นคนละเอียดอ่อน บวกกับฐานะทางบ้านของเขานับได้ครบองค์ประกอบของผู้ชายสมบูรณ์แบบที่เหล่าผู้หญิงทุกคนฝันถึงเลย

        รถดับกลางคันหนึ่งจอดรออยู่กลางถนน โดยมีบอดี้การ์ดสองคนยืนคุมที่ข้างประตู รอจนเซียวปินและเย่เทียนหมิงลงนั่งบรรทุกในรถแล้ว บอดี้การ์ดทั้งสองจึงนั่งข้างซ้ายและขวาที่เบาะหน้า ก่อนรถจะค่อยๆแล่นออกไป

        “ไม่รู้ว่าการมาโดยพลการของผมในครั้งนี้ จะเป็นการเสียมารยาทจนเกินไปหรือเปล่า พอดีเรื่องนี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ผมจึงจำเป็นต้องมาโดยไม่ขออนุญาตก่อน… อีกอย่าง ผมก็อยากจะขอโทษคุณเซียวแทนพี่สาวด้วย นิสัยเธอแข็งกร้าวไปหน่อย เลยอาจจะทำให้คุณเซียวไม่พอใจไป แต่เชื่อเถอะครับ เธอไม่ได้มีเจตนาไม่ดีอะไรแน่นอน”

        เซียวปินทอดสายตามองไปยังนอกรถ พลางยิ้มกล่าว “เธอไม่ได้แข็งกร้าวหรอก เพียงแค่ฉลาดเกินไปเท่านั้นเอง …แต่บางครั้ง ความฉลาดก็หลอกเราได้เช่นกัน ถ้าเทียบกันแล้ว คนที่ฉลาดจริงๆน่าจะเป็นคุณมากกว่า”

        เย่เทียนหมิงหัวเราะ “พี่สาวผม เธอเก่งมากกว่าผมในทุกๆเรื่องตั้งแต่ตอนเด็กๆแล้วครับ เธอเป็นคนหน้าตาดี เหล่าบรรดาคุณชายในเจียงเฉิงจึงเอาแต่หมุนรอบๆเธอ เธอเรียนเก่ง สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เป็นอันดับหนึ่งในเจียงเฉิงแล้วเธอยังมีหัวการค้า คุณพ่อเลยค่อยๆส่งต่อธุรกิจให้เธอดูแลทีละอย่างตั้งแต่ก่อนท่านจะป่วยแล้วครับ อันที่จริงเธอทำได้ดีกว่าผมเสียอีก”

        เย่เทียนหมิงพูดไป พลางก็ถอนหายใจยาวออกมา “เฮ้อ… แต่สุขภาพคุณพ่อก็…”

        เย่เทียนหมิงพูดเพียงครึ่งก็เงียบไป

        เซียวปินหยักยิ้มบางๆที่มุมปาก เย่เทียนหมิงคนนี้ถ่อมตัวมาก จากการพูดจาและหลายๆสิ่งที่เขาทำตั้งแต่ตอนเพิ่งพบกันจนถึงตอนนี้แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนมีวินัยในตัวเองมาก เขาระมัดระวังรอบคอบ เขามีความมั่นใจ แถมยังฉลาด รู้จักมองการณ์ไกลอีกด้วย ที่น่ากลัวไปกว่านั้น คือผู้ชายที่เก่งกาจแบบนี้กลับยังเอาแต่แสดงความนอบน้อมและถ่อมตัวออกมา… …เป็นเช่นนี้ แล้วจะให้คิดว่าเขาธรรมดาได้อย่างไร?

        จู่ๆ เซียวปินก็รู้สึกสนอกสนใจตระกูลเย่ขึ้นมา แต่นั้น หาใช่เพราะความร่ำรวยของตระกูลเย่แต่อย่างใด แต่เป็นเพราะสามพี่น้องตระกูลเย่ต่างหาก …ทางด้านเย่จื่อคงไม่ต้องพูดถึง สำหรับเซียวปิน เย่จื่อฉลาดไม่น้อยไปกว่าพวกพี่ๆของเธอเลย เพียงแต่ เธอมีความใสซื่อและไม่มีพิษมีภัยกับใครมากกว่าเท่านั้นเอง…. …ส่วนเย่ซินหยี่ เธอเป็นผู้หญิงที่ฉลาดอย่างไม่ต้องสงสัย เธอเป็นคนเจ้าเล่ห์มาก เธอยังรู้จักการวางแผนเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการด้วย ก็เหมือนกับเรื่องก่อนหน้านี้ เธอใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็งสารพัดเพื่อขอให้เซียวปินช่วย หากเป็นคนอื่น เกรงว่าคงจะตกหลุมพรางเธอไปนานแล้ว…. …ทางเย่เทียนหมิงยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย แค่เพิ่งเจอกันครั้งแรกก็ทำให้เซียวปินรู้สึกดีด้วยได้แล้ว

        ในตระกูลใหญ่มักมีพวกลูกคุณหนูที่แต่งตัวดี แต่ไม่มีสมองอยู่มาก แต่ทว่าพี่น้องตระกูลเย่ ต่อให้จะเป็นเย่ซินหยี่ที่เซียวปินชัง เขาก็ยังต้องยอมรับว่าเธอเก่งและฉลาดกว่าพวกคุณหนูไร้สมองทั่วไปอยู่มาก… บ้านที่เลี้ยงพวกเขาทั้งสามขึ้นมาได้ ต้องเป็นบ้านแบบไหนกันนะ?

        หลังจากเย่เทียนหมิงหยุดคำพูดนั้นลง เขาก็เริ่มชวนเซียวปินคุยเรื่องอาคารบ้านเรือนภายในเมืองเจียงเฉิงเซียวปินยิ่งคุยกับเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าเขาช่างเต็มไปด้วยความรู้มากมายเหลือเกิน ความรู้ที่มีไม่ใช่เพียงความรู้ในหนังสือเท่านั้น แต่รวมไปถึงความรู้ต่างๆในชีวิตประจำวันอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น เมื่อรถแล่นผ่านตึกสูงและถนนสายหนึ่ง เขาก็จะเล่าเกี่ยวกับประวัติของที่นั่นได้อย่างลื่นไหล เช่นว่าเหตุใดจึงมีชื่อเรียกเช่นนั้น ที่นี่เคยมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง ทำเอาเซียวปินต้องกลับมามองเขาใหม่เลยทีเดียว

        ร้านหลงจาไม่ใช่ร้านอาหารที่หรูที่สุดในเจียงเฉิงแต่อย่างใด แต่ถือเป็นร้านอาหารระดับกลางๆเท่านั้น ด้านหนึ่ง เซียวปินจะได้ไม่รู้สึกว่าไม่ได้รับการให้เกียรติจากเขา อีกด้าน เซียวปินก็จะไม่รู้สึกว่าเป็นจริงเป็นจังมากจนเกินไป ดูท่า เย่เทียนหมิงจะคิดเผื่อไว้เยอะเลย

        ผู้จัดการร้าน เมื่อเห็นเซียวปินและเย่เทียนหมิงมาถึง ก็รีบตรงเข้าไป พาทั้งสองไปยังห้องอาหารที่จองเอาไว้อย่างนอบน้อมด้วยตนเอง บอดี้การ์ดทั้งสองของเย่เทียนหมิงเองก็ตามเข้าไปด้วย ทั้งสองยืนอยู่หลังเจ้านายตลอด

        ผู้จัดการร้านถามยิ้มแย้ม “คุณชายเย่ครับ จะให้เสิร์ฟอาหารเลยไหมครับ?”

        เย่เทียนหมิงระคนหัวเราะ กล่าว “เสิร์ฟเลยแล้วกันครับ”

        “งั้นผมออกไปเตรียมด้านนอกก่อน ไม่รบกวนทั้งสองแล้วครับ… อ้อ คุณเซียว นี่เป็นนามบัตรของผม”

        ก่อนออกไป ผู้จัดการร้านยื่นนามบัตรใบหนึ่งให้เซียวปิน ด้านหนึ่ง ก็เพื่อมารยาท แต่อีกด้าน ดูเหมือนจะเป็นเพราะเขาเป็นแขกที่เย่เทียนหมิงพามาด้วยมากกว่า

        ทางร้านทำงานกันเร็วมาก พวกพนักงานยกอาหารออกมาเสิร์ฟอย่างรวดเร็ว บนโต๊ะมีอาหารอยู่หกอย่าง และแกงอีกหนึ่งอย่าง บวกกับ*ลาฟิตอีกขวดเย่เทียนหมิงปัดมือไล่ ก่อนพนักงานทั้งหมดจะเดินออกไป “พอได้ไหมครับคุณเซียว” เย่เทียนหมิงถามระคนหัวเราะ

        เซียวปินมองอาหารที่วางเต็มโต๊ะส่ายหัวกล่าว “สิ้นเปลืองเกินไป”

        “ไม่เลยครับๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เชิญคุณเซียวมาทานข้าว แบบนี้สมควรแล้วครับ.. มาครับ ผมรินเหล้าให้”

        เซียวปินไม่ได้เกรงใจใดๆ ปล่อยให้เขารินเหล้าจนเต็มแก้ว ก่อนเย่เทียนหมิงจะยกแก้วขึ้นกล่าว “คุณเซียวครับ แก้วนี้ถือเป็นการขอโทษแทนพี่สาวผม ผมดื่มก่อนเลยนะครับ”

        พูดจบ เย่เทียนหมิงก็รินเหล้าเข้าปากจนหมดภายในคำเดียว

        เย่เทียนหมิงราวจะเป็นคนเรียบร้อยมีการศึกษาคนหนึ่งแต่วิธีการที่เขาใช้จัดการกับเรื่องต่างๆกลับตรงไปตรงมา

        เซียวปินเองก็จะน้อยหน้าไม่ได้ เขาชูแก้วขึ้น กล่าวใจกว้าง “เรื่องก่อนหน้านี้ล้วนเป็นเรื่องเล็กทั้งนั้น ทุกอย่างมันผ่านไปแล้ว แก้วนี้ ผมดื่มคืนให้”

        เขาดื่มหมดแก้วในอึกเดียวเช่นกัน

        เย่เทียนหมิงจับตะเกียบชี้ไปทางอาหารมากมายบนโต๊ะ หัวเราะกล่าว “กินกันเถอะ”

        เซียวปินมองเย่เทียนหมิงนิ่ง ก่อนจะเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาด้วยตัวเอง “แต่ก่อนผมเคยเป็นทหารมาก่อน เลยชอบอะไรที่มากกว่า ที่คุณเย่มาหาผมในวันนี้คงจะมีเรื่องอะไรแน่… เรามาคุยเรื่องสำคัญของคุณกันก่อนไหม?”เขายิ้มบางๆกล่าว

        เย่เทียนหมิงเมื่อเห็นเซียวปินพูดตรงเช่นนี้ เขาเองก็วางตะเกียบลง กล่าว “งั้นเรามาคุยเรื่องสำคัญกันก่อนก็ได้ครับ ครั้งนี้ ผมมีเรื่องจะขอร้องพี่ครับ!”

—————————————————————————————————————-========================================================—————————————————————————————————————-

*ลาฟิต (Chateau Lafite 1869) : เป็นไวน์ที่แพงเป็นอันดับสองของโลกค่ะ

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม