0 Views

        หยีเห้าเดิมแทบโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่เมื่อได้มองประเมินเซียวปินแล้ว ตัวก็คิดบางอย่างได้….

        แม้เขาจะหล่อกว่าฉัน ดูดีกว่าฉันนิดหน่อย แต่นอกจากนี้ก็เหมือนจะไม่มีอะไรที่พิเศษอีกแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เขายังแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเก่าๆขาดๆทั้งตัว แม้แต่เสื้อผ้าแบรนด์เนมสักตัวก็ยังไม่มี… ดูแล้วไม่น่าใช่คนรวยอะไร เย่จื่อเป็นคนตาสูง เธอจะมาชอบผู้ชายคนนี้ได้ยังไง? ฉันคงคิดมากเกินไปเอง

        ที่หยีเห้ารีบร้อนมาที่นี่ ก็เพราะได้ยินมาจากเพื่อนว่าเย่จื่ออยู่ที่นี่ แถมเธอยังนั่งอยู่กับผู้ชายอีกคนด้วย พอได้ฟังดังนั้น แน่นอนว่าหยีเห้าถึงกับนั่งไม่ติดที่ รีบถ่อมาหาเย่จื่ออย่างที่เห็นนี่แหละ

        หยีเห้าตัดความเป็นไปได้เรื่องเย่จื่อกับเซียวปินออกไป แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะถาม “เย่จื่อจ๊ะ คนที่นั่งข้างเธอเป็นใครน่ะ จะไม่แนะนำกันสักหน่อยหรอ?”

        “หวัดดี ฉันเป็นเพื่อนสนิทของเย่จื่อ” เซียวปินยิ้มกว้างพลางลุกยืนขึ้น แล้วยื่นมือขวาออกไปอย่างทำความรู้จัก …เซียวปินจงใจพูดเน้นคำว่าเพื่อนสนิทเสียงหนัก ทำให้หยีเห้าที่ได้ฟัง ถึงกับขมวดคิ้วมองเขามุ่ย

        ฉันชื่อหยีเห้า เป็นเพื่อนเย่จื่อ” หยีเห้ายื่นมือไปจับกับเซียวปินแบบลวกๆ ก่อนจะรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็ว แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดมือตัวเองซ้ำๆ ราวเพิ่งจับของสกปรกไป

        เซียวปินรู้สึกแหยงเล็กน้อย แม่เจ้า เจ้าบ้านี่ท่าทางงตุ๊ดขนาดนี้เลย?

        เห็นได้ชัดว่าทั้งเย่จื่อ สี่เหวินถิง และเฉินหยวนหยวนต่างก็ไม่ชอบพฤติกรรมของหยีเห้า ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าบ้านี่ฐานะทางบ้านดี บวกกับมี ผอ. กรมรักษาความปลอดภัยประจำเมืองจินซาเป็นน้า เขาก็คงจะทำตัวเป็นใหญ่แถมมีลูกน้องติดตามแบบนี้ไม่ได้หรอก แล้วก็เป็นเพราะฐานะทางบ้านของเขาอีกนั่นแหละ เขาถึงมีคุณสมบัติพอ และกล้าเข้ามาเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ตามจีบเย่จื่ออยู่

        เซียวปินรู้สึกว่าหยีเห้าช่างน่าขยะแขยง ส่วนหยีเห้าก็รู้สึกว่าเซียวปินช่างน่าอดสู … เขาไม่สนใจเซียวปินอีกต่อไป  เปลี่ยนเป็นล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ก่อนจะหยิบตั๋วหนังสองใบออกมาส่งให้เย่จื่อ “เย่จื่อ 《RUN FOR HOLIDAY》ออกฉายคืนนี้ เป็นหนังที่ดาราสาวสวยชื่อดังอย่างซั่งกวานเสียวเสว่เป็นนักแสดงนำเชียวนะ พวกเราไปดูด้วยกันเถอะ”

        “เธอไม่ว่างหรอก!” เซียวปินก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าตัวเองเป็นอะไรไป อาจเป็นเพราะความโกรธ จากกริยาที่เขาปฏิบัติต่อหลี่หงเมื่อครู่ หรืออาจเป็นเพราะเขารู้สึกไม่ดีที่หยีเห้านัดเดทเย่จื่อ  เอาเป็นว่า เขาไม่ชอบไอ้เด็กนี่ก็แล้วกัน ดังนั้น ยังไม่ทันที่เย่จื่อจะได้พูดอะไร เขาก็โพล่งตอบแทนเย่จื่อไปเรียบร้อยแล้ว

        หยีเห้ารู้ซึ้งทันทีว่าคนตรงหน้าขวางหูขวางตาเขามากขนาดไหน เพียงแต่ เขายังต้องรักษาภาพพจน์ที่เป็นสุภาพบุรุษต่อหน้าหญิงสาวที่ตัวเองชอบเอาไว้ ดังนั้น เขาจึงแค่ถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาแฝงไปด้วยความเหยียดหยาม “ฉันกำลังถามเพื่อนฉันอยู่ นายรู้ได้ยังไง?”

        “เพราะคืนนี้เธอมีนัดเดทแล้ว…” เซียวปินยิ้มกว้างออกมาจนเห็นฟันสีขาวที่อยู่ด้านใน หยีเห้ามองคนตรงหน้านั้น แล้วรู้สึกอยากเดินเข้าไปต่อยหน้ากวนๆนั่นเหลือเกิน “นัดเดทกับฉัน”

        หยีเห้าหน้าถอดสี ยังไงเสีย เขาก็ยังเป็นแค่นักศึกษาคนหนึ่ง ที่แสร้งทำเป็นดีได้แค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ  ไม่สามารถแสร้งได้ตลอด เขามองเขม็งไปยังเซียวปินด้วยสายตาเกลียดชัง ก่อนจะหันมองไปยังเย่จื่อด้วยสายตาเค้นถาม

        เย่จื่อมองไปยังเซียวปินด้วยสายตาอ่อนโยนดุจสายธารลุ่มลึก จนเซียวปินเกือบจะจมลงไปกับสายตานั้นแล้ว เขาเกือบจะเชื่อว่านี่เป็นเรื่องจริงเสียแล้ว  ยัยสาวน้อยคนนี้ชักจะแสดงได้สมจริงเกินไปแล้ว หากเข้าวงการบันเทิงไป มีหวังได้รางวัลตุ๊กตาทองแน่

        เย่จื่อไม่ได้ให้คำตอบ เพียงแค่มองเซียวปินด้วยสายตานุ่ม ลุ่มลึก สายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกลึกซึ้งแบบนั้น ทำให้ขนาดสี่เหวินถิงและเฉินหยวนหยวนที่แค่นั่งข้างๆยังรู้สึกขนลุกไปหมด

        นาทีนี้เสียงไม่ได้มีความจำเป็นอีกต่อไป เพราะความเงียบเอาชนะเสียงทั้งหมดที่มีไปสิ้น…. ไม่เอาแบบนี้สิ นี่มันชักจะทำร้ายซ้ำเติมกันเกินไปแล้ว

        หยีเห้าสีหน้าเปลี่ยนไปโดยสมบูรณ์ โทษสะและไฟแค้นที่มีในจิตใจไม่สามารถเก็บกลั้นได้อีกต่อไป เขาไม่สามารถยอมรับการตัดสินใจนี้ได้  “เย่จื่อ บอกฉันมาซิ เธอไปชอบไอ้คนกระจอกงอกง่อยแบบนี้ได้ยังไง? ดูเสื้อผ้ามันสิ ทั้งโบราณ ตกยุค แถมยังเก่าอีก มันดีกว่าฉันตรงไหน? บ้านมันรวยกว่า? หรือมีอำนาจมากกว่าบ้านฉัน?” หยีเห้ากล่าวตวาดลั่น

        เย่จื่อกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่คำที่ออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆนั้น กลับบาดลึกลงไปในจิตใจหยีเห้า ราวกับมีดเล่มคมที่ห้ำหั่นลงมา “หยีห้า นอกจากโอ้อวดเรื่องฐานะทางบ้านตัวเองแล้ว นายยังทำอะไรได้อีกล่ะ?”

        หยีเห้าหน้าซีด ขณะที่เย่จื่อก็ยังพูดต่อ “ฉันเคยบอกกับนายแล้วไง อย่ามายุ่งวุ่นวายกับฉัน พวกเราสองคนไม่มีทางเป็นอะไรกันได้ ตอนนี้นายก็เห็นแล้ว ฉันมีผู้ชายที่ชอบแล้ว เพราะฉะนั้น ต่อจากนี้ไป อย่ามาเข้าใกล้ฉันอีก OK?”

        หยีเห้ามองเซียวปินด้วยความอาฆาตแค้น และสายตาอาฆาตเช่นนี้ ก็ทำให้เซียวปินรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา ยิ่งนึกถึงภาพตอนที่มันหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นเช็ดมืออีกแล้ว เขาก็ยิ่งรู้สึก…รู้สึกว่าหมอนี่เหมือนพวกขันทีในวังหลวงสมัยก่อนยังไงไม่รู้ชอบกล เซียวปินเผลอลดสายตาลงมองเบื้องล่างของมันอย่างอดไม่ได้ …ไอ้หมอนี่คงไม่ได้ตอนออกไปแล้วหรอกนะ”

        “แม่งดิ  มึงมองเหี้ยไร?”

        “เปล่า…” เซียวปินกวาดตามองเบื้องล่างมันอีกนิดหน่อย “ฉันก็แค่ดูว่าร่างกายนายไม่ดีตรงไหนหรือเปล่า”

        “ร่างกายฉันดีไม่ดีไม่รู้ แต่ฉันรู้ ว่าร่างกายแกกำลังจะไม่ดีเร็วๆนี้แหละ…” หยีเห้าก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว แล้วพูดกับไอ้สี่คนด้านหลังมัน “ตีขามันให้หักข้างหนึ่ง มีเรื่องอะไรฉันรับผิดชอบเอง!”

        เย่จื่อโพล่งยืนขึ้นอย่างรวดเร็ว เธอหน้าถอดสี ก่อนจะพูดเตือนหยีเห้าด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก “หยีเห้า เขาเป็นเพื่อนฉัน นายบอกว่าจะรับผิดชอบถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้น นายคิดว่าจะรับผิดชอบไหวหรอ?”

        เฉินหยวนหยวนและสี่เหวินถิงก็นั่งไม่ติดที่อีกต่อไป เฉินหยวนหยวนชี้นิ้วตำหนิ “ก่อนหน้านี้นายก็ไปเตือนพวกผู้ชายห้องเราว่าห้ามยุ่งกับเย่จื่อไปแล้ว ตอนนี้ก็ยังจะมาทำอีก? เย่จื่อไม่ใช่แฟนนายสักหน่อย เขาจะอยู่กับใครมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับนาย”

        “เย่จื่อพูดถูก ผู้ชายแบบนาย นอกจากใช้อำนาจจากทางบ้านไปรังแกคนอื่น นายยังทำอะไรได้อีก? ถ้าเป็นฉัน ฉันก็ไม่ชายตาแลนายเหมือนกัน” สี่เหวินถิง

        “นังผู้หญิงชั้นต่ำ!” เมื่อเปิดศึกมาขนาดนี้แล้ว ก็ไม่มีอะไรต้องเกรงใจกันอีก “ของที่ฉันต้องการ ยังไม่เคยไม่ได้มาก่อน พวกมึงไปหักขามันซะ เย่จื่อ เธอต้องไปกับฉันเดี๋ยวนี้!”

        เย่จื่อมองหยีเห้าราบเรียบ “ไปไหน?”

        หยีเห้าเอื้อมมือเข้าไปจะคว้าข้อมือเย่จื่อ “ไปทำให้เธอเป็นของฉันไง”

        ยังไม่ทันที่หยีเห้าจะได้แตะโดนแม้ปลายเล็บเย่จื่อ เซียวปินก็ยกเท้าขึ้นถีบไปที่ตัวมันอย่างแรง พลางตะโกนด่า “แม่งเชี่ย… ในหนังน้ำเน่าเขายังไม่แสดงกันแบบนี้เลย”

        เท้าที่ถีบนั้น ตรงเข้าไปจอดที่ท้องมันอย่างจัง หยีเห้าร้องลั่น ก่อนร่างมันจะลอยละลิ่วออกไป

        ตุ้บ บ ตุ้บ บ

        ร่างมันชนเข้ากับโต๊ะอาหารถึงสองโต๊ะติดกัน ข้าวของบนโต๊ะทั้งสองกระจัดกระจายเทเต็มพื้น พร้อมกับมันที่ขณะนี้ ก็ตกลงไปกองอยู่กับพื้นเช่นกัน

        เงียบ~~

        ร้านทั้งร้านเงียบสงัดทันที

        สี่เหวินถิงและเฉินหยวนหยวนมองเซียวปินตาเป็นประกาย เจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วยเจ้าหญิงเป็นยังไงกัน? นี่ไง เจ้าชายฯพิทักษ์รักษาเจ้าหญิงของจริง!”

        เดิมพวกเธอยังคิดว่า เซียวปินแม้จะมีรูปลักษณ์ไม่เลว แต่ด้วยฐานะของเขา ทำให้เขายังไม่เหมาะสมกับเย่จื่อเท่าไหร่นัก แต่พอมาตอนนี้ พวกเธอกลับรู้สึกว่า การมีแฟนแบบพี่ปิน เป็นเรื่องสะใจและโดนใจสุดๆไปเลย

        หลังจากหยีเห้าลอยออกไป ลูกน้องที่เหลือของมันก็ได้แต่ยืนงง… …พวกมันคิดวิเคราะห์ในใจ หยีเห้าเป็นผู้ชายสูงตั้ง 187  ต่อให้จะยังไง น้ำหนักเขาก็ไม่น้อยไปกว่า 76 กิโลฯแน่ๆ แต่ก็ยังถูกเซียวปินถีบจนลอยละลิ่วไปไกลขนาดนั้นได้ ด้วยขาเพียงแค่ข้างเดียวเท่านั้น ซึ่งหากเป็นพวกเขา คงทำเช่นนั้นไม่ได้แน่นอน

        หยีเห้านอนกองอยู่กับพื้น ก่อนจะอ้วกเอาอาหารที่กินเข้าไปก่อนหน้านี้ออกมาจนหมด ลูกค้าในร้านบ้างก็วิ่งหนีตกใจ บ้างก็ขยะแขยงหยีเห้าจนทนไม่ได้ ต้องออกจากร้านไปในที่สุด… …จนตอนนี้ นอกจากพวกของเซียวปินและพนักงานในร้านไม่กี่คนก็ไม่เหลือใครอีกแล้ว

        เซียวปินมองไปยังลูกน้องสี่คนของหยีเห้า พวกมันมองหน้ากันไปกันมา ก่อนจะวิ่งเข้าไปหาหยีเห้าแทบจะพร้อมกัน… พวกมันช่วยกันยกหยีเห้าที่ขณะนี้อ้วกจนหมดไส้หมดพุงขึ้นจากพื้น แล้ววิ่งออกจากร้านไป โดยยังไม่ลืมที่จะหันกลับมามองเซียวปินด้วยสายตาเคียดแค้น พลางตะโกน “อย่าคิดว่าพวกฉันกลัวแกนะ  เมื่อส่งคุณชายหยีไปโรงพยาบาลแล้ว พวกฉันจะกลับมาอีกแน่”

        “หยุดก่อน!”

        เซียวปินตวาดเสียงเย็บเยียบ ทำเอาพวกมันชะงักเท้าลงแทบจะทันที

        “วางเขาลง!”

        ทั้งสี่มองหน้ากัน ก่อนจะปล่อยมือจากหยีเห้าแทบจะพร้อมกันอีกครั้ง

        ตุ้บ บ

        หยีเห้าร่วงลงบนพื้นอีกครั้ง โดยที่ใบหน้าปะทะกับพื้นเป็นส่วนแรก

        “ไสหัวกลิ้งออกไป!”

        ทั้งสี่มองตากัน แต่ก็ไร้ซึ่งการตัดสินใจ จนสุดท้าย สายตาของคนทั้งสามก็ไปหยุดลงที่ชายหัวเกรียน ซึ่งเป็นแกนนำรองจากหยีเห้า ไอ้หนุ่มที่ชื่อไล่โถว…

        ไล่โถวถมน้ำลายลงพื้นอย่างเกรี้ยวโกรธ แล้วส่งเสียงด่า “แม่งเอ้ย เรามีกันตั้งสี่คน จะไปกลัวมันทำไม? กลิ้งก็กลิ้ง! กลัวที่ไหนวะ?”

        คนแรกไสหัวกลิ้งหลุนๆออกไป ตามด้วยคนอีกสามคนที่กลิ้งตามไปติดๆกัน

        เซียวปินก้าวเท้าตรงเข้าไปยังหยีเห้าทีละก้าว  ทีละก้าว…

        “พี่ปิน ปล่อยเขาไปเถอะ บ้านเขา…พี่อย่าไปยุ่งดีกว่า” สี่เหวินถิงพูดด้วยน้ำเสียงทั้งกลัวทั้งห่วง

        “นั่นสิ พี่ปิน ยังไงซะ พี่ก็ได้ตีเขาไปแล้ว”

        เซียวปินไม่ได้ตอบอะไรสาวทั้งสอง เขายังคงเดินเข้าไปเรื่อยๆ จนเมื่อถึงตรงหน้ามัน เขาจึงจะหยุดลง

        สี่เหวินถิงและเฉินหยวนหยวนหวังว่าเย่จื่อจะพูดห้ามเสียหน่อย แต่เย่จื่อกลับส่ายหัวไปมา กล่าวยิ้มๆ “ฉันคิดว่าเขารู้ดี ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่”

        สี่เหวินถิงหัวเราะแห้งๆ “บ้าไปแล้ว ถ้าเขายังลงมืออีกล่ะก็ เขาต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ เย่จื่อ เธออย่าลืมสิ ว่าเขาไม่ได้เหมือนกับเธอนะ ผอ. กรมรักษาความปลอดภัยของจินซาน่ะ ไม่ว่ายังไงเขาก็ต่อกรด้วยไม่ไหวอยู่แล้ว… เธอไปขอให้คนในบ้านเธอช่วยปกป้องเขาได้ไหม?”

        เย่จื่อส่ายหัวน้อยๆ ที่มุมปากยังคงมีรอยยิ้มอ่อนๆอยู่ “คนบางประเภท ไม่ต้องการการปกป้องของใครทั้งนั้น”

        สี่เหวินถิงเริ่มคลั่ง “พระเจ้าช่วย ฉันไม่รู้จริงๆว่าเธอไปเอาความมั่นใจขนาดนั้นมาจากไหน แต่หวังว่าพี่ปินของเธอจะไม่ทำอะไรวู่วามไปมากกว่านี้นะ”

        หยีเห้ากระเสือกกระสนขึ้นจากพื้น เขายังคงเป็นแค่นักศึกษาคนหนึ่ง แม้ในเวลาปกติเขาจะชอบใช้อำนาจที่มีในการข่มคนอื่นก็ตาม แต่ไม่ว่าจะยังไง เขาก็ยังเป็นแค่นักศึกษาคนหนึ่ง แถมยังโตมาแบบสุขสบาย ถูกเลี้ยงแบบคุณหนูมาตั้งแต่เด็ก เมื่อโดนถีบของเซียวปินเข้าไป ความรู้สึกเจ็บปวดจึงมีมากมาย ราวท้องไส้กำลังจะขาดออกจากกัน ถีบนั้นของเซียวปิน ท่าจะกลายเป็นปมตราตรึงในจิตใจเขาได้อีกนานโขเลย

        เซียวปินมองคนตรงหน้า กล่าว “ที่แกสั่งลูกน้องให้หักขาฉันซะ ฉันไม่พอใจมาก”

        หยีเห้ามองไปยังเซียวปิน ใบหน้าเกรอะกรังไปด้วยทั้งน้ำตาและน้ำมูก

        “ฉันคิดว่าแกก็คงรู้  แม้บ้านแกจะรวย แม้จะมีอำนาจ แต่นั่นก็ยังเป็นของบ้านแกอยู่ดี ไม่ใช่ของแก  การช่วยตัวเองดีกว่าขอให้คนอื่นช่วยเสมอ อย่าคิดจะใช้ฐานะทางบ้านมาขู่ฉัน… ถ้าฉันอยากจะอัดแกตอนนี้ ถึงแม้จะเอาแกสองคนมามัดรวมกัน ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฉันอยู่ดี”

        “แก….แกจะเอายังไง?”

        “ขอโทษฉัน”

        หยีเห้ากัดฟันกรอด มือสองข้างกำแน่นด้วยความโกรธแค้น เขารวบรวมความกล้า แล้วตะโกนออกไป “ขอโทษ!”

        เซียวปินอ้าปากกว้าง  ฟันที่อยู่ภายในยังคงขาวเหมือนเดิม เพียงแต่ ครั้งนี้หยีเห้าไม่ได้รู้สึกอยากจะต่อยหน้าเขา หรือคิดว่าหน้าเขาแลดูกวนเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว แต่เขากลับรู้สึกว่า ใบหน้านั้นช่างแลดูน่าขนลุก…น่าหวาดกลัวเหลือเกิน

        ตุ้บ บ บ บ

        ทุกคนที่ได้เห็นต่างก็ตกตะลึงกับภาพตรงหน้า หยีเห้า… หายไปแล้ว….!

        ทุกคนวิ่งออกไปนอกประตูร้าน ก่อนจะต้องอ้าปากค้างด้วยความตกใจสุดชีวิต นอกจากเย่จื่อแล้ว ทุกคนต่างก็ทำหน้าราวไม่อยากจะเชื่อสาวตาตัวเอง เซียวปินไม่เพียงแค่ถีบหยีเห้ากระเด็นออกนอกร้านด้วยขาเพียงข้างเดียว แต่เขายังถีบจนหยีเห้าที่เคยอยู่ฟากนี้ของถนน กระเด็นไปถึงอีกฟากของถนนตรงข้าม ซึ่งอยู่ไกลออกไปถึงสิบเมตร!

        หยีเห้านอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนพื้น เฉินหยวนหยวนเห็นดังนั้นจึงพูดเสียงสั่น “เขาคง….คงไม่ได้ตายไปแล้วใช่ไหม?”

        เซียวปินส่ายหัว “แค่สลบไปเท่านั้น”

        “น้าเขาเขาเป็นถึง ผอ. กรมรักษาความปลอดภัย” สี่เหวินถิง

        “แล้วไง? ยังไงฉันก็ต้องถีบมันอยู่ดี” เซียวปินเดินไปหยุดตรงหน้าหลี่หง ก่อนจะตบบ่าเธอเบาๆ “ฉันถีบแทนเธอ  เมื่อกี้ ตอนพวกมันเข้ามา มันดันเธอจนล้มลง คนของฉัน ไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์… …คนนอกแค่จะแตะยังทำไม่ได้เลย”

        หลี่หงชะงักค้าง ตาใสๆเริ่มมีน้ำตาคลอ จู่ๆเย่จื่อที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ข้างๆก็ดวงตาไหววูบ

        เซียวปินหันขวับกลับไปมองเย่จื่อ กล่าวยิ้มๆ “เดทคืนนี้ ยังจะเดทอยู่ไหม?”

        เย่จื่อยิ้มตอบ “เดทสิ!”

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม