0 Views

        เซียวปินมองไปยังเอ้อหั้ว ก่อนยิ้มพลางส่ายหัว “คงจะไม่ได้”

        นายมันเอ๋อ แต่ฉันไม่ได้เอ๋อแบบนายสักหน่อย เซียวปินยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าเจ้าเด็กนี่ช่างน่ารักเสียจริง

        ต่างกับเอ้อหั้วที่กลับรู้สึกโกรธขึ้นมา เขาราวสมองไม่มีรอยหยัก คิดได้เพียงทีละเรื่องเท่านั้น… เมื่อเห็นเซียวปินปฏิเสธคำขอของตน เขาจึงโกรธใหญ่ “นายมันไม่มีสัจจะ อย่าคิดว่าเราเอ๋อแถมไม่รู้เรื่องแล้วนายจะมารังแกเรานะ นายจะไม่ให้เราหักขานายจริงๆหรอ?”

        “ไม่ได้จริงๆ ขาของฉันยังต้องเอาไว้เดินอีกนาน… แต่ถ้านายมีความสามรถพอที่จะหักขาฉันได้ด้วยตัวเอง ฉันก็จนปัญญา” เซียวปินกล่าว

        “งั้นเราจะลงมือแล้วนะ พวกเขาบอกเราว่า ถ้าเราหักขานายได้ พวกเขาจะปล่อยเราไป ไม่งั้นพวกเขาจะขังเราเอาไว้ตลอดชีวิต”

        เซียวปินระคนหัวเราะ “งั้นก็ต้องดูว่านายทำได้จริงหรือเปล่า”

        เอ้อหั้วกระโดดยกตัวขึ้น แรงส่งที่มีมากทำให้พื้นที่มันเคยเหยียบแตกละเอียด มันกระโดดลอยตัว พลางชูกำปั้นพุ่งตรงเข้าหาเซียวปิน

        เซียวปินเบิกตาโพลง…

        เจ้าเอ้อหัวเป็นยอดฝีมือ!

        เซียวปินหลบหลีกหมัดนั้นอย่างรวดเร็ว ขณะหมัดหนักของเอ้อหั้วก็ยังคอยตามเป็นเงาไม่ห่าง หมัดแล้วหมัดเล่า ช่างรวดเร็วเหลือเกิน… เซียวปินราวเห็นคลื่นอากาศกระจายออกเป็นห้วงๆเมื่อหมัดนั้นฝ่าผ่าน ช่างเป็นพลังที่น่าหวาดผวาเสียจริง

        ยอดฝีมือเช่นนี้ หากมิใช่เพราะปัญญาไม่สมประกอบ ใยจะต้องถูกขังเอาไว้ในนี้?

        เอ้อหัวคำรามกึกก้อง เขาเหวี่ยงหมัดเข้าใส่เซียวปินอย่างต่อเนื่อง กระบวนท่าที่เขาใช้เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ทว่าแต่ละท่วงท่าแต่ละการเคลื่อนไหวช่างดูมีหลักการ เป็นขั้นเป็นตอน… กระบวนท่านั้น ช่างมีพลังราวเสือที่ดุร้าย ความเร็วดั่งแสง เฉียบขาดดังสายฟ้า!

        เซียวปินจับหมัดนั้นเอาไว้ ก่อนจะสวนศอกกลับไป…

        ตุ้บ บ

        ศอกนั้นพุ่งตรงเข้ากลางอกเอ้อหั้วจนเกิดเสียงดัง ก่อนเขาจะเสียหลักเซถอยหลังไปหลายก้าว หากแต่เอ้อหั้วยังคงสีหน้านิ่งเรียบ มิได้เปลี่ยนจากเดิม และหัวใจนั้น มิได้เต้นเร็วแรงไปกว่าเดิมเลย

        เซียวปินหมุนต้นแขนคลายกล้ามเนื้อ สายตาเพ่งเล็งไปยังเอ้อหั้วด้วยความสงสัย เขาคนนี้เป็นยอดฝีมือคนแรกที่เขาเจอ นับตั้งแต่เหยียบเข้ามาในเมืองเจียงเฉิง… คนแรกที่เหมาะกับคำว่ายอดฝีมืออย่างแท้จริง

        เซียวปินน้ำเสียงจริงจัง “ร่างดุจเหล็กกล้า สยบเหล็กไหล หมัดเหล็กไร้เทียมทาน แกร่งกล้าสะท้านทิศ… อย่างน้อย ตอนนี้นายก็อยู่ขั้นสูงสุดของศาสตร์หมิงจิ้น… …ปะทะเหล็กกล้า มิเสื่อมกายา”

        ลมปราณหัดกระดูก หมิงจิ้น…การฝึกลมปราณ เป็นขั้นแรกสำหรับการฝึกยุทธ์ผู้ที่ฝึกจนสำเร็จได้นั้น มิใช่เพียงพละกำลังทางกายจะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่สัมผัสทั้งหกอันลึกซึ้งแม่นยำของพวกเขา ก็ยังจะเหนือกว่าคนปกติอยู่มาก

        ขั้นหัดกระดูก …ขั้นนี้จะหล่อหลอมให้ผู้ฝึกมีกระดูกแข็งแรงเหนือคนธรรมดาผู้ที่สามารถฝึกมาถึงขั้นหัดกระดูกนี้ได้ สามารถแหลกเพชรแข็งได้ด้วยเพียงหมัดเดียว โดยที่หมัดนั้น จะไม่แดงไม่ช้ำไร้ซึ่งรอยแผล ไร้ซึ่งเลือด… และหากต้องต่อสู้กับคนธรรมดา ผู้ฝึกจะสามารถล้มคนนับสิบได้ด้วยตัวเพียงคนเดียว…

        ผู้ฝึกขั้นลมปราณและขั้นหัดกระดูกได้สำเร็จก็ถือเป็นยอดฝีมือในหมู่คนธรรมดาแล้ว แต่ทว่า ผู้ที่ฝึกฝนจนสำเร็จขั้นหมิงจิ้นได้ จึงจะถือเป็นยอดฝีมือแห่งโลกวิทยายุทธ์อย่างแท้จริง ที่ไม่ว่าจะเป็นพละกำลัง กระดูก กำลังแรง ก็ล้วนเหนือกว่าผู้ฝึกในขั้นทั้งสองก่อนหน้าอยู่มาก เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงการฝึกจนถึงขั้นสุดในศาสตร์แห่งวิชาด้านความแข็งแกร่งเลยก็ว่าได้

        ก็เหมือนกับเอ้อหั้วคนนี้ ที่เมื่อครู่เพิ่งโดนเซียวปินจู่โจมลงกลางอกไป แม้เมื่อครู่เขาจะใช้กำลังเพียงแค่ห้าในสิบที่มี แต่นั่นก็เพียงพอสำหรับการทะลวงหินแกร่งให้แหลกแล้วแต่ทว่า เมื่อศอกนั้นแทงลงที่กลางอกเอ้อหั้ว กลับเกิดเสียงดังราวเหล็กกระแทกเข้าด้วยกัน เอ้อหั้วเอง ก็เพียงแค่เซถอยหลังไปไม่กี่ก้าว แม้แต่เสียงร้องสักคำ ก็ยังไม่ได้ออกจากปากเขาเลย…

        การจะฝึกให้บรรลุถึงขั้นนี้นั้น หากว่ากันในคนธรรมดาที่ไม่มีพรสวรรค์ควบมาด้วย อย่างน้อยๆก็ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนักยี่สิบถึงสามสิบปีกว่าจะสำเร็จได้ ต่อให้เจ้าเอ้อหั้วคนนี้ฝึกวิชานี้มาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ คนอายุยี่สิบกว่าๆที่ฝึกสำเร็จมาได้ ก็ยังถือว่าเป็นคนมีพรสวรรค์คนหนึ่งเช่นกัน นึกไม่ถึงเลยว่า ในเมืองเล็กๆแห่งนี้ เขาจะได้เจอกับยอดฝีมือชั้นสูงเช่นนี้….ยอดนักหมิงจิ้น!

        เมื่อโดนเซียวปินต่อยจนผงะถอยไปหลายก้าว มันก็ย่ำกระทืบเท้าลงดิน เปรี๊ยะ… พื้นดินใต้ฝ่าเท้าทั้งสองแหลกออกอีกครั้ง

        ชายกำยำทั้งสี่ตาค้างไปพร้อมๆกัน

        เอ้อหั้วร้องคำรามอีกครั้ง กลิ่นอายแห่งความสยดสยองพวยพุ่งตรงเข้ามา ในหมัดนั้น ราวจะแฝงไปด้วยเสียงลมหวีดหวิวพุ่งตามมาด้วย ทั้งหมดทั้งมวลพุ่งตรงเข้าใส่เซียวปินอย่างบ้าคลั่ง ช่างเป็นหมัดที่ซัดออกไปด้วยความบ้าคลั่งนัก ชายทั้งสี่ที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็ลุ้นระทึกไปพร้อมๆกัน

        เดิมพวกเขายังเอาแต่หัวเราะเยาะ ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรผู้คุมถึงให้คนปัญญาไม่สมประกอบเช่นนี้ตามพวกเขาเข้ามาด้วย แต่พอดูตอนนี้แล้ว เจ้าเอ้อหั้วไม่ใช่มนุษย์ชัดๆ!

        ทั้งที่เผชิญหน้ากับกลิ่นอายแห่งความสยดสยองเช่นนี้ ทว่าเซียวปินก็ไม่ได้เลือกที่จะถอย แต่กลับเป็นการรุก เขาก้าวไปข้างหน้า รับหมัดทรงพลังนั้นด้วยร่างกายแข็งแกร่งของเขา ทันทีที่หมัดนั้นซัดลงบนตัว พื้นปูนใต้เท้าก็แหลกละเอียดเป็นธุลี ดินที่แตกทรุดทำให้ขาเขาทรุดลงตามไปด้วยระดับหนึ่งแรงที่เต็มไปด้วยพลังจนน่าขนลุกเมื่อครู่นั้น กลับถูกเซียวปินถ่ายทอดลงสู่พื้นดินจนสิ้นนี่เขาสามารถใช้พลังที่มีได้ดีถึงเพียงนี้แล้วหรือนี่…

        บอดี้การ์ดของเซี่ยหลุนยังคงรับรู้ถึงพลังที่มีในตัวเซียวปินได้ไม่มากพอจริงๆเพราะบัดนี้ เซียวปินมิใช่เพียงยอดนักหมิงจิ้นอีกต่อไปเพราะระดับพลังของเขานั้น…

         … อยู่เหนือขั้นหมิงจิ้น!

        หลังจากรับหมัดทรงพลังนั้นเอาไว้ได้ เซียวปินก็เอื้อมมือคว้าไปยังคอเสื้อเอ้อหั้ว จากนั้นก็ดึงยกขึ้นจนเขาตัวลอย แล้ว…

        ตุ้ม ม ม

        เขาทุ่มเอ้อหั้วลงบนเตียงอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น ความรุนแรงจากการปะทะนั้น ทำให้เตียงแข็งแรงตรงหน้าแยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง

        ตำรวจภายนอกห้องขัง เมื่อได้ยินเสียงดังสนั่น จึงมองหน้ากันไปกันมา ก่อนตำรวจผู้อายุน้อยที่สุดในนั้นจะถามขึ้นอย่างระมัดระวัง “ทำไมเสียงดังขนาดนี้ล่ะครับ จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?”

        “เบื้องบนเขาสั่งมา จะไปกลัวเกิดเรื่องทำไม? รอจนข้างในนั้นสงบลงก่อน แล้วค่อยเข้าไปเก็บกวาดก็พอ”

        ในห้องขัง เซียวปินทั้งลาก ถีบ กระแทก ชน ทุ่ม เตะ ต่อย ศอก ตีเช่นนี้วนไปมา เอ้อหั้วในขณะนี้ ไม่ต่างอะไรกับลูกบอลลูกหนึ่ง ทั้งบนเตียง ผนัง บนพื้น… ราวกระสุนปืนใหญ่ที่โดนเหวี่ยงไปมา ชนโน่นชนนี่ กระแทกถูไปทั่ว จนเมื่อเซียวปินคลายมือที่จับกุมออก หากเป็นคนอื่น ป่านนี้คงกลายเป็นเนื้อบดอัดก้อนไปแล้ว แต่ทว่า เอ้อหั้วกลับเพียงแค่ใบหน้าบวมเขียวเท่านั้นเขาเพ่งตาบวมๆนั่นจ้องมายังเซียวปินเขม็ง เซียวปินใบหน้ายิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดี ขณะที่เขากำลังจะยื่นมือคว้าตัวเอ้อหั้วอีกครั้ง จู่ๆเอ้อหั้วก็ตีลังกาลุกขึ้นจากพื้น ก่อนจะถอยห่างไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว เขาหยุดยืนหลังจากถอยไปไกลหลายเมตร ยกมือขึ้นเช็ดเลือดแดงๆที่จมูก ก่อนจะโบกมือไปมาห้าม กล่าว “พอแล้ว ไม่เอาแล้ว”

        ชายกำยำทั้งสี่มองทั้งสองตาไม่กระพริบ ราวหัวใจกำลังจะหยุดเต้น เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะความหวาดผวาในพละกำลังอันมหาศาลจนน่าขนลุกของเซียวปิน ทั้งที่เอ้อหั้วก็ราวไม่ใช่มนุษย์อยู่แล้ว ทว่า เพียงพริบตาเดียว เขาก็ตกอยู่ในเงื้อมือเซียวปินอย่างง่ายดาย… ทั้งเซียวปินยังสามารถควบคุมเขาได้ ราวเขาเป็นเพียงลูกไก่ในกำมือ โดยใบหน้านั้นของเซียวปินก็ยังคงแฝงไปด้วยรอยยิ้ม ราวนี่เป็นเพียงเรื่องสนุกแสนง่ายดายของเขาเท่านั้น …หากเอ้อหั้วไม่ใช่มนุษย์ แล้วเซียวปินเป็นอะไร? สัตว์ประหลาด?วินาทีนั้น จู่ๆทั้งสี่ก็รู้สึกขอบคุณในความโชคดีของตัว พวกเขากล้าตอบรับคำตำรวจไปได้ยังไง กล้ารับปากจะจัดการสัตว์ประหลาดเช่นนี้ได้อย่างไร? … พอมาคิดตอนนี้ แค่ไม่โดนเจ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้เขมือบไป ก็ถือว่าโชคดีมากแค่ไหนแล้ว

        อีกเหตุผล เป็นเพราะเอ้อหั้วเองก็ทำให้พวกมันรู้สึกผวาเช่นกัน ตั้งแต่เขาเพิ่งเริ่มต่อสู้ พวกมันก็รู้สึกตกตะลึงแล้ว ใครจะไปคิด ว่าคนที่ภายนอกทั้งซื่อบื้อและไม่เต็มเต็งแบบนี้ เมื่อคราต่อสู้จริงๆ พละกำลังและการจู่โจมกลับเหนือกว่าสิงโตเจ้าป่าเป็นไหนๆ ตอนที่เขาโดนเซียวปินจู่โจม ใครเห็นเข้าก็คงต้องคิดว่าไม่รอด ต่อให้ร่างเขาจะทำมาจากเหล็กกล้าทั้งร่างก็เถอะ เมื่อโดนเซียวปินทั้งจับทุ่มทั้งเตะทั้งต่อยอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้ อย่าว่าแต่ชีวิตรอดเลย แม้แต่ศพที่เหลือรอดมาก็ยังไม่น่าครบชิ้นส่วนเลย…

        …แต่ตอนนี้ หลังจากโดนมาขนาดนั้น เอ้อหั้วเพียงแค่เช็ดเลือดกำเดาที่จมูกออก เขาก็ราวไม่ได้เป็นอะไร ราวไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน เขายังดูเหมือนเก่าไม่มีอะไรผิดแปลกเลย

        เอ้อหั้วถูกหลอมมาจากเหล็กหรือไง?

        เซียวปินมองไปยังเอ้อหั้วอย่างพอใจเขาราวเหล็กกล้าที่ผ่านการหลอมมาอย่างดี ต่อให้เป็นสุดยอดนักหมิงจิ้นชั้นสูง ก็ยังยากจะฝึกจนได้ระดับดังเอ้อหั้วเลย นอกจากการฝึกฝน ในตัวเอ้อหั้วคงจะมีอะไรบางอย่างที่พิเศษไปกว่าคนทั่วไป… เมื่อไม่ได้ปัญญา จึงได้พละกำลังมาทดแทนสินะ

        การโตแต่ตัว ก็หาใช่คำด่าเสมอไป… เมื่อโชคชะตาปิดประตูชีวิตเราลงบานหนึ่ง ก็ย่อมจะเปิดหน้าต่างอีกบานทิ้งไว้ให้เสมอ … โชคชะตายุติธรรมกับเราเสมอ…

        กำลังไร้ขีดจำกัด แข็งแกร่งประดุจเหล็กไหล คนเช่นนี้จึงจะมีคุณสมบัติพอให้ตนรับเอาไว้… เซียวปินราวได้พบของพิเศษหายากชิ้นหนึ่ง เขาหัวเราะกล่าว “ทำไมไม่สู้ต่อล่ะ?”

        เอ้อหั้วใบหน้าหวาดกลัว “เราเป็นเอ้อหั้ว แต่เราไม่ได้โง่… เรารู้ว่าเราสู้นายไม่ได้แม้จะสู้ด้วยชีวิตก็ยังไม่ไหวอยู่ดี ถ้าพวกเขาไม่ยอมปล่อยเราออกไป งั้นเราก็อยู่ในนี้แหละ ยังไงก็คงจะดีกว่าการโดนนายตีตาย”

        เซียวปินหัวเราะร่วน “เอาล่ะ …ได้ นายไม่ได้โง่จริงๆด้วย เพราะถ้านายโง่ นายก็คงไม่มีประโยชน์อะไรกับฉัน.. เอ้อหั้วนายจะออกไปกับฉันไหม?”

        เอ้อหั้วตาเป็นประกาย ถาม “เราไม่ได้ฟังผิดใช่ไหม? นายจะพาเราออกไปด้วย?”

        “แน่นอน” เซียวปินสีหน้าจริงจัง “แต่ถ้าฉันพานายออกไปจากที่นี่ ต่อไปนี้นายต้องฟังคำสั่งฉัน ฉันสั่งให้นายอัดใคร นายก็ต้องไปอัดคนนั้น ฉันสั่งให้นายหักขาใครข้างหนึ่ง นายก็ต้องไปหักขาคนๆนั้นข้างหนึ่ง นายทำได้ไหม?”

        เอ้อหั้วพูดดีใจ “ถ้านายปล่อยเราออกไปได้ ต่อไปนี้นายก็เป็นผู้ช่วยชีวิต ผู้มีพระคุณของเขา ชีวิตของเราก็เป็นของนาย”

        เซียวปินหัวเราะ “ดี งั้นก็ตามนั้น ไม่เกินสองวัน เราต้องออกจากที่นี่ได้แน่”

        ขณะนั้นเอง ประตูห้องขังก็ถูกเปิดออก ผู้ที่เปิดประตูเข้ามาเป็นตำรวจสองนาย เมื่อพวกมันได้เห็นสภาพห้องตรงหน้าก็เอาแต่อ้าปากค้างไปตามๆกัน ในห้องขังราวเพิ่งผ่านสงครามมา ห้องทั้งห้องดูทรุดโทรมมาก พื้นดินแตกระแหงไปหมด ทั้งยังมีหลุมลึกอีกหลายหลุม… รอยแตกทั่วห้องนี้เกิดจากตอนที่เซียวปินจับเอ้อหั้วฟาดไปมาตามผนังและพื้นห้อง รอยแตกนั้นมีมาก ราวห้องพร้อมจะพังลงมาได้ทุกเมื่อ เตียงที่เคยมีสภาพสมบูรณ์ บัดนี้กลับเหลือแต่ชิ้นส่วนที่แยกกระจายออกจากกันไปรอบด้าน จนในห้องไม่เหลือเตียงที่สมบูรณ์เลยสักเตียง และที่น่าตกใจมากที่สุด ก็คือชายร่างกำยำสี่คนที่นอนทับเป็นชั้นๆราวปิรามิดนั่น สภาพพวกเขาช่างน่าสมเพชเกินทน ทั้งพวกมันยังเอาแต่ร้องโหยหวนอยู่ตลอดเวลาส่วนเจ้าเอ้อหั้วที่แม้จะดูทึ่มๆแต่กลับต่อยตีเก่งเกินใครนั้น บัดนี้ใบหน้าและตามร่างกายก็มีรอยบวมช้ำไปหมด…. ไม่เพียงเท่านั้น หลังผ่านการต่อสู้มา บัดนี้ เอ้อหั้วกลับไปยืนเชื่องข้างๆเซียวปิน ราวเป็นแค่ลูกแกะอ่อนแอตัวหนึ่งเท่านั้น… และเมื่อกวาดสายตามองมาจนถึงคนสุดท้าย เซียวปิน ขณะนี้กำลังมองตรงไปยังพวกเขา พลางมุมปากนั้น ก็ราวกำลังแสยะยิ้มเยาะพวกเขายิ้มเยาะกับความไม่เจียมตัวของพวกเขา…

        เซียวปินกล่าวน้ำเสียงสงบ “ฉันพอใจกับเพื่อนร่วมห้องที่พวกนายหามาให้มาก แต่ฉันไม่พอใจกับห้องนี้เท่าไหร่ พวกนายจะเปลี่ยนห้องให้ฉันใช่ไหม?”

        ตำรวจทั้งสองถึงกับเปล่งเสียงไม่ออก

        “อ้อ จริงสิ มีอีกเรื่อง… พอดีฉันเพิ่งออกกำลังกายมา ตอนนี้เหมือนจะหิวแล้ว ทางที่ดีพวกนายรีบไปหาอะไรมาให้ฉันกินหน่อยดีกว่า…”

        นายตำรวจทั้งสองถอนหายใจหนัก พลางมองเซียวปินด้วยสายตาราวกำลังมองสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง กล่าวเสียงสั่น “พวกเราจะ…. เราจะเปลี่ยนห้องให้เดี๋ยวนี้… แต่เรื่องของกิน ต้องรอพรุ่งนี้…”

        “งั้นก็ได้” เซียวปินยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว ทว่าแววตากลับราวจะกลืนกิน “แต่ฉันมันนิสัยไม่ค่อยดี โดยเฉพาะตอนที่ฉันหิว ถ้าไม่ได้ของกิน ฉันอาจจะกินคน… โดยไม่สนว่าคนๆนั้นจะเป็นตำรวจหรือนักโทษ”

        ตำรวจผู้มีอายุมากกว่าทั้งโมโหและหวาดกลัวไปในเวลาเดียวกัน มันสั่นไปทั้งตัว พลางชี้นิ้วว่า “แก… แกขู่พวกเราหรอ?”

        เซียวปินหัวเราะเสียงดัง “คนเราเมื่อจนตรอก ก็ย่อมทำได้ทุกอย่าง… อย่าคิดว่าพวกนายมีกระบองแล้วจะรังแก ฉัน ที่สวมโซ่เหล็กที่เท้าได้… เดือนๆหนึ่งเงินพวกแกก็ได้แค่นั้น ถ้ายังต้องมาเสี่ยงกับการแขนขาหักอีกล่ะก็ ไม่คุ้มเลยใช่ไหม?”

        ตำรวจคนเดิมใบหน้าซีดเผือด ยอมอ่อนข้อในที่สุด “เดี๋ยวฉันจะพาไปห้องขังห้องใหม่ก่อนของกินเดี๋ยวจะส่งตามมา”

        “เหนื่อยมาทั้งคืน ของที่เอามาต้องมีทั้งเนื้อทั้งเหล้าอย่าให้ขาด แกก็เห็นนี่ เรามีกันตั้งหกคน อย่างกให้มันมากนักเลย จัดมาให้ครบทั้งเนื้อและเหล้า อย่าให้ขาดเชียว”

        ในหัวตำรวจทั้งสอง บัดนี้ มีคำเพียงคำเดียว ได้คืบเอาศอก.. แต่ทว่าทั้งสองก็ไม่กล้าพูดปฏิเสธ เพราะสายตาที่น่าขนลุกนั่นของเซียวปินช่างน่ากลัวเหลือเกิน ยิ่งไปกว่านั้น ทักษะการต่อสู้ของเขา ก็ทำให้ทั้งสองขวัญหนีดีฝ่อไปหมดแล้ว ก็อย่างที่เซียวปินว่า… คนจนตรอก มักทำได้ทุกอย่าง… หากต้องมาเจ็บตัวด้วยเรื่องเช่นนี้ล่ะก็ ไม่คุ้มแน่!

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม