0 Views

        วันต่อมา เย่ซินหยี่เดินเฉิดฉายเข้าไปยังห้องทำงานของฉางฮวัยอัน  เจ้าของห้องเงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือน ก่อนส่งยิ้มเจื่อนๆกลับไป “คุณหนูเย่ เซียวปินถูกปล่อยตัวออกไปตั้งแต่เมื่อวาน… คุณไม่จำเป็นต้องมาที่นี่อีกแล้ว”

        “อะไรนะ ปล่อยตัว?” เย่ซินหยี่ชะงัก เธอหัวใจไหววูบ เมื่อนึกถึงใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของเขาในตอนนั้น เธอประเมินผู้ชายคนนี้ต่ำเกินไปจริงๆ เพียงแต่… เขาทำให้ฉางฮวัยอันยอมปล่อยออกไปได้ยังไง?

        เย่ซินหยี่เป็นคนฉลาด นับตั้งแต่วันที่ฉางฮวัยอันไม่ยอมอ่อนข้อให้ และจับเซียวปินไปต่อหน้าต่อตาเธอ เธอก็รู้ทันที ว่าเซี่ยหลุนต้องยอมจ่ายไปไม่น้อยแน่.. สำหรับการจะเอาชีวิตเซียวปิน แต่พอมาตอนนี้ เขาเพิ่งถูกขังได้แค่ไม่กี่วัน ฉางฮวัยอันก็ยอมปล่อยไป แบบนี้ มีความเป็นไปได้แค่สองอย่าง คือหนึ่ง ฉางฮวัยอันยอมแพ้เขา และสอง เซียวปินเสนอเงินที่มากกว่าเพื่อแลกกับการปล่อยตัวเขาออกไป

        ซึ่งไม่ว่าจะเป็นข้อไหน เย่ซินหยี่ก็ยังประเมินเขาต่ำไปอยู่ดี

        เย่ซินหยี่แสร้งยิ้มบางๆ กล่าว “ในเมื่อเป็นแบบนี้ งั้นฉันก็ไม่รบกวนแล้ว… จะยังไงก็ยังต้องขอบคุณ ผอ. ฉางอีกที ที่ไว้หน้าฉันในครั้งนี้  และที่คุณรักษากฎหมายอย่างเคร่งครัดแบบนี้”

        ฉางฮวัยอันหัวเราะเจื่อนๆในใจ สีหน้ากระอักกระอ่วน เย่ซินหยี่เป็นคนฉลาดอยู่แล้ว เมื่อเห็นสีหน้าแบบนั้น เธอก็เดาได้ทันทีว่าเขาเองก็ไม่ได้เต็มใจที่จะปล่อยเซียวปินออกไปเลย โดนบังคับ? หรือเซียวปินจะรู้จักคนใหญ่คนโตอะไร? ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วทำไมเขายังต้องไปทำงานในร้านบะหมี่เล็กๆแบบนั้นอยู่ล่ะ? แต่ก็อาจจะเป็นไปได้… ถึงขนาดสามารถเชิญคนใหญ่โตเช่นจางยีจื่อมาได้ ไม่ว่ายังไงเขาก็ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ เธอยังเคยเชื่อว่าที่เขารู้จักกับจางยีจื่อได้เป็นเพราะความบังเอิญเท่านั้น แต่พอมาดูตอนนี้ เธอคงจะเข้าใจผิดไป…

        ขณะเย่ซินหยี่กำลังจะกล่าวลา จู่ๆประตูห้องก็ถูกเปิดออก ก่อนชายชุดดำหลายคนจะเดินผ่านประตูเข้ามาอย่างรวดเร็ว  พวกเขาเดินมาหยุดยังหน้าโต๊ะทำงานฉางฮวัยอัน แล้วประกาศ “คุณฉางอันฮวัย มีคนรายงานมาว่าคุณรับสินบน  ปกป้องผู้กระทำผิด  ขัดขวางงานยุติธรรม  และใช้อำนาจที่มีโดยมิชอบ กรุณาไปกับพวกผมเพื่อรับการตรวจสอบด้วยครับ”

        ฉางฮวัยอันใบหน้าซีดเผือด เหงื่อออกไม่หยุด ก่อนจะนั่งอ่อนระทวยอยู่บนโต๊ะทำงาน  เจ้าหน้าที่ชุดดำไม่รอช้า รีบเดินเข้าไปจับหมับที่แขนทั้งสองข้าง ก่อนจะดึงเขาเดินออกไป

        เย่ซินหยี่มองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างตกตะลึง ฉางฮวัยอันถูกลากไปจนถึงหน้าประตู แล้วจู่ๆเขาก็เบิกตากว้าง พลางตะโกนสุดเสียง “เย่ซินหยี่ ไปบอกไอ้บัดซบนั่นด้วย มันไม่มีสัจจะ! เซียวปิน ฉันจะฉีกเนื้อมันมากิน กรีดเลือดมันออกมาให้หมด ไอ้เวรเอ้ย ต่อให้ตายฉันก็จะไม่ปล่อยแกไว้แน่!!!”

        ฉางฮวัยอันโดนคุมตัวออกจากห้องไปแล้ว… เย่ซินหยี่พ่นลมหายใจยาวออกมา ในที่สุดเธอก็เข้าใจเสียที ว่าเพราะอะไรเขาถึงได้มั่นใจมากขนาดนั้น ทำไมถึงถูกปล่อยตัวเร็ว… จู่ๆในใจเธอก็หนักอึ้งขึ้นมา เดิมเธอคิดว่าจะใช้โอกาสในครั้งนี้บีบให้เขายอมจำนน แต่พอมาตอนนี้ เธอดูผู้ชายคนนี้ไม่ออกมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว…

        พอเย่ซินหยี่ก้าวขาเข้าบ้าน เธอก็ถูกพ่อบ้านเรียกให้ไปพบเย่ปั้นเฉิงในห้องทันที…

        คำสั่งนั้น ทำให้เธอรู้สึกลำบากใจขึ้นมาทันที เธอรู้นิสัยบิดาดี ถ้าท่านรู้ว่าเรื่องจางยีจื่อยังไม่สำเร็จล่ะก็ ท่านจะต้องโมโหมากแน่ๆ… บนโลกนี้ คนที่บิดาจะรักอย่างไม่มีข้อแม้ก็มีเพียงน้องสาวเท่านั้น  แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับเย่จื่อก็ยัง…

        เย่ซินหยี่สงบจิตสงบใจอยู่นาน จึงเคาะไปที่ประตูตรงหน้า ก่อนน้ำเสียงไพเราะอ่อนเยาว์ของใครบางคนจะดังตอบมา “ซินหยี่หรอ? เข้ามาสิ”

        เย่ซินหยี่ถอนหายใจเบาๆ สำหรับแม่เลี้ยงคนนี้ของเธอ.. หากว่ากันตามจริงเธอก็ไม่ได้ชอบเขาสักเท่าไหร่หรอก ในโลกใบนี้จะมีคนสักกี่คนที่ชอบแม่เลี้ยง? แต่เพื่อความสุขของพ่อ… เธอจึงจำต้องแสร้งดีกับแม่เลี้ยง

        เป็นอย่างที่คิด เมื่อดันประตูเข้าไป เย่ซินหยี่ก็เปลี่ยนเป็นใบหน้าสดใส เธอพูดยิ้มแย้มอย่างสนิทสนม “น้าเหลี่ยว น้าก็อยู่ด้วยหรอ.. ดูสิ ได้น้ามาดูแลพ่อแบบนี้ ท่านสีหน้าดีขึ้นเยอะเลย”

        นอกจากเย่ปั้นเฉิงที่นอนอยู่บนเตียงและเย่เทียนหมิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ยังมีหญิงอายุเจียนสามสิบอีกคนนั่งอยู่ข้างๆเตียงด้วย หญิงคนนี้มีหน้าตาสะสวย เช่นเดียวกับชุดนอนที่เธอสวมอยู่ในขณะนี้… ผมเธอถูกปล่อยสยายเงางามอยู่ด้านหลัง ให้ความรู้สึกราวเจ้าตัวเป็นกระต่ายขี้เซา แต่ในขณะเดียวกัน ก็แฝงไปด้วยความเซ็กซี่ดึงดูดใจ…

        หากว่ากันตามหน้าตา แน่นอนว่าเธอสวยสู้เย่ซินหยี่ไม่ได้เลย แต่ทว่า เธอกลับได้ความยั่วยวนดึงดูดใจมาแทน

        และที่สำคัญ เธอมีสัดส่วนสรีระที่สมบูรณ์แบบมาก หากว่ากันด้วยเรื่องหน้าตา ใครก็คงจะเทียบเทียมเย่ซินหยี่ไม่ได้ แต่หากว่ากันด้วยเรื่องรูปร่างเซ็กซี่ยั่วยวนล่ะก็ เธอถือเป็นผู้หญิงที่มีสรีระเซ็กซี่ร้อนแรงที่สุดเท่าที่เย่ซินหยี่เคยพบมาเลย โดยเฉพาะเอวบางเล็กๆนั่น ต่อให้เป็นผู้หญิงด้วยกันก็ยังอดที่จะมองตามไม่ได้เลย

        หญิงคนนี้ก็คือแม่เลี้ยงของพวกเขา เหลี่ยวเพียวเพียว!

        เลี่ยวเพียวเพียวหัวเราะน้อยๆพลางยกมือขึ้นปิดปาก ร่างกายเธอไหวน้อยๆตามแรงหัวเราะ ชุดนอนคอเว้าที่เธอสวมอยู่ก็หลุบลงต่ำ จนสามารถเห็นร่องอกขาวๆยั่วยวนนั่นได้อย่างชัดเจน ช่างดึงดูดสายตาผู้คนได้ดีจริงๆ …ผู้คนที่ว่า  หมายถึงคนอื่นๆนอกจากเย่ซินหยี่และเย่เทียนหมิง ที่ขณะนี้สนใจเพียงบิดาที่นอนอยู่บนเตียงเท่านั้น ส่วนแม่เลี้ยงจะเป็นอย่างไร ไม่ได้อยู่ในสายตาพวกเขาเลย…

        “ซินหยี่พูดเก่งขึ้นทุกวันเลยนะ เมื่อกี้พวกเรายังพูดถึงเธออยู่เลย ได้ข่าวว่าเธอจะไปเชิญจางยีจื่อมารักษาคุณพ่อ… เป็นยังไงบ้างล่ะ?” เหลี่ยวเพียวเพียว

        ฟังจบ เย่ปั้นเฉิงก็มองตรงไปยังเย่ซินหยี่อย่างเอาคำตอบ … เธอสูดหายใจลึก ก่อนจะถอนหายใจยาว กล่าว “พ่อคะ หนูมันไม่ได้เรื่องเอง… เซียวปินไม่ยอมช่วยเราค่ะพ่อ… …หนูไปขอพบจางยีจื่อด้วยตัวเองอีกครั้งแล้ว.. แต่เขาก็ไม่ยอมคุยกับหนูเลย”

        เย่ปั้นเฉิงสายตาหมองหม่น ขมวดคิ้วมุ่น ก่อนเหลี่ยวเพียวเพียวที่ข้างกันพูดขึ้น “บนโลกนี้ยังมีคนไม่รู้ที่ต่ำที่สูงแบบนี้อยู่อีกหรอเนี่ย? เขาไม่รู้หรือไงว่าตระกูลเย่ของเราร่ำรวยขนาดไหน? มีอะไรที่ตระกูลเราให้เขาไม่ได้กัน?”

        เย่ปั้นเฉิงกล่าวเสียงต่ำอย่างยากลำบาก “สำหรับจางยีจื่อ เรื่องเงินไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับเขาอีกแล้ว นั่นฉันพอเข้าใจได้ แต่กับเซียวปิน… เธอก็จัดการไม่ได้หรอ?”

        แย่จื่อถอนหายใจ “เขาดื้อรั้นมาก แต่หนูจะพยายามทำให้ถึงที่สุดค่ะ”

        เย่เทียนหมิงที่ข้างๆพูดโพล่ง “คงไม่มีเวลาอีกแล้วล่ะ… คนของฉันไปสืบจากทางโรงพยาบาลมาแล้ว อย่างมากก็อีกสองวัน  จางยีจื่อก็จะไปจากเมืองเจียงเฉิง”

        เย่ซินหยี่ชายตามองน้องชายแวบหนึ่ง ถามยิ้มๆ “เทียนหมิง แล้วนายคิดว่าควรทำยังไง?”

        “ให้ฉันไปเถอะ… เรายังจะใช้วิธีเดิม… ไปพบเซียวปินก่อน ถ้าเขายังไม่ยอมตกลง เราค่อยไปหาจางยีจื่อด้วยตัวเองอีกครั้ง”

        เย่ปั้นเฉิงเสียงต่ำ “ไปเถอะ… อย่าทำให้ฉันผิดหวัง…”

        “ครับ คุณพ่อวางใจเถอะ” เย่เทียนหมิงสีหน้าจริงจัง “ผมจะพยายามทุกวิถีทาง  ต่อให้ต้องแลกกับทรัพย์สมบัติของตระกูลไปกว่าครึ่ง ไม่ว่ายังไงผมก็ต้องหาทางช่วยคุณพ่อให้ได้!”

        เย่ปั้นเฉิงแววตาแสดงความพอใจออกมา ก่อนจะหันมองไปทางเหลี่ยวเพียวเพียว กล่าวอย่างเหนื่อยอ่อน “พวกแกออกไปก่อนเถอะ ให้เพียวเพียวอยู่เป็นเพื่อนฉันก็พอ”

        เย่ซินหยี่กล่าวห่วงใย ทั้งใบหน้าไม่เปลี่ยนจากเดิม “พ่อคะ งั้นคุณพ่อก็ดูแลตัวเองให้ดีนะคะ ไม่ต้องกังวลเรื่องอะไรทั้งนั้น… ถ้ามีอะไรก็เรียกหนูนะคะพ่อ… น้าเหลี่ยว ฝากคุณพ่อด้วยนะ”

        เหลี่ยวเพียวเพียวมองไปยังชายคนรักด้วยแววตาอ่อนโยน ยิ้มกวานกล่าว “การดูแลผู้ชายของตน เป็นสิ่งที่ฉันสมควรจะทำอยู่แล้วไม่ใช่หรอ?”

        เย่ซินหยี่และเย่เทียนหมิงเดินอออกจากห้อง หลังทั้งสองเดินลงบันไดมาแล้ว เย่ซินหยี่จึงออกปากถามน้องชาย “นายจะไปหาเซียวปินเมื่อไหร่?”

        “ก็ต้องเป็นเดี๋ยวนี้เลยสิ” เขายิ้ม “วันเวลาไม่รอใคร ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี”

        เย่ซินหยี่สีหน้าจริงจัง “ครั้งนี้ ไม่ว่ายังไงนายก็ต้องทำให้เขารับปากให้ได้นะ …ฉันกลัวว่าถ้าจางยีซานกลับไปครั้งนี้ คุณพ่อจะทนต่อไปอีกไม่ไหว… เทียนหมิง ฝากด้วยนะ”

        “วางใจเถอะ” เย่เทียนหมิงพยักหน้าจริงจัง ก่อนแววตาจะเปลี่ยนเป็นชิงชัง เขากล่าวน้ำเสียงเย็นเฉียบ “ทุกครั้งที่เห็นนังผู้หญิงคนนั้นอยู่ข้างคุณพ่อ ฉันก็แทบอดไม่ได้ที่จะ…. ฆ่ามันซะ”

        ไม่ว่าเมื่อไหร่ เย่เทียนหมิงก็เป็นคนสุขุมเรียบร้อยเสมอ ไม่ว่าจะเป็นคนเลือกมากมาจากไหน เมื่อมาเจอกับเทียนหมิง ยังต้องยอมรับในความเป็นสุภาพบุรุษของเขาเลย แถมเขายังไม่มีนิสัยแย่ๆแบบพวกลูกคนรวยทั่วไปอยู่อีก… จะมีก็แต่เวลาที่พูดถึงยัยแม่เลี้ยงนั่น ใบหน้าของเขาจึงจะเปลี่ยนไปเป็นเกลียดเข้ากระดูกดำทันที

        เย่ซินหยี่ส่ายหัว ก่อนจะส่งสายตาเตือนน้องชาย พูดเสียงค่อย “นี่มันในบ้านนะ ระวังคำพูดหน่อย… ยังไงเสียตอนนี้เขาก็เป็นแม่เลี้ยงเรา”

        เย่เทียนหมิงขานรับพี่สาว ก่อนจะสงบสติอารมณ์ลง แล้วเดินจ้ำอ้าวออกไป

        มองดูแผ่นหลังที่ไกลออกไปเรื่อยๆของเย่เทียนหมิง เย่ซินหยี่แววตาระคนหลากหลาย ก่อนแววตานั้นจะปรากฏความเฉียบขาดและเลือดเย็นซึ่งไม่ควรมีในตัวหญิงออกมา

        เมื่อลูกๆ ออกไปแล้ว เย่ปั้นเฉิงถอนหายใจเฮือก กล่าว “เพียวเพียว เธอคิดยังไงกับพวกลูกๆฉันบ้าง?”

        เหลี่ยวเพียวเพียวตักซุปยาช้อนสุดท้ายขึ้นมา ก่อนจะเป่าไล่ความร้อนหลายครั้ง จนเมื่อป้อนยานั้นเข้าปากเย่ปั้นเฉิงไปแล้ว เธอจึงยิ้มพลางส่ายหัว  กล่าว “เรื่องแบบนี้… ฉันไม่ยุ่ง”

        เย่ปั้นเฉิงถอนหายใจ “ฉันรู้ว่าที่เย่จื่อมีอคติกับเธอก็เพราะฉัน  แล้วตอนนี้ยัยเด็กนั่นก็…เฮ้อ ฉันกลับมาก็ตั้งหลายวันแล้ว เย่จื่อยังไม่เคยมาดูอาการฉันเลยสักครั้ง …จะเคยก็แต่แอบถามอาการของฉันกับพวกคนใช้เท่านั้น… ถ้าพวกแม่บ้านไม่มาบอก ฉันก็คงจะยังไม่รู้ไปอีกนานเลย”

        เย่ปั้นเฉิงพูดท่าทางยินดี “เธอก็พูดถึงแค่ซินหยี่กับเทียนหมิงก็พอ  เรื่องทรัพย์สมบัติของฉัน เย่จื่อเธอไม่สนใจหรอก ต่อให้ฉันจะยัดเยียดไปให้ เย่จื่อก็ไม่ยอมรับอยู่ดี… ระหว่างเทียนหมิงกับซินหยี่ เธอคิดว่าใครเหมาะสมที่จะสืบทอดกิจการของฉันมากกว่ากัน?”

        เหลี่ยวเพียวเพียวจ้องเย่ปั้นเฉิงเขม็ง ก่อนกัดฟันพูดงอนๆ “คุณ…. นี่คุณทำอะไร… กำลังจะสั่งเสียหรือไง?”

        เย่ปั้นเฉิงยิ้มเจื่อน กล่าว “ฉันก็แค่คิดเผื่อเอาไว้ หลังฉันตายไป ฉันจะยกสมบัติให้เธอกับเย่จื่อส่วนหนึ่ง แต่เรื่องกิจการ ไม่ว่ายังไงก็ต้องให้ซินหยี่หรือเทียนหมิง คนใดคนหนึ่งเป็นคนสืบทอดเท่านั้น”

        เหลี่ยวเพียวเพียวลังเลแวบหนึ่ง ตอบ “คุณหนูเย่แม้จะเป็นผู้หญิง แต่เธอก็มีความสามารถมาก ในตระกูลเย่ คนที่สนับสนุนเธอก็มีไม่น้อย… แต่หากจะเอามาเทียบกัน เย่เทียนหมิงก็ไม่มีข้อติเช่นกัน เขามีความสามารถแถมยังเป็นคนกตัญญู  ในตัวก็ไม่มีนิสัยเสียแบบพวกลูกคนรวยอยู่เลย ถ้าว่ากันตามปกติ หากเป็นการสืบทอดมรดกของพ่อ ในเมื่อเทียนหมิงก็ไม่ได้มีข้อเสียอะไรล่ะก็ ถ้างั้น…”

        เย่ปั้นเฉิงยิ้มบางๆอย่างพอใจ กล่าว “เธอหมายถึงเทียนหมิง?”

        “อื้ม” เหลี่ยวเพียวเพียวพยักหน้า

        “เธอก็คงจะรู้อยู่ แม้ว่าเทียนหมิงจะไม่ได้แสดงออกมาชัดเจนเหมือนเย่จื่อ แต่เขาก็มีอคติกับเธออยู่ไม่น้อยเลย ถ้าให้เขาเป็นผู้สืบทอดมรดกล่ะก็…”

        เหลี่ยวเพียวเพียวยิ้มเจื่อน “เพราะฉันเป็นผู้หญิง ก็เลยต้องคิดถึงแต่ตัวเองทุกเรื่องเลยหรือไง?”

        “เพียวเพียว…” เย่ปั้นเฉิงมองตรงไปยังเหลี่ยวเพียวเพียว พลันความรู้สึกรักใคร่ที่มีต่อเธออย่างมากมายก็ทะลักออกทางสายตา…

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม