0 Views

        เซียวปินทำงานวุ่นๆในร้านสักพักจึงนัดจางยีจื่อให้ออกมาพบและสถานที่ๆทั้งสองนัดเจอกันก็คือร้านบะหมี่ของบ้านซูนั่นเอง

        ร้านบะหมี่เป็นแค่ร้านขนาดเล็กภายในร้านมีโต๊ะสำหรับรับแขกแค่เจ็ดแปดโต๊ะเท่านั้นส่วนทางด้านในมีห้องสำหรับเหมาเป็นส่วนตัวอยู่สองห้องเซียวปินจับจองห้องหนึ่งในนั้นเอาไว้แล้วให้หวังกุ้ยจือที่รับผิดชอบเรื่องในครัวทำอาหารสำหรับกินแกล้มเกล้าเอาไว้สองอย่างบวกกับเมล็ดทานตะวันหนึ่งถ้วยและบะหมี่ร้อนๆอีกหนึ่งหม้อใหญ่เมื่อทำเสร็จจางยีจื่อก็เดินค้ำยันไม้เท้าเข้ามาพอดี

        จางยีจื่อกวาดสายตามองไปทั่วโถงนักศึกษาที่มากันสองหรือสามคนต่างก็นั่งจับจองโต๊ะทุกตัวในร้านเอาไว้หมดแล้ว…ทางเซียวปินเมื่อเห็นจางยีจื่อเข้ามาแล้วก็รีบเดินออกไปต้อนรับทันที“จางเหล่าที่นี่คงเทียบไม่ได้กับอาหารจีนแท้ครบเครื่องสุดเลิศหรูที่นายเคยกินที่เมืองหลวงนั่นหรอกนะ”

        “ไม่เลวนี่”ท่าทางของจางยีจื่อบ่งบอกว่าเขารู้สึกว่าที่นี่ไม่เลวจริงๆ“แบบนี้ถึงจะบรรยากาศเหมือนนั่งกินข้าวกันจริงๆเพียงแต่..ดูเหมือนจะไม่มีที่ว่างแล้วนะ”

        เซียวปินพูดระคนหัวเราะ“ดูนี่สิตามฉันมา..จะปล่อยให้นายยืนกินได้ยังไงล่ะฉันจองห้องส่วนตัวเอาไว้แล้ว”

        จางยีจื่อพยักหน้าน้อยๆเขายันไม้เท้าเดินเข้าไปภายใต้การประคองของเซียวปิน

        ปกติพวกคนรวยๆในเมืองหลวงอยากจะชวนจางยีจื่อทานอาหารจีนแบบเต็มรูปแบบในร้านเลิศหรูกลางเมืองยังยากเลยถ้าให้พวกเขารู้ว่าจางยีจื่อมากินข้าวในร้านบะหมี่เล็กๆกับคนธรรมดาๆแบบนี้ล่ะก็มีหวังได้ตกอกตกใจจนอ้าปากค้างแน่

        เมื่อเข้ามาในห้องส่วนตัวที่เซียวปินจองเอาไว้อาหารก็พร้อมแล้วเซียวปินปิดประตูห้องลงเขาชายตามองฟรอยแวบหนึ่งแล้วกล่าวระคนหัวเราะ“ฟรอยนายก็มานั่งเถอะที่นี่ไม่มีคนนอก”

        จางยีจื่อพูดยิ้มๆ“อย่าฝืนใจเขาเลยเขาไม่ชินกับอะไรแบบนี้หรอก”

        เซียวปินมองไปที่ฟรอยแล้วพูดอย่างจนปัญญา“นายรอดจากเงื้อมือพญามัจจุราชที่แอฟริกามาได้นายเองก็ถือเป็นยอดฝีมือคนหนึ่งทำไมถึงได้หัวเข็งแบบนี้นะ”

        ฟรอยไม่ได้ตอบอะไรกระทั่งมองก็ยังไม่มองเซียวปินเลยด้วยซ้ำทำราวกับไม่ได้ยินมองไม่เห็นราวกับเซียวปินไม่มีตัวตนไปเสียอย่างนั้นเซียวปินกลายเป็นอากาศธาตุในสายตาเขาไปแล้วสินะ

        จางยีจื่อหัวเราะร่วนกล่าว“อย่าว่าแต่เขาเลยขนาดคนในประเทศ…โดยเฉพาะคนที่เคยอยู่ในกองทัพมาก่อนคนที่มีนิสัยชอบทำอะไรตามใจตัวเองไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจแบบนายน่ะมีไม่กี่คนหรอก”

        เซียวปินสีหน้าจริงจังกล่าว“ไม่ควรจะพูดว่ามีแค่ฉันเพียงคนเดียวต่างหาก”

        จางยีจื่อหัวเราะร่วน“ถูกต้องมีแค่นายคนเดียวนั่นแหละ…ถึงแม้ฉันจะไม่รู้พวกเรื่องวรยุทธ์อะไรของพวกนายแต่ก็เคยได้ยินมาบ้างว่าพวกที่เรียนวรยุทธ์ส่วนมากจะไม่เอาความคิดและกำลังของตัวเองไปสิ้นเปลืองเรื่องผู้หญิงแต่นายกลับเป็นถึงชายเจ้าชู้ผู้มีชื่อเสียงในเมืองจิงตูเชียวมีผู้หญิงตั้งกี่คนแล้วที่เคยมีความสัมพันธ์ไม่โปร่งใสกับแก?เจ้าหญิงแห่งรัฐอีเกิลดาราฮอลีวูดจากสหรัฐฯแล้วยังมีผู้หญิงที่นายเรียกเธอว่าเป็นหญิงงามที่สุดในเมืองจิงตู….”

        เซียวปินพูดขัด“ไม่เอาน่า…ฉันไม่ได้แหลกลานเรื่องความรักขนาดที่นายว่าสักหน่อยถึงจะมีหญิงงามราวดอกไม้อยู่เป็นทุ่งแต่ฉันก็เดินผ่านทุ่งนั้นมาได้โดยไม่มีแม้แต่ใบไม้เกาะตามตัวเลยด้วยซ้ำ…เพียงแต่ผู้ชายเราบางทีถ้าเพอร์เฟคเกินไปมันก็ยากที่จะไม่ให้ผู้หญิงหลงใหลในตัวเราโดยเฉพาะผู้ชายที่หล่อขนาดฉัน”

        จางยีจื่อหัวเราะเสียงดัง“นายนี่มันยังเหมือนแต่ก่อนไม่มีผิดยังไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆก่อนหน้านี้ฉันยังกังวลว่าเรื่องเพ่ยหย่าจะทำให้แกเจ็บปวดเสียใจจนเดินออกมาไม่ได้แต่พอมาเห็นแบบนี้ฉันก็วางใจแล้ว”

        เมื่อพูดถึงเพ่ยหย่าเซียวปินก็ถอนหายใจดังก่อนจะยกแก้วเหล้าขึ้น…จางยีจื่อเพียงดื่มไปแค่คำเล็กๆแต่เซียวปินกลับกระดกเหล้าขาวที่มีอยู่เต็มแก้วจนหมดเกลี้ยงเมื่อวางแก้วลงเซียวปินก็เริ่มไออย่างรุนแรงใบหน้าเขาปรากฏสีแดงราวเจ็บไข้ออกมา

        จางยีจื่อมองไปยังเซียวปินเขาขมวดคิ้วเล็กน้อยนัยน์ตาปรากฏความกังวลออกมาเขาถอนหายใจกล่าว“ร่างกายเธอยังไม่หายดี…….”

        “แค่นี้ไม่ตายหรอก”เซียวปินวางแก้วลงก่อนจะหัวเราะออกมาแบบไม่ใส่ใจ

        “เหล้าน่ะเขาไม่ได้ดื่มแบบที่นายดื่มเสียหน่อยที่ว่าจะมาดื่มด้วยกันแท้จริงแล้วก็แค่อยากจะพาฉันมานั่งกินเหล้าย้อมใจเป็นเพื่อนล่ะสิ”

        เซียวปินมีสีหน้าดีขึ้นเขาหัวเราะเสียงดังกล่าว“วางใจเถอะจางเหล่าตอนนี้ฉันปล่อยวางแล้ว”

        “แกปล่อยวางได้แล้วจริงๆ?ฉันเห็นแกกับเธอมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาโดยตลอด…”จางยีจื่อ

        “ใช่!แต่เมื่อวันก่อนฉันได้เจอกับคนๆหนึ่งผู้หญิงคนหนึ่ง…หลังจากที่ได้คุยกับเธอฉันก็ปล่อยวางแล้วเพียงแต่…ในใจยังมีเงื่อนปมสุดท้ายผูกอยู่”

        “แก้แค้น?”

        “ใช่…แก้แค้น”

        จางยีจื่อพูดพอใจ“ผู้หญิงที่ช่วยพูดให้นายปลงได้คงจะเก่งมาก”

        เมื่อเซียวปินนึกถึงเย่จื่อขึ้นมานึกถึงรอยยิ้มทะเล้นสายตาเจ้าเล่ห์แสนกลและแววตาฉลาดเฉลียวนั่นเซียวปินก็รู้สึกอบอุ่นที่หัวใจอย่างบอกไม่ถูกพลอยน้ำเสียงที่เปล่งออกมาก็อ่อนลงตามไปด้วย“เธอเป็นผู้หญิงที่ฉลาดน่ารักแล้วก็สวยมากๆ”

        เจียงยีจื่ออุทานตกใจ“รู้จักกันมาตั้งนานขนาดนี้แล้วฉันยังไม่เคยได้ยินแกชมผู้หญิงคนไหนแบบนี้เลยพูดซะตาแก่ย่างฉันก็อยากจะเจอเสียแล้วสิ”

        ก๊อกก๊อก

        ขณะกำลังพูดที่ประตูก็มีเสียงเคาะดังขั้นเซียวปินหันมองไปยังประตู“เชิญครับ”

        เสี่ยวหงพนักงานในร้านดันประตูเข้ามาเซียวปินเห็นเป็นเธอจึงหัวเราะพลางพูดแซว“น้องหงคงไม่ได้จะเข้ามากินด้วยกันหรอกนะ”

        หลี่หงแลบลิ้นกล่าว“ข้างนอกมีคนจะกินราเม็งของนาย”

        เซียวปินไม่ได้แสดงออกถึงความไม่พอใจใดๆเพียงแค่สงสัยเท่านั้น“ฉันบอกไปแล้วไม่ใช่หรอวันนี้ร้านเราไม่ทำราเม็งแล้วถ้าอยากกินไว้มาใหม่พรุ่งนี้ก็แล้วกัน”

        “แต่ว่า…แต่เขาบอกว่าเป็นเพื่อนกับนายเขาบอกว่าตัวเองชื่อเย่จื่อ”

        ยัยสาวน้อยนั่นมาแล้ว?ภาพสาวน้อยบอบบางหน้าตาทะเล้นผุดขึ้นมาในหัวเซียวปินอีกครั้งจู่ๆก็มีความรู้สึกอยากจะวิ่งออกไปพบเธอในตอนนี้เลยเพียงแต่…จางเหล่าก็ยังนั่งอยู่ตรงนี้…

        เซียวปินแสร้งกระแอมในลำคอแล้วกล่าวด้วยสีหน้าลำบากใจ“เธอเป็นเพื่อนฉันกว่าจะมาได้สักครั้งก็ไมใช่ง่ายๆ…เพียงแต่ฉันกับจางเหล่ายังกินกันไม่เสร็จเลยถ้าออกไปตอนนี้คงจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่…”

        ต่อให้คนปัญญาไม่สมประกอบก็ยังดูออกว่าใจของเซียวปินไม่ได้อยู่ในนี้แล้วจางยีจื่อส่ายหัวไปมาพลางหัวเราะแห้งๆ“ไม่เป็นไรนายออกไปดูแลเพื่อนก่อนเถอะฉันนั่งกินต่ออยู่ที่นี่คนเดียวได้…”

        “อ้อ…งั้นก็ได้งั้นเดี๋ยวฉันจะกลับมา!”เซียนปินไม่แม้กระทั่งจะเกรงใจกันเลยสักนิดเขารีบร้อนเดินจากไปราวกับลมที่พัดผ่านไปเท่านั้น

        คนทั้งสามที่ยังอยู่ในห้องต่างก็ตาค้างอย่างตกอกตกใจคนที่ทิ้งจางยีจื่อไว้คนเดียวเพื่อออกไปหาผู้หญิงทั่วทั้งประเทศจีนคาดว่าคงจะหาคนที่สองไม่ได้อีกแล้ว

        จางยีจื่อพูดอย่างจนปัญญา“แต่ก่อนเขาไม่ได้เห็นแก่ผู้หญิงขนาดนี้นะ…ฉันกินไอ้นี่ให้หมดก่อนแล้วกันแล้วค่อยออกไปดูซะหน่อยว่าผู้หญิงแบบไหนกันที่ทำให้เขาตื่นเต้นมากขนาดนี้”

        หลังจากเซียวปินออกจากห้องอาหารส่วนตัวนั้นก็พบกับเย่จื่อและผู้หญิงอีกสองคนกำลังนั่งล้อมรอบโต๊ะอาหารตัวหนึ่งอยู่ที่บนโต๊ะหน้าพวกเธอก็ยังมีเครื่องดื่มตั้งอยู่

        นอกจากเย่จื่อแล้วผู้หญิงอีกสองคนที่เหลือดูจากท่าทางแล้วน่าจะยังเป็นนักศึกษากันอยู่อายุก็น่าจะราวๆยี่สิบปีกว่าๆเท่านั้นคนหนึ่งสวมกางเกงยีนใบหน้าเธอได้รูปสวยราวอักษรตัววีส่วนผู้หญิงอีกคนที่อยู่ข้างกันสวมกระโปรงลูกไม้สีขาวรูปหน้ากลมๆนั่นทำให้เธอแลดูเด็กลงทั้งสองเป็นหญิงหน้าตาปานกลางถึงดีเลยก็ว่าได้แต่มีจุดแข็งที่ความอายุน้อยข้อดีของวัยรุ่น

        ส่วนตัวเย่จื่อเธอสวมเดรสยาวสีดำคู่กับรองเท้าแก้วสวยที่เท้าเธอแค่เพียงเธอยืนอยู่ตรงนั้นเฉยๆก็ราวกับมีออร่าเปล่งปลั่งออกมารอบตัวความสวยของเธอไม่ได้ถึงขั้นสวยสะพรึงแต่ก็เพียงพอจะให้ใครที่พบเห็นหวั่นไหวและเผลอใจไปกับเธอได้แล้ว

        ตอนที่เซียวปินเพิ่งออกมาถึงหญิงสาวผู้มีใบหน้าเด็กก็กำลังบ่นไม่หยุด“เย่จื่อพวกเราอุตส่าห์ไม่กินอะไรมาตั้งแต่เย็นก็เพื่อจะรอมื้อนี้ของเธอเลยนะแต่เธอกลับจะเลี้ยงไอ้นี่พวกเราเนี่ยนะ?”

        เย่จื่อพูดยิ้มๆ“ได้ยินว่าราเม็งร้านนี้รสชาติไม่เลวเพื่อนนักเรียนหลายคนก็เคยมากินที่นี่”

        หญิงผู้สวมกางเกงยีนยิ้มกล่าว“ร้านนี้ก็อร่อยจริงๆแหละก่อนหน้านี้ฉันก็เคยมากินอยู่หลายครั้งจำได้ว่าคนทำราเม็งเป็นคุณน้าคนหนึ่งแต่ได้ยินเขาว่ากันว่าตอนนี้คุณน้าคนนั้นทำราเม็งไม่ได้แล้วไม่ใช่หรองั้นพวกเราก็อย่ามานั่งท้องร้องที่นี่เลยสั่งอะไรอย่างอื่นมากินกันก่อนเถอะหรือไม่ก็ไปกินที่ร้านอื่นกัน”

        เย่จื่อยิ้มหวานกล่าว“ไม่ว่าพวกเขากำลังยุ่งกับเรื่องอะไรแต่ฉันรับประกันได้เลยอีกไม่เกินสองนาทีเขาต้องออกมาแน่”

        เซียวปินลูบไปที่จมูกตัวเองยัยนี่ไปเอาความมั่นใจขนาดนั้นมาจากไหนนะแต่เมื่อนึกถึงตนที่วิ่งกุลีกุจอออกมาเมื่อครู่ถึงขั้นทิ้งคนใหญ่คนโตอย่างจางยีจื่อเอาไว้คนเดียวแบบนั้นตัวเขาเองก็รู้สึกอัปยศในใจแปลกๆขณะที่กำลังคิดลังเลอยู่ว่าควรจะเข้าไปเลยดีไหมแม่สาวน้อยนั่นก็ดันหันมาเจอตัวเองเสียก่อนหนำซ้ำรอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้านั้นก็ราวกับสุนัขจิ้งจอกที่เล็งเห็นกระต่ายน้อยที่ไม่ว่ายังไงก็ไม่มีทางหลุดรอดจากเงื้อมือเธอไปได้ยังไงยังงั้น

        เย่จื่อกวักมือขาวเนียนซ้ำๆพลางเรียก“พี่ปินทางนี้”

        สาวอีกสองคนเมื่อเห็นเซียวปินแววตาก็สว่างวาบสาวหน้าเรียวมองไปยังเย่จื่อแวบหนึ่งยิ้มแซวกล่าว“ถึงว่าทำไมต้องรอกินราเม็งที่นี่ที่แท้ก็เพราะเชฟที่ทำถูกเปลี่ยนเป็นหนุ่มหล่อไปแล้วนี่เองแล้วเมื่อกี้นี้เธอเรียกเขาว่าอะไรนะ?คุณพี่ปิน?พูดก็พูดเถอะเขาเองก็ดูเหมือนพวกทหารนายพลอยู่นะหน้าตาก็หล่อแถมยังดูเป็นผู้ใหญ่อีกบอกมาซะดีๆเธอกับคุณพี่ปินของเธอรู้จักกันได้ยังไง?”

        เย่จื่อกรอกตามองบนใส่เพื่อนสาวพูดเคือง“คุณพี่ปินบ้าอะไรเล่าเขาชื่อเซียวปินฉันเรียกเขาว่าพี่ปินต่างหาก”

        สาวหน้าวีหัวเราะกล่าว“ขนาดชื่อจริงนามสกุลจริงก็รู้แล้วด้วยโอ้โห…ดูเหมือนวันนี้พวกเราจะมาเป็นส่วนเกินไปนะเนี่ย”

        สาวหน้ากลมก็ยิ้มแซวอีกทาง“งั้นพวกเรากลับกันก่อนดีกว่าเนอะ”

        “ไม่ได้ใครก็ห้ามออกไปมื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง”เซียวปินเดินเข้ามาหาทั้งสามด้วยรอยยิ้มก่อนจะยื่นมือออกไป“หวัดดีฉันชื่อเซียวปิน”

        สาวหน้าเรียวลุกขึ้นยืนแล้วยื่นมืออกไปเช่นกัน“หวัดดีค่ะฉันชื่อสี่เหวินถิงคุณเรียกฉันว่าถิงๆก็พอค่ะ”

        สาวหน้ากลมยื่นมือหนาไปจับทักทายเซียวปินเธอมองเซียวปินด้วยสายตาสงสัยพลางถาม“ฉันชื่อเฉินหยวนหยวน”

        “เอาจริงดิ…คนที่สร้างวิบัติให้กับบ้านเมือง*เฉินหยวนหยวน?”เซียวปินตะลึงพ่อกับแม่เธอต้องมีความสามารถระดับไหนกันนะถึงได้ตั้งชื่อแบบนี้ให้ลูก

        สี่เหวินถิงพูดระคนหัวเราะ“เขาไม่ได้สร้างความวิบัติอะไรหรอกแต่เขาอ้วนกลมเลยชื่อหยวนหยวนที่แปลว่ากลมต่างหาก”

        “หน็อย…ยังสี่เหวินถิงเอาแต่หัวเราะเยาะฉันอยู่นั่นเค้ากำลังน่ารักต่างหากเธอสิกลมคอยดูเถอะฉันจะฉีกลิ้นเธอเป็นชิ้นๆเลย….”

        เฉินหยวนหยวนพุ่งเข้าหาเพื่อนงอนๆสี่เหวินถิงเบี่ยงหลบแทบไม่ทันแล้ววิ่งไปหลบไปที่ข้างประตูก่อนทั้งสองจะวิ่งไล่จับกันวุ่น

        เซียวปินและเย่จื่อมองกันและกันก่อนจะหัวเราะออกมาเย่จื่อแสดงท่าทีปวดหัวกับจนปัญญาออกมา“พวกเธอเป็นเพื่อนร่วมห้องและเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันด้วยแต่เพราะยังเด็กเลยไม่ค่อยรู้กาลเทศะน่ะ”

        “อยากกินราเม็งไหม?”

        “อื้อ”เย่จื่อทำตาปริบๆ“ฉันบอกว่าจะมาหานายก็เพราะฉันอยากกินราเม็งที่นายทำนี่ไง”

        ดวงตากลมโตทำให้เซียวปินราวกับตกอยู่ในภวังค์สติก็ราวจะเลือนหายไปชั่วขณะเมื่อสายตาทั้งสองประสานเข้าด้วยกันก็ราวกำลังจุดประกายเปลวไฟที่น่าพิศวงขึ้น

        เซียวปินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่“เดี๋ยวฉันทำให้กิน”

     ——————————————————————————————————-             ====================================================

        *เฉินหยวนหยวน:เฉินหยวนหยวนเป็นอนุภรรยาของอู๋ซานกุ้ยเธอเป็นหญิงที่สวยและมีความสามรถทั้งการร่ายรำร้องเพลงและเล่นคนตรีที่เธอถูกเรียกว่าเป็นผู้สร้างความวิบัติให้กับบ้านเมืองก็เป็นเพราะสมัยที่หลี่จื้อเฉิงทำการปฏิวัติหลี่จื้อเฉิงจับตัวครอบครัวของอู๋ซานกุ้ยไปและเกลี้ยกล่อมให้อู๋ซานกุ้ยเข้าร่วมกับตนอู๋ซานกุ้ยเดิมก็ยอมร่วมด้วยแล้วแต่เมื่อเดินทางมาได้ครึ่งทางก็ได้ยินว่าทหารของหลี่จื้อเฉิงจับตัวเฉินหยวนหยวนไปมอบให้หลี่จื้อเฉิงด้วยเหตุนี้อู๋ซานกุ้ยจึงโกรธและไปร่วมมือกับพวกแมนจูแทนเขาเปิดประตูซานไห่ให้กับพวกแมนจูพวกแมนจูจึงบุกเข้าวังและเอาชนะพวกของหลี่จื้อเฉิงได้เหตุนี้ทำให้ครอบครัวของอู๋ซานกุ้ยกว่าสามสิบชีวิตต้องตายด้วยเหตุนี้เฉินหยวนหยวนที่ทำให้อู๋ซานกุ้ยหลงรักจนยอมยกบ้านเมืองให้พวกแมนจูจึงกลายเป็นหญิงผู้สร้างความหายนะแก่บ้านเมือง

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม