0 Views

        ณ ห้องฝากขัง

        เซียวปินถูกสวมโซ่เหล็กหนักๆไว้ที่ข้อเท้า ในนี้มีเตียงสองชั้นถึงสามเตียง มีที่ให้นอนได้ถึงหกที่ แต่ตอนนี้ ในนี้กลับมีเพียงเซียวปินแค่คนเดียว นั่นทำให้เซียวปินรู้สึกแปลกใจไม่น้อย คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะถูกขังเดี่ยว บางที อาจเป็นเพราะเกรงอำนาจตระกูลเย่ จึงยังไม่กล้าลงมือกับเขาล่ะมั้ง

        เซียวปินเลิกคิดเรื่องนั้น… ตั้งแต่ช่วงใกล้เที่ยงที่ตนถูกนำตัวมานี่ที่ จนถึงตอนนี้ ซึ่งก็ดึกมากแล้ว ยังไม่มีใครมาสอบสวนเขาเลย ดูจากการกระทำพวกนี้ เซียวปินก็รู้ทันทีว่าพวกเขาเพียงต้องการป้ายสีตนเท่านั้น

        เซียวปินเป็นคนฆ่าต้วนจื่อ? แน่นอนว่าใช่

        หากฉางฮวัยอันจับตนเข้าตารางเพราะมีหลักฐานที่แน่ชัดล่ะก็ เขาย่อมจะไม่มีข้อโต้แย้งใดๆแน่นอน นั่นเพียงแต่จะยืนยัน ว่าเขาเป็นนายตำรวจที่มีความสามารถคนหนึ่ง แต่ตอนนี้ ชัดเจนว่าพวกเขาเพียงแค่ทำไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว … พวกเขาเพียงร่วมมือกัน เพื่อจะเอาชีวิตตนเท่านั้น

        ใครดีมาหนึ่งคืบ ฉันดีกลับหนึ่งศอก

        ใครร้ายมาหนึ่งวา ฉันสวนกลับหนึ่งหมัด!

        นี่เป็นวิถีที่เซียวปินยึดถือมาโดยตลอด…

        ตั้งแต่วินาทีที่ฉางฮวัยอันล็อกกุญแจที่มือเขา ทุกสิ่งก็ได้กำหนดลงแล้ว… มันเป็นศัตรูของเขา

        ขณะเดียวกันนั้น  ฉางฮวัยอันกำลังต่อสายไปยังเซี่ยหลุนเพื่อรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอหมาย

        เซี่ยหลุนกัดฟันกรอด กรอกสายกลับมา “ผอ. ฉาง อย่าเพิ่งเอามันให้ถึงตาย ช่วงที่มันอยู่ในคุก… หาหนทางหักขามันข้างหนึ่ง จากนั้นค่อยตัดสินให้มันจำคุกสักห้าปีสิบปี ให้มันทุกทรมานอยู่ในนั้น… เรื่องนี้ก็ฝากด้วยแล้วกัน”

        ฉางฮวัยอันถอนหายใจหนักๆอย่างจงใจ “เรื่องนี้คงจะยากสักหน่อย”

        เซี่ยหลุ่นเมื่อได้ฟังฉางฮวัยอัน ก็พูดน้ำเสียงไม่พอใจนัก “ผอ. ฉาง  คุณรับเงินผมไปแล้วนะ รอเรื่องนี้สำเร็จ เงินอีกครึ่งที่เหลือ ผมจะโอนไปให้ครบทุกบาททุกสตางค์แน่ ถึงตอนนั้น ไม่ว่าคุณจะไปอยู่ที่ไหน ทำอะไร เงินนั่นก็พอให้คุณอยู่อย่างสุขสบายไปอีกหลายชาติเลย”

        ฉางฮวัยอันระคนหัวเราะ “แม้จะรับเงินมาแล้ว แต่ตำแหน่ง ผอ. เนี่ย ถ้าเป็นไปได้ผมก็ยังอยากจะทำต่อ…. …ตอนนี้ที่เรื่องนี้มันยาก ก็เพราะความสนิทชิดเชื้อระหว่างเซียวปินกับตระกูลเย่นี่แหละ ได้ยินว่ามันยังเป็นแฟนกับคุณหนูรองตระกูลเย่ด้วย… วันนี้ตอนผมไปจับมัน เย่ซินหยี่ก็พูดขู่ผมเอาไว้อีก คุณก็รู้ว่าตระกูลเย่มีอำนาจมากแค่ไหนในเจียงเฉิง… ถ้าร้าวฉานกับตระกูลเย่  ต่อไปคงลำบาก…”

        เห็นได้ชัดว่าเซี่ยหลุนเองก็แปลกใจไม่น้อย เขาพูดราวไม่อยากจะเชื่อ “คุณแน่ใจนะ? เซียวปินกับตระกูลเย่จะมีความสัมพันธ์อะไรกันได้ยังไง?”

        “ผมแน่ใจมาก ไม่งั้นคุณก็ลองไปสืบเอาเองสิ”

        เซี่ยหลุนรู้ดี ฉางฮวัยอันไม่มีทางพูดเล่นๆกับเรื่องแบบนี้แน่ เมื่อนึกถึงอำนาจที่ตระกูลเย่มี เซี่ยหลุนก็ได้แต่นิ่งเงียบไป เรื่องนี้มันเกินกว่าที่เขาคิดเอาไว้มาก…

        ฉางฮวัยอันถอนหายใจ กล่าว “ตอนที่ผมตอบตกลงรับงานคุณ ผมก็ไม่คิดว่าเรื่องมันจะลุกลามมากขนาดนี้ ผลตอบแทนที่คุณให้ผมมากอยู่ก็จริง แต่หากไปร้าวฉานกับตระกูลเย่ล่ะก็…”

        เซี่ยหลุนรู้ดี ฉางฮวัยอันเพียงต้องการค่าตอบแทนที่มากขึ้น แต่เพื่อการแก้แค้นเซียวปินให้สำเร็จ เขาก็ตอบรับความต้องการนั้นอย่างไม่ลังเล “ผอ. ฉาง  หักขามันซะ แล้วฉันจะเพิ่มค่าตอบแทนให้อีกเท่าตัว”

        ฉางฮวัยอันหัวใจเต้นแรง เขาต้องการผลประโยชน์ที่มากขึ้นก็จริง แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้มากขนาดนี้  คิดไม่ถึงว่าเซี่ยหลุนจะแค้นเซียวปินมากขนาดนี้ ความโลภในคนต้องมีขีดจำกัด ยิ่งตอนนี้ ค่าตอบแทนที่ได้ก็เยอะมากพอแล้ว ฉางฮวัยอันจึงตอบรับข้อตกลงนั้นอย่างไม่ลังเล “วางใจเถอะครับ ช่วงนี้ในคุกนั่นมียอดฝีมืออีกคนอยู่พอดี ในถิ่นของผม ไม่ว่าไอ้เซียวปินจะเก่งกล้ามาจากไหน มันก็หนีไม่พ้นอยู่ดี  ถ้าผมไม่อนุญาต มันไม่มีทางออกมาในสภาพที่ยังมีลมหายใจแน่นอน”

        เซี่ยหลุนหัวเราะเหี้ยม “งั้นผมจะรอฟังข่าวดีจากคุณ”

        เซียวปินทนได้กับการที่พวกเขาไม่มาสอบสวนตามกฏ แต่เขาทนไม่ได้ ที่พวกมันไม่เอาอาหารค่ำมาให้ แม่งเชี่ย… เคยเห็นคนเลวมาก็เยอะ แต่ยังไม่เคยเห็นใครเลวเท่ามันมาก่อน ไอ้ฉางฮวัยอันมันอยากให้ตูอดตายหรือไงวะ?

        เซียวปินทุบเคาะประตูด้วยความโกรธหลายที แต่กลับไม่มีใครสนใจ เขาจึงได้แต่กลับไปนอนมุดในผ้าห่มอย่างจนปัญญา จนถึงเวลาเที่ยงคืน ในที่สุดประตูก็ถูกเปิดออก ชายรูปร่างกำยำบึกบึนสี่คนเดินลอดประตูเข้ามาภายใน ด้านหลังพวกมันยังมีชายที่ดูแล้วทั้งซื่อทั้งบื้อทั้งเอ๋อแล้วยังเหม่ออีกคนเดินตามมาด้วย

        เซียวปินมองข้ามชายที่หน้าตาราวเพิ่งเดินออกมาจากไร่นาสุดซื่อบื้อนั่นไปทันที เขามองไปยังชายร่างบึกสี่คนที่เดินเข้ามาท่าทางไม่เป็นมิตรนั่น ดูท่า ที่ฉางฮวัยอันให้ตนอดข้าวอดน้ำก็เพื่อรอเวลานี้สินะ ไอ้เวรเอ้ย คิดว่าปล่อยให้ฉันหิวแล้วจะรังแกกันได้ง่ายๆหรือไง?

        ชายบึกบึนหนึ่งในนั้นเตะไปที่เตียงจนเตียงทั้งเตียงสั่นเครือรุนแรง ราวกำลังจะแยกออกจากกันอย่างนั้นแหละ เจ้าบ้านี่แรงเยอะไม่เบาเลย… เมื่อถีบไปเต็มตีน มันก็ด่าตะคอกต่อ “เชี่ยเอ้ย… มึงแม่งยังนอนอยู่อีก ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!”

        ชายร่างถึกอีกสามคนก็ล้อมรอบกันเข้ามา

        “อ้อ  เรียกฉันหรอ?” เซียวปินยันตัวขึ้นนั่งบนเตียง พลางมองชายทั้งสี่หน้าแบ๊ว “ดึกดื่นขนาดนี้ไม่หลับไม่นอนกัน มาเรียกฉันทำเพื่อ?”

        “เรียกทำเพื่อ?” ชายทั้งสี่มองกันไปมา ก่อนจะหัวเราะเสียงดัง “แกโง่จริงหรือแกล้งโง่วะ? พวกมันปล่อยให้พวกเราเข้ามาดึกดื่นแบบนี้ แกคิดว่ามาทำไมล่ะ?”

        “ฉันจะไปรู้ได้ไงล่ะ” เซียวปินลูบไปที่จมูกตัวเอง “ฉันเดาว่า… คงจะมาช่วยนวดไหล่ นวดเอว นวดขา เกาหลังให้ล่ะมั้ง”

        “แม่งเชี่ยเอ้ย  มึงฝันเหอะ! ที่พวกกูมา ก็เพื่อเลาะกระดูกมึงต่างหาก!”

        ชายผู้พูดพุ่งตรงเข้าหาเซียวปินเป็นคนแรก เซียวปินเบี่ยงหลบ ก่อนจะตวัดขาขึ้น

        ตุ้บ บ บ

        มันล้มคว่ำลงบนเตียง เซียวปินเคลื่อนไหวเร็วดุจแสง ตรงเข้าไปคว้าแขนทั้งสองข้างของมันเอาไว้ ก่อนจะจับหมุนไปด้านหลังอย่างแรง

        แกรก แกรก ก

        แขนทั้งสองราวจะผิดรูปผิดร่างกันไปหมด ความเจ็บปวดที่มากมายส่งผลให้ชายร่างใหญ่ถึงกับร่ำร้องเสียงดังด้วยความเจ็บปวด

        ชายอีกสามคนที่เหลือได้แต่ยืนอึ้งอ้าปากค้างเมื่อเห็นดังนั้น  พวกมันไม่อิดออด ร้องตะโกนเสียงดังก่อนจะพุ่งเข้าหาเซียวปินพร้อมกัน…

        “อ้าก ก ก!”

        หนึ่งในนั้นโดนเซียวปินเตะเข้าที่เอวอย่างแรง เขาอาศัยจังหวะที่มันงอตัวลง ตรงเข้าไปจับแขนมันหมุนไปทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว ส่วนชายอีกสองคนก็โดนเขาขัดที่ขาจนล้มลงเช่นกัน จากนั้นก็ตรงเข้าจัดการด้วยวิธีเดียวกันกับคนก่อนหน้า

        เพียงพริบตาเดียว ยังไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำ แขนกำยำของชายทั้งสี่ก็หมดสภาพลง ความเจ็บปวดเข้ารุกรานจนท่อนแขนทั้งแขนเคลื่อนไหวไม่ได้อีกต่อไป แขนที่ถูกหมุนจนไปอยู่ด้านหลังก็ราวจะไม่ใช่แขนตัวเองอีกแล้ว…

        เซียวปินกระโดดลงจากเตียง จากนั้นก็จับชายล่ำคนแรกยกขึ้น ก่อนจะโยนมันลงพื้น แล้วจับชายคนที่สอง โยนทับร่างชายคนแรก ชายคนที่สามทับบนคนที่สอง และคนที่สี่ทับคนที่สาม ชายทั้งสี่ทับกันจนคล้ายปิรามิด ต่างก็ร้องแผดเสียงด้วยความเจ็บปวดจนเสียงดังระงม ทั้งยังเอาแต่ร้องขอชีวิตไม่หยุด

        เซียวปินทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาตบมือทั้งสองข้างไปมาราวกำลังปัดฝุ่นที่เกาะอยู่ พลางระคนหัวเราะกล่าว “ฉางฮวัยอันนี่เก่งจริงๆ ให้พวกกระจอกอย่างพวกแกมาจัดการฉัน? เซี่ยหลุนไม่ได้บอกมันหรือไงว่าฉันฝีมือระดับไหน?”

         “ลูกพี่ครับ… แขนพวกเขาพิการแล้วใช่ไหม….คุณปล่อยพวกเราไปเถอะ พวกเราไม่รู้จักคนที่ชื่อเซี่ยหลุนอะไรนั่นเลย”

         “ไม่รู้จักก็ไม่ประโยชน์หรอก” เซียวปินหัวเราะ “ห้องนี้เล็กเกินไปหน่อย บนเตียงไม่มีที่ให้พวกแกได้นอนแล้ว นอนอยู่บนพื้นนั่นไปเถอะ”

        ชายที่อยู่ล่างสุดสีหน้ากระอักกระอ่วนสุดใจ น้ำหนักของชายอีกสามคนเบื้องบนมีมากจนเขาแทบหายใจไม่ออก

        เซียวปินไม่แยแสพวกเขาอีกต่อไป เขาหมุนตัวกำลังจะกลับไปนอนต่อบนเตียง แต่ตาก็ดันสังเกตเห็นชายที่ทั้งบื้อทั้งซื่อทั้งเอ๋อทั้งเหม่อคนนั้นกำลังจ้องมายังตนอยู่  “มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?” เขาถาม

        ชายบื้อกลับพยักหน้ารับ “มีเรื่อง”

        “นายหิว?”

        “ไม่หิว”

        “อยากดื่มน้ำ?”

        “ไม่อยาก”

        “ตกหลุมรักฉัน?”

        “….”

        เซียวปินถามงงงวย “งั้นนายมองฉันด้วยสายตาเลื่อมใสรักใคร่แบบนั้นทำไม?”

        “ไม่ใช่…ไม่ใช่…”

        “ไม่ใช่? ไม่ใช่นาย หรือไม่ใช่ฉัน? บอกไว้ก่อนนะ ฉันไม่มีรสนิยมแบบนั้น โดยเฉพาะกับคนซื่อบื้ออย่างนาย ถ้าไม่มีอะไรก็รีบขึ้นไปนอนบนเตียงเถอะ แม่ง… ฉันยังหิวอยู่เลย”

        “คือว่า…นายชื่อเซียวปิน?”

        เซียวปินบัดนี้ถึงรู้สึกแปลกใจขึ้นมา “นายรู้จักฉัน?”

        คิดไม่ถึงว่าตอนนี้คนซื่อบื้อที่เซียวปินพูดถึงจะเอ่ยคำที่เหนือความคาดหมายออกมา “พวกเขาบอกให้เราหักขานายข้างหนึ่ง เอางี้ไหม นายยื่นขาออกมาให้เราตีทีหนึ่งดีไหม?”

        เซียวปินบัดนี้จึงมองเจ้าหนุ่มตรงหน้านี้ใหม่ เจ้าเด็กนี่ดูเหมือนจะทึ่มเอามากๆ อายุก็น่าจะประมาณยี่สิบสองยี่สิบสาม เขาสวมเสื้อผ้าเก่าๆขาดๆที่เต็มไปด้วยรอยปะ รองเท้าที่สวมอยู่ก็เป็นรองเท้าผ้าแบบจีนเก่าๆที่ขาดจนเห็นนิ้วเท้า หน้าตาเขาดูมอมแมมไปหมด… แม้คนตรงหน้าอายุจะไม่น้อยแล้ว แต่กลับให้ความรู้สึกราวเป็นแค่เด็กๆไม่รู้ประสีประสา คงเป็นเพราะความทึ่มเอ๋อของเขาล่ะนะ… …ใบหน้าเขาเป็นทรงกลม ดูๆแล้วก็คล้ายพวกหนุ่มซื่อบื้อในหนังชาวไร่ชาวนาเหมือนกันนะเนี่ย โดยเฉพาะหน้าตาซื่อๆตลกๆนั่น

          คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าหนุ่มสุดทึ่มคนนี้จะพูดประโยคเช่นนี้ออกมา

          หักขาฉันข้างหนึ่ง?

          แม้จะได้ฟังดังนั้น แต่เซียวปินก็ยังยากที่จะโกรธเขาได้ลงคออยู่ดี อาจเป็นเพราะเจ้าหนุ่มนี่หน้าตาดูซื่อบื้อเกินไป จนให้ความรู้สึกหนึ่งกับเขา… ความรู้สึกที่เหมือน… เด็กโง่คนหนึ่ง ที่รับทรายมาจากคนชั่ว แล้วก็เอาไปสาดใส่ใครอีกคนแบบโง่ๆตามคำสั่ง  เจ้าเด็กนี่เหมือนเด็กโง่ซื่อแบบนั้นเปี๊ยบเลย

        ฉางฮวัยอันส่งเด็กซื่อบื้อแบบนี้มา เขาเป็นริดสีดวงในสมองหรือไง?

        เซียวปินถามแปลกใจ “นายชื่ออะไร?”

        เจ้าหนุ่มบื้อถามกลับเสียงยาน “ถ้าเราบอกชื่อนาย นายจะยอมให้เราหักขาข้างหนึ่งใช่ไหม?”

        เซียวปินทำหน้าไม่ถูก “ลองบอกมาก่อนสิ”

        เขาอ้าปากจะพูดหลายครั้ง แต่ก็ราวจะรู้สึกอายจนพูดไม่ออก เขาเกาหัวตัวเอง พลางใบหน้าก็แดงไปหมด

        เซียวปินขำแห้งๆ ไอ้หนุ้มบื้อๆแบบนี้ จะดูยังไงก็ไม่เหมือนกับคนที่กล้าหักแขนหักขาคนใช่ไหมล่ะ?

        “ถึงเราจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย…. แต่เราก็รู้ว่าชื่อเราไม่น่าฟัง พูดแล้วนายห้ามหัวเราะเรานะ”

        เซียวปินมองท่าทางเขา กลั้นขำตอบ “ไม่เป็นไรหรอกน่า ฉันไม่หัวเราะแน่ รีบบอกมาเถอะ”

        “งั้นเราจะพูดจริงๆแล้วนะ”

        “พูดเถอะ  พูดเถอะ”

        หนุ่มบื้อหัวเราะแหะๆออกมา ก่อนจะจับผมที่รุงรังยุ่งเหยิงของตัวเอง แล้วหัวเราะทึ่มพลางกล่าว “เราชื่อ*เอ้อหั้ว  เอ้อมาจากคำว่าหั้วจากเอ้อหั้ว  หั้วมาจากคำว่าเอ้อจากเอ้อหั้ว…”

        คนที่พูดประโยคแนะนำชื่อแบบนี้ได้ ฟังๆดูก็สมกับชื่อเอ้อหั้วดี

        เซียวปินได้ฟังก็ถึงกับชะงัก เขายืนอึ้ง นึกว่าตัวเองหูฝาด จึงถามอีกครั้ง “พูดใหม่อีกทีซิ นายชื่ออะไรนะ?”

        “เราชื่อเอ้อหั้ว เอ้อมาจากคำว่าหั้วจากเอ้อหั้ว  หั้วมาจากคำว่าเอ้อจากเอ้อหั้ว… เมื่อก่อนคนในหมู่บ้านเรียกเราว่าไอ้ไข่บื้อ เรารู้สึกว่ามันไม่เพราะ ต่อมา พวกเขาเลยตั้งชื่อใหม่ชื่อนี้ให้เรา” เอ้อหั้วหัวเราะเอ๋อ “ต่อมาก็ยังมีคนหัวเราะเราอยู่ แต่เราก็รู้สึกว่าชื่อนี้เพราะว่าไอ้ไข่บื้อจริงๆ เรารู้สึกว่ามันเป็นชื่อที่ทันสมัยมากเลย”

        เซียวปินหากกลั้นหัวเราะอีกต่อไป มีหวังได้บาดเจ็บภายในแน่  เขาจึงปล่อยเสียงขำก๊ากออกมา

        เอ้อหั้วหน้าแดง เขาตะโกนกล่าว “ตอนนี้ให้เราหักขานายได้รึยัง?”

—————————————————————————————————————-========================================================—————————————————————————————————————

        *เอ้อหั้ว : เอ้อ เดิมแปลว่าสอง แต่สมัยนี้ มักใช้แทนความหมายอีกอย่างว่า เอ๋อ หรือบื้อ ทื่ม ซุ่มซ่าม ฯลฯส่วนคำว่า หั้ว แปลว่าของ หรือสินค้าค่ะ เมื่อรวมกัน จึงแปลเป็นความหมายประมาณว่า คนติ๊งต๊อง คนบื้อ ฯลฯ อะไรประมาณนี้ล่ะคะ ซึ่งมันค่อนข้างเป็นศัพท์วัยรุ่นหน่อยๆ

        **ความจริงแล้ว เอ้อหั้วเรียกแทนตัวเองเป็นภาษาถิ่นค่ะ ประมาณว่า ข้อย หรือเฮา อะไรประมาณนี้ค่ะ แต่เพราะเขาใช้ภาษาถิ่นแทนแค่สรรพนามแทนตัวเองเท่านั้น ผู้แปลเลยขอใช้คำว่า เรา แทนนะคะ ถ้าคุณผู้อ่านต้องการให้ปรับปรุงประการใด ก็เขียนคอมเมนท์กันได้นะคะ ผู้แปลจะพยายามปรับปรุงให้เร็วที่สุดค่ะ ขอบคุณค่ะ

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม