0 Views

        เซี่ยหลุนดันประตูเปิด แล้วก้าวเข้าไปด้านใน ห้องตรงหน้ามีขนาดเล็ก ดูๆไปแล้วก็เหมือนเป็นแค่ห้องธรรมดาๆในบ้านหลังหนึ่งเท่านั้น  รอบๆห้องถูกประดับประดาไปด้วยดอกพีโอนีหลากหลายสีสัน กลิ่นของมันตลบอบอวลไปทั่วห้อง…

        ที่หน้าเตียงนั้นมีม่านบางสีแดงกั้นอยู่ หลังม่านนั้น มีร่างกายยั่วเย้าน่าดึงดูดของใครคนหนึ่งทอดกายอยู่…

        ผู้อยู่ภายนอกเห็นร่างกายนั้นได้เพียงเลือนรางเท่านั้น  ร่างเซ็กซี่ยั่วยวนนอนสยายอยู่บนเตียง… เธออยู่หลังม่านนั้น เธออยู่ใกล้แค่เอื้อมเท่านั้น  ท่าที่เธอนอนอยู่ ช่างเซ็กซี่เร่าร้อนเหลือเกิน

        “คุณเซี่ย… เชิญนั่งค่ะ”

        เซี่ยหลุนกวาดสายตามองไปรอบๆ  ก่อนสายตาจะสะดุดกับเก้าอี้ที่ข้างกำแพง เขาจึงเดินไปยังเก้าอี้ และนั่งลงบนนั้นอย่างว่าง่าย เซี่ยหลุนเองก็ไม่ใช่แค่คนธรรมดาทั่วไป ในเมืองเจียงเฉิง เขาเองก็ถือเป็นผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่ง ที่ได้ผ่านอะไรๆมามากมาย… หากแต่ตอนนี้ เขากลับรู้สึกประหม่าอย่างควบคุมไม่ได้เลย

        “คุณเซี่ย”  เสียงที่หลังม่านนั้น ยังคงเต็มไปด้วยความยั่วเย้าดังเดิม ทุกคำพูด ทุกพยางค์ ความรู้สึกนี้…ราวกับมีนิ้วมือเรียวยาวของใครคนหนึ่งเข้าลูบไล้เขาตามใบหน้า ลำคอ หน้าอก… …ช่างยากที่จะควบคุมอารมณ์ภายในร่างเหลือเกิน “ที่คุณมาในวันนี้ เป็นเพราะเรื่องลูกชายสินะ?”

        เซี่ยหลุนสะดุ้งตกใจ ดวงตาที่เต็มไปด้วยราคะสว่างขึ้นนิดหนึ่ง  เขาในตอนนี้ เพิ่งจะระลึกขึ้นได้ ว่าหญิงที่อยู่เบื้องหลังม่านบางนั้น ไม่ใช่เพียงปีศาจจิ้งจอกที่ใช้ความงามยั่วเย้าดึงดูดวิญญาณผู้คนเท่านั้น แต่เธอยังเป็นเจ้าแห่งวงการใต้ดินในเจียงเฉิงเขตเหนือ ผู้ถูกเลื่องลือไปทั่วเมืองเจียงเฉิง!

        เซี่ยหลุนพ่นลมหายใจออก พยายามแสดงออกถึงความนิ่งเฉียบในแบบผู้นำตระกูลใหญ่ เขายกขาขึ้นไขว่ห้าง ถาม “เรื่องลูกชายฉัน ท่านเทพธิดารู้ได้ยังไง?”

        แม้เซี่ยหลุนจะพยายามแสดงออกถึงความสุขุมจนสุดความสามารถ แต่แววตาที่หลุบลงต่ำของเขานั้น กลับหักหลังต่อความพยายามที่ทำมา เขาไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเธอ  เพราะกลัวตนจะควบคุมความต้องการที่มีในร่างนี้เอาไว้ไม่ได้ ที่หลังม่านนั่นราวมีแรงดึงดูดมหาศาล คอยดึงให้สติเขาหลุดลอยจนแทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้ อยากเดินเข้าไปกระชากม่านนั่นออกเหลือเกิน

        เทพธิดาฯหัวเราะออกมาเบาๆ  อวัยวะทุกส่วนในร่างกายเซี่ยหลุน ก็ราวกำลังเบาขึ้นเรื่อยๆ จนตัวเขาแทบลอยอยู่แล้ว

        เธอหัวเราะอย่างเย้ายวน และพูดเสียงนุ่มยั่ว “ในอาณาเขตเจียงเฉิงตอนเหนือนี้ ไม่มีอะไรที่ฉันไม่รู้ และไม่มีคนที่ฉันจะรับมือด้วยไม่ได้…”

        เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ความเกลียดชังเข้ากระดูกดำที่มีต่อเซียวปินก็มอดไฟใคร่ในตัวไปได้ไม่น้อย เขาเงยหน้าขึ้น พลางพูดอย่างตื่นเต้น “งั้นช่วยฆ่ามันให้ฉันได้ไหม? ไม่ ฉันจะตีขามันให้หัก ทำจนมันพิการ จากนั้นค่อยปล่อยให้มันมีชีวิตต่อในเจียงเฉิง ให้มันรู้ซึ้งถึงความหมายของคำว่าตายทั้งเป็น”

        “คิกๆ… … คุณคงจะโกรธเขามาก” เทพธิดาฯหัวเราะคิกคัก ก่อนเสียงเธอจะเปลี่ยนเป็นเสียงเย้ยอย่างรวดเร็ว “เห็นได้ชัด ว่าคุณเป็นผู้ชายจิตใจคับแคบ  ได้ยินมาว่าเรื่องแค้นของคุณกับเซียวปิน เกิดขึ้นได้ เพราะลูกชายคุณเริ่มก่อน”

        เซี่ยหลุนไม่พอใจอย่างมาก แต่เป็นเพราะอีกฝ่ายก็ไม่ใช่คนธรรมดาที่เขาควรจะมีเรื่องด้วย เขาจึงได้แต่เก็บกลั้นอารมณ์โกรธเอาไว้

        “วางใจเถอะ เรื่องของพวกคุณก็พูดยาก ว่าแท้จริงแล้วใครเป็นคนผิด ใครเป็นคนถูกกันแน่ ฉันไม่สนใจเรื่องนั้นอยู่แล้ว ฉันสนแค่ว่า หากฉันช่วยคุณ แล้วฉันจะได้อะไรตอบแทน?”

        เซี่ยหลุนเงียบลง ก่อนจะมองไปยังบุคคลเบื้องหลังม่าน แล้วถาม “เธอต้องการอะไรล่ะ?”

        “การมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ หากคุณอยากได้อะไรมา คุณก็ต้องแลกบางสิ่งที่เท่าเทียมออกไปเช่นกัน… แต่สิ่งที่ฉันต้องการก็ง่ายมาก นั่นก็คือบริษัทลูกในเขตเหนือนี้ของคุณ ฉันต้องการหุ้นแปดสิบเปอร์เซ็น”

        “นั่นไมได้” เซี่ยหลุนสะดุ้งตกใจ ก่อนจะพูดโกรธ “ธุรกิจในแถบเหนือนี้ มีมูลค่าถึงสามสิบเปอร์เซ็นในธุรกิจทั้งหมดของฉัน เธอจะเอาหุ้นร้อยละแปดสิบไป ก็เท่ากับต้องการร้อยละยี่สิบของมูลค่าในธุรกิจฉัน เธอรู้ไหมว่ามูลค่าธุรกิจทั้งหมดของฉันอยู่ที่เท่าไหร่?”

        “คิดว่าฉันอยากได้?” เทพธิดาฯพูดน้ำเสียงเหยียดหยาม “ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะมีมูลค่ามากเท่าไหร่ก็ตาม  ฉันรู้แต่ว่า ทรัพย์สมบัติที่ตระกูลเซี่ยของคุณมีอยู่ มันเทียบไม่ได้เลยสักนิดกับของตระกูลเย่… ฉันเพียงต้องการสิ่งตอบแทนเท่านั้น ไม่ว่าคุณจะไปขอความช่วยเหลือจากใคร คนๆนั้นก็ต้องการสิ่งตอบแทนเช่นกัน คุณเองก็เป็นนักธุรกิจ เรื่องแบบนี้คุณคงจะเข้าใจดีที่สุด”

        “ข้อแลกเปลี่ยนนี้มันมากเกินไป” เซี่ยหลุนยันตัวลุกขึ้น “ฉันยอมรับไม่ได้!”

        “คุณจะไม่ยอมรับก็ได้” เทพธิดาฯไม่มีความรีบร้อน ความวิตก และไร้ซึ่งความโกรธเคืองแม้สักนิด หากแต่คำที่พูดออกมากลับทำให้เซี่ยหลุนหมดแรงจะปฏิเสธได้อีก “ได้ยินมาว่า คนที่ชื่อเซียวปินเป็นถึงยอดฝีมือแห่งศาสตร์หมิงจิ้น ใช่ไหม? การจะเอาชนะยอดนักหมิงจิ้น ต่อให้เป็นพละกำลังที่ฉันมีอยู่ ก็ยังต้องสูญเสียอะไรไปไม่น้อย… ฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าเขาเป็นนักหมิงจิ้นระดับไหนแล้ว ระดับเริ่มแรก ระดับกลาง หรือระดับสูง? หากเขามีพละกำลังระดับนักหมิงจิ้นขั้นสูงล่ะก็ สำหรับฉัน มันก็จะเป็นดังหายนะครั้งใหญ่ ที่ต่อให้คุณจะใช้ทรัพย์สินที่มีทั้งบ้านมาแลก ก็ไม่อาจต้านทานหายนะนั้นได้”

        เซี่ยหลุนนั่งลงที่เดิมอย่างหมดแรง ในสมองดำดิ่งลงสู่ความปั่นป่วนอีกครั้ง ท่านเทพธิดาฯพูดถูก นักหมิงจิ้นระดับสูงเป็นคนที่ใครก็ไม่อยากยุ่งด้วย หากในครั้งนี้ ไม่ได้เทพธิดาฯออกโรงแล้วล่ะก็  ความแค้นในครั้งนี้ก็ไร้ซึ่งหนทางในการแก้แค้นอีกต่อไป

        เซี่ยหลุนกัดฟันกรอด ขณะกำลังจะตกลงยอมรับข้อตกลงนั้น จู่ๆ เทพธิดาฯก็หัวเราะแผ่วเบาอกมา “แต่… หากคุณไม่อยากจะแลกเปลี่ยนด้วยข้อเสนอที่มากขนาดนั้นล่ะก็ ฉันก็สามารถแนะนำคุณได้นะ…”

        เซี่ยหลุนตาเป็นประกาย “แนะนำอะไร คุณมีแผนการอะไร?” เขาถามอย่างรีบร้อน

        “แผนการในครั้งนี้ ข้อแลกเปลี่ยนคือสิบล้านหยวน และสิ่งที่ฉันจะทำ ก็แค่เสนอแผนการเท่านั้น  หลังจากนั้น คุณคิดจะทำยังไงต่อไป นั่นก็ไม่ใช่เรื่องของฉันอีกแล้ว”

        เซี่ยหลุนขมวดคิ้ว “แค่แผนๆเดียว มีค่าถึงสิบล้านเชียว?”

        เทพธิดาฯตอบคำถามนั้น โดยการตั้งคำถามกลับ “แผนการที่จะช่วยคุณล้มนักหมิงจิ้นที่แข็งแกร่งได้ มีค่าไม่ถึงสิบล้าน?”

        สำหรับเซี่ยหลุนแล้ว เงินสิบล้านไม่ใช่ปัญหาอะไรอยู่แล้ว เมื่อได้ยินเทพธิดาฯพูดเช่นนี้อีก เขาจึงรีบตกปากรับคำทันที “ฉันตกลง!ไว้กลับไปฉันจะให้เลขาโอนเงินกลับมาให้ทันที… แผนนั่นคืออะไรกันแน่?”

        “หลังจากเซียวปินมาถึงเจียงเฉิง  เขาก็ไปมีเรื่องมีราวกับต้วนจื่อ หัวหน้าแก๊งนักเลงในถนนหมินหาง  แล้วตกดึกของวันนั้นต้วนจื่อก็ตาย… ได้ข่าวมาว่า คุณกับ ผอ. กรมรักษาความปลอดภัยในแถบจินซามีความสัมพันธ์ที่ไม่เลวเลย จะลงมือในส่วนนี้ไม่ได้เลยหรือ?”

        เซี่ยหลุนเมื่อได้ฟังดังนั้น ไม่เพียงแต่ดวงตาสว่างวาบ แต่เมื่อคิดถึงภาพตอนเซียวปินถูกทรมาน เซี่ยหลุนก็รู้สึกตื่นเต้นจนนั่งไม่ติดที่ เขาเด้งตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว

        “คุณเซี่ยจะกลับแล้วหรอคะ?” เทพธิดาฯพูดระคนหัวเราะ

        “สิบล้าน ฉันจะจ่ายให้ท่านเทพธิดาครบทุกบาททุกสตางค์แน่นอน ลาก่อน”

        “กลับดีๆนะคะคุณเซี่ย”

        ขณะเซี่ยหลุนกำลังจะเดินออกจากประตู เขาหยุดฝีเท้าลง ก่อนจะหันกลับไปมองที่เตียงอีกครั้ง นัยน์ตาบ่งบอกถึงความต้องการที่อัดแน่นในจิตใจ

        เมื่อเซี่ยหลุนเดินจากไป ม่านภายในห้องก็เปิดออก ทั้งที่ห้องทั้งห้องไร้ซึ่งลมพัดผ่าน

        ชายรูปร่างสูงใหญ่เดินออกมาจากหลังม่าน… เมื่อครู่ เซี่ยหลุนนั่งอยู่ในห้องนี้ตั้งนาน แต่กลับไม่รู้เลย ว่าภายในห้องไม่ได้มีแค่เขากับเธอเพียงสองคนเท่านั้น…

        ชายคนนี้ผมค่อนข้างฟู เขาสวมชุดสีเหลืองอ่อนๆ ที่เท้าสวมรองเท้าผ้าแบบจีน เขารูปร่างสูงใหญ่ ถึงแม้จะไม่ได้ดูถึก แต่ร่างนั้นก็เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแข็งแรงทั้งตัว กล้ามมากมายภายในตัวเขา ดูแล้วทรงพลัง…ช่างราวกับเจ้าแห่งราชสีห์เหลือเกิน

        และสิ่งที่ดึงดูดสายตาได้มากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้น ผ้าปิดตาสีดำที่ปิดอยู่เหนือดวงตาของเขา ผ้านั้นปิดตาทั้งสองไว้สนิท ทว่า ความรู้สึกที่เขาส่งออกผ่านร่างกาย กลับให้ความรู้สึกคล่องแคล่ว ราวกับผ้าที่ปิดอยู่นั้น ไม่ได้ส่งผลอะไรต่อเขาเลยสักนิด

        หลังเดินออกจากม่านแล้ว เขาก็เดินตรงไปยังเตียงนั้น  ก่อนจะยื่นมือออกไป ขณะนิ้วมือเขาสัมผัสกับมุ้งนั้นเบาๆ จู่ๆ เขาก็หยุดชะงัก ก่อนจะลดมือลง และวางมือไว้ที่ข้างลำตัวอีกครั้ง

        “ทำไมนายถึงไม่กล้าเปิดมันออก?” เทพธิดาฯถาม

        “ไม่ใช่ไม่กล้า แต่ไม่จำเป็นต่างหาก” กล้ามเนื้อที่ข้างใบหน้าชายคนนี้กระตุกน้อยๆอยู่ตลอดเวลา ดูเหมือนว่า อารมณ์ของเขาในตอนนี้ไม่ได้สงบเหมือนเขาเลย “เธอก็รู้ จะมีหรือไม่มีม่านนี่ สำหรับฉันแล้ว มันก็ไม่ได้ต่างกันเลย… ตาแก่เมื่อกี้… ตอนมันมองเธอ สายตามันเต็มไปด้วยความลามก ฉันเกือบจะทนไม่ไหว… เกือบจะฆ่ามันไปแล้ว”

        เทพธิดาฯหัวเราะอ่อนหวาน “นายเห็นสายตาตอนที่มันมองฉันได้ด้วยหรอ?”

        “ฉันมองไม่เห็น… …แต่ฉันรู้สึกได้  ตอนมันมองเธอ แววตามันเต็มไปด้วยความใคร่  มันเป็นความรู้สึกต้องการที่มีต่อร่างกายผู้หญิง ไอ้แก่นั่น ไม่รู้คิดอะไรอยู่!”

        พูดถึงประโยคสุดท้าย ชายผู้พูดก็ราวกำลังกัดฟันพูด เห็นได้ชัด ว่าเขารู้สึกโกรธแค้นมากมายเพียงใด

        “คิกคิก….คิกคิกคิก… …” เทพธิดาฯหัวเราะไม่หยุด สีหน้าชายคนเดิมเริ่มจากซีดเผือด จนสุดท้าย ใบหน้าเขาก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ต่อมาจึงได้ยินเทพธิดาฯพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉียบคม “นายอิจฉา นายหึง นายไม่พอใจ นายรู้สึกแย่ แต่นายมีสิทธิ์อะไร?”

        “จูหมิงหยี่ สำหรับฉัน นายก็เป็นแค่หมาตัวหนึ่งเท่านั้น  แค่หมาตัวหนึ่ง!!!”

        เมื่อได้ฟังคำหยามเหยียดจากเทพธิดาฯ จูหมิงหยี่ ร่างทั้งร่างก็เอาแต่สั่นเทาไม่หยุด น้ำตาเปียกซึมออกจากผ้าปิดตานั้น ก่อนจะหยดลงมาเป็นสาย

        แหมะ แหมะ

        เทพธิดาพูดอย่างเยือกเย็น “ลูกตาก็ไม่มีแล้ว ยังร้องไห้ได้อีก?”

        จูหมิงหยี่เสียงต่ำลง น้ำเสียงปรากฏความเศร้าและความเสียใจเต็มอก “หากแค่ฉันยังมีหัวใจอยู่ ฉันก็ยังร้องไห้เป็น! ถ้าหัวใจตายไป นั่นถึงจะไม่มีอะไรเหลืออีก ไม่แม้จะร้องไห้ได้อีก…ความเสียใจมิได้ใหญ่ไปกว่าใจเสีย”

        เมื่อจบประโยคสุดท้าย ทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด เป็นเวลานานทีเดียว กว่าเทพธิดาฯจะถอนหายใจออกมา กล่าว “ฉันต้องทำยังไง นายถึงจะใจเสีย… …”

        ไฟในร้านบะหมี่กำลังจะดับลงแล้ว ตอนนี้ สาวทั้งสามจึงลุกยืน เตรียมจำใจบอกลาเซียวปิน โดยเฉพาะยัยสี่เหวินถิงและเฉินหยวนหยวน ที่ไม่เคยได้รู้จักกับเหล่าทหารมาก่อน พอได้ฟังเรื่องภายในกองที่เซียวปินเล่าให้ฟัง พวกเขาก็สนุกกับมัน และอินจัดจนตัวประกอบอย่างพวกเธอ แย่งซีนนางเอกไปเสียหมด

        ขณะนั้นเอง จางยีจื่อก็ยันไม้เท้าเดินออกมาพอดี เมื่อสายตาปะทะเข้ากับจางยีจื่อที่เดินออกมาจากห้อง เซียวปินก็เริ่มรู้สึกผิดต่อเขาขึ้นมา ทั้งที่ตัวเป็นคนเชิญเขาเองแท้ๆ แต่กลับทิ้งเขาไว้ในนั้นคนเดียวทั้งคืน เรื่องนี้เขาทำไม่ถูกจริงๆ

        “เหอะๆ…คืนนี้ที่เชิญฉันกินข้าว ไม่เลวเลย อร่อยดี ไว้โอกาสหน้าจะมากินใหม่” จางยีจื่อกล่าวกับเซียวปิน

        หลังจางยีจื่อกล่าวจบ ทุกคนในที่นั้นก็เข้าใจทันที ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น เย่จื่อแลบลิ้นอย่างน่ารัก หากไม่ใช่เพราะเธอเรียกเซียวปินออกมา เซียวปินก็คงไม่ทิ้งเขา ที่อายุมากแล้วท่านนี้ไว้คนเดียวโดยไม่สนใจหรอก

        สี่เหวินถิงและเฉินหยวนหยวนลอบยิ้มอยู่ข้างๆ ทำท่าทำทางราวกำลังรอดูฉากต่อไป

        จางยีจื่อกวาดสายตามองเด็กสาวทั้งสามทีละคน สุดท้ายสายตาก็มาหยุดลงที่เย่จื่อ ด้วยสัญชาติญาณภายในตัว เขาก็รู้ทันทีเลยว่า  ผู้หญิงที่ทำเซียวปินตื่นเต้นได้มากขนาดนั้น ต้องเป็นผู้หญิงตรงหน้านี้แน่นอน

        และอย่างที่คิด จางยีจื่อเอ่ยปากถามเธอ “เธอคือเย่จื่อสินะ?”

        เย่จื่อเองก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร อาจเป็นเพราะความรู้สึกผิดที่มี ทำให้เธอรู้สึกประหม่าเล็กน้อย เมื่อถูกสายตาของจางยีจื่อเพ่งเล็งมา… เธอพูดเขินๆ “ฉันคือเย่จื่อค่ะ… คุณปู่….เอ่อ ขอโทษนะคะ”

        จางยีจื่อยิ่งมองก็ยิ่งพึงใจในตัวเย่จื่อ เมื่อได้ฟังคำขอโทษจากเธอ เขาจึงกล่าวระคนหัวเราะ “ฉันรู้จักกับเซียวปินมาตั้งห้าปีแล้ว แม้อายุจะห่างกันมาก แต่ก็ถือว่าเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เรื่องแค่นี้ไม่เป็นอะไรหรอก… แต่เธอนี่สิ ฉันยังไม่เคยเห็นเซียวปินเล่าเรื่องแบบเปิดใจกับผู้หญิงคนไหนเลย ยิ่งไปกว่านั้น ฉันยังไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหน สามารถแก้ปมในจิตใจเขาได้… …เธอเป็นคนแรก แล้วก็เป็นคนเดียว”

        “ฉันก็แค่อยากจะเห็น ว่าผู้หญิงคนนี้หน้าตาเป็นยังไง… …พอดูตอนนี้แล้ว  ไม่เลว…ไม่เลวจริงๆ”

        “พอแล้วล่ะ อายุฉันก็ไม่ใช่น้อยๆแล้ว แถมยังเหนื่อยแล้วด้วย…ฟรอย พวกเรากลับกันก่อนเถอะ”

        “กลับดีๆนะคะคุณปู่” เย่จื่อกล่าวไล่หลัง

        รอจนจางยีจื่อจากไปแล้ว เย่จื่อที่นึกถึงคำพูดก่อนหน้าของจางยีจื่อ ก็แอบหันไปมองเซียวปินแวบหนึ่ง ประจวบกับสายตาของเซียวปินเอง ก็มองตรงไปยังเธอ… สายตาทั้งสองเพิ่งสบเข้าด้วยกัน ทั้งสองก็รีบเบี่ยงสายตาหลบจากกันอย่างรวดเร็ว พร้อมกับหัวใจก็เต้นแรงขึ้น

        สายตาเย่จื่อ… …นำไฟฟ้า?

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม