0 Views

        เพ่ยหย่านะเพ่ยหย่า เธอมาด่วนจากไป ทิ้งปัญหาทุกอย่างไว้ให้ฉันเผชิญกับมันเพียงลำพัง แล้วฉันควรจะสู้หน้าคนในครอบครัวเธอยังไงดี

        เซียวปินถอนหายใจยาว ก่อนจะเคาะประตูเบาๆ

        แอด ด ด

        ประตูถูกเปิดออกโดยหญิงสาวอายุประมาณยี่สิบกว่าๆ เธออยู่ในชุดสบายๆ ท่อนบนสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ท่อนล่างสวมกางเกงยีน คู่กับรองเท้าแตะที่เท้าทั้งสองข้าง ใบหน้าของเธอดูคล้ายคลึงกับซูเพ่ยหย่าอยู่บ้าง แต่ทั้งสองกลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซูเพ่ยหย่านั้นมีบุคลิกที่ร่าเริงและกล้าแสดงออก ขณะที่ซูเสียวเสี่ยวดูเป็นคนเย็นชา เก็บตัว

        เซียวปินมองหญิงสาววัยรุ่นตรงหน้าก่อนจะถามขึ้น “เธอคือซูเสียวเสี่ยว?”

         “คุณคือ..?” หญิงสาวมองพิจารณาชายตรงหน้า ที่แม้จะอยู่ในชุดเสื้อผ้าธรรมดาๆ แต่กลับดูเคร่งขรึมราวกับเป็นทหารในกองทัพ ขณะที่ตาโตดวงสวยนั่นเองก็แฝงไปด้วยสัญญาณอันตรายและความแข็งกร้าวของเจ้าของดวงตาเอาไว้ด้วย

        ชายหนุ่มเพียงรู้สึกปวดแน่นไปทั่วหน้าอก จึงพ่นลมหายใจยาวออกมา “ฉันเป็นหัวหน้าของซูเพ่ยหย่า เป็นเพื่อนและเพื่อนร่วมรบของเธอด้วย…” เขาบอก

        ซูเสียวเสี่ยวหน้าถอดสี เธอรีบดันประตูปิด หวังจะกันเซียวปินเอาไว้ด้านนอก

        เซียวปินเมื่อเห็นดังนั้นจึงรับยันประตูเอาไว้ เขาเองก็นึกไม่ถึงว่าซูเสียวเสี่ยวจะมีปฏิกิริยาตอบรับรุนแรงเช่นนี้ “เธอจะทำอะไรน่ะ  ฉันเป็นเพื่อนพี่สาวเธอจริงๆนะ” เขาพูดเสียงดัง

        “ไปให้พ้นเดี๋ยวนี้เลยนะ ฉันไม่มีพี่สาว!!” เธอพูดด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด “ถ้าขืนยังไม่ปล่อยมืออีกล่ะก็ ฉันจะแจ้งตำรวจเดี๋ยวนี้แหละ!”

         “ต่อให้แจ้งตำรวจ ฉันก็ยังต้องพูด ตอนที่พี่สาวเธอยังอยู่ เขามักจะเล่าเรื่องเธอให้ฉันฟังอยู่บ่อยๆ ตอนมอต้น มีนักเรียนชายคนหนึ่ง ชิงไปส่งเธอที่บ้านทุกวัน พอพี่สาวเธอรู้เรื่อง ก็ตามไปสั่งสอนไอ้ผู้ชายคนนั้นจนมันหนีตะเลิดไป…ของที่เธอชอบกินมากที่สุดคือเค้กอบเชย เครื่องดื่มที่เธอชอบดื่มคือชานม …”

        แรงที่ซูเสียวเสี่ยวส่งผ่านประตูแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด ตีเหล็กต้องรีบตีตอนยังร้อน เซียวปินไม่รอช้า รีบพูดเสริมต่อไป  “เขายังเคยบอกฉัน ว่าคนที่เขารักมากที่สุดก็คือเธอ น้องสาวคนนี้ของเขา เธอคิดเป็นกว่าเขา แม้จะอายุจะน้อยกว่า แต่เธอกลับรู้จักดูแลเอาใจใส่พ่อแม่ แถมยังดูแลจัดการบ้านเก่ง…”

        “ทุกครั้งที่เขาพูดเรื่องเธอกับฉัน สายตาแบบนั้น ฉันดูออก ว่าสำหรับเขาแล้ว น้องสาวคนนี้มีความสำคัญมากแค่ไหน แต่เธอกลับบอกว่าตัวเองไม่มีพี่สาว รู้ไหมว่าคำนี้ของเธอ จะทำให้พี่สาวเสียใจมากแค่ไหน?”

        จู่ๆซูเสียวเสี่ยวก็เปิดประตูออกอีกครั้ง ท่อนแขนนวลเนียนตรงเข้าไปคว้าหมับที่ตัวเซียวปิน ก่อนลากเขาตรงไปยังด้านในทันที เซียวปินถูกลากมาจนถึงห้องๆหนึ่งโดยที่ยังไม่ทันได้สวมรองเท้าบ้านเลยด้วยซ้ำ

        ห้องตรงหน้าเป็นห้องธรรมดาๆไม่ใหญ่โตอะไร แต่ดูสะอาดเรียบร้อย และมีอุปกรณ์ที่จำเป็นครบครันในห้องนี้ ที่บนหัวเตียงนั่นมีรูปแต่งงานรูปหนึ่งแขวนอยู่ บุคคลในรูปน่าจะเป็นพ่อกับแม่ของซุเสียวเสี่ยว แต่ตรงข้ามกัน ที่ผนังห้องอีกด้านตรงข้ามกับรูปนั้น กลับมีรูปขาวดำของพ่อซูเสียวเสี่ยวแขวนอยู่ ทันใดนั้น เซียวปินก็เริ่มรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมา

        ซูเสียวเสี่ยวชี้มือไปที่เตียง ก่อนจะพูดด้วยตาแดงก่ำ “นี่เป็นห้องของพ่อกับแม่ฉัน แต่ก่อนพ่อกับแม่นอนด้วยกันบนเตียงนี้มาตลอด  จนกระทั่งเดือนก่อน คนจากสองคนที่นอนบนเตียงนี้ก็เหลือแค่คนเดียว พ่อฉันตายเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ คนที่พ่ออยากเจอมากที่สุดก่อนตายก็คือพี่ แต่พวกเรากลับไม่สามารถติดต่อหาพี่ได้เลย…รู้อะไรไหม พ่อฉันต้องตายตาไม่หลับ!!!”

        เซียวปินในหัวราวกับมีเสียงปรี้ดขึ้น ความรู้สึกผิดหยั่งรากลึกลงในจิตใจมากกว่าที่เคย… เมื่อสองเดือนก่อน เซียวปินกำลังนำทีมจากหลงเหมินออกปฏิบัติภารกิจที่แอฟริกาพอดี เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลของคนในครอบครัวรั่วไหลไปถึงศัตรู ขณะออกปฏิบัติการ จึงมีกฎสั่งห้ามไม่ให้ติดต่อกับคนทางบ้านโดยเด็ดขาด ทำให้จนตาย ซูเพ่ยหย่าก็ยังไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นในบ้านบ้าง

        ซูเสียวเสี่ยวเก็บกลั้นน้ำตาไว้ พลางหัวเราะด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ตอนนี้นายเข้าใจแล้วใช่ไหมว่าทำไมฉันถึงได้เกลียดเธอ เธอถูกประเทศชาติคัดตัวไปตั้งแต่ตอนเรียนมหาลัย ห้าปีแล้ว เธอเคยโทรกลับบ้านแค่ไม่กี่ครั้ง เคยกลับมาบ้านแค่สองครั้ง ทุกๆครั้งที่กลับบ้าน เธอก็ต้องรีบร้อนกลับไป อย่างมากสุดก็กลับมาแค่แค่สองคืนเท่านั้น เวลาโทรกลับมาโทรศัพท์ที่ใช้ก็ยังเป็นโทรศัพท์จากตู้โทรสาธารณะ แม้แต่เบอร์โทรเธอก็ยังไม่เคยให้ไว้เลย”

         “พวกเราทุกคนเข้าใจดี เรารู้ว่าเธอกำลังทำเพื่อชาติ เธอได้รับเลือกจากกองทัพ พวกเราต่างก็ภูมิใจในตัวเธอ แต่…ถึงคุณจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน คุณก็ไม่ควรไม่สนครอบครัวตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น คุณจะทอดทิ้งพ่อกับแม่ตัวเองไม่ได้!  ตอนพ่อฉันประสบอุบัติเหตุ ไหนล่ะเธอ? แล้วตอนที่พ่อฉันอยากจะเจอเธอเป็นครั้งสุดท้าย เธอไปอยู่ไหน?”

        “ไม่ว่าสายงานของพวกคุณจะพิเศษมากแค่ไหนก็ตาม แต่ในขณะที่พี่สาวฉันมีชีวิตอยู่เพื่อรับใช้ชาติน่ะ ช่วยให้ความสำคัญกับคนในครอบครัวของตัวเองหน่อยได้ไหม! ตั้งแต่วินาทีที่ฉันต้องทนดูพ่อตายตาไม่หลับเป็นต้นมา บนโลกใบนี้ก็ไม่มีพี่สาวของฉันอีกต่อไปแล้ว!”

        เซียวปินถอนหายใจ แล้วพูดด้วยใบหน้าหม่นหมอง “เธอเกลียดเขา แต่ก็เขาตายไปแล้ว ไม่ว่าเรื่องอะไร ก็ควรจะจบไปได้แล้ว…”

        ซูเสียวเสี่ยวสะดุ้งเฮือก สายตาที่เคยจ้องมองไปยังใบหน้าเซียวปินก็ลดระดับมาเรื่อยๆ จนมาหยุดนิ่งที่อัฐิในมือเซียวปิน ใบหน้าเธอเปลี่ยนเป็นซีดเผือด เธอต้องอ้าปากอยู่หลายครั้ง จึงจะสามารถเปล่งเสียงออกมาได้ “นายหลอกฉัน….นายเป็นใครกันแน่…นายต้องกำลังหลอกฉันอยู่แน่ๆ…..” เธอพูดเสียงสั่น

        ทั้งที่อายุยังน้อย แต่กลับต้องมาแบกรับความเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า…

        ทันใดนั้น เซียวปินก็รู้สึกเกลียดตัวเองขึ้นมา เขาไม่น่าเข้ามาในเวลาเช่นนี้ ไม่ควรเลือกบอกความจริงกับพวกเขาในตอนนี้เลย แต่มาเสียใจเอาตอนนี้ก็ไม่ทันเสียแล้ว เซียวปินมองไปยังซูเสียวเสี่ยว ก่อนจะพูดอย่างยากลำบาก “เมื่อห้าวันก่อน เธอได้รับมอบหมายให้ไปทำภารกิจที่แอฟริกา…โชคไม่ดีที่เธอ…ก่อนตาย เธอวานให้ฉันเอาเถ้ากระดูกของเธอกลับมา พร้อมกับให้ที่อยู่ของพวกเธอกับฉันมา”

        ซูเสียวเสี่ยวราวกับมีอะไรจุกอยู่ที่คอ พลางน้ำตาที่สองข้างแก้มก็ไหลออกมาไม่หยุด ร่างผอมบางบัดนี้ราวกับแม่สิงโตที่กำลังโมโหร้าย เธอผลักไปที่เซียวปินอย่างแรง ก่อนจะตะโกนด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ผู้ฟังสั่นคลอนในดวงวิญญาณ น้ำเสียงที่เจ็บปวดราวจะขาดใจ “ฉันไม่เชื่อ!”

           “ฉันไม่เชื่อ!!”

           “ฉันไม่เชื่อ!!!”

        ซูเสียวเสี่ยวออกแรงผลักไปที่เซียวปินครั้งแล้วครั้งเล่า เขาไม่กล้าแม้แต่จะต้านทานแรงผลักนั้น ด้วยเกรงว่าอาจทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บ เขาจึงได้แต่ถอยหลังเรื่อยๆ จนกระทั่งแผ่นหลังแนบสนิทกับผนัง จนกระทั่งไร้ซึ่งหนทางที่จะถอยต่อไป เขาจึงหยุดลงในที่สุด

        “นายมันสิบแปดมงกุฎ จะเกิดเรื่องแบบนั้นกับพี่สาวฉันได้ยังไงกัน!”

        ซูเสียวเสี่ยวกำลังร้องไห้ ที่ตาของเซียวปินเองก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง เขาก้มหน้าลง ก่อนจะหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอก จดหมายที่ซูเพ่ยหย่าเขียนไว้ก่อนตาย

        ซูเสียวเสี่ยวรีบดึงจดหมายนั้นออกไปเปิดอ่าน เพียงแวบเดียว ก่อนร่างทั้งร่างจะอ่อนฮวบ และถูกเซียวปินอุ้มเอาไว้ในอ้อมแขน

        ในจดหมาย ซูเพ่หย่าเขียนขอโทษคนในครอบครัว เธอไหว้วานให้ซูเสียวเสี่ยวดูแลพ่อกับแม่ให้ดี แม้จะแยกจากกันไปนานมากแล้ว แต่ซูเสียวเสี่ยวก็ยังดูออกตั้งแต่แวบแรกว่านี่คือลายมือของพี่สาวจริงๆ

        เซียวปินกอดเธอแน่น จนสามารถรับรู้ถึงแรงสั่นเทาน้อยๆจากร่างอ่อน จนราวกับเขาสามารถรับรู้ได้ถึงหัวใจที่แหลกสลายของเธอ เซียวปินรู้สึกแสบที่จมูกราวกับกำลังจะร้องไห้ “เสียวเสี่ยว เชื่อใจฉันนะ แม้ว่าพี่สาวเธอจะไม่อยู่แล้ว แต่ฉันจะเป็นคนดูแลพวกเธอแทนเขาเอง ฉันจะทำมันแน่นอน!” เขาพูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง ชัดถ้อยชัดคำ

          กริ้ง ง ง ง

        โทรศัพท์ในห้องรับแขกดังไม่ขาดสาย ซูเสียวเสี่ยวที่เดิมยังนอนร้องไห้ในอ้อมแขนเซียวปิน ออกแรงดันเซียวปินออกห่าง ก่อนจะเดินโซซัดโซเซเข้าไปในห้องรับแขก

        เซียวปินได้แต่ถอนหายใจ แล้วเดินตามเธอออกไปเช่นกัน

        ปลายสายปรากฏเสียงร้อนรนของหญิงวัยกลางคนหนึ่ง “เสียวเสี่ยว รีบมาเร็วเข้า ร้านเราโดนคนพังเละไปหมด ตอนนี้โรคหัวใจแม่เธอก็กำลังกำเริบ ดูเหมือนใกล้จะไม่ไหวแล้ว…”

        เจ้าของเสียงในโทรศัพท์ทำให้ซูเสียวเสี่ยวรู้สึกราวเดินมาถึงทางตัน ไม่รู้ควรจะทำเช่นไรต่อไปดี หลายปีมานี้ความเป็นอยู่ของทางบ้านเริ่มดีขึ้น คุณนายซูจึงเปิดกิจการร้านบะหมี่ขึ้นมา กิจการในร้านก็ดีขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้พวกเขาได้ย้ายไปเปิดร้านที่ข้างมหาวิทยาลัยแล้วแทนแล้ว

        หลังจากคุณพ่อเสียชีวิตลงเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซูเสียวเสี่ยวก็กล่อมให้แม่หยุดกิจการ ด้วยเกรงว่าโรคหัวใจของแม่จะกลับมากำเริบอีก แต่แม่ก็ดันไม่ฟังเสียนี่ หากไม่ใช่เรื่องฉุกเฉินจริงๆล่ะก็ คุณน้าที่ทำงานในร้านไม่มีวันโทรมาพูดแบบนั้นแน่นอน

        ระหว่างซูเสียวเสี่ยวรับสายโทรศัพท์ เซียวปินที่ยืนอยู่ข้างกันก็ได้ยินคำพูดเหล่านั้นอย่างชัดเจน เมื่อเห็นซูเสียวเสี่ยวพุ่งออกจากบ้านด้วยความรีบร้อน จนขนาดประตูก็ยังไม่ทันจะได้ปิดเสียด้วยซ้ำ ด้วยความเป็นห่วงว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น เขาจึงรีบตามซูเสียวเสี่ยวออกไปด้วยอีกคน

        เมื่อพุ่งออกจากซอยแล้ว ซูเสียวเสี่ยวก็โบกเรียกแท็กซี่คันหนึ่งเอาไว้ เซียวปินเองเดิมทีก็จะก้าวขึ้นไปด้วย แต่โดนซูเสียวเสี่ยวดันออกมาเสียก่อน เมื่อเป็นเช่นนั้น เขาจึงจำต้องโบกเรียกรถอีกคันอย่างช่วยไม่ได้ “ตามรถคันข้างหน้าไป ตามติดอย่าให้พลาดเด็ดขาด” เขาบอกกับคนขับ

         “ได้เลย… ว่าแต่ ทะเลาะกับเมียมาสิท่า”

        ด้วยความที่กำลังอารมณ์เสีย เซียวปินจึงมองเขม็งกลับไปยังคนขับแทนคำตอบ คนโดนมองได้แต่ขนลุกขนพองกับสายตานั้น ก่อนจะปิดปากสนิท แล้วบึ่งรถตามออกไปอย่างเงียบๆ

        เพราะร้านเปิดใกล้กับมหาวิทยาลัย บวกกับวันนี้เป็นวันหยุด ในร้านจึงมีลูกค้าเยอะเป็นพิเศษ  ตอนเซียวปินเพิ่งมาหาที่บ้าน ซูเสียวเสี่ยวก็กำลังจะออกไปช่วยทำงานในร้านพอดี แต่มาตอนนี้ ร้านทั้งร้านกลับถูกพังเละเทะจนไม่เหลือเค้าเดิมอยู่เลย ลูกค้าที่เคยนั่งอยู่เต็มร้านก็พากันหนีหายจนไม่เหลือเลยสักคน

        เมื่อเซียวปินมาถึงก็พบกับซูเสียวเสี่ยวที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น เธอทั้งร้องไห้โฮและร้องตะโกนไม่หยุดปาก “แม่แข็งใจเอาไว้ก่อนนะ อดทนอีกนิดนะแม่ อีกไม่นานรถพยาบาลก็ถึงแล้ว”

        ผู้ที่นอนอยู่บนพื้นเป็นผู้หญิงอายุจวนห้าสิบคนหนึ่ง เธอแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ดูธรรมดา ที่เอวเธอมีผ้ากันเปื้อนผูกติดอยู่ ใบหน้าเธอดูๆแล้วก็คล้ายกับสองพี่น้องบ้านซูพอควร สีหน้าเธอขาวซีดดุจกระดาษ ลมหายใจเธอโรยริน ดูท่าเธอใกล้ไม่ไหวเต็มทีแล้ว

        เซียวปินคิดไม่ถึงว่าคุณนายซุจะอาการหนักมากถึงเพียงนี้ หากเขามาช้ากว่านี้ล่ะก็ คุณนายซูคงอดทนรอจนรถพยาบาลมาถึงไม่ไหวแน่  ความเคียดแค้นมากมายผุดขึ้นกลางใจเซียวปิน มันมากเสียจนเขาอยากจะฆ่าไอ้คนที่ทำให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเสียเลย “ให้เป็นหน้าที่ฉันเถอะ” เขาบอกกับซูเสียวเสี่ยว

        ซูเสียวเสี่ยวมองคนตรงหน้าด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “นาย….รักษาคนเป็นหรอ?”

        “เคยเรียนวิธีการช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉินมาจากเพื่อนน่ะ คุณน้าดูท่าจะไม่ไหวแล้ว พวกเราจะมามัวอยู่เฉยแบบนี้ไม่ได้ ให้ฉันลองดูเถอะ”

        ใครๆก็ดูออก ว่าขณะนี้คุณนายซูสูดลมหายใจเข้าไปน้อยกว่าลมที่พ่นออกมาเสียอีก ซูเสียวเสี่ยวไม่กล้าเสียเวลาลังเลอีกต่อไป รีบหยักหน้ารับคำนั้นทันที

        “หลังโรคหัวใจกำเริบคุณน้าได้กินยาแล้วหรือยัง?” เซียวปิน

        “ตอนที่พี่หลี่เพิ่งเริ่มเป็นฉันก็เอายาให้กินไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังเป็นแบบนี้อีก” หญิงอายุสี่สิบกว่าๆที่ยืนอยู่ข้างๆพูดขึ้น

        เซียวปินมองไปยังหญิงวัยกลางแวบหนึ่งด้วยความขอบคุณ หากไม่ใช่เพราะยานั่น ป่านนี้คุณนายซูก็คงจะไม่อยู่แล้ว แม้จะรู้สึกขอบคุณ แต่เขาก็ไม่มีเวลามาพูดพร่ำมากมายแล้ว “ฉันจะบอกขั้นตอนคร่าวๆให้ ก่อนอื่นแกะกระดุมเสื้อคุณน้าออกก่อน ผ้ากันเปื้อนก็ด้วย”

        ขณะที่เซียวปินพูด ซูเสียวเสี่ยวก็ทำตามไปด้วย

         “เอามือซ้ายแนบลงไปให้ปลายนิ้วกลางตรงกับหว่างกลางระหว่างกระดูกไหปลาร้าใต้คอคุณน้า ฝ่ามือแนบไประหว่างอก มือขวาทับมือซ้าย ให้ฝ่ามือซ้อนกัน จากนั้นก็ประสานนิ้ว ยกฝ่ามือให้พองขึ้น ใช่ ถูกแล้ว…กดลงไปเบาๆ…แล้วคลายออกนิดหน่อย…ดี แบบนั้นแหละ ใช้แรงกดประมาณนี้ แต่เร็วขึ้นอีกหน่อย พยายามทำให้ได้ประมาณหนึ่งร้อยครั้งต่อนาที…”

        ขณะที่ทุกคนกำลังร้อนรน เซียวปินกล่าวด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ฟังดูนิ่งสงบ และความมั่นใจเช่นนี้ก็ส่งผลต่อไปยังบุคคลอื่นๆด้วย จนในที่สุด มือที่เคยสั่นเทาของซูเสียวเสี่ยวก็หยุดนิ่งลง

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม