0 Views

        ความจริงราเม็งไม่ได้แปลกหน้าสำหรับที่นี่เลยที่เมืองเจียงเฉิงมีร้านราเม็งเยอะมากแต่ราเม็งที่ร้านนี้มีขั้นตอนและวัตถุดิบที่หลากหลายมากกว่าเพราะเหตุนี้ราเม็งสูตรนี้จึงไม่มีร้านไหนสามารถเลียนแบบได้เลย

        เซียวปินนวดแป้งให้เป็นก้อนกลมๆจากนั้นก็ม้วนมันจนกลายเป็นเส้นขนาดกำลังพอดีเขานำแป้งเส้นยาวขึ้นวางบนเขียงก่อนจะใช้มีดในมือตัดไปที่เส้นแป้งนั้นจนมันกลายเป็นก้อนๆขนาดเท่ากัน

        บางทีอาจเป็นเพราะต้องการจะบอกให้ทุกคนรู้ว่าราเม็งที่ร้านนี้แตกต่างจากร้านอื่นดังนั้นการทำราเม็งทุกครั้งทางร้านจะทำที่กลางโถงในร้านนั่นเลยเพื่อให้คนอื่นๆและลูกค้าทุกคนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาตัวเอง

        ขณะที่เซียวปินกำลังทำเส้นอยู่ลูกค้าทุกคนที่อยู่ณที่นั้นต่างก็จับจ้องมาทางเขาและอ้าปากค้างด้วยความตะลึงตั้งแต่การนวดแป้งปั้นแป้งตัดแป้งม้วนแป้งทุกขั้นตอนล้วนลื่นไหลราวช่ำชำนาญมานานราวมายากลที่น่าอัศจรรย์…

        …หลี่ชุนหลานขณะทำเส้นราเม็งจะให้ความรู้สึกเชี่ยวชำนาญส่วนเซียวปินให้ความรู้สึกราวกำลังสร้างงานศิลปะใครจะไปคิดว่าการทำเส้นราเม็งจะให้ผลลัพธ์ราวเป็นงานศิลปะเช่นนี้

        การนวดให้ได้แป้งที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยโดยเฉพาะหากมือที่นวดนั้นเป็นมือของผู้หญิงซึ่งไม่มีกำลังมากเฉกเช่นมือของผู้ชายดังนั้นหลังจากคุณพ่อซูเพ่ยหย่าเสียไปก็ไม่มีใครสามารถทำเส้นราเม็งได้ดีเท่าเซียวปินอีกแล้ว

        เย่จื่อนั่งมือเท้าคางกระพริบตาปริบๆมองเซียวปินส่วนเพื่อนสาวอีกสองคนที่ด้านข้างก็เอาแต่ส่งสายตาเป็นเชิงถึงกันพลางแอบหัวเราะไปพลางสี่เหวินถิงก็แกล้งโดยการพูดดัดเสียงแบ๊ว“ดูเหมือนคุณน้องเย่จื่อจะชอบคุณพี่ปินเข้าให้แล้วสิอัศวินกับสาวงามหนุ่มหล่อสู้ชีวิตกับสาวสวยบ้านรวยนี่มันนิยายชัดๆ”

        เฉินหยวนหยวนเองก็เอาแต่มองเซียวปินด้วยสายตาเคลิบเคลิ้มเช่นกันเธอพูดรับเพื่อน“หน้าตาเขาหล่อจริงๆนั่นแหละแถมยังดูมาดแมนอีกด้วยน่าเสียดายที่เป็นแค่เด็กรับจ้างในร้าน…”

        เพิ่งพูดจบเฉินหยวนหยวนก็หัวเราะและพูดขึ้นอีก“แต่ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรที่บ้านเย่จื่อของเรามีเงินล้นเหลือเลยรวยเป็นอันดับต้นๆของเจียงเฉิงเชียวแค่สืบทอดกิจการอะไรสักอย่างก็มีเงินเยอะจนใช้สิบชาติก็ไม่หมดแล้วยังต้องการให้ผู้ชายมาเลี้ยงอีกหรือไง?”

        ขณะพูดจู่ๆเฉินหยวนหยวนก็รู้สึกไม่ชอบมาพากลจึงรีบปิดปากสนิท…และเย่จื่อก็มองมาทางเธอจริงๆด้วยเย่จื่อขมวดคิ้วน้อยๆเฉินหยวนหยวนเห็นดังนั้นจึงได้แต่แลบลิ้นถาม“เย่จื่อเธอโกรธหรอ?”

        “เปล่า”เย่จื่อพูดท่าทางเฉยๆ“อย่าพูดถึงที่บ้านฉันได้ไหมที่บ้านคือที่บ้านฉันก็คือฉัน”

        เฉินหยวนหยวนแลบลิ้นออกมาหลายครั้งสี่เหวินถิงที่อยู่ข้างๆจึงพูดขัด“เย่จื่อเธอชอบเขาแล้วจริงๆหรอ?พวกผู้ชายในมหาฯลัยตามจีบเธอเยอะขนาดนั้นเธอยังไม่แม้แต่จะสนใจด้วยซ้ำก่อนหน้านี้ฉันยังไม่เห็นว่าเธอจะสนใจผู้ชายคนไหนเลยนะ”

        เย่จื่อหันกลับไปมองเซียวปินดังเดิมดวงตาคู่นั้นของเธอราวกับมีหมอกหนาทึบปกคลุมอยู่ทำให้ไม่มีใครดูออกเลยว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่จนกระทั่งเซียวปินยกราเม็งถ้วยใหญ่ออกมาดวงตาคู่เดิมของเธอจึงจะกลับมาโค้งดังเดิมที่มุมปากนั่นก็กระดกขึ้นเล็กน้อยราวกำลังอารมณ์ดี

        เซียวปินยกถ้วยราเม็งมาวางบนโต๊ะหน้าเย่จื่อก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ว่างข้างเธอจากนั้นหลี่หงพนักงานในร้านก็ยกถ้วยราเม็งถ้วยใหญ่อีกสองถ้วยตามเข้ามา

        “ดื่มอะไรดี?”เซียวปินพูดยิ้มๆ

        เย่จื่อพูดระคนหัวเราะ“พี่ติดเลี้ยงฉันตั้งมือหนึ่งคงไม่ได้คิดจะเอาราเม็งแค่ถ้วยเดียวมาใช้ให้หรอกใช่ไหม?”

        “มื้อนี้ฉันเชิญเพื่อนเธอเอาไว้มื้อหน้าฉันค่อยเลี้ยงเธอคนเดียว…”

        “ความหมายของพี่ก็คือมื้อนี้ตั้งใจจะเลี้ยงเพื่อนฉันล่ะสิ?”

        “ถูกแล้ว”เซียวปินหัวเราะ

        เย่จื่อเองก็หัวเราะออกมาเช่นกัน”นี่…พวกเธอสองคนจะดื่มอะไรดีวันนี้คนอื่นเขาตั้งใจจะเลี้ยงพวกเธอถึงขั้นยอมลงมือเข้าครัวเองเลยนะ”

        สี่เหวินถิงมองคนทั้งสองหยอกล้อกันเธอรู้สึกว่าคนทั้งสองน่าขันจึงกลั้นยิ้มกล่าว“เอาเครื่องดื่มมาสักสองขวดก็พอค่ะ”

        “เอาเครื่องดื่มอะไรดี?”

        “อะไรก็ได้ค่ะ”

        เย่จื่อพูดอย่างไม่แยแส“ฉันก็อะไรก็ได้”

        เซียวปินดีดนิ้วดังเป๊าะมองไปยังหลี่หงตะโกนกล่าว“น้องหงเอาชาดำมาอีกสามขวดเก็บเงินกับฉัน”

        หลี่หงขานรับก่อนจะนำเครื่องดื่มที่สั่งมาวางบนโต๊ะ

        สี่เหวินถิงเองก็เป็นคนหน้าตาดีคนหนึ่งบวกกับอายุก็ยังน้อยทั้งยังเป็นวัยรุ่นสมัยใหม่อีกเธอมองตาปริบๆไปยังเซียวปินดวงตากลมโตของเธอเปี่ยมไปด้วยความกระชุ่มกระชวยเธอกล่าว“พี่ปินรีบบอกมาซิพวกพี่รู้จักกันนานเท่าไหร่แล้วรู้จักกันได้ยังไง..เถอะน่า…นะพี่ปิน~~”

        สี่เหวินถิงพูดพลางบิดตัวไปมาจงใจจะทำให้ดูเหมือนเด็กน้อยเอาแต่ใจแต่ก็ดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจและยากที่จะปฏิเสธได้ลงคอ

        เฉินหยวนหยวนพูดเสริม“นั่นสิพี่ปินเล่าให้พวกเราฟังหน่อยสิระหว่างพวกพี่สองคนมีประวัติอะไรกันมาก่อนใช่ไหม?”

        เย่จือมองเพื่อนทั้งสองก่อนจะอมยิ้มนิดๆตอบ“ถามเรื่องที่เหมือนจะมีแต่ก็ไม่มีอะไรแบบนี้ต่อหน้าฉันไม่ค่อยดีมั้ง?”

        เฉินหยวนหยวนหัวเราะ“ในเมื่อไม่มีอะไรงั้นเธอก็ไม่จำเป็นต้องกลัวพี่ปินจะเล่าอะไรออกกมาน่ะสิ?”

        เซียวปินมองดูหญิงสาวทั้งสามโต้เถียงกันราวกับเด็กๆตัวเขาเองก็ราวกับเด็กลงไปหลายปีจนสุดท้ายเรื่องก็ลามมาถึงตัวเขาจนได้เซียวปินหยุดหัวเราะเมื่อเห็นสาวทั้งสามกำลังจ้องมองมายังเขาราวรอคำตอบของเขาอยู่

        เซียวปินลูบไปที่จมูกตัวเองแล้วหัวเราะแห้งๆออกมาเย่จื่อเห็นเซียวปินลำบากใจจึงกล่าว“พูดไปเถอะยังไงก็ไม่มีอะไรอยู่แล้ว”

        “งั้นฉันเล่าล่ะนะที่จริงเรื่องตอนที่เรารู้จักกันก็ธรรมดาทั่วไปแหละตอนนั้นเย่จื่อโดนพวกโรคจิตรังแกอยู่ฉันก็เลยเข้าไปช่วย”

        เรื่องอัศวินขี่ม้าขาวช่วยเจ้าหญิงที่สุดแสนจะโรแมนติกกลับถูกเซียวปินเล่าแบบชุ่ยๆแค่นั้นเขาไม่ได้โอ้อวดหรือต้องการคำชื่นชมใดๆเลยเย่จื่อหันมองเซียวปินด้วยสายตาหลากหลายก่อนจะก้มหน้าลงไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

        เซียวปินหัวเราะแล้วพูดต่อ“ตอนนี้ความอยากรู้อยากเห็นของพวกเธอก็ถูกเติมเต็มแล้วสินะ?รู้สึกว่ามันทั้งไร้สาระแล้วก็น่าเบื่อมากเลยล่ะสิ?ต่างกับเจ้าชายขี่ม้าขาวกับเจ้าหญิงสโนไวท์ในเทพนิยายมากเลยใช่ไหมล่ะ?”

        เซียวปินพูดจบจึงพบว่าสาวทั้งสองกำลังมองมาทางเขาตาเป็นประกายเฉินหยวนหยวนที่กล้าแสดงออกมากกว่าหรือจะพูดง่ายๆก็คือบ้าๆบอๆนั่นเองเธอราวกำลังเพ้อฝันอยู่อย่างไรอย่างนั้นพลางจึงถามด้วยใบหน้าตาตื่นเต้น“นี่มันอัศวินกับเจ้าหญิงในชีวิตจริงชัดๆคุณพี่ปินฝ่ากองทับนับร้อยนับพันไปช่วยเด็กน้อยผู้น่ารักเอาไปเขียนเป็นนิยายได้เลยนะเนี่ย”

        สี่เหวินถิงสุขุมและเป็นผู้ใหญ่มากกว่าเฉินหยวนหยวนแต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะหัวเราะมือปิดปากกล่าว“คุณพี่ปินกับเด็กน้อยผู้น่ารักนี่มันคู่รักฟ้าประทานชัดๆ”

        เซียวปินหัวเราะแห้งๆ“พวกเธออย่าพูดไปเรื่อยเลยระวังเย่จื่อจะโกรธเอานะ”

        สี่เหวินถิงอมยิ้มบางๆถาม“พี่กลัวเธอโกรธขนาดนั้นเลย?งั้นพี่ก็รักเธอน่ะสิ?ฉันได้ยินมาว่าพวกผู้ชายที่เป็นทหารส่วนมากจะมีนิสัยแข็งกร้าวไม่รู้จักคำว่ากลัวนอกเสียจากจะเป็นผู้หญิงที่ตัวเองรัก…”

        ในที่สุดเย่จื่อที่นั่งข้างๆก็ทนฟังต่อไปไม่ไหวเธอกระแอมสองทีกล่าว“ฉันขอแก้ข่าวนิดนึงเป็นเพราะพี่ปินชื่อเซียวปินต่างหากทุกคนเลยเรียกว่าพี่ปินอีกอย่างฉันเรียกเขาว่าพี่ปินต่างหากไม่ใช่คุณพี่ปิน…ถึงแม้ก่อนหน้านี้พี่ปินจะเคยเป็นทหารมาก่อนก็เถอะ”

        พูดมาจนถึงประโยคสุดท้ายขนาดเย่จื่อเองก็ยังไม่มีความมั่นใจที่จะพูดต่อไปเลยในหัวของเธอมีแต่คำพูดของสี่เหวินถิงลอยวนเวียนอยู่‘พวกผู้ชายที่เป็นทหารส่วนมากจะมีนิสัยแข็งกร้าวไม่รู้จักคำว่ากลัวนอกเสียจากจะเป็นผู้หญิงที่ตัวเองรัก…’

        เดิมทีเย่จื่อเพียงต้องการอธิบายที่มาของชื่อพี่ปินเท่านั้นคิดไม่ถึงว่าคำพูดเหล่านั้นจะไปจุดประกายความอยากรู้อยากเห็นในใจสาวทั้งสองขึ้นมาผู้หญิงล้วนชอบผู้ชายที่เป็นทหารทั้งนั้นโดยเฉพาะถ้าผู้ชายหล่อล่ำที่เพิ่งถอนตัวจากการเป็นทหารคนนั้นกำลังนั่งตรงหน้าตน

        สาวๆทั้งสองต่างก็ถามโน่นถามนี่อย่าตื่นเต้นไม่หยุดเซียวปินเลยเลือกเล่าเรื่องที่ไม่สำคัญไปนิดหน่อยเขาเล่าแค่ว่าตัวเองเป็นทหารที่ถอนตัวออกมาแล้วแล้วก็เรื่องตอนออกไปปฏิบัติภารกิจซึ่งเขาเลือกเล่าแต่เรื่องที่เขาคิดว่าเล่าง่ายมากที่สุดแต่ถึงกระนั้นสาวทั้งสองก็ยังตื่นเต้นกับมันและส่งเสียงร้องอึ้งๆออกมาตั้งหลายหน

        เย่จื่อชันมือนุ่มเล็กของเธอขึ้นเท้าคางแล้วฟังเรื่องเล่าของเซียวปินอย่าตั้งใจด้วยท่าทีสงบและนัยน์ตามีแสงประกายระยิบระยับ

        อีกด้านเซี่ยหลุนยังคงนั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่แดนราชาสวรรค์เขตเหนือเขานั่งรอที่นี่ตั้งแต่ตอนบ่ายสามดื่มทั้งน้ำทั้งชาไปไม่รู้กี่แก้วต่อกี่แก้วแล้วเขาต้องนั่งรออยู่แต่ที่นี่ตั้งแต่บ่ายสามจนถึงตอนนี้ซึ่งเป็นเวลาสองทุ่มแล้วความโกรธในใจเขาถูกจุดประกายขึ้นมานี่มันหยามกันชัดๆหากเป็นเวลาปกติเขาคงจะลุกเดินออกไปให้มันรู้แล้วรู้รอดแต่ตอนนี้นอกเสียจากไอ้ราชาสวรรค์เขตเหนือนี่แล้วเขาก็คิดไม่ออกว่ามีใครในเขตทางเหนือที่จะสามารถจัดการกับเซียวปินได้อีก

        แต่เมื่อลงเรือแปะก็จำต้องตามใจแปะ!

        เซี่ยหลุนคิดครวญในใจรอให้เขาสะสางเรื่องของเซียวปินก่อนเถอะเรื่องความอัปยศในวันนี้เขาจะต้องหาทางเอาคืนอย่างสาสมเลยคอยดู

        ตอนนั้นในที่สุดโถงรับแขกที่เงียบสงัดก็มีผู้ย่างกรายเข้ามาสาวใช้ในชุดเดรสยาวสีแดงสองคนเดินตัวตรงขณะก้าวเท้าเข้ามาเมื่อทั้งสองมาหยุดลงหน้าเซี่ยหลุนพวกเธอก็ยิ้มหวานพลางเอ่ย“คูณเซี่ยคะเทพธิดาแห่งดอกพิโอนีเพิ่งจะอาบน้ำแต่งตัวเสร็จท่านเข้าไปคุยในห้องได้เลยค่ะ”

        ห้อง?

        เซี่ยหลุนกลืนน้ำลายลงคอลมหายใจถี่ขึ้นเขายันตัวลุกขึ้นแล้วเดินตามสาวใช้ทั้งสองไปเพราะนั่งมาเป็นเวลานานขาทั้งสองจึงรู้สึกชาไปหมดตอนเขาเพิ่งลุกจากที่นั่งก็เกือบจะเซล้มไปครั้งหนึ่งแล้วจนเมื่อเดินไปสักพักจึงจะหายดี

        ขณะที่เดินตามสาวใช้ตรงหน้าไปในใจก็เอาแต่คิดหาตำตอบเทพธิดาแห่งดอกพิโอนีเรียกฉันเข้าไปในห้องเธอทำไม?

        เซี่ยหลุนไม่กล้าคิดอะไรเลยเถิดทั่วทั้งเจียงเฉินไม่มีใครกล้าคิดเกินเลยกับเธอเลยสักคนเพราะแม้ในชื่อเธอจะมีคำว่าเทพธิดาอยู่แต่วิธีที่เธอกระทำกลับน่ากลัวยิ่งกว่านางปีศาจเสียอีก

        แต่การจะห้ามใจให้ไม่คิดนั้นช่างยากเหลือเกินแม้จะไม่เคยมีใครได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเทพธิดาฯแต่กลับเล่าขานกันว่าเธอมีรูปโฉมงดงามราวเทพธิดาดูยั่วยวนดึงดูดราว*ปีศาจจิ้งจอก…ยิ่งเป็นผู้หญิงที่ไม่เคยเห็นด้วยตาตัวเองก็ยิ่งปลุกเร้าความต้องการในจิตใจผู้ชายได้ดี…เทพธิดาแห่งดอกพิโอนีที่ไม่เคยมีใครพบเห็นนี้ถูกวาดฝันโดยผู้ชายในเจียงเฉินไปหลากหลายรูปแบบแล้ว…ยิ่งในหัวพวกผู้ชายลามกคงวาดฝันว่าได้เสพสุขสำราญกับเธอไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว…ตามจินตนาการและกามารมณ์ในตัวมัน

        เซี่ยหลุนเดินตามสาวใช้มาจนถึงฉนวนยาวทั้งสองข้างล้วนเต็มไปด้วยดอกพิโอนีหลายสีหลายพันธุ์ทั่วทั้งฉนวนตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกพิโอนีและกลิ่นคละคลุ้งเช่นนี้ก็ทำให้หัวใจทั้งดวงของเซี่ยหลุนร้อนระอุขึ้นมาทันที

        ที่สุดฉนวนมีประตูสีชมพูอยู่บานหนึ่งสาวใช้ทั้งสองหยุดฝีเท้าลงก่อนจะก้าวเบาๆเข้าไปยืนหน้าประตูนั้น

        ก๊อกก๊อก

        “ท่านเทพธิดาคุณเซี่ยมาถึงแล้วค่ะ”เธอพูดเสียงเบาอย่างระมัดระวัง

        “เชิญ”เสียงที่ดังออกมาช่างอ่อนหวานและยั่วเย้าอารมณ์ได้ดียิ่งนักเพียงพยางค์สั้นๆแค่พยางค์เดียวกลับทำให้ตั้งแต่หัวจรดเท้าเซี่ยหลุนราวกับมีกระแสไฟฟ้าทะลุผ่านเปลวเพลิงในจิตใจเขาถูกจุดประกายขึ้นมาอีกครั้ง…

        …เปลวไฟแห่งกามลุกโชนทั่วใจ

—————————————————————————————————————-========================================================—————————————————————————————————————-

        *ปีศาจจิ้งจอก:ที่เปรียบว่าเป็นปีศาจจิ้งจอกเพราะคนจีนมีความเชื่อว่าปีศาจจิ้งจอกมีรูปโฉมงดงามมากๆแล้วยังมีเสน่ห์ดึงดูดยั่วยวนเก่ง… เพราะว่ากันว่าในสมัยก่อนพวกปีศาจจิ้งจอกจะมายั่วยวนผู้ชายให้หลงแล้วดูดพลังงานจากร่างกายคนเลยเชื่อกันว่าต้องเป็นผู้หญิงที่สวนสะเด็ดแน่ๆ

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม