0 Views

        เช้าวันรุ่งขึ้น

        เมื่อเซียวปินตื่น ซูเสียวเสี่ยวก็ทำอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว และสิ่งที่ทำให้เซียวปินซาบซึ้งจนยิ้มออก คืออาหารส่วนของเขา ก็ถูกวางเอาไว้บนโต๊ะเช่นกัน

        “อรุณสวัสดิ์”เซียวปินกล่าวทักทายอย่างยิ้มแย้ม

        ซูเสียวเสี่ยวก็ราวกับลืมเรื่องเมื่อคืนไปแล้ว หรืออาจเป็นเพราะเธอแค่ไม่อยากพูดถึงมันอีกก็ไม่ทราบ เธอพูดเรียบๆขณะก้มหน้าก้มตาทานขนมไข่ในจาน “อรุณสวัสดิ์”

        เซียวปินนั่งลงบนเก้าอี้ หยิบส้อมขึ้นมา ก่อนจะตักไปที่ขนมตรงหน้า เขาเหลียวมองซาลาเปาที่อยู่ข้างๆแวบหนึ่ง ก่อนจะตักเค้กเข้าปากไป ขนมในปากให้รสชาติหวานกำลังดี หลมหล่อมเสียจนเซียวปินอดไม่ได้ที่จะกล่าวชม “เธอทำเองหรอ? ฝีมือไม่เลวจริงๆ!”

        เมื่อเทียบกับเมื่อวานแล้ว แม้ซูเสียวเสี่ยวจะยังดูไม่ค่อยเป็นมิตร แต่ท่าทีของเธอก็ดีขึ้นมากแล้ว บางทีอาจเป็นเพราะเธอรู้สึกผิดที่เคยทำร้ายร่างกายเขาเมื่อวานนี้ล่ะมั้ง

        เธอกินขนมไข่ในถ้วยจนหมด ก่อนจะยื่นมือไปหยิบกระดาษทิชชู่ขึ้นเช็ดปาก แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “จำได้ว่าตอนเด็กๆ  พ่อกับแม่มักจะรีบร้อนทำงานอยู่เสมอ ตอนนั้น คนที่ทำอาหารเช้าให้ฉันทุกวันก็คือพี่… ขนมที่พี่ถนัดมากที่สุดก็คือขนมไข่… ต่อมา ฉันก็ค่อยๆเรียนรู้จากพี่ จนทำเป็นอย่างทุกวันนี้  น่าเสียดาย…หลังจากพี่ไป ก็ไม่มีใครทำให้ฉันกินอีกเลย”

        เซียวปินเห็นเธอเศร้า จึงรีบพูดเปลี่ยนเรื่อง “พ่อกับแม่เธอยุ่งมากเลยหรอ?”

        “ความเป็นอยู่ของที่บ้านฉันเพิ่งจะดีขึ้นได้ไม่นานนี้เอง แต่ก่อน พ่อกับแม่ต้องทำงานหนัก เพื่อจะส่งฉันกับพี่ไปเรียนหนังสือ จะเอาเวลาที่ไหนมาดูแลพวกเรา?” ซูเสียวเสี่ยวถอนหายใจ ราวกับเพิ่งรู้ตัว ว่าตนพูดเรื่องส่วนตัวกับผู้ชายที่เกลียดขี้หน้าคนนี้มากเกินไปแล้ว เธอแสดงสีหน้านิ่งขรึมลง แล้วกล่าวเย็นชา “ฉันกลับไปรอที่ห้องนะ กินเสร็จแล้วเรียกละกัน”

        ไม่ว่าจะเป็นเย่จื่อ หรือซูเสียวเสี่ยว พวกเขาเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่เหมือนกัน ฐานะทางบ้านยิ่งแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน แต่พวกเธอกลับไม่มีความสุขกันทั้งคู่ ถ้าจะเทียบกันแล้ว ซูเสียวเสี่ยวอาจจะดีกว่านิดหน่อย เพราะถ้าไม่มีเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นภายในบ้านล่ะก็…

        เซียวปินเลิกคิดฟุ้งซ่านแล้วทานอาหารตรงหน้าต่อ เขาเริ่มรู้สึกสงสารเด็กสาวที่ภายนอกดูเย็นชาคนนี้ขึ้นมา เพราะเบื้องหลังความเย็นชาที่แสดงออกมา อาจแฝงไปด้วยความโดดเดี่ยวที่ไม่สามารถบอกใครได้..

        เมื่อทานอาหารเช้าเสร็จ ทั้งสองก็เดินทางออกจากบ้านซูด้วยกัน ซูเสียวเสี่ยวกอดอัฐิเอาไว้แน่น สำหรับเธอแล้ว ในนั้นไม่ได้มีแค่เถ้ากระดูกที่ผ่านการเผาไหม้ของพี่สาวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงจิตวิญญาณแห่งความอาลัยของคนในครอบครัวที่มีต่อซูเพ่ยหย่า รวมทั้งของเธอเองด้วย

        เพราะไม่ต้องรับฟังความคิดเห็นของใคร ซูเสียวเสี่ยวจึงหาที่สำหรับพี่สาวได้อย่างรวดเร็ว แต่ด้วยความที่เธอยังเป็นแค่นักศึกษา จึงยังไม่มีเงินมากพอที่จะใช้สำหรับที่ตรงนี้ ดังนั้น เธอจึงต้องจ่ายด้วยเงินจากบัตรเครดิตที่ซูเพ่ยหย่าทิ้งเอาไว้ให้ เซียวปินจึงส่งมอบบัตรให้เธอได้ในที่สุด

        เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ซูเสียวเสี่ยวหยุดยืนมองป้ายชื่อของพี่สาว ก่อนจะหันกลับไปมองเซียวปินแวบหนึ่ง เธอพูดด้วยเสียงเศร้า “นายกลับไปก่อนเถอะ ฉันอยากคุยอะไรกับพี่สักพัก”

        “งั้นฉันไปรอข้างนอก”

        ซูเสียวเสี่ยวไม่ปฏิเสธ เธอรอจนเซียวปินเดินจากไปไกล จึงค่อยๆย่อตัวลงนั่งหน้าป้ายชื่อพี่สาว หน้ากากแห่งความเย็นชาที่เธอสวมอยู่ บัดนี้ได้ถอดลงแล้ว…

        เธอทิ้งตัวลงหมอบกับพื้น ไหล่ทั้งสองของเธอสั่นเครือไม่หยุด เธอเริ่มร้องครวญครางถึงพี่สาว ก่อนจะกลายมาเป็นการร้องไห้อย่างหนักด้วยความเจ็บปวด

        เซียวปินที่หลบอยู่ในมุมมืดเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด เขาลอบถอนหายใจ พลางในใจก็รู้สึกเศร้าตาม ทั้งหมดนี้เป็นเพราะใครกัน? หลังการพูดคุยกับเย่จื่อในครั้งนั้น เซียวปินเลิกที่จะโทษตัวเองอีกต่อไป เขากลับมานั่งคิดแค่เรื่องๆเดียวแทน แก้แค้น!

        เซียวปินแอบมองพลางสูบบุหรี่ไปด้วย เมื่อบุหรี่มวนที่สองหมดลง เป็นจังหวะเดียวกับที่ซูเสียวเสี่ยวยันตัวลุกขึ้น เขารีบหมุนตัวเดินไปยังทางออกเงียบๆ แล้วยืนรอต่ออีกประมาณสองนาที ก็ได้พบกับซูเสียวเสี่ยวที่ดวงตาแดงก่ำกำลังเดินออกมา

        “ไปเถอะ” ท่าทางของเธอยังคงเย็นชาดังเดิม เธอดูเป็นคนเข้มแข็งมากเลยทีเดียว หากไม่ใช่เพราะดวงตาแดงๆคู่นั้น เขาคงไม่คิด ว่าหญิงสาวที่ร้องไห้แทบขาดใจเมื่อสักครู่กับเธอคนนี้เป็นคนๆเดียวกันจริงๆ

        “เธอจะไปไหน?” เซียวปินถาม

        “มหาลัย”

        “ดีเลย รอฉันแปปนึง เดี๋ยวฉันไปส่ง ที่ร้านก็อยู่ใกล้กับมหาลัยเธอพอดีด้วย”  เซียวปินพูดจบจึงโบกเรียกแท็กซี่คันหนึ่ง ก่อนทั้งสองจะขึ้นโดยสารรถคันนั้นด้วยกัน

        ตลอดทาง ซูเสียวเสี่ยวเอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่าง ท่าทางอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก แน่นอนว่าเซียวปินก็ไม่อยากจะยุ่งกับเธอในเวลานี้ เมื่อรถแล่นมาถึงหน้ามหาวิทยาลัย เซียวปินบอกคนขับรถให้จอดรอซูเสียวเสี่ยวลงก่อน จากนั้นค่อยขับพาตนไปยังร้านบะหมี่ที่อยู่อีกข้าง

        หลังเดินเข้าไปในร้าน หลี่หงที่คิดว่าเขาลูกค้า รีบวิ่งออกมาต้อนรับทันที เมื่อเห็นว่าเป็นเซียวปิน เธอก็ยิ้มหวานพลางชี้เข้าไปในร้าน ก่อนเอ่ยกระซิบ “พี่ปิน เพื่อนพี่มาอุดหนุนอีกแล้ว เมื่อกี้ยังถามถึงพี่ด้วย”

        เซียวปินหัวใจไหววูบ เขาขานรับรู้ แต่ยังไม่ทันจะได้เข้าไป หลี่หงก็ถามเซ้าซี้ขึ้น “พี่ปิน บอกหน่อย ผู้หญิงที่สวยขนาดนี้… …ได้ยินพวกนักศึกษาที่มากินข้าวเมื่อกี้ว่ากันว่าเป็นถึงดาวของมหาลัยซือฟ่านเชียว พวกพี่รู้จักกันได้ยังไง? เขาเป็นแฟนพี่หรอ?”

        เซียวปินยิ้มแห้งๆ ก่อนจะยื่นมือไปดีดหน้าผากหลี่หงดังเป๊าะ “เพิ่งจะอายุเท่าไหร่เองก็เริ่มถามเรื่องพวกนี้ซะละ เขาเป็นเพื่อนฉัน อย่าคิดไปไกล”

        “โอ้ย… รังแกฉันอยู่ได้ ระวังไว้เถอะ ฉันจะไปใส่ร้ายพี่ให้เธอฟัง”

        “ตามสบายเถอะ” เซียวปินหัวเราะร่วน ก่อนจะเดินผ่านหลี่หงตรงไปยังเย่จื่อและเพื่อนอีกสองคนของเธอ เหมือนกับเมื่อวานไม่มีผิด สายตาทุกคู่ในร้านมองตรงไปยังเย่จื่อ อาจเป็นเพราะความเคยชิน เย่จื่อดูธรรมชาติมาก ไม่มีความประหม่าหรือเขินอายอยู่เลย

        “เย่จื่อ  พวกเธอเล่นมากินกันทุกวันแบบนี้  เดี๋ยวร้านฉันก็เจ๊งเอาหรอก” เซียวปินแซว

        “งกจริงๆเลยพี่เนี่ย” เย่จื่อหยิบทิชชู่ขึ้นเช็ดปาก ก่อนจะวางตะเกียบลง มองเขม่น “วางใจเถอะ วันนี้พี่ไม่ต้องเลี้ยงหรอก พวกเรามาอุดหนุน”

        เซียวปินหัวเราะร่วน “งั้นฉันไม่เกรงใจแล้วนะ”

        พูดไปพลาง เซียวปินก็นั่งลงตรงที่ข้างเย่จื่อ ที่ตรงนี้ราวถูกเว้นไว้ให้เซียวปินยังไงยังนั้น เฉินหยวนหยวนและสี่เหวินถิงนั่งอยู่ติดกันอีกด้าน ส่วนเย่จื่อนั่งคนเดียวอีกด้าน ตอนนี้เลยกลายเป็นว่า เย่จื่อและเซียวปินนั่งข้างกันอยู่

        เซียวปินมองไปยังหลี่หง ก่อนจะดีดนิ้วเรียก “เอาบะหมี่ถ้วยใหญ่มาที่หนึ่ง เก็บเงินที่พวกเธอ”

        เฉินหยวนหยวนที่เพิ่งกินเสร็จวางตะเกียบลง เมื่อได้ฟังเซียวปินพูด เธอก็หัวเราะพรืด กล่าว “พี่ปิน พี่นี่คิดเล็กคิดน้อยจริงๆเลยนะ คงไม่ได้อยากจะเอาคืนจากมื้อเมื่อวานหรอกใช่ไหม?”

        เซียวปินพูดอย่างมีเหตุมีผล “ฉันก็เป็นแค่คนจนๆคนหนึ่ง ไม่ได้รวยเหมือนพวกเธอสักหน่อย”

        เฉินหยวนหยวนพูดแหย่ “คนจนๆที่จีบเย่จื่อของเราติดก็ไม่ใช่ธรรมดาๆแล้ว พี่ไม่รู้อะไร มีคนอยากจะเชิญเย่จื่อกินมื้อเที่ยงเกือบทุกวัน แต่เย่จื่อก็ไม่เคยสนใจ คนเขาอุตส่าห์ตั้งใจมาหาพี่ติดต่อกันถึงสองวันเลยนะ”

        เย่จื่อกรอกตาใส่เฉินหยวนหยวนอย่างเอาผิด กล่าว “อย่าพูดไปเรื่อยน่า ฉันมาเพราะอาหารร้านนี้อร่อยต่างหาก”

        “จริงด้วยๆ” สี่เหวินถิงเองก็วางตะเกียบลง พลางยิ้มแซวเย่จื่อกับเซียวปิน “โดยเฉพาะราเม็งถ้วยเมื่อวาน ที่พี่ปินลงทุนทำเองกับมือ เพราะในถ้วยนั่นซ่อนไปด้วยหัวใจแห่งรัก…”

        เย่จื่อหน้าแดงขึ้นมานิดหน่อย ก่อนจะพูดตวาดเสียงใส “พูดบ้าอะไร…ถิงถิง ทีฉันยังไม่ได้พูดเรื่องเธอกับวู๋ฉางเลย… รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้จะส่งสายตาถึงกันหนักเลยนะ”

        นี่สินะ หนามยอกต้องเอาหยามบ่ม

        ใครจะไปคิด ว่าสี่เหวินถิงไม่ได้สนใจเลยสักนิด เธอพูดระคนหัวเราะ “ใช่สิ ตอนนี้พวกเรากำลังคบกันอยู่แน่ะ กำลังสวีทหวานเลย…”

        เฉินหยวนหยวนที่นั่งข้างๆร้องตกใจ “แม่เจ้า จริงหรือเปล่าเนี่ย? เธอเก็บความลับได้ดีเกินไปแล้ว ทำไมพวกเราไม่รู้ล่ะ?”

        “ฉันเพิ่งตัดสินใจว่าจะให้โอกาสเขาสักครั้ง  แล้วพวกเธอจะไปรู้ตอนไหลเล่า”

        ขณะที่ทั้งสามกำลังเมาท์มอยกันอย่างสนุกปาก  บะหมี่ที่สั่งก็มาเสิร์ฟแล้ว เซียวปินกินอาหารตรงหน้าคำโต ขณะนั้นเอง ที่หน้าร้านก็มีชายวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา พวกเขาน่าจะยังเป็นนักศึกษาอยู่ ชายที่อยู่ตรงกลางเป็นชายผู้มีทรงผมเดียวกับ ‘เดวิด เบคแคม’ ชายวัยรุ่นนี้แต่งกายด้วยของแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้า ดูเหมือนคนที่มาด้วยกันจะยกย่องให้เขาเป็นหัวหน้าซะด้วย

        หลี่หงมองกลุ่มวัยรุ่นห้าคนตรงหน้า ก่อนจะหันไปมองรอบๆร้านซึ่งขณะนี้มีคนนั่งจับจองที่กันเต็มไปหมดแล้ว เธอจึงกล่าวต่อพวกเขาด้วยความเกรงใจ “ขอโทษด้วยนะคะ พอดีทางร้านเราไม่มีที่ว่างแล้ว หรือพวกคุณจะรออีกสักหน่อย?”

        ชายวัยรุ่นผู้เป็นแกนนำกวาดสายตามองไปรอบร้าน ก่อนสายตามันจะหยุดลงที่เย่จื่อ  มันแสดงท่าทางยโส ก่อนจะดันหลี่หงออกไปอีกข้างโดยไม่แม้แต่จะมองด้วยซ้ำ “หลบไป” เขาพูดน้ำเสียงเย็นชา

        หลี่หงสะดุดล้มลงกับพื้น จางจิ้งที่รับผิดชอบเรื่องเก็บเงินรีบวิ่งเข้ามาประคองเธอลุกขึ้น ก่อนจะพูดอย่างโมโห “พวกนายทำแบบนี้ได้ยังไง ไม่เห็นหรือไง ว่าเธอเป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่ง”

        ชายวัยรุ่นเดินตรงไปยังเย่จื่อ ส่วนลูกน้องที่เหลือก็ยืนล้อมหลี่หงและจางจิ้งอย่างอวดดี ชายผมเกรียนหนึ่งในนั้น เดินไปกล่าวกับจางจิ้งที่ขณะนี้มีท่าทีไม่พอใจอยู่ “ในเมื่อรู้ตัวว่าเป็นแค่ผู้หญิง ก็หุบปากไปซะ รู้ไหมว่าเขาเป็นใคร? เขาคือคุณชายหยีผู้มีชื่อเสียงในมหาลัยเรา เธออย่ามาหาเหาใส่หัวดีกว่า!”

        จางจิ้งกำลังจะพูดต่อ หลี่หงจึงรีบรั้งเธอเอาไว้พลางส่ายหัว กระซิบ “ฉันไม่เป็นไร พวกเราเป็นแค่เด็กรับจ้างจนๆ สู้อะไรพวกเขาไม่ได้หรอก!”

        ไอ้หัวเกรียนพูดพลางหัวเราะ “ฮ่าๆ  พูดถูก อ้อ…หน้าตาใช้ได้นี่ มีแฟนกันหรือยังล่ะ?  สนใจมาเป็นของพี่ไหม? ทั้งสองคนเลย”

        คนอื่นๆเมื่อเห็นคุณชายหยีเดินไปหยุดอยู่หน้าเย่จื่อแล้ว จึงรีบร้อนพูดขึ้น “พอได้แล้ว ไอ้*ไล่โถว อย่าทำลูกพี่เสียเรื่อง”

        “แม่มึงดิ อย่าเรียกชื่อกู!!” ไล่โถวตะโกนอย่างโมโห แต่ก็ไม่กล้าไม่ทำตามคำเตือนนั้น จึงได้แต่รีบร้อนตามคนอื่นๆไป ก่อนพวกมันก็หยุดยืนหลังไอ้ผมเดวิดฯ

        ที่ๆ เย่จื่อและเซียวปินนั่งอยู่หันไปทางประตูพอดี ทั้งสองจึงเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้อย่างชัดเจน เมื่อไอ้หัวเดวิดฯเดินเข้ามาหา เย่จื่อจึงขมวดคิ้วมุ่น และพูดอารมณ์เสีย “หยีเห้า ที่ๆ มีฉันอยู่ นายอย่าหาเรื่องเลยดีกว่า”

        หยีเห้ากวาดสายตามองเซียวปินแวบหนึ่ง ดวงตาฉายแววอาฆาตแค้น ขณะที่ใบหน้ามันก็ยังคงไว้ซึ่งรอยยิ้มสดใส กล่าว “ทำไมล่ะ เย่จื่อ ใช่ว่าเธอจะไม่รู้ว่าฉันเป็นคนยังไง ฉันก็แค่ได้ยินว่าเธออยู่แถวนี้ เลยตั้งใจมาหาเธอแค่นั้นเอง”

        เย่จื่อแสดงความเกลียดชังออกมาทางใบหน้าอย่างชัดเจน พลางพูดอย่างไม่ไว้หน้า “อย่าเรียกฉันว่าเย่จื่อ  ชื่อนี้นายไม่สมควรเรียก!”

        ในตอนนี้ เซียวปินวางตะเกียบลง ก่อนจะเรอออกมาด้วยความอิ่ม ทำราวกับมองไม่เห็นพวกคนตรงหน้าที่ยืนหาเรื่องอยู่ เขาเช็ดปากพลางกล่าว “เย่จื่อ ฉันอิ่มแล้ว”

        เขาพูดเน้นคำว่าเย่จื่อเสียงดัง

        “อืม” เย่จื่อมองไปยังเซียวปิน แล้วจึงยิ้มออกอีกครั้ง ดวงตาเธอยิ้ม จมูกเธอยิ้ม ปากเธอก็ยิ้ม ราวกับทุกส่วนในร่างกายกำลังยิ้มไปหมด โดยเฉพาะเสียงขานรับอ่อนหวานของเธอ…. หยีเห้าคลั่งขึ้นมาจนถึงขีดสุด!

        การหักหน้า มักจะมาโดยเงียบเชียบเสมอสิน่า

—————————————————————————————————————-========================================================

*ไล่โถว : ไล่ แปลว่า วางใจ ไว้ใจ หรือในอีกแง่ แปลว่า การไม่มีเหตุผล นิสัยอันธพาลฯ ค่ะ  ส่วน โถว แปลว่าหัว อีกแง่มุมก็เเปลว่าผู้นำเช่นกันค่ะ

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม