0 Views

        พวกเขามาถึงร้านบะหมี่ในจังหวะที่ร้านกำลังจะปิดพอดี จางจิ้ง หลี่หง และหวังกุ้ยจือ เมื่อเห็นเซียวปินกลับมาก็รีบกรูกันเข้าไปล้อมเขาเอาไว้ เมื่อเห็นเซียวปินกลับมาเช่นนี้แล้ว ทั้งสามก็โล่งอกไปไม่น้อย หลี่หงและจางจิ้งยิ่งเอาแต่ถามโน่นถามนี่ไม่หยุดปากเลย

        เซียวปินหัวเราะแห้งๆ “เดี๋ยวฉันค่อยเล่าให้ฟังแล้วกัน แต่ตอนนี้… น้าหวังครับ รบกวนช่วยทำบะหมี่ให้สักหน่อยได้ไหมครับ พวกเรายังไม่ได้กินอาหารค่ำกันเลย”

        เอ้อหั้วชูนิ้วขึ้นสามนิ้ว กล่าว “เราขอสี่ถ้วยเลย”

        หวังกุ้ยจือถึงกับชะงักเมื่อเห็นดังนั้น

        “อ้อ ไม่ใช่สิ” เอ้อหั้วชูนิ้วขึ้นอีกนิ้วจนกลายเป็นสี่นิ้ว “เราเอาสามถ้วย”

        หวางกุ้ยจือหลุดหัวเราะ “เพื่อนของเธอตลกจริง วางใจเถอะ เดี๋ยวฉันต้มหม้อใหญ่ให้เลย อยากกินเท่าไหร่จะได้กินกันได้เต็มที่”

        เอ้อหั้วยืนเกาหัว ก่อนจะหัวเราะแหะๆอย่างบื้อๆ

        เซียวปินและคนที่เหลือนั่งลงรอบโต๊ะตัวหนึ่ง เขาอาศัยช่วงที่หวังกุ้ยจือกำลังทำบะหมี่ เล่าเรื่องตอนที่อยู่ในคุกให้คนอื่นๆฟังอย่างละเอียด รวมไปถึงเรื่องที่เอ้อหั้วโดนใส่ร้าย และตนไปเจอกับเอ้อหั้วได้อย่างไรด้วย

        หลี่หงเมื่อฟังจบก็หันขวับไปมองเอ้อหั้ว ก่อนจะหันกลับมาหาเซียวปิน กล่าวโมโห “พี่ปิน เขาจะหักขาพี่ แล้วพี่ยังจะพาเขากลับมาด้วย แถมยังจะเลี้ยงบะหมี่เขาอีก!”

        พูดจบ หลี่หงก็มองไปยังเอ้อหั้วอย่างไม่ชอบ ทำเอาเอ้อหั้วทำตัวไม่ถูก

        ตั้งแต่ที่เซียวปินช่วยปกป้องเธอ แถมยังพูดประโยคเหล่านั้นออกมาในวันนั้น เธอก็รู้สึกซาบซึ้งในเซียวปินมาก นับตั้งแต่นั้น ในสายตาเธอ เซียวปินก็ไม่ใช่แค่ผู้จัดการร้านอีกต่อไป แต่เธอยังเคารพรักเขาเหมือนเขาเป็นพี่ชายคนหนึ่ง ดังนั้น เมื่อรู้ว่าชายที่ดูทึ่มๆตรงหน้าเคยลงไม้ลงมือกับเซียวปิน เธอจึงรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที

        เซียวปินหัวเราะกล่าว “หลี่หง อย่าทำแบบนี้เลย อันที่จริงเขาเองก็ไม่มีทางเลือก… คิดดูสิ เขาโดนพวกนั้นขู่ว่าจะขังเอาไว้ในนั้นตลอดชีวิตถ้าไม่ยอมทำตามคำสั่ง แถมยังใส่ร้ายฉันให้เขาฟังอีกตั้งเยอะขนาดนั้น ถ้าเป็นเธอ เธอก็คงจะทำเหมือนกันใช่ไหมล่ะ”

        เมื่อได้เซียวปินช่วยพูดให้ สายตาอริของหลี่หงจึงเริ่มลดลง

        เซียวปินกล่าวระคนหัวเราะ “พวกเธอก็อย่าไปว่าอะไรเขาเลย…เอางี้ดีกว่า ในเมื่อตอนนี้เอ้อหั้วเองก็ไม่มีที่ไป งั้นต่อไปก็ให้เขาอยู่ทำงานที่ร้านไปเลยแล้วกัน  ที่ร้านเราก็มีห้องพักพนักงานอยู่สองห้องพอดี  เราก็ให้เขาอยู่ห้องหนึ่ง เขาจะได้มีที่พักในตอนกลางคืนด้วย”

        ฟังจบ จางจิ้งก็กล่าวลังเล “ฉันไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าน้าหลี่จะยอมหรือเปล่า”

        เซียวปินหัวเราะ “วางใจเถอะ ทางฝั่งน้าหลี่เดี๋ยวฉันจะไปคุยเอง”

        เอ้อหั้วหัวเราะท่าทางซื่อบื้ออยู่ข้างๆ “แหะๆ แค่มีของให้เราได้กินอิ่มทุกมื้อก็พอแล้ว เราไม่เอาเงินหรอก”

        เซียวปินหัวเราะดังพลางตบหัวเอ้อหั้ว  “นายก็ไม่ได้โง่นี่นา  วางใจเถอะ ฉันจะให้เงินเดือนนาย แต่ดูจากความกินจุของนายแล้ว เงินที่ได้อาจจะน้อยกว่าคนอื่นสักหน่อยนะ”

        จางจิ้งและหลี่หงแอบหัวเราะอยู่ข้างๆ  เย่จื่อจึงกล่าวแทน “พี่ปิน พี่อย่าไปรังแกเขาเพราะเห็นว่าเขาซื่อสิ  แค่ข้าวเอง จะกินเยอะเท่าไหร่กันเชียว”

        เอ้อหั้วหัวเราะแหะๆ พลางเกาหัว  ก่อนจะพูดอายๆ “เรารู้สึกว่าดีออก”

        บะหมี่ถูกยกออกมาเสิร์ฟอย่างรวดเร็ว หวังกุ้ยจือยกบะหมี่สามชามออกมาวางบนโต๊ะ ก่อนเธอจะนั่งลงบนเก้าอี้ว่างข้างพวกเขาเช่นกัน เย่จื่อและเซียวปินกินไป พลางก็คุยเล่นเรื่อยเปื่อยกับคนทั้งสามไป ต่างจากเอ้อหั้วที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินบะหมี่ตรงหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้คุยอะไรมากมาย เอ้อหั้วก็วางชามบะหมี่ลงข้างตัว พลางกล่าวด้วยปากเลอะน้ำมัน “ขออีกถ้วย”

        นอกจากเซียวปิน คนอื่นๆ ต่างก็มองไปยังชามว่างเปล่าของเอ้อหั้วอย่างตกตะลึง เซียวปินหัวเราะกล่าว “พอแล้วน่า อย่ามาทำเกรงใจที่นี่เลย ระดับความจุของท้องนายน่ะ ฉันรู้ดี ไปตักเอาในครัวเถอะ”

        “ได้” เอ้อหั้วลุกจากที่ แล้วเดินตรงเข้าไปในครัว ก่อนจะเดินกลับมาพร้อมบะหมี่ชามใหญ่อีกสองชาม จากนั้นจึงเริ่มก้มหน้าก้มตากินคำใหญ่แบบเดิมอีกครั้ง คราวนี้ทุกคนไม่มีใครพูดอะไรใดๆ เอาแต่จับจ้องไปยังเอ้อหั้วที่กำลังกินอย่างตายอดตายอยากตรงหน้า ยังไม่ทันได้ถึงนาทีด้วยซ้ำ เขาก็กินบะหมี่ที่มีเต็มในชามทั้งสองเข้าไปจนหมด นี่มันไม่ได้เรียกว่ากินแล้ว นี่มันเทชัดๆ…

        เอ้อหั้วลุกขึ้นอีกครั้ง แล้วเดินเข้าไปในครัวเหมือนคราวก่อน ก่อนจะกลับออกมาพร้อมบะหมี่เต็มชามอีกสองชามใหญ่ เขานั่งลงกินต่อ…

        ไม่ถึงสิบนาที เขาก็กลืนบะหมี่คำสุดท้ายจากบะหมี่ชามที่ห้าลงคอไป ก่อนจะวางชามว่างเปล่าเอาไว้ข้างตัว เซียวปินมองไปยังเอ้อหั้ว พลางถามอย่างสงสัย “อิ่มแล้ว?”

        เอ้อหั้วหัวเราะแหะๆ อย่างอายๆ ก่อนจะกล่าวราวยังไม่จุใจ “ในหม้อหมดแล้ว…”

        “แม่เจ้า!” หวังกุ้ยจืออ้าปากค้าง “ชามใหญ่ขนาดนี้ตั้งห้าชามยังไม่อิ่ม?”

        “แม่เราเคยบอกไว้ ว่าเป็นเพราะเรากินเก่งแบบนี้ เราก็เลยมีแรงเยอะกว่าคนอื่นๆ…”

        เซียวปินหัวเราะกล่าว “แม่นายพูดถูก น้าหวังครับ ช่วยไปทำบะหมี่ให้เขาอีกชามเถอะครับ”

        เอ้อหั้วรีบร้อนกล่าว “ไม่ต้องแล้วล่ะ”

        ทุกคนหันมองเอ้อหั้ว พลางเซียวปินถามขึ้น “ไม่กินแล้ว?”

        เอ้อหั้วลุกพรวด ก่อนจะวิ่งตรงเข้าไปในครัว “เราไปทำกินเอง”

        ทุกคนหันขวับมองหน้ากัน ก่อนจะหัวเราะพรวดออกมา

        เย่จื่อหัวเราะ กล่าว “คิดไม่ถึงเลย ว่าเพื่อนที่ดูท่าทางบื้อๆของพี่จะทำอาหารเป็นด้วย”

        หวังกุ้ยจือที่ข้างๆ พูดขึ้น “ยิ่งเป็นคนที่มาจากหมู่บ้านจนๆ ก็ยิ่งจะทนความลำบากได้มาก แถมทำอะไรหลายๆ อย่างได้ด้วย”

        เมื่อหวังกุ้ยจือพูดถึงเรื่องนี้ หลี่หงและจางจิ้งที่ข้างๆก็มีสีหน้าหมองหม่นลง เห็นได้ชัดว่าฐานะทางบ้านพวกเธอก็ไม่ได้ดีอะไร

        แกรก

        ขณะนั้นเอง ประตูร้านก็เปิดออก พร้อมกับซูเสียวเสี่ยวในชุดเดรสสีเขียวอ่อนที่ก้าวเข้ามา นอกจากบุคลิกที่เย็นชาของเธอแล้ว เธอยังทำให้คนมองรู้สึกได้ถึงความบริสุทธิ์ซื่อในตัวเธอด้วย… หลังจากสายตาปะทะเข้ากับเซียวปิน ทั้งที่ดีใจมากแท้ๆ แต่กลับยังจงใจแสดงว่าเฉยชาออกมา…

        เธอเดินเข้าไปหา พลางขมวดคิ้วกล่าวเย็นชา “เมื่อกี้ตอนไปห้องขัง พวกผู้คุมบอกว่าพี่ถูกปล่อยออกมาแล้ว ฉันโทรหาพี่ไม่ติด ก็เลยเดาว่าพี่ต้องอยู่ที่นี่แน่”

        เซียวปินหยิบโทรศัพท์ออกมาดูแวบหนึ่ง “แบตฯ หมดน่ะ”

        ซูเสียวเสี่ยวน้ำเสียงเย็นชา “ยืมโทรศัพท์คนอื่นโทรมาบอกฉันสักหน่อยไม่ได้หรือไง?”

        ในตอนนั้นเอง เย่จื่อที่เคยนั่งเงียบมาตลอด ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ แล้วยิ้มหวานกล่าว “พี่ปิน เธอเป็นใครหรอ?”

        เซียวปินหัวเราะ “ฉันแนะนำหน่อยละกัน เธอคือคนที่ฉันเคยบอกไง ซูเสียวเสี่ยว… เสียวเสี่ยว คนนี้คือเย่จื่อ”

        ซูเสียวเสี่ยวและเย่จื่อมองประเมินกันและกัน เย่จื่อแอบกล่าวชมบุคลิกเย็นชาเฉียบขาดของซูเสียวเสี่ยวในใจ ขณะที่ซูเสียวเสี่ยวกลับรู้สึกตกตะลึงเมื่อพบว่าเย่จื่อเป็นดาวประจำมหาวิทยาลัยของตน พี่ปินรู้จักเธอได้ยังไง? ท่าทางพวกเขาจะสนิทกันด้วยสิ

        เย่จื่อยื่นมือออกไปข้างหน้า พลางยิ้มหวาน “ฉันเคยได้ยินพี่ปินพูดถึงเธอด้วย แล้วเหมือนเราจะเคยเจอกันมาก่อนด้วยรึเปล่า อ้อ  ฉันคิดออกแล้ว… เพื่อนร่วมห้องฉันยังแอบชอบเธออยู่เลย”

        ซูเสียวเสี่ยวยื่นมือออกไปจับตอบ กล่าวจากใจจริง “พวกผู้ชายในห้องฉันก็พูดถึงเธอประจำเลย พวกเธอ…”

        “อ้อ” เย่จื่อคล้องเข้าที่แขนเซียวปิน ก่อนจะเอนหน้าลงซบกับแขนนั้นเบาๆ กล่าวด้วยใบหน้าทะเล้นเปี่ยมสุข “เขาเป็นแฟนฉันล่ะ”

        “งั้นหรอ” ซูเสียวเสี่ยวกล่าวยิ้มแย้ม ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับดูฝืนเหลือเกิน …เธอกวาดสายตามองไปรอบร้าน ก่อนจะกล่าวอย่างใจลอย “ในเมื่อพี่ก็ออกมาอย่างปลอดภัยแล้ว งั้นฉันกลับไปก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ช่วยไปที่โรงพยาบาลหน่อย แม่ฉันเริ่มถามหาแล้ว…”

        “ได้” เซียวปินขานรับ แต่ยังไม่ทันที่จะได้พูดอะไรตอบไป ซูเสียวเสี่ยวก็เร่งรีบหันหลังเดินออกไปเสียก่อน แถมยังเดินสะดุดตอนกำลังจะผ่านประตูออกไปอีก…

        เมื่อออกมาจากร้าน ซูเสียวเสี่ยวสีหน้าแตกตื่นพลางถามตัวเองในใจ… นี่ฉันกำลังคิดอะไรอยู่ เขามีแฟน แล้วทำไมฉันต้องกระวนกระวาย ทำไมต้องจิตใจปั่นป่วนด้วย… เพราะเขาไม่เหมาะสมกับเย่จื่อ ใช่… ฉันต้องกำลังเสียดายแทนเย่จื่อแน่ๆ…แค่นั้นจริงๆ!

        หลังซูเสียวเสี่ยวออกจากร้านไป เย่จื่อก็คลายมือที่คล้องแขนเซียวปินออก ก่อนจะยิ้มกล่าวมีเลศนัย “ดูเหมือนพวกพี่จะไม่ธรรมดากันเลยนะ… เธอดูใส่ใจพี่มาก”

        เซียวปินยิ้มแห้งๆ “พูดบ้าอะไรของเธอ เขาเกลียดขี้หน้าฉันจะตาย…”

        “งั้นหรอ” เย่จื่อยิ้มจนตาหยี “ฉันไม่เชื่อหรอก”

        จางจิ้งและหลี่หงเองก็กล่าวขึ้น “ฉันก็ไม่เชื่อ”

        “ทำไม?” เซียวปิน

        ทั้งสามตอบพร้อมกัน “เซนส์ของผู้หญิง”

        “เซนส์?” เซียวปินนึกภาพใบหน้าที่เย็นชาของซูเสียวเสี่ยวในหัว ก่อนจะนึกถึงท่าทีรังเกียจของเธอ เวลาที่เจอกับเขา และท่าทางเป็นห่วงเป็นใย รวมถึงท่าทีโมโหของเธอเมื่อครู่ หรือว่า เธอจะไม่เกลียดเขาแล้วจริงๆ?

        แต่ต่อให้เธอจะไม่ได้เกลียดเขาแล้ว ความรู้สึกที่มีต่อเขาก็ไม่ใช่ความรู้สึกชอบแบบนั้นแน่นอน… จะเป็นไปได้ยังไง?

         ต่อมา เอ้อหั้วก็กินบะหมี่ไปอีกถึงสามชาม มาจนถึงตอนนี้เหล่าสาวๆจึงจะเข้าใจ ว่าเพราะอะไรเซียวปินถึงจะหักเงินเขา นายเอ้อหั้วนี่ชักจะกินจุเกินไปแล้ว

        ตกดึก เอ้อหั้วเริ่มเข้าพักในห้องภายในร้านตั้งแต่คืนนี้เลย เพราะดึกมากแล้ว ทุกคนจึงแยกย้ายกันกลับบ้านไปหมด เซียวปินยังคงไม่มีโอกาสส่งเย่จื่อกลับบ้านเหมือนเคย และสุดท้าย เขาก็ต้องกลับบ้านด้วยตัวเพียงคนเดียวอีกครั้ง

        ที่บ้านซู  บ้านทั้งหลังมืดไปหมด เซียวปิน พอเข้าบ้านแล้ว จึงเอื้อมมือไปเปิดไฟ

        แกรก

        เมื่อไฟสว่างขึ้น ซูเสียวเสี่ยวที่นอนราบบนโซฟาก็ลืมตาพลางเด้งตัวลุกขึ้น เซียวปินสวมรองเท้าบ้าน ก่อนถาม “ยังไม่นอนอีกหรอ?”

        ซูเสียวเสี่ยวขานตอบ ก่อนจะหยิบแฟรชไดร์ฟออกวางไว้บนโซฟา กล่าวถาม “เขาปล่อยพี่ออกมาเพราะไอ้นี่หรอ?”

        เซียวปินหัวเราะ “ฉลาดจริงๆ ตอบถูกแล้ว!”

        ซูเสียวเสี่ยวขมวดคิ้ว “งั้นจะทำยังไงกับไอ้นี่? จะเก็บไว้หรือทำลายทิ้ง”

        เซียวปินหัวเราะ “ก็ต้องเอาไปให้หน่วยงานเขาตรวจสอบสิ ราชการละโมบแบบนี้ จะปล่อยไว้อีกทำไม”

        ซูเสียวเสี่ยวชะงัก เธอกล่าวด้วยความตกใจเล็กน้อย “ที่เขาปล่อยพี่ออกมา ไม่ใช่เพราะสะสางกันแล้วหรอกหรอ?”

        เซียวปินหัวเราะพลางเดินเข้าไปหา เขาหยิบแฟรชไดร์ฟขึ้นกำในมือ ก่อนแววตาเขาจะประกายความเย็นเยือกออกมา   วินาทีนั้น ซูเสียวเสี่ยวรู้สึกว่าชายตรงหน้าได้เปลี่ยนไปอีกแล้ว เปลี่ยนไปเหมือนตอนเผชิญหน้ากับเซี่ยหลุน เย็นชา  เลือดเย็น ทรงพลัง ….น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความพยาบาทเต็มครึ้มไปหมด “ฉันบอกเขาว่าจะเปิดเผยหลักฐานนี่  ถ้าไม่ยอมปล่อยฉันออกมา แต่ฉันก็ไม่ได้บอกว่าถ้าปล่อยแล้ว ฉันจะไม่เปิดโปงเขานี่”

        “พวกปรสิตชั่วๆแบบนั้น  ต้องกำจัดมันออกไปเท่านั้น!”

        “เธอยังจำได้ไหม? ฉันเคยบอกไปตั้งแต่ตอนพวกมันจะจับฉันแล้ว… ฉันลงตาราง มันต้องลงนรก!”

        “เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรู  ฉันจะไม่สนใจเรื่องวิธีการ และไม่มีวันมีเมตตากับมัน…  เพราะฉันจะคิดแค่การกำจัดมันเท่านั้น!”

        ซูเสียวเสี่ยวมองไปยังเซียวปินราวสติได้หลุดลอยออกไปแล้ว รอยยิ้มบางๆที่ใบหน้านั้นของเซียวปิน ช่างเต็มไปด้วยความมั่นใจและทรงพลังเหลือเกิน …รอยยิ้มแบบนั้นสามารถข่มขวัญผู้คนทุกคนที่พบเห็น  ความเชื่อมั่นแบบนั้น เป็นความเชื่อมั่นที่อยู่เหนือความน่าเกรงขามทั้งหลายทั้งปวง …

        “ได้เวลาส่งฉางอันฮวัยลงนรกแล้ว”

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม