0 Views

        “แกรู้จักฉัน?”จางยีจื่อกวาดสายตาสำรวจโจวเจ๋อซ่านตั้งแต่หัวจรดเท้าและเช่นกันเพียงแค่สายตานั้นของเขากลับทำให้โจวเจ๋อซ่านเหงื่อออกไม่หยุดนี่คือศักดาของผู้เหนือกว่าสินะ

        “ผม….ผมเคยเข้าร่วมงานสัมมนาทางการแพทย์แห่งประเทศจีนเมื่อสองปีก่อนตอนนั้นท่านไปในตำแหน่งบุคคลที่สำคัญที่สุดของงาน..ท่านเป็นที่ตั้งศูนย์รวมของวงการแพทย์ประเทศจีนผมมีท่านเป็นต้นแบบและกำลังเรียนรู้ที่จะเป็นแบบท่านครับ”โจวเจ๋อซ่านเช็ดเหงื่อพลางพูดยิ้มแย้มเพียงแต่รอยยิ้มที่ออกมากลับดูทุเรศทุรังเสียยิ่งกว่าตอนร้องไห้เสียอีก

        “เรียนรู้ที่จะเป็นแบบฉัน?…หึ…เรียนรู้ที่จะเป็นแบบฉันแกก็เลยใช้อำนาจที่มีเพื่อประโยชน์ส่วนตัวรังแกคนที่อ่อนแอกว่าไม่คำนึงถึงชีวิตคนอื่นและมองว่าการรักษาและช่วยชีวิตคนเป็นแค่เรื่องเล่นๆ?”

        “มะ…ไม่ใช่ครับ”โจวเจ๋อซ่านน้ำเสียงสั่นเครือ

        “ในฐานะผู้บริหารสมาคมการแพทย์แห่งประเทศจีนและประธานกิตติมศักดิ์ตลอดชีพฉันขอประกาศตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปฉันขอหยุดพักตำแหน่งคณบดีแห่งโรงพยาบาลประจำเมืองเจียงเฉิงของแกชั่วคราวส่วนเรื่องการกระทำของแกเมื่อกลับปักกิ่งแล้วฉันจะเป็นคนแจ้งเรื่องนี้ให้คณะกรรมการทุกคนในสมาคมได้ทราบเองถึงตอนนั้นฉันจะเรียกประชุมเพื่อทำการลงมติอีกทีแต่ก่อนหน้านั้นหน้าที่ทุกอย่างของแกจะถูกส่งมอบให้รองคณบดีทำแทนตอนนี้แกไสหัวออกไปได้แล้ว”

        มาถึงบัดนี้เซี่ยหลุนเองก็เพิ่งจะรู้ว่าตาเฒ่าที่เดินตัวสั่นทั้งยังเชื่องช้านี้มีอำนาจถึงเพียงใดในวงการแพทย์โจวเจ๋อซ่านแม้จะมีอำนาจจำกัดแค่ผู้นำด้านการแพทย์แห่งเจียงเฉิงแต่ตำแหน่งของเขาก็ถือว่าไม่เล็กแล้วจะถือว่าเป็นรองประธานคนหนึ่งเลยก็ยังได้…แต่กลับถูกตาแก่นี่สั่งปลดได้อย่างง่ายดาย

        แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาจะมาสนใจในตอนนี้…

        เพราะในตอนนี้สิ่งที่เขาใส่ใจจริงๆก็คือเซียวปินที่เดิมเขาเคยคิดว่าเป็นแค่คนธรรมดาๆจากต่างถิ่นเมื่อมาถึงถิ่นของตนเขาก็ไม่ต่างอะไรจากลูกไก่ในกำมือที่จะบีบก็ตายจะคลายก็รอดคิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะรู้จักกับคนใหญ่คนโตถึงเพียงนี้คาดว่าตัวเซียวปินเองก็คงจะไม่ธรรมดาเช่นกันเจ้าลูกที่สมควรตายนี่…ชอบหาแต่เรื่องมาให้ฉันเรื่อยไว้มันออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ฉันจะจับมันขังลืมไปเลยคอยดู

        “จาง…จางเหล่า…ท่านฟังผมอธิบายก่อน…เถ้าแต่เซี่ยท่านเป็นถึงเจ้าของธุรกิจใหญ่ยักษ์ในเจียงเฉิงก่อนหน้านี้ก็เคยบริจาคให้ทางโรงพยาบาลไม่น้อย…”

        จางยีจื่อไม่สนใจเขาพูดราบเรียบ“ลากตัวมันออกไป”

        บอดี้การ์ดด้านหลังเขาฟรอยก้าวออกมาด้านหน้าก่อนจะจับมันโยนออกไปนอกประตูแล้วจึงกลับมายืนอยู่ด้านหลังจางยีจื่อเช่นเดิม

        จางยีจื่อมองไปยังเซี่ยหลุน“ฉันไม่รู้ว่าเธอมีอิทธิพลมากขนาดไหนในเมืองเจียงเฉิงแต่ฉันจะบอกอะไรให้รู้ไว้อย่างที่นี่เป็นโรงพยาบาลเป็นที่สำหรับรักษาผู้คนอย่างน้อยก็ที่นี่ไม่ใช่ที่ๆแกจะมาใช้ในการอวดอ้างบรรดาศักดิ์ออกไปได้แล้ว!”

        เซี่ยหลุนเริ่มจากการวางมาดไล่ให้พวกเขาออกไปในตอนแรกมาจนถึงตอนนี้ที่สถานการณ์กลับตาลปัตรเซี่ยหลุนราวกับโดนตบหน้าฉาดใหญ่จนเขารู้สึกหน้าชาไปหมดทั้งหมดนี้เป็นเพราะผู้ชายคนเดียวผู้ชายที่สุดแสนจะธรรมดาคนที่ไม่มีอะไรเลยในสายตาเขา

        เซี่ยหลุนส่งสายตาเคียดแค้นไปยังเซียวปินเขาพูดเสียงต่ำ“เรื่องของเรามันยังไม่จบหรอกนะฉันกล้ารับประกันได้เลยหากแค่แกยังอยู่ในเจียงเฉิงต่ออีกวันฉันจะทำให้แกกับเพื่อนของแกเจ็บปวดราวกับตายทั้งเป็นเลยคอยดู”

        เซียวปินหัวเราะเย็นเยือกออกมาเขาพูดด้วยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความรังเกียจ“ฉันจำเป็นต้องบอกอะไรแกหน่อยลูกชายแกน่ะมันรนหาที่เองส่วนแกที่เป็นพ่อมันก็ยังจะดันทุรังหาทางสร้างแต่ความอับอายให้ตัวเองอีกตระกูลเซี่ยของพวกแกทำฉันโมโหขึ้นมาจริงๆแล้วล่ะ……และสุดท้ายแกขู่ฉันได้นั่นฉันไม่สนใจแต่ฉันทนไม่ได้ที่แกข่มขู่ไปถึงคนรอบข้างของฉัน…”

        ขณะพูดจู่ๆเซียวปินก็ก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่งรัศมีความโหดเหี้ยมและความน่าสะพรึงปกคลุมไปทั่วบอดี้การ์ดใบหน้านิ่งเฉยผู้ที่ยืนอยู่ด้านหลังเซี่ยหลุนหน้าถอดสีเขารีบรุดไปข้างหน้าและป้องกันเจ้านายโดยการลงมือจู่โจมก่อนเขาต่อยเข้าที่ท้องของเซียวปินอย่างแรงหากแต่เซียวปินกลับยังยืนนิ่งไม่ไหวติงปล่อยให้อีกฝ่ายต่อยเข้าที่ร่างกายอย่างตามใจ

        เซียหลุนดวงตาประกายวิบวับบนใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นสะใจและรอยิ้มที่เลือดเย็น…บอดี้การ์ดคนนี้ของเขาไม่เหมือนพวกที่เคยโดนเซียวปินกระทืบคนๆนี้เป็นหนึ่งในยี่สิบอันดับยอดฝีมือแห่งแผ่นดินเจียงเฉิงที่ยิ่งใหญ่นี้เขาถึงจะเป็นสุดยอดฝีมือที่แท้จริง!

        เดิมคิดว่าหมัดฮุกที่ส่งไปยังร่างกายเซียวปินนั้นเพียงพอต่อการล้มเซียวปินแล้วแต่วินาทีที่หมัดนั้นสัมผัสกับร่างกายเซียวปินเขาก็รู้สึกราวตัวเองกำลังต่อยเข้ากับเหล็กกล้าและแรงสะท้อนกลับของหมัดนั้นก็ทำให้แขนทั้งแขนราวกับแตกหักออกจากกันกระดูกทุกชิ้นที่ท่อนแขนแตกออกจากกันก่อนจะทิ่มแทงออกมาจากผิวหนังก้อนเนื้อและเม็ดเลือดผสมปนเปกันไปหมดเลือดสีแดงสดสาดกระฉูดไปทั่วห้อง

        บอดี้การ์ดคนเดิมส่งเสียงร้องที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและตกตะลึงสุดขีดกล่าว“เขาเป็นหมิงจิ้น…”

        กึกก

        ตุ้บบ

        ร่างของบอดี้การ์ดหนุ่มลอยละลิ่วออกไปก่อนจะกระแทกเข้ากับผนังที่ทางเดินแล้วจึงสลบไป

        เซียวปินก้าวไปข้างหน้าอีกก้าวทำให้ร่างทั้งสองใกล้ชิดจนราวจะแนบเข้าด้วยกันเซียวปินกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็บเฉียบจนทำให้ผู้ฟังรู้สึกหนาวสั่น“ฉันก็กล้ารับประกันเหมือนกันอีกไม่นานแกจะต้องคุกเข่าลงอ้อนวอนขอร้องให้ฉันอภัยให้กับความโง่เขลาเบาปัญญาของตระกูลเซี่ยของแกและสำนึกผิดกับการกระทำของพวกแกพ่อลูกในวันนี้!”

        เมื่อนึกถึงคำพูดสี่พยางค์จากน้ำเสียงสุดหวาดผวาของบอดี้การ์ดเมื่อครู่‘เขาเป็นหมิงจิ้น’ที่หน้าผากเซี่ยหลุนก็มีเหงื่อไหลซิบและคำพูดเมื่อครู่ของเซียวปินก็ราวกับคำสาปของมัจจุราชที่ติดอยู่ในส่วนลึกของหัวใจและคอยวนเวียนในหัวเขา

        จางยีจื่อมองไปยังพยาบาลสองคนที่เหลืออยู่ในห้องเขาพูดเสียงนิ่ง“เอาตัวไอ้คนบาดเจ็บนั่นออกไปแล้วเรียกหมอมาดูอาการเขาซะ”

        พยาบาลทั้งสองนิ่งอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะรีบตอบรับคำสั่งนั้นเพียงแต่ทั้งสองรวมกันก็ยังไม่มีพละกำลังเพียงพอที่จะยกเขาออกไปได้จึงได้แต่รีบวิ่งออกจากห้องไปตามคนมาช่วย

        จางยีจื่อเบี่ยงสายตาไปทางเซี่ยหลุนอีกครั้งเขากล่าวนิ่ง“ตอนนี้เธอก็คงจะเข้าใจแล้วโรงพยาบาลนี้ไม่ต้อนรับเธอไอ้หนุ่มคนนี้เป็นคนชอบทำอะไรวู่วามฉันไม่อยากให้มีคนเป็นอะไรไปอีกคนเพราะฉะนั้นรีบไปซะ”

        เซี่ยหลุนเก็บกลั้นความรู้สึกจนใบหน้าม่วงคล้ำไปหมดเขามองเซียวปินด้วยแววตาทั้งหวาดกลัวและเกลียดชังริมฝีปากเขาสั่นเครือไปหมด…ในที่สุดเขาก็เก็บกลั้นอารมณ์เอาไว้กลั้นใจพูดออกมา“แก…แกมัน…เรื่องนี้ไม่จบแค่นี้แน่หนี้แค้นนี้ตระกูลเซี่ยจะต้องทำให้แกชดใช้ให้ได้”

        เมื่อพูดทิ้งท้ายแล้วเซี่ยหลุนก็รีบวิ่งกุลีกุจอจนฝุ่นตลบออกไป

        หลี่ชุนหลานและลูกสาวที่เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มจนจบราวกับเพิ่งจะได้ดูหนังเรื่องเด็ดไปเริ่มจากการถูกกดขี่ข่มเหงจนเรื่องราวกลับตาลปัตรในตอนท้ายพวกคนชั่วพวกนั้นคนหนึ่งรีบร้อนหนีไปส่วนอีกคนก็โดนไล่ออกจากการเป็นคณบดีช่างไม่คิดไม่ฝันจริงๆว่าเรื่องทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้โดยชายที่ชื่อว่าเซียวปินคนนี้คนเดียว

        หลี่ชุนหลานยิ่งนับวันก็ยิ่งอยากได้เซียวปินมาเป็นเขยส่วนซูเสียวเสี่ยวที่เห็นเซียวปินช่วยเหลือครอบครัวตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆความรู้สึกในใจของเธอยิ่งนับวันก็ยิ่งทวีความหลากหลายเข้าไปมากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน

        จางยีจื่อเดินไปที่หัวเตียงของหลี่ชุนหลานฟรอยลากเก้าอี้ตัวหนึ่งวางไว้ด้านหลังจางยีจื่อหลี่ชุนหลานเห็นจางยีจื่อก็ตะเกียกตะกายจะยกตัวลุกจากเตียงแต่โดนจางยีจื่อพูดปรามเอาไว้ก่อน“นอนลงไปเถอะตอนนี้สิ่งที่คุณต้องทำก็คือการพักรักษาตัวให้ดี”

        “ท่านนี้คือ…”

        เซียวปินพูดยิ้มๆ“เรียกเขาว่าจางเหล่าก็พอครับ”

        “จางเหล่า…เรื่องเมื่อครู่ต้องขอบใจคุณมากๆจริงๆ”

        “อืม…ไม่ต้องพูดแล้วขอฉันลองตรวจชีพจรเธอดูก่อน”จางยีจื่อนั่งลงบนเก้าอี้รอจนหลี่ชุนหลานยื่นมือออกมาภายใต้สายตาแปลกใจและตกละลึงของหลี่ชุนหลานและซูเสียวเสี่ยวเขาใช้นิ้วมือเพียงนิ้วเดียวแตะไปที่ท่อนแขนหลี่ชุนหลานและนี่ก็คือที่มาของชื่อจางยีจื่อที่แปลว่านิ้วมือเพียงนิ้วเดียวสินะ…ทักษะทางการแพทย์ของเขามาไกลถึงขั้นไร้เทียมทานเลยก็ว่าได้และเป็นเพราะเช่นนี้เขาจึงรู้สึกว่าวงการแพทย์ไม่มีอะไรน่าสนใจอีกต่อไปแล้วบวกกับนิสัยที่แปลกประหลาดของตัวเขาเองสองปีมานี้จึงไม่มีใครเคยได้รับการรักษาจากเขาอีกนอกจากครั้งนี้…

        จางยีจื่อหลับตาลงแล้วพิจารณาชีพจรที่เต้นนั้นอย่างสงบก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้งแล้วพูดยิ้มๆ“โรคหัวใจเริ่มดีขึ้นแล้วอีกไม่กี่วันข้างหน้าฉันจะช่วยทำการผ่าตัดให้ต่อจากนั้นก็แค่พักรักษาตัวให้ดีก็พอแล้วแต่จำไว้ให้ดีต่อไปต้องพักผ่อนอยู่แต่ในบ้านเท่านั้นได้ยินมาว่าตอนนี้เธอกำลังเปิดร้านบะหมี่อยู่?เรื่องกิจการนั่นคงจะทำต่อไปไม่ได้แล้วล่ะ”

        หลี่ชุนหลานใบหน้าเปี่ยมขอบคุณ“จางเหล่าขอบคุณมากค่ะ”

        “ฉันก็ขอบคุณแทนแม่ด้วยค่ะ”ซูเสียวเสี่ยว

        “ไม่ต้องขอบคุณหรอกฉันกับเซียวปินแม้อายุจะห่างกันแต่เราก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันถ้าหากเปลี่ยนเป็นคนอื่นล่ะก็ต่อให้เชิญฉันมาฉันก็ไม่มาหรอกนะถ้าจะขอบคุณก็ไปขอบคุณเขาเถอะ…เซียวปินฉันต้องออกไปจัดการเรื่องในโรงพยาบาลก่อนต้องเรียกประชุมบุคลากรระดับสูงทางการแพทย์ซะหน่อยจะได้สะสางเรื่องคณบดีไร้จรรยาบรรณนั่น”

        “ไว้เย็นๆฉันจะเลี้ยงต้อนรับ”เซียวปินยิ้ม

        จางยีจื่อหยุดคิดนิดหนึ่ง“นายก็รู้ฉันชอบความสงบ…”

        “ฉันรู้น่า”เซียวปินรู้จักนิสัยของตาเฒ่าประหลาดนี้ดี“ไปกินอะไรเรื่อยเปื่อยกันแค่เราสองคนเท่านั้น”

        จางยีจื่อยิ้มพยักหน้ารับจากนั้นก็ค้ำยันไม้เท้าลุกยืนขึ้นก่อนฟรอยจะประคองเขาอีกทางแล้วทั้งคู่ก็เดินจากไป

        เมื่อจางยีจื่อเดินจากไปหลี่ชุนหลานก็มองไปยังเซียวปินด้วยสีหน้าจริงจัง“เสี่ยวปิน…ท่านผู้เฒ่าคนนี้คงจะเป็นผู้นำระดับสูงในวงการแพทย์สินะเธอเชิญเขามาจากเมืองหลวงหรอ?”

        เซียวปินยิ้มรับ“คุณน้าครับวางใจเถอะเขาไม่เพียงสนิทกับผมแต่ยังเป็นเพื่อนกับเพ่ยหย่าด้วยดังนั้นผมแค่เอ่ยปากเขาก็ยอมมาแล้ว”

        หลี่ชุนหลานโล่งอกเดิมทีที่รอดชีวิตมาได้ก็เป็นเพราะเซียวปินถ้ายังต้องให้เซียวปินไปติดค้างใครเพราะเรื่องของเธออีกล่ะก็เธอคงจะทดแทนบุณคุณเซียวปินไม่จบไม่สิ้นแน่…เพียงแต่เธอหารู้ไม่ว่าตัวเองเหลือเวลาอีกแค่ไม่มากแล้ว

        เซียวปินแค่ดูก็รู้ว่าหลี่ชุนหลานกำลังคิดอะไรในใจเมื่อเห็นเธอแสดงสีหน้าราวกับแบกภาระความลำบากใจเอาไว้ก็ยิ้มกล่าวขึ้น“น้าหลี่รีบพักผ่อนเถอะครับมีจางเหล่าอยู่วางใจเรื่องการผ่าตัดได้เลยที่ร้านบะหมี่วันนี้ก็เปิดกิจการแล้วผมคงต้องกลับไปก่อน..เสียวเสี่ยวเดี๋ยวคืนนี้ฉันจะมาเปลี่ยนกะดูแลคุณน้ากับเธอนะ”

        “ไม่ต้องหรอกคืนนี้พวกเธอกลับบ้านไปทั้งสองคนน่ะแหละที่นี่มีนางพยาบาลดูแลก็พอยิ่งเมื่อกี้จางยีจื่อประกาศกร้าวแบบนั้นแล้วด้วยพวกนางพยาบาลไม่กล้าทำอะไรฉันหรอกยังจะตั้งใจดูแลมากขึ้นด้วยซ้ำ”หลี่ชุนหลาน

        ซูเสียวเสี่ยวและเซียวปินพอมาคิดๆดูแล้วก็จริงอย่างที่เธอว่าบวกกับด้านการเรียนของซูเสียวเสี่ยวก็ละเลยไม่ได้อีกดังนั้นพวกเขาจึงตอบรับความเห็นนั้นเซียวปินกล่าว“งั้นผมกลับไปที่ร้านก่อนนะครับคุณน้า…เจอกันที่บ้านนะเสียวเสี่ยว”

        ซูเสียวเสี่ยวไม่สนใจเซียวปินก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรแม้ว่าการอยู่ร่วมกับสาวสวยที่เกลียดคุณจะทำให้รู้สึกแปลกๆอยู่บ้างแต่ถ้าเทียบกับพวกคนแปลกๆในหลงเหมินแล้วซูเสียวเสี่ยวก็ยังปกติกว่าอยู่มากพอคิดแบบนี้แล้วการอยู่ร่วมกับเธอก็คงไม่ยากเท่าไหร่หรอก…ดังนั้นเมื่อกล่าวคำร่ำลาจบเซียวปินก็เดินจากไป

        ขณะเซียวปินเดินมาถึงหน้าบันไดเขาก็ได้เจอกับเสี่ยวเป่ยที่ยืนอยู่ตรงนั้นพอดี“เมื่อตะกี้นี้ผมไม่ได้ออกตัวเข้าไปช่วย….”เสี่ยวเป่ยพูดเสียงแผ่ว

        เซียวปินตบบ่าเขาพลางพูดเสียงเบาเช่นกัน“ไม่ต้องอธิบายอะไรหรอกนายทำถูกแล้วถ้าไม่ถึงคราวจำเป็นจริงๆก็ไม่ต้องเปิดเผยตัวออกไป…ฉันไปก่อนนะคืนนี้หลังจากฉันกลับไปแล้วนายเองก็หาที่ดีๆพักผ่อนเถอะ”

        เซี่ยหลุนพาภรรยารีบร้อนหลบหนีออกไปกระหืดกระหอบขณะทั้งสองนั่งอยู่ในรถเซี่ยหลุนมีสีหน้าเงียบขรึมผิดกับภรรยาที่เอาแต่โวยวายไม่หยุด

        “ไอ้คนสกุลเซี่ยลูกชายเธอโดนคนอื่นทำร้ายมาแต่เธอกลับพาฉันกลับบ้านด้วยหน้าซึมจิตเสื่อมแบบนี้เนี่ยนะน่าขายหน้าจริงๆขี้ขลาดขนาดนี้แกยังเป็นลูกผู้ชายอยู่หรือเปล่า”

        “หุบปากได้แล้วผู้หญิงย่างเธอจะไปรู้อะไร”เซี่ยหลุนเก็บกักความรู้สึกโมโหอยู่เต็มอกยัยเมียบ้านี่ก็ยังเอาแต่บ่นไม่หยุดเสียทีจนในที่สุดเขาก็ระเบิดออกมาเขาชี้นิ้วไปที่ภรรยาแล้วด่า“อีเมียเฮงซวยถ้าเธอยังไม่หยุดอาละวาดอีกฉันจะจับเธอโยนออกจากรถเดี๋ยวนี้แหละ!”

        “แก…แก…แกกล้าด่าฉันว่าเมียเฮงซวยเลยหรอ”จางจินหยูหยิบกระเป๋าขึ้นเปิดออกก่อนจะหยิบทั้งดินสอเขียนคิ้วลิปสติกเงิน…และอะไรต่อมิอะไรโยนใส่หน้าเซี่ยหลุนทั้งปากก็ยังเอาแต่ทั้งร้องตะโกน“ฉันไม่อยากอยู่แล้ว…ฉันไม่อยู่แล้ว…ให้ฉันตายๆไปซะเถอะ…”

        “จะตายก็ไสหัวไปตายไกลๆ”เซี่ยหลุนแย่งกระเป๋าออกจากมือภรรยาก่อนจะพูดอย่างโมโหสุดขีด“มึงแม่งไม่รู้หรือไงว่าไอ้บ้านั้นเป็นยอดนักหมิงจิ้นมึงรู้ไหมว่าทั่วทั้งเจียงเฉิงมียอดนนักหมิงจิ้นแค่ไม่เกินห้าคน?แต่ไอ้เด็กเวรนั่นก็ดันหาเรื่องวุ่นวายขนาดนี้มาให้กูแล้วมึงจะให้กูทำยังไง?”

        จินหยูไม่มีอะไรจะโยนอีกจึงได้แต่พูดโกรธๆ“งั้นจะไม่แก้แค้นให้ลูกแล้วหรือไง?เป็นถึงตระกูลใหญ่แห่งเจียงเฉิงแต่แม้แต่ลูกตัวเองก็ยังปกป้องไม่ได้ไม่อายคนอื่นเขาหรือไง?”

        “ใครว่าฉันจะไม่สนใจล่ะ?แต่ตอนนี้กลับบ้านก่อนฉันจะไปพบคนๆหนึ่ง”

        “ใคร?”

        “ราชินีแห่ง*โลกใต้ดินที่ทางเหนือของเมืองเจียงเฉิงราชาสวรรค์เขตเหนือ…เทพธิดาแห่งดอกพิโอนี!”

        เซี่ยหลุนเบี่ยงสายตามองออกไปนอกหน้าต่างก่อนสายตาจะจ้องตรงไปยังโรงพยาบาลที่ไกลออกไปเรื่อยๆกับความเคียดแค้นเหลือคณาที่ปรากฏในสายตานั้น

       ———————————————————————————————————        =====================================================

        *โลกใต้ดิน:โลกใต้ดินในที่นี้ไม่ได้หมายถึงโลกที่อยู่ใต้ดินนะคะแต่เป็นโลกในด้านผิดกฎหมายโลกที่มีแต่สิ่งผิดกฏหมายโลกด้านมืดอะไรทำนองนั้นอะค่ะคล้ายๆหนังใต้ดินที่แปลว่าหนังผิดกฎหมายก็อบมาอะไรเทือกนั้นแหละค่ะ

        *หมิงจิ้น:คือการต่อสู้ด้วยร่างกายหรือฝึกร่างกายให้แข็งแรงจนถึงขีดสุดและเป็นวิชาพื้นฐานที่พวกฝึกวิชาต้องเรียนกันก่อนค่ะถ้าฝึกหมิงจิ้นมาไม่ดีการฝึกวิชาอื่นๆก็จะพลอยไม่ดีไปด้วยและไม่ว่าจะฝึกวิชาไปถึงขั้นขนาดไหนหรือฝึกเน้นแขนงอะไรสิ่งที่สำคัญหรือหัวใจหลักก็ยังเป็นหมิงจิ้นอยู่ดีค่ะสรุปง่ายๆก็คือพละกำลังและความแข็งแกร่งในร่างกายการต่อสู้ด้วยร่างกายดิบๆเลยประมาณนี้ค่ะ

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม