0 Views

        เซียวปินทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ก่อนหยิบมือถือขึ้นมา กดส่งข้อความถึงเย่จื่อ ‘ฝันดี’

        กริ๊ง ง

        ไม่นาน มือถือข้างเขาก็มีข้อความเข้าเช่นกัน ‘เรียกเบบี๋’

        เซียวปินจินตนาการถึงภาพหน้ามุ่ยๆของเย่จื่อในตอนนี้ ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ จากนั้นก็กดยิกๆลงในมือถือ ‘เบบี๋ ฝันดี’

        ‘ฝันดี’

        เย่ปั้นเฉิงอายุห้าสิบห้าแล้ว  ตามความจริง วัยนี้น่าจะเป็นช่วงเวลาที่มั่งคั่งและเต็มไปด้วยพลังของเขา น่าเสียดายที่ปีนี้สุขภาพของเขาเกิดปัญหาใหญ่ขึ้น จนแม้จะเทียวไปรักษากับแพทย์ชื่อดังมาทั่วยุโรปแล้ว แต่ก็ยังไม่ดีขึ้นเลย

        มีคนเคยแนะนำให้ไปหา จางยีจื่อ หมอที่มีฝีมือยอดเยี่ยมที่สุดในประเทศจีน ที่กรุงปักกิ่งดู เผื่ออาจจะช่วยอะไรได้บ้าง  แต่น่าเสียดาย คนของเขาที่เคยส่งไปถึงห้าครั้ง กลับถูกปฏิเสธกลับมาทุกครั้ง… ตั้งแต่ถอนตัวออกไป จางยีจื่อก็ไม่รับรักษาใครอีก เย่ปั้นเฉิงจึงได้แต่ล้มเลิกความคิดนี้อย่างจนปัญญา

        แต่พอมาวันนี้ จู่ๆตระกูลเย่ก็ได้รับข่าวดีมาเรื่องหนึ่ง  จางยีจื่อปรากฎตัวในเมืองเจียงเฉิง  เพิ่งจะปรากฏตัว เขาก็ปลดคณะบดีของโรงพยาบาลอันดับหนึ่งในเจียงเฉิงออก ตระกูลเย่จึงรีบให้คนตามไปสืบ ก่อนจะพบว่า ที่เขามาเจียงเฉิงได้ เพราะได้รับเชิญจากชายที่ชื่อเซียวปิน…

        เย่ปั้นเฉิงมีลูกทั้งหมดสามคน เป็นชายหนึ่งคน และหญิงอีกสองคน ลูกสาวคนโตชื่อเย่ซินหยี ลูกชายคนกลาง…เย่เทียนหมิง และเจ้าหญิงน้อยของเขา เย่จื่อ หรือก็คือ เย่เสี่ยวซี … และเพราะเย่จื่อเด็กที่สุด เธอจึงได้รับความรักจากบิดามากเป็นพิเศษ เพียงแต่ ความสัมพันธ์ระหว่างเย่จื่อและเขาไม่ดีนัก ผิดกับเย่ซินหยีและเย่เทียนหมิง ซึ่งขณะนี้กำลังยืนอยู่ข้างเตียงเขา

        เย่ปั้นเฉิงกล่าวเสียงแผ่ว “จางยีจื่อมาเจียงเฉิง นี่เป็นโอกาสสุดท้าย ไม่ว่าต้องแลกกับอะไร ก็ต้องเชิญเขามารักษาพ่อให้ได้”

        “จางยีจื่อเป็นคนหัวรั้น ผมคิดว่า ต่อให้เราขอร้องอ้อนวอนเขาให้ตายก็คงไม่ได้ผล.. คุณพ่อครับ ผมมีความเห็นหนึ่ง” เย่เทียนหมิง

        เย่ปั้นเฉิงมองลูกชาย กล่าวหอบ “พูดซิ”

        “ในเมื่อเขามาด้วยคำเชิญของคนที่ชื่อเซียวปิน งั้นก็แสดงว่า ทั้งสองต้องมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดากันแน่ ทำไมเราไม่ใช้ประโยชน์จากเขาล่ะ? เซียวปินเองก็เป็นแค่แรงงานจากต่างถิ่น ถ้าเรายอมจ่ายซะหน่อยล่ะก็… ขอให้เขาช่วยคงจะง่ายกว่าขอจางยีจื่อไม่ใช่หรอครับ?”

        นัยน์ตาพร่ามัวของเย่ปั้นเฉิงมีแสงวาบขึ้น เขาพูดเร่งรีบ “ทำตามที่แกบอก ไปหาไอ้คนที่ชื่อเซียวปิน ขอแค่เขายอมช่วยเรา ต่อให้ต้องแลกกับอะไรก็ยอม… พวกแกใครจะไป?”

        เย่เทียนหมิงยังไม่ทันได้เอ่ยปาก เย่ซินหยีก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน “หนูไปเองค่ะ”

        เย่เทียนหมิงหันมองพี่สาวแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไร

        เย่ปั้นเฉิงสายตาหยุดลงที่ลูกสาว ที่แม้จะแต่งกายด้วยชุดธรรมดาๆ แต่นั่นก็ไม่สามารถปกปิดความสวยสง่าที่มีในตัวเธอได้…  เย่ปั้นเฉิงหรี่ตามองลูกสาวพักหนึ่ง ก่อนพูดโพล่ง “ดีเหมือนกัน  ถ้าเธอไป… อาจมีความเป็นไปได้มากขึ้น”

        เย่ซินเฉิงสายตาไหววูบ เธอพูดระคนหัวเราะ “วางใจเถอะค่ะ คุณพ่อ ไม่ว่ายังไง หนูก็ต้องทำให้เขาตอบตกลงให้ได้”

        “อืม” เย่ปั้นเฉิงหลับตาลงช้าๆ ใบหน้าเหนื่อยล้าเต็มที “นี่ก็ดึกมากแล้ว พวกแกกลับไปพักกันก่อนเถอะ พ่ออยากหลับแล้ว”

        เย่เทียนหมิงและเย่ซินหยีมองตากันและกันแวบหนึ่ง จากนั้นจึงออกจากห้องไปพร้อมกัน”

        หลังออกจากห้อง จู่ๆ เย่เทียนหมิงก็โพล่งขึ้น “พี่ครับ ตอนผมสืบเรื่องคนชื่อเซียวปิน  ผมบังเอิญรู้มา ว่าเขาเคยมีเรื่องกับคนตระกูลเซี่ย แล้วในตอนนั้น… เหมือนพี่จะอยู่ด้วย…”

        “อืม” เย่ซินหยีหัวเราะเปิดเผย

        “งั้น… ถ้าพี่ไปจะเหมาะหรอ?”

        “ถ้าไม่ลองแล้วจะรู้ได้ยังไงล่ะ” เย่ซินหยีหัวเราะอย่างมั่นใจ “ยิ่งไปกว่านั้น คนที่เขามีเรื่องด้วยก็เป็นคนบ้านเซี่ย ไม่ใช่ฉัน แกว่างั้นไหม?”

        ได้ฟังพี่สาวดังนั้น เย่เทียนหมิงก็รู้ทันทีว่าพี่สาวกำลังคิดทำอะไร พรุ่งนี้เธอต้องยอมก้มหัวขอโทษเขาแน่ เขารู้จักพี่สาวคนนี้ตั้งแต่เล็กจนโต จึงรู้นิสัยเธอดี…. เธอเป็นคนฉลาด เธอไม่เพียงเก่งในด้านต่างๆ แต่เธอยังรู้ว่าเวลาไหนควรจะรุก และเวลาไหนควรจะถอย เพราะในสังคมสมัยนี้ อย่าว่าแต่ลูกสาวตระกูลใหญ่ๆเลย แม้แต่เด็กสาวธรรมดาๆที่รู้ว่าควรจะยอม ในเวลาที่สมควร ก็ยังมีน้อยมากจนนับได้เลย

        …นั่นจึงเป็นจุดเด่นอีกอย่างของพี่สาว การรู้จักยอม ในเวลาอันสมควร…

        วันรุ่งขึ้น เมื่อฟ้าสาง เซียวปินก็ลุกจากที่นอนแล้ว

        ซูเสียวเสี่ยวเองก็เป็นคนตื่นแต่เช้าคนหนึ่ง แต่ถึงกระนั้นก็ยังตื่นเช้าขนาดเขาไม่ได้ เมื่อล้างหน้าแปรงฟัน จัดการกับตัวเองเรียบร้อยแล้ว เซียวปินก็ตรงไปยังห้องครัวต่อทันที

        จนเวลาหกโมง ซูเสียวเสี่ยวที่เพิ่งตื่น เดินสะลึมสะลือเข้าห้องน้ำไป  เมื่อล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ ก็เตรียมจะเดินเข้าครัวไปทำอาหารเช้าเหมือนทุกวัน แต่เธอกลับพบว่า อาหารเช้าของวันนี้ถูกเซียวปินเตรียมเอาไว้พร้อมหมดแล้ว

        เซียวปินวางขนมไข่ร้อนๆสองจานลงบนโต๊ะอาหาร จากนั้นก็ตักฮานามากิร้อนๆตามลงไปหลายอัน เมื่อเห็นซูเสียวเสี่ยวเดินมา เขาก็ชี้ไปยังอาหารบนโต๊ะ กล่าวยิ้มแย้ม “ตื่นแล้วหรอ? นั่งเร็ว กินมื้อเช้าด้วยกัน”

        เมื่อสังเกตเห็นขนมไข่ในจานทั้งสอง เธอก็ตาสว่าง สร่างขึ้นทันที… เธอมองจานตรงหน้าตาค้าง ก่อนดวงตาคู่นั้นจะระยิบระยับไปด้วยน้ำตา

        เซียวปินระคนหัวเราะ “เธอเคยบอก ว่าตั้งแต่พี่เธอไป ก็ไม่มีใครตื่นเช้ามาทำขนมไข่เป็นมื้อเช้าให้เธออีกเลย.. แต่ก่อนฉันก็เคยทำมาบ้าง แต่ไม่รู้ว่าจะอร่อยเท่าที่พี่สาวเธอทำหรือเปล่า”

        “ขอบคุณ…” ซูเสียวเสี่ยวย่อตัวลงนั่ง ตักขนมในจากขึ้นมาช้อนหนึ่ง แต่ปากกลับเม้มไว้แน่น เธอกลัวว่าหากกระดิกเพียงนิดเดียว น้ำในตาก็พลันจะไหลออกมาด้วย… ภาพเมื่อครู่ ทำให้เธอหวนนึกถึงพี่สาวอีกครั้ง นึกถึงเมื่อหลายปีก่อน ตอนเพ่ยหย่ายังอยู่ที่บ้านนี้

        เซียวปินยิ้มบางๆ พลางใช้ตะเกียบคีบฮานามากิวางลงในจานซูเสียวเสี่ยว กล่าวยิ้มๆ “ตอนเด็กๆ ฉันก็มักจะกินขนมไข่อยู่บ่อยๆเหมือนกัน แต่ตอนนั้นคนที่ทำให้กินเป็นคุณน้าในศูนย์เด็กกำพร้า พวกเขาทำได้อร่อยกว่าฉันมาก”

        “อืม” ในที่สุดซูเสียวเสี่ยวก็อ้าปาก กินขนมตรงหน้าไปคำหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ  เส้นผมยาวของเธอสยายแนบไปกับโต๊ะ ทั้งยังปรกใบหน้าเธอไปหมด แต่เธอกลับไม่สนใจ เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินขนมในจานคำใหญ่ .. ตักฮานามากิคำ สลับกับขนมไข่อีกคำ

        เห็นซูเสียวเสี่ยวกินด้วยท่าทางมีความสุขเช่นนี้ เซียวปินก็ยิ้มบางๆออกมาอย่างพอใจ ซูเพ่ยหย่าไม่อยู่แล้ว เขาอยากจะดูแลครอบครัวแทนเธอให้ดีที่สุด ต่อให้เป็นกับซูเสียวเสี่ยวที่แสดงออกว่าชังเขามากมายก็ตาม

        ซูเสียวเสี่ยวกินจนหมดจาน ก่อนจะวางช้อนในมือลง เธอเสยผมรกรุงรังไปด้านหลัง แล้วเงยหน้าขึ้น  เซียวปินสังเกตเห็นว่าตาเธอกำลังแดง ขณะที่ใบหน้ากลับปรากฏรอยยิ้มออกมา รอยยิ้มที่น้อยครั้งจะได้เห็นจากเธอ “คุณปู่จางบอกว่าจะผ่าตัดให้แม่วันนี้ ฉันก็เลยลาที่มหาลัยไว้ ว่าจะไปเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาล แม่ฝากบอกนายให้ดูแลที่ร้านให้ดีก็พอ พวกเราเชื่อในฝีมือคุณปู่จาง… เมื่อผ่าตัดสำเร็จ ฉันจะเป็นคนไปบอกข่าวดีกับนายที่ร้านเป็นคนแรกเลย” เธอพูดเสียงอ่อนโยนกว่าครั้งไหนๆ

        เซียวปินยิ้ม “ได้”

        ซูเสียวเสี่ยวดันเก้าอี้ออกพลางลุกขึ้น “ฉันไปก่อนแล้วกัน ถ้ามีเรื่องอะไรล่ะก็ อย่าลืมโทรหาฉันล่ะ”

        “เธอก็เหมือนกัน”

        “อืม” ซูเสียวเสี่ยวขานรับ เธอเดินออกจากครัวก่อน จากนั้นก็ตรงไปเปลี่ยนรองเท้าที่หน้าประตู ก่อนจะดันประตูเปิดแล้วเดินจากไป

        เมื่อซูเสียวเสี่ยวจากไป เซียวปินก็มองไปยังมุมโต๊ะตรงข้าม ซึ่งเธอนั่งตอนกินมื้อเช้าเมื่อครู่ บนโต๊ะหน้าเธอมีหยดน้ำกองอยู่…

        …เธอร้องไห้

        เพราะวันนี้เขาตื่นเช้าเป็นพิเศษ ดังนั้น เมื่อมาถึงร้านบะหมี่  ภายในร้านจึงมีเพียงเขาคนเดียว

        เขาเปิดประตูร้าน ก่อนจะเข้าไปเก็บกวาดร้านพลางๆ  จากนั้นไม่นาน หวังกุ้ยจือก็ก้าวเข้ามาในร้านเป็นคนแรก เมื่อพบว่าเซียวปินมาก่อนตนแล้ว เธอจึงกล่าวแปลกใจ “เสี่ยวปิน มาเช้าจังเลยนะ”

        เซียวปินหัวเราะ “ตื่นเช้าเลยมาเช้าไปด้วยน่ะครับ ยังไงก็นอนไม่หลับอยู่แล้ว หลังทานมื้อเช้าเสร็จก็เลยตรงมาเลย”

        “อ้อ…เฮ้อ… เสียดายที่เธอมีแฟนไปแล้ว ไม่งั้นจะแนะนำให้หลานสาวฉันรู้จักสักหน่อย หลานฉันเองก็ถึงวัยที่ควรจะหาแฟนได้แล้วด้วย สมัยนี้ คนดีๆ แถมมั่นคงแบบเธอก็หายากเต็มที”

        เขาหัวเราะ “น้าหวังครับ อย่ายอผมไปเลย ผมมันก็แค่เด็กรับจ้างจนๆคนหนึ่ง ถ้าหลานสาวน้ามาคบกับผมจริงๆ เธอคงจะต้องลำบากไม่น้อย”

        หวังกุ้ยจือดุ “เจ้าเด็กนี่ ใครเขาว่าตัวเองแบบนี้กัน เด็กรับจ้างแล้วมันยังไง ขอแค่ขยันทำงาน ไม่เกี่ยงงานหนักเบา ทำไมจะอยู่ไม่รอดล่ะ เชื่อน้าเถอะ สักวันหนึ่งเธอจะต้องเป็นใหญ่เป็นโตแน่ น้ามองคนไม่ผิดหรอก.. อีกอย่าง เธอแย่ขนาดนั้นจริงๆหรอ? งั้นทำไมดาวมหาลัยถึงมาชอบได้ล่ะ?”

        เซียวปินเพียงหัวเราะร่วน ไม่ได้ปฏิเสธอะไร

        ทั้งสองคุยกันไปเพลินๆ ไม่นาน จางจิ้งและหลี่หงก็มาถึง เมื่อทั้งสองพบเซียวปินในร้าน ก็รีบเข้ามาล้อมรอบ ก่อนจะถามโน่นนี่นั่นเกี่ยวกับเรื่องเดทเมื่อวานไม่หยุดปาก หลังได้รู้ว่าเย่จื่อและเซียวปินตกลงคบกันเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว สาวทั้งสองก็นัยน์ตาสว่างวาบ แล้วถามโน่นนี่ต่ออย่างตื่นเต้น

        ภาคเช้า ภายในร้านค่อนข้างจะเงียบเหงา มีเพียงลูกค้าไม่กี่คนเท่านั้นที่มาอุดหนุน แต่นั่น ก็เป็นเพราะความมีชื่อเสียงของร้าน จึงมีลูกค้าเข้าบ้าง เพราะในช่วงเช้าไม่ค่อยมีคนกินบะหมี่อยู่แล้ว… ส่วนร้านบะหมี่ร้านอื่นๆ ปกติก็มักจะรอเปิดเอาตอนเที่ยงเลยมากกว่า

        ยังไม่ทันได้สิบโมง ซูเสียวเสี่ยวก็วิ่งเข้ามาในร้าน เมื่อพบเซียวปิน เธอก็พูดท่าทางตื่นเต้น “พี่ปิน การผ่าตัดสำเร็จแล้ว!”

        ภายในร้านตอนนี้ ก็มีแค่โต๊ะอาหารสองตัวเท่านั้น ที่มีลูกค้านั่งอยู่ ในร้านเลยค่อนข้างว่าง ตอนที่ซูเสียวเสี่ยวเข้ามา เซียวปินก็กำลังคุยเล่นอยู่กับหลี่หงและจางจิ้งไปพลางๆ จนเมื่อเห็นซูเสียวเสี่ยววิ่งเข้ามา เซียวปินเองก็ดีใจไม่น้อย รู้สึกโล่งอกในที่สุด เขาหัวเราะกล่าวตอบแทบจะทันที “งั้นก็ดีแล้ว ตอนนี้เธอก็วางใจแล้วไปเรียนเถอะ เดี๋ยวบ่ายฉันจะเข้าไปดูในโรงพยาบาลเอง”

        ซูเสียวเสี่ยวมองเซียวปิน สีหน้าจริงจัง กล่าว “ขอบคุณนะ ถ้าไม่มีพี่ แม่ฉันคง…”

        เซียวปินยิ้มพลางส่ายหัว “แค่เธอไม่ไล่ฉันไป ฉันก็พอแล้วล่ะ”

        จางจิ้งและหลี่หงที่ข้างๆกล่าวตกใจ “เสียวเสี่ยว เธอจะไล่พี่ปินไปหรอ?”

        เสียวเสี่ยวถอนหายใจ เรื่องบางเรื่องก็พูดกับคนอื่นไม่ได้ แม้เซียวปินจะช่วยทางบ้านเธอมาเยอะ ทัศนคติของเธอที่มีต่อเซียวปินก็ดีขึ้นมากเรื่อยๆ และตอนนี้ เธอก็ไม่อยากจะไล่ให้เขาไปอีกแล้ว แต่ปมในใจ กลับยังไม่อาจจางหายไปได้ ทุกอย่างก็เป็นเพราะพี่สาวที่ตายไป ซูเพ่ยหย่า….  ยิ่งเธอรักพี่สาวมากเท่าไหร่ ปมนี้ในใจเธอก็ยิ่งติดลึกมากเท่านั้น

        ซูเสียวเสี่ยวกำลังจะเอ่ยอะไร แต่โดนกระดิ่งหน้าร้านส่งเสียงดังขึ้นขัดเสียก่อน ทุกคนหันมองไปยังหน้าร้าน ก่อนจะพบกับตำรวจกลุ่มหนึ่งซึ่งกำลังวิ่งบุกเข้ามาในร้าน แม้แต่ลูกค้าที่กำลังกินบะหมี่อยู่ก็ยังหยุดการกระทำลง แล้วอ้าปากค้างมองไปยังตำรวจกลุ่มนั้น  ตำรวจวัยกลางคนหนึ่งแสดงตัวโดยการหยิบบัตรตำรวจชูขึ้น ก่อนจะพูดชัดเจนเคร่งขรึม “ผมเป็น ผอ.กรมรักษาความปลอดภัยในเมืองเจียงเฉิงแถบจินซา ฉางอันฮวัย  ท่านใดคือเซียวปินครับ?” เขาพูดด้วยท่าทางเปี่ยมไปด้วยจรรยาบรรณแห่งตำรวจ

        ซูเสียวเสี่ยวและคนอื่นๆต่างก็ยืนอึ้งกับเหตุการณ์ตรงหน้า โดยเฉพาะจางจิ้งและหลี่หง ที่คิดอยู่ในใจเรื่องเดียว ชายคนเมื่อวานที่โดนพี่ปินถีบออกไป กลับไปตายที่บ้าน? ทุกคนต่างก็หวาดกลัวและระแวงไปหมด มีเพียงเซียวปิน ที่ยังคงท่าทีสงบนิ่งเอาไว้ “ผมเอง”

        “คุณเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมเมื่อสามวันก่อน คุณโดนจับกุมแล้ว!”

        เซียวปินเลิกคิ้วขึ้น ถาม “คุณแน่ใจหรอครับ ว่าจะจับผม?”

        ฉางฮวัยอันยังคงไว้ซึ่งท่าทางเปี่ยมจรรยาบรรณของเขา ท่าทางที่ราวเป็นตำรวจผู้โปร่งใส ราวตำรวจผู้เที่ยงตรง และยึดมั่นในคุณธรรม เขากล่าวน้ำเสียงจริงจัง “เรามีหลักฐานเพียงพอที่จะบ่งชี้ว่า คุณคือผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง  ดังนั้น พวกเราจำเป็นต้องคุมตัวคุณไว้ก่อน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มีฐานะยังไง และไม่ว่าคุณจะมีความสัมพันธ์แบบไหนกับตระกูลเย่ก็ตาม… หากคุณพยายามจะขัดขืน พวกเราก็มีสิทธิ์ที่จะวิสามัญฯคุณ”

        “ในแง่กฎหมาย ทุกคนล้วนเท่าเทียม!”

        มนุษย์เรา แม้จะแข็งแกร่งแค่ไหน ก็ไม่สามารถต่อต้านอาวุธของชาติบ้านเกิดได้ ดังนั้น เซียวปินไม่มีทางลงมือแน่นอน ยิ่งไม่มีทางเปิดโอกาสให้ฉางฮวัยอันใช้ข้ออ้างนี้ฆ่าล้างแค้นส่วนตัวแน่

        ฉางฮวัยอันคิดว่า คำที่พูดออกไปของตัวเองนั้น ทั้งเปี่ยมไปด้วยจรรยาบรรณ ชัดเจน และเป็นกลาง เพียงพอให้ใครที่ได้ฟังซึ้งไปถึงทรวงใน เลื่อมใสในตัวเขา และรู้สึกเลือดร้อนขึ้นมาได้แล้ว แต่เซียวปินกลับยังมองเขาด้วยสายตาประชดประชัน และเต็มไปด้วยความท้าทายไม่แยแส เห็นชัดเจน… เซียวปินไม่ได้กลัวเขาเลยแต่อย่างใด ทั้งยังไม่ใส่ใจในตัวเขาเลยด้วย ซึ่งนั่นทำให้เขาเริ่มโมโห ไฟในจิตใจก็เริ่มร้อนขึ้นมา

        ตำรวจข้างฉางฮวัยอันหยิบกุญแจมือขึ้นมา กำลังจะสวมมันไปยังข้อมือเซียวปิน แต่ขณะนั้นเอง ประตูในร้านก็เปิดออกอีกครั้ง

        กริ๊ง ง

        เย่ซินหยี่เดินผ่านประตูเข้ามา เธอพูดกล่อมด้วยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจโดยยังมีความน่าฟังลื่นหูอยู่ กล่าว “ท่าน ผอ. ฉาง มาได้ไงคะเนี่ย นี่กำลังทำอะไรกันอยู่หรอคะ?”

        ฉางฮวัยอันหันมองไปยังต้นเสียง ก่อนจะพบกับเย่ซินหยีที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าทันสมัย คู่กับรองเท้าส้นสูงสีน้ำเงินเข้ม เธอก้าวเข้ามาในร้านด้วยท่าทีสง่าผ่าเผย แลดูสูงส่ง และเมื่อเธอเข้ามาถึงในร้าน สายตาทุกดวงก็แทบจะตกเป็นของเธอ

        …ช่างสวยเด่นดึงดูดสายตา  และประกายสง่างามสาดแสงไปทั่วทุกทิศ

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม