0 Views

       เซียวปินและคนอื่นๆถูกนำไปยังห้องขังห้องใหม่ ซึ่งเต็มไปด้วยอาหารมากมาย ทั้งหมูเห็ดเป็ดไก่และเหล้าขาวต่างก็อยู่พร้อมบนโต๊ะ เซียวปินและเอ้อหั้วนั่งลงคนละด้านรอบโต๊ะ ก่อนจะกินเนื้อไก่คำใหญ่ และกรอกเหล้าเต็มปาก ส่วนชายล่ำสี่คนทั้งนวดไหล่ นวดเอว นวดขา เกาหลังให้เซียวปิน… หลังจากเซียวปินช่วยต่อแขนพวกมันจนเข้าที่ ทั้งสี่ก็ทั้งเคารพทั้งบูชา  เหมือนเขาเป็นพ่อแท้ๆของพวกมันอย่างนั้นแหละ

        เซียวปินกรอกเหล้าเข้าปาก แล้วหัวเราะก้อง กล่าว “ดูสิ ฉันบอกแล้วไง ว่าพวกนายมาเพื่อนวดไหล่ นวดเอว นวดขา เกาหลังให้ฉัน… ตอนนั้นพวกนายยังไม่ยอมรับอีก”

        “ใช่ครับ ถูกของพี่” ชายถึกหนึ่งในนั้นพูดด้วยอย่างระมัดระวัง “แค่พวกผมได้ปรนนิบัติรับใช้พี่ปิน ก็ถือเป็นเกียรติของพวกผมแล้วครับ”

        เซียวปินหัวเราะร่วน “พวกนายอยากกินอยากดื่มด้วยกัน?”

        ชายทั้งสี่กวาดตามองไปยังอาหารในชาม ไก่อบ ปลาต้ม เป็ดย่าง… พวกมันมองพลางกลืนน้ำลายลงคอหลายอึก กล่าว “พวกผมไม่กล้าหรอกครับ”

        “อย่าพูดมาก เลิกนวดได้แล้ว… นั่งแม่งเหอะ อยากกินอะไรก็กิน อยากดื่มก็ดื่ม.. ไม่ต้องเกรงใจนะเว้ย ใครกล้าเกรงใจ กูจะบีบไข่คนนั้นให้เละทะลักเลย!”

        ทั้งสี่หยุดภารกิจที่ทำอยู่ลง ก่อนเซียวปินจะยกเท้าถีบหนึ่งในนั้น แล้วด่า “มัวแต่ยืนบื้ออยู่ทำไม? กินสิ!”

        “อ้อๆ… ขอบคุณครับพี่ปิน  ขอบคุณ..” ทั้งสี่กล่าวอย่างตื่นเต้น พวกมันโดนขังไว้ในนี้มาสองเดือนกว่าๆแล้ว อย่าว่าแต่เหล้าเลย แค่เศษของคาวยังได้เห็นแค่ไม่กี่ครั้งเอง ยิ่งเป็นอาหารตรงหน้ายิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย ดังนั้น เมื่อได้รับการอนุญาตแล้ว พวกมันจึงเริ่มลงมือกินช้าๆอย่างระมัดระวัง จนเมื่อเห็นว่าเซียวปินไม่ได้โกรธแต่อย่างใด คราวนี้จึงจะกล้ากินอย่างเต็มที่ พวกมันกินคำใหญ่ราวตายอดตายอยากมาจากไหน เซียวปินเองก็ไม่ใช่คนใจร้าย เมื่อเห็นพวกมันกินดังนั้น จึงแบ่งเหล้าให้ด้วยสองขวด

        ชายร่างโตหนึ่งในนั้นตะโกนก้อง “พี่ปิน แม่งเอ้ย… ถ้ารู้ว่าพี่เป็นคนเก่งแถมใจดีแบบนี้ตั้งแต่แรก พวกเราคงไม่ฟังคำยุของพวกมันหรอก แม่ง…โดนไอ้ราชกาลใจหมานั่นหลอกใช้เลย”

        เซียวปินหัวเราะ กล่าว “คงไม่ใช่เพราะฉันดีหรอกมั้ง น่าจะเป็นเพราะพวกนายสู้ฉันไม่ไหวมากกว่า”

        ชายทั้งสี่รู้สึกอายขึ้นมา จึงหัวเราะเขินๆ โพล่งกล่าว “อันนั้นมันแน่อยู่แล้ว… พี่ปินต่อยตีเก่งจริงๆ ถ้าพวกเราตามไปทำงานกับพี่ แค่ไม่กี่วัน ลูกพี่ใหญ่ในเจียงเฉิงคงจะต้องปรับเปลี่ยนกันแล้ว”

        เซียวปินหัวเราะร่วน พลันจู่ๆ น้ำเสียงก็ดุดันจริงจังขึ้นมา “ทำงานเป็นนักเลง? ต่อไป สักวันหนึ่งยังไงพวกนายก็ต้องได้ออกจากที่นี่ ถ้าพวกนายยังออกไปทำอะไรชั่วๆอีกล่ะก็… อย่าโทษถ้าฉันจะถอดแขนถอดขาพวกนายออกแล้วกัน”

        ทั้งสี่ชะงักค้าง มองกันอ้ำอึ้ง รีบกล่าว “ไม่หรอกครับ ไม่ทำแน่ๆ”

        เซียวปินสีหน้าจริงจัง “ถึงกูจะถูกขังอยู่ในนี้ ก็ไม่ได้แปลว่ากูเป็นปลวกที่แทะทำลายบ้านเมืองและความสงบของชาติหรอกนะ!”

        เซียวปินกรอกเหล้าเข้าปากอึกใหญ่ ก่อนแววตาจะเปลี่ยนเป็นขุ่นหมองน่ากลัว “กูน่ะ ไม่เหมือนพวกตำรวจนั่น ถ้าให้กูรู้ว่าใครทำเรื่องชั่วๆ หรือทำลายชาติบ้านเมืองขึ้นมาล่ะก็… กูจะฆ่ามันอย่างไม่ลังเลเลย…” เซียวปินพูดชัดถ้อยชัดคำ

        ราวอุณหภูมิในห้องขังลดลงจนติดลบ นอกจากเอ้อหั้วแล้ว ชายทั้งสี่ที่เหลือต่างก็รู้สึกราวกำลังจะโดนแช่แข็งด้วยสายตานั้นของเซียวปิน  ได้แต่ยกเหล้าขึ้นดื่มเพื่อเพิ่มความอบอุ่นในร่างกายตามๆกัน

        เซียวปินกล่าวระคนหัวเราะ “เอาล่ะ อย่าพูดเรื่องที่ทำให้เสียอารมณ์เลย เอ้อหั้ว ทำไมนายถึงโดนขังไว้ในนี้? ฉันรู้สึกว่านายก็ดูไม่เหมือนพวกที่ทำเรื่องไม่ดีนี่”

        เอ้อหั้ววางเป็ดไก่ในมือลง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นท่าทางโมโห  “เราก็บอกพวกมันตั้งแต่แรกแล้วว่าจับผิดคน… เราออกจากบ้านกำลังจะไปเดินเที่ยวในเมือง ตอนนั่งอยู่ในรถเมย์เราเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังโดนผู้ชายคนหนึ่งจับตามตัวอยู่ พอมาคิดดู นี่มันลวนลามกันนี่  เราก็เลยเดินเข้าไปห้ามเขา แต่ต่อมาผู้หญิงคนนั้นก็กระโดดมากอดเรา แล้วเอาแต่ตะโกนว่าเราลวนลามเธอ”

        เซียวปินทำหน้าไม่ถูก “ฟังๆดูแล้ว นายถูกเข้าใจผิดไปมากเลยนะ”

        “เราก็คิดว่าเขาเข้าใจเราผิด เราก็เลยบอกกับตำรวจว่าพวกเขาเข้าในเราผิด เราโตมาจนป่านนี้ ขนาดมือของผู้หญิงในหมู่บ้านยังไม่เคยจะจับเลย เราจะกล้าไปลวนลามผู้หญิงสวยๆแบบนั้นได้ยังไง… อีกอย่าง ผู้ใหญ่บ้านก็เคยบอกกับเรา ในเมื่อเราออกมาแล้ว ก็ห้ามทำอะไรให้หมู่บ้านขายหน้าเด็ดขาด แม้เราจะเอ๋อ แต่เราก็ไม่ได้โง่… เรื่องน่าอายแบบนั้น เราไม่มีวันทำหรอก!”

        ชายกำยำที่อยู่ข้างๆ เมื่อได้ฟังก็หัวเราะร่วน กล่าว “พี่ปิน ผมรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแล้วล่ะ ผู้หญิงคนนั้นไปจับนู่นจับนี่กับผู้ชายในรถเมย์ งั้นเธอก็ต้องเป็นขโมยแน่นอน ตอนนี้ก็มีแก๊งแบบนี้อยู่นะ ผู้หญิงไปให้ท่าในรถ พอมีคนสนใจ คนอีกคนที่อยู่ข้างๆก็ใช้จังหวะนี้ขโมยทรัพย์สินของคนๆนั้นไป เอ้อ….พี่คนนี้เขาตั้งใจดี แต่สุดท้ายกลายเป็นไปขัดลาภเขาซะงั้น พอเขาโกรธไม่พอใจก็เลยใส่ร้ายเอาแบบนี้แหละ”

        เซียวปินพยักหน้า ขมวดคิ้วพลางกล่าว “สังคมแวดล้อมเราโดนคนแบบนี้ทำลายไปหมด”

        เอ้อหั้วกล่าวอย่างมีน้ำโห “แต่พวกตำรวจก็ไม่ยอมเชื่อเรา ยังบอกว่าจะลงโทษเราข้อหาบังคับอะไรสักอย่างใจ…”

        “บังคับขืนใจ?” เซียวปิน

        “ใช่ๆ พูดแบบนั้นแหละ วันนี้จู่ๆพวกมันก็มาหาเรา  มันบอกเราว่านายก็ข่มขืนคนมา… นายเป็นนักโทษฆ่าข่มขืนผู้หญิง ถ้าเราหักขานายได้ข้างหนึ่ง พวกเขาก็จะปล่อยเราออกไป แต่มาตอนนี้เราไม่เชื่อแล้ว เราดูออก นายเป็นคนดี!”

        ชายร่างบึกคนหนึ่งกล่าว “ตำรวจต้องรับเอาผลประโยชน์จากแก๊งโจรแก๊งนี้มาแล้วแน่ๆ คนที่กล้าขัดขวางพวกแก๊งนั้น ก็ต้องมาจบลงในคุกนี่แหละ”

        เซียวปินตบโต๊ะดังปัง แววตาประกายความเหี้ยมโหดออกมา “ไอ้พวกเวรตะไลนี่  เป็นผู้ผดุงความยุติธรรม ผู้รักษากฎหมาย แต่กลับไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง แค่ฟังความข้างเดียวจากผู้หญิงคนนั้นก็อยากจะลงโทษนาย คบค้ากับโจร สมาคมนักธุรกิจ… พวกมันสูบเลือดประชาชนแบบนี้ ไม่ต่างอะไรกับปลิงดูดเลือดเลย!”

        ชายถึกอีกคนพูดขึ้น “ที่จริงก็ยังมีคนดีอยู่นะ ได้ยินว่ารอง ผอ. ของที่นี่เป็นคนเที่ยงธรรมมาก เขาไม่ถูกกับ ผอ.  เวลาปกติก็ไม่ชอบส่งพวกของบรรณาการไปให้ เขาประจบประแจงไม่เป็น ก็เลยยังทำอะไรไม่ได้สักที…”

        เซียวปินดวงตาเป็นประกายแวววาว ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

        พวกเขาทั้งดื่ม กิน พูด หัวเราะ เมื่อเหล้าร้อนๆไหลลงคอไปหลายขวด เหล่าชายถึกแต่ละคนก็เริ่มกล้ามากขึ้นเรื่อยๆ หลังพูดคุยหัวเราะไปกับเซียวปิน พวกมันก็ทิ้งตัวลงนอนไปตามๆกัน

        เช้าวันต่อมา ฉางฮวัยอันนั่งลงประจำที่ของตน เขาเรียกพบผู้รับผิดชอบห้องขัง ผู้คุมคนนี้ชื่อว่า จั่งเหวินฮุย อายุได้สามสิบกว่าๆแล้ว เขาเป็นคนที่ฉางฮวัยอันดันจนได้เป็นหัวหน้าผู้คุมอย่างทุกวันนี้ เมื่อจั่งเหวินฮุยมาถึง ฉางฮวัยอันก็ผายมือไปทางเก้าอี้ กล่าว “นั่งลงก่อนสิ”

        จั่งเหวินฮุยท่าทางกระสับกระส่าย แต่ก็ยังนั่งลงอย่างว่าง่าย

        ฉางฮวัยอันเอ่ยถาม “เรื่องที่สั่งไปเป็นยังไงบ้าง? ไม่มีใครตายใช่ไหม?”

        จั่งเหวินฮุยหน้าถอดสี ฉางฮวัยอันเห็นดังนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เขาถาม “มันคงไม่ได้ถูกตีตายไปแล้วหรอกนะ?”

        “เปล่า…เรื่องนั้นไม่ใช่ แต่…เช้านี้ผมเพิ่งไปดูมา  ไอ้หนุ่มนั่นไม่ได้เป็นอะไรเลย ได้ยินมาว่า…ได้ยินว่าคนที่ผมจัดไปเมื่อคืน โดนมันจัดการซะเรียบเลย”

        “ว่าไงนะ?” ฉางฮวัยอันโกรธสุดขีด “ใครกันเป็นคนทุบอกรับประกันเรื่องนี้กับฉัน ฉันอุส่าต์วางมันลงบนเขียงของนายให้แล้ว กะอีแค่หมูที่รอเชือดตัวเดียวยังจัดการไม่ได้หรือไง? ไม่อยากทำมันแล้วใช่ไหม ไอ้ตำแหน่งหัวหน้าผู้คุมเนี่ย”

        จั่งเหวินฮุยปาดเหงื่อบนใบหน้า กล่าวอับอาย “ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นแบบนี้ ผอ. ครับ  วันก่อนผมเห็นในเรือนจำมียอดฝีมือคนหนึ่งอยู่ ยอดฝีมือคนนั้นเพิ่งมาก็จัดการพวกนักเลงโตไปได้หลายคนเลย ผมเห็นว่าเขาฝีมือดี ก็เลยส่งเขาเข้าไป… คิดไม่ถึงว่าไอ้เซียวปินจะเก่งขนาดนั้น เมื่อเช้าตอนผมเข้าไปดู ห้องขังเราเกือบโดนมันรื้อไปแล้วนะครับ”

        ฉางฮวัยอันขมวดคิ้วน้อยๆ ขณะที่จั่งเหวินฮุยยังคงพูดต่อ “ไอ้เซียวปินพูด…มันยังพูด…”

        “มันพูดอะไร?” ฉางฮวัยอัน

        “มันยังพูดว่า ให้คุณไปพบเขา… ไม่งั้น…ไม่งั้นคุณจะหลุดจากตำแหน่ง ผอ. แน่!”

        ปัง ง

        ฉางฮวัยอันทุบโต๊ะอย่างแรง กล่าวด้วยความโมโหสุดขีด “บังอาจนัก มันคิดว่ามันเป็นใคร? จั่งเหวินฮุย ฉันไม่สนว่านายจะใช้วิธีไหน ไม่ว่ายังไงก็ต้องหักขามันให้ได้ ไม่งั้นก็เตรียมหลุดจากตำแหน่งหัวหน้าผู้คุมของนายได้เลย … เอาล่ะ นายกลับไปเถอะ”

        จั่งเหวินฮุยใบลุกยืนด้วยใบหน้ากลัดกลุ้ม ก่อนจะถอยออกไปอย่างระมัดระวัง

        ฉางฮวัยอันนั่งในที่ประจำด้วยความหงุดหงิด จนเมื่อเขาสงบสติอารมณ์ได้ นึกถึงคำพูดที่เซียวปินให้จั่งเหวินฮุยมาบอกตัวเองเมื่อครู่ ในใจก็เริ่มรู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมา ยิ่งเขาเคยเจอกับเซียวปินมาก่อน เขาสัมผัสได้ว่าเซียวปินไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ ถ้าเซียวปินมีอะไรจริงๆล่ะก็…

        เมื่อคิดมาจนถึงตรงนี้ ฉางฮวัยอันก็เริ่มนั่งไม่ติดที่ เขาคว้าโทรศัพท์ประจำตำแหน่งของตนขึ้น ก่อนจะต่อสายออกไปทันที เมื่อปลายสายกดรับ ฉางฮวัยอันจึงกรอกเสียงต่ำลงไป “ฮัลโหล เหวินฮุยหรอ จัดเวลาให้ฉันที อืม…คืนนี้ฉันจะพบเขา”

        “ครับ ผมรู้แล้ว จะจัดการเดี๋ยวนี้”

        ฉางฮวัยอันวางหูโทรศัพท์  สีหน้าเขาทั้งซีดทั้งหม่นสลับกัน …เซียวปิน แกกล้าขู่ฉันหรอ แกมีสิทธิ์อะไร?

        เซียวปินนอนเล่นในห้องขัง คนที่มาหาเขาคนแรกไม่ใช่ฉางฮวัยอัน แต่เป็นซูเสียวเสี่ยว

        เซียวปินและซูเสียวเสี่ยวได้พบกันในห้องส่วนตัวห้องหนึ่ง ตามกฏแล้ว เวลาการเข้าเยี่ยมต้องไม่เกินครึ่งชั่วโมง และในห้องนั้นต้องมีผู้คุมเฝ้าอยู่ด้วยสองคน

        เมื่อทั้งสองพบกัน ต่างก็นั่งลงที่โต๊ะตรงข้ามกัน ก่อนซูเสียวเสี่ยวจะถามห่วงใย “ฉันติดต่อหาทนายให้พี่ได้แล้ว พี่อยู่ในนี้เป็นไงบ้าง พวกเขาไม่ได้รังแกอะไรพี่ใช่ไหม?”

        เซียวปินหัวเราะไม่แยแส กล่าว “ที่ผ่านมาเหมือนมีแต่ฉันที่รังแกคนอื่นนะ อ้อ จริงสิ มีคนมาหาฉันที่ร้านบะหมี่บ้างรึเปล่า?”

        เซียวปินเป็นห่วงเย่จื่อ เขากลัวว่าหากเย่จื่อรู้เรื่องเข้าจะพลอยกังวลไปด้วย

        “ไม่รู้” ซูเสียวเสี่ยวส่ายหัว “วันนี้ฉันไม่ได้เข้าร้าน”

        “อ้อ….งั้นคงไม่มี” เซียวปินหัวเราะ “ฉันอยู่ในนี้สบายดี เมื่อวานยังได้กินทั้งเหล้าทั้งเนื้อครบเลย อยู่ในนี้ยังสบายกว่าอยู่ข้างนอกเสียอีก เธอไม่ต้องเป็นห่วง”

        “จนถึงตอนนี้แล้ว ยังจะมาพูดเล่นอีก… แต่อย่าคิดว่าฉันเป็นห่วงพี่นะ เป็นเพราะบ้านเราก็มีส่วนทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้น… เพราะแม่ป่วย พี่ก็เลยไปมีเรื่องมีราวกับเซี่ยหลุนจนมันโกรธขนาดนี้ มันก็เลยใส่ร้ายพี่ ฉันก็แค่รู้สึกติดค้างพี่… ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้แม่ก็ยังอยู่ในโรงพยาบาล ทางร้านยังต้องการคนดูแลอยู่ เพราะฉะนั้นก็เลยยังขาดพี่ไม่ได้…”

        ซูเสียวเสี่ยวพูดไป ก็รู้สึกขาดความมั่นใจไปทีละน้อย

        เซียวปินหัวเราะเบาๆ กล่าว “ฉันเข้าใจ ฉันเข้าใจ… เธอคงจะไม่เป็นห่วงฉันเลยสักนิด ที่มาก็เพราะรู้สึกผิดล้วนๆ แบบนั้นใช่ไหม?”

        “รู้ก็ดี” ซูเสียวเสี่ยวสีหน้าเป็นห่วง “ถึงแม้ว่าฉันจะติดต่อทนายให้แล้ว แต่เรื่องนี้ก็ยังยุ่งยากอยู่ พี่มีเบาะแสหรือมีข้อแนะนำอะไรบ้างไหม?”

        เซียวปินหัวเราะ กล่าว “ที่จริงเรื่องนี้ก็ง่ายนิดเดียว ภายในสองวัน ฉันต้องออกไปได้แน่! อ้อ  จริงสิ ฉันลืมบอกไปเรื่องหนึ่ง เรื่องข้อสอบของเธอน่ะ ฉันตรียมเอาไว้ให้หมดแล้วนะ อยู่ในแฟรชไดรฟ์ในกระเป๋าฉัน พอกลับไปแล้วเธอก็ไปหาดูได้…”

        ซูเสียวเสี่ยวชะงักไป แววตานั้นราวกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม