0 Views

บทที่ 61

ชิงเฉาหยู

(ประกาศสำคัญ ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไปแด๋วจะเปลี่ยนคนแปลนะ แอดที่แปลเรื่องสาวน้อย ฉันจะสอนเธอบ่มเพาะเอง เข้ามาแปลแทน << ที่พิมพ์อยู่ก็คนนี้ เนื่องจากคนแปลเก่ามีธุระกะทันหันมาก แอดเลยต้องมารับช่วงต่อ แอดไม่ได้อ่านเรื่องนี้มาก่อนเลยไม่รู้ว่าตัวละครมีตัวอะไรบ้าง ถ้าแอดใส่ชื่อไม่ตรงตอนก่อนๆ คอมเม้นไว้ด้านใต้ได้เลย แอดจะไปแก้ให้ในทันทีที่เห็น ฝากตัวด้วย)

“จือชีเหม่ย เจ้าคงไม่รังเกียจถ้าข้าจะนั่งตรงนี้ ใช่ไหม?”

(ผู้แปลENG : ฉันจะใช้ชีเหม่ย ชีเก่อ ชีตี่ และชีเจี๋ย เพื่อแสดงถึงทักทายของเหล่าศิษย์ใสตระกูลเดียวกัน ชีเหม่ย – ศิษย์หญิงที่อายุน้อยกว่า ชีเก่อ – ศิษย์ชายที่อายุเยอะกว่า ชีตี่ – ศิษย์ชายที่อายุน้อยกว่า ชีเจี๋ย – ศิษย์หญิงที่อายุเยอะกว่า)

บนชั้นสามของห้องอาหาร สูง ขาว และหล่อเหลา ชายผู้ดูเยาวัยนั่งอยู่ตรงหน้าของจูหงเซียวพร้อมกับอาหารกลางวัน

จือฮงซิ่วขมวดคิ้วเล็กน้อย และกล่าวด้วยรอยยิ้มบางๆ “ชิงชีเก่อ ตามเรื่องราวแล้วฮงซิ่วย่อมไม่คิดเช่นนั้น”

ชายหนุ่มผู้นี้มีนามว่าชิงเฉาหยู เขาเป็นหนึ่งใน 10 อัจฉริยะของนิกายภายนอก อันดับที่ 42 ของหอคอยแห่งความลำเค็ญ

ไม่ทราบว่าสิ่งนี้เริ่มต้นได้อย่างไร ชิงเฉาหยูผู้นี้จงใจเข้ามาอย่างเจตนา หรือเข้ามาพบเธออย่างความไม่ตั้งใจ

แท้จริงแล้ว ตั้งแต่เริ่มแรกของการเป็นจอมยุทธ์ จูหงเซียวก็ไม่ได้มีปฎิสัมพันธ์ใดๆ กับเขา อย่างน้อยก็ไม่ใช่จนถึงขั้นปฐพี

งั้นแล้ว เธอจึงบอกใบ้ให้แก่ชิงเฉาหยูว่าเธอไม่ได้คิดจะมีปฎิสัมพันธ์ใดๆ

แต่ใครจะรู้ ผู้ชายคนนี้กลับปั้นหน้ายิ้มใส่เธอ ซ้ำแล้วเขาก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะมาเกี้ยวพาราเธออีก สิ่งนี้ทำให้เธอจนปัญญา

“จือชีเหม่ย แน่นอนว่าเจ้าย่อมต้องพากเพียรอย่างแท้จริง เราไม่ได้เจอกันมานานแล้ว และตอนนี้เจ้าก็มาอยู่ที่จุดสูงสุดในระดับที่เจ็ดของขั้นพลังฉี และดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่ต้องใช้ความพยายามมากนักในการเข้าสู่ระดับแปดต่อไป”

ชิงเฉาหยูงยหน้าขึ้นมองจือฮงซิ่ว เพื่อชมดูใบหน้าที่คล้ายกับอัลมอนด์ของนาง ริมฝีปากสีแดง จมูกโด่ง คิ้วเรียวบางและดูซื่อตรง สิ่งนี้ทำให้เธอดูมีเสห่น์และดูมีความชอบธรรม

ชิงเฉาหยูคิดอยู่ในใจของตัวเอง ‘ผู้ที่ลงมือเป็นคนแรกจะได้รับแต้มสูงกว่า คนที่มาช้า จะเจ็บช้ำจากผลที่ตามมา ผู้หญิงที่ข้า ชิงเฉาหยูต้องการ ไม่เคยหลุดพ้นออกออกจากเงื้อมือข้าไปได้ น้องจือ เจ้าจะเป็นผู้หญิงของข้า’

จือฮงซิ่วตอบกลับอย่างไร้อารมณ์ “ชิงชีเก่อคงต้องล้อเล่นแล้ว”

ปากของชงเฉาหยูกระตุกเล็กน้อย ขณะที่ในแววตาของเขามีความขุ่นเคือง

นี้เป็นครั้งแรกที่เขากล่าวคำออกไปมากขนาดนี้ และเขาก็ถูกตัดบทสนทนาด้วยคำเพียงไม่กี่คำ

เขาเป็นหนึ่งใน 10 อัจฉริยะ ตั้งแต่เมื่อใดกันที่เขาต้องมายอมรับการกระเยี่ยงนี้

ขณะนี้เอง ศิษย์หญิงจากนิกายชั้นนอกสองนางก็เดินผ่านมา และเมื่อพวกเธอเห็นชิงเฉาหยู ดวงตาของพวกเธอก็กลายเป็นสดใสและเรียกขานชีเก่อด้วยความเคารพ คำว่าชีเก่อยังถูกเปล่งเสียงออกมาด้วยโทนเจ้าชู้

แม้ว่าชิงเฉาหยูจะไม่ได้รับการคาราวะจากหญิงสาวทั้งสองนางนี้ แต่ความรู้สึกที่มีคนชื่นชมเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เขาแสดงท่าทีออกมาอย่างมาดเท่ ในขณะที่จ้องมองยังจือฮงซิ่ว

จากมุมมองของเขา จือฮงซิ่วต้องเห็นแล้วเขาเขาดังมากแค่ไหน หัวใจของนางขยับมีขยับเขยื่อนบ้าง

ท้ายที่สุดแล้ว ผู้หญิงคนไหนที่ไม่ต้องการให้ผู้ชายของเธอเป็นฮีโร่หรือเป็นอัจฉริยะที่แท้จริง

เขาที่มีโครงกระดูกระดับ 4 ดาว ศักยภาพระดับนี้มีเพียงประมาณ 10 คนเท่านั้นที่สามารถเทียบกับเขาได้นิกายชั้นนอกเช่นนี้

โครงกระดูกของเขาก็เพียงพอแล้ว ที่จะทำให้ศิษย์สตรีของนิกายชั้นนอกส่วนใหญ่คลั่งไคล้เขา

แต่ชิงเฉาหยูก็ต้องผิดหวัง

จือฮงซิ่วยังคงไม่แยแส ราวกับว่าเธอไม่เห็นอะไรเลย

***

เมื่อหลี่ฟู่เฉินมาถึงชั้นสามของห้องอาหาร ท้องฟ้าก็มืดมิดลงไปแล้ว

ตักข้าวมา แล้วหลี่ฟู่เฉินก็เดินไปทั่วห้องเพื่อหาพื้นที่ว่าง

ปิ๊บบบ!

เมื่อเขามองไปทางทิศตะวันออก เขาเห็นจือฮงซิ่วกำลังเผชิญหน้าอยู่กับชิงเฉาหยู

หลี่ฟู่เฉินส่งเสียงฮึดฮัด แต่ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลย

ศิษย์นิกายชั้นนอกมีอายุอยู่ที่ประมาณ 14 หรือ 15 ปี เป็นช่วงที่ความสัมพันธ์เป็นสิ่งที่ดึงดูมากที่สุดสำหรับเยาว์ชน

ขยับออกไปที่ด้านข้าง หลี่ฟู่เฉินเห็นที่นั่ง

“หลี่ฟู่เฉิน”

ทันใดนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงที่ร่าเริงและมีชีวิตชีวา

ไม่ใช่ใครอื่นนอกเสียจากจือฮงซิ่ว

จือฮงซิ่วมีสายตาเชิงขอโทษเช่นเดียวกับความคาดหวัง

เมื่อมองเห็นความหงุดหงิดของชิงเฉาหยู เธอรู้ก็รู้สึกท้อแท้จริงๆ แต่เธอก็ไม่สามารถทำให้อีกฝ่ายอื่นขุ่นเคืองได้

บุคคลเพียงคนเดียวที่สามารถช่วยเธอได้ คงไม่มีใครอื่นอีกแล้วนอกซะจากหลี่ฟู่เฉิน

หลี่ฟู่เฉินซึ่งอยู่ในอันดับที่ 60 ของหอคอยแห่งความลำเค็ญ เขาไม่ได้ด้อยไปกว่าชิงเฉาหยูในแง่ของความสามารถ

แน่นอน ถ้าหลี่ฟู่เฉินไม่เต็มใจรุกรานชิงเฉาหยู เธอก็จะไม่ว่าเขาเช่นกัน

หลังจากทั้งหมดแล้ว ชิงเฉาหยูก็เป็นถึงหนึ่งใน 10 อัจฉริยะของนิกายชั้นนอก ตามปกติแล้วศิษย์ของนิกายชั้นนอกย่อมต้องไม่กล้ายั่วยุเขา

หลี่ฟู่เฉินเดินเข้าไป “จือฮงซิ่ว มันเป็นเวลาสักพักแล้ว”

“หลี่ฟู่เฉิน ข้าขอแนะนำ นี้คือหนึ่งใน 10 อัจฉริยะของนิกายชั้นนอกของเรา ชิงเฉาหยู”

ในตอนท้ายของการแนะนำ จือฮงซิ่วขยับออกไปทางขวาของตัวเอง เพื่อหาพื้นที่ให้หลี่ฟู่เฉิน

ความคิดของหลี่ฟู่เฉินแล่นอย่างรวดเร็ว และเข้าได้ใจว่าทั้งสองไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบนั้น

สาเหตุที่จือฮงซิ่วเรียกเขามา มีแนวโน้มว่าต้องการใช้เขาเป็น ‘เกราะ’

ถ้าเป็นคนอื่น หลี่ฟู่เฉินจะทำอย่างไม่เต็มใจ

แต่เขาก็ค้นพบว่าจือฮงซิ่วเป็นคนที่น่าพึงพอใจ การเป็น ‘เกราะ’ ให้เธอครั้งหนึ่งไม่นับว่าเป็นอะไร

วางถาดอาหารลง หลี่ฟู่เฉินนั่ง

ใบหน้าของชิงเฉาหยูกลายเป็นน่าเกลียด ขณะที่ริมฝีปากของเขากำลังสั่น

ตรงหน้าเขา จือฮงซิ่วอนุญาตให้หลี่ฟู่เฉินนั่งอยู่ข้างเธอ ในขณะที่เขาต้องนั่งอีกฝั่ง เห็นได้ชัดว่ามันหมายถึงอะไร

“จือชีเหม่ย เพื่อนของเจ้าดูเหมือนจะไม่ได้มีฝีมือสักเท่าไหร่ โครงกระดูกสามัณในไม่ช้าก็ต้องถูกผู้อื่นทิ้งห่างไป เขามีชื่อเสียงเพียงก่อนพระอาทิตย์ตกดิน”

หลี่ฟู่เฉินไม่สนใจชิงเฉาหยู เขาหัวเราะในขณะที่พูดคุยกับจือฮงซิ่ว “ดูจากปริมาณของพลังฉี ดูเหมือนว่าเจ้าใกล้เข้าสู้ระดับที่แปดของอาณาจักรพลังฉีแล้ว ยินดีด้วย!”

จือฮงซิ่วรู้สึกมึนงง เธอไม่คิดว่าหลี่ฟู่เฉินจะทำมันด้วยอย่างสุดโต่งเช่นนี้ นี้มันเกินความคาดหมายของเธอไปมาก

แต่ความก้าวร้าวของหลี่ฟู่เฉินที่ไม่ให้ความสนใจกับชิงเฉาหยูนั้นทำให้เธอชื่นชมเขา

จือฮงซิ่วหัวเราะคิดคัก “ข้าจะไปเทียบกับเจ้าได้อย่างไร? มันไม่แม้แต่จะถึงปี และเจ้าก็ได้ทิ้งพวกเราไปไกลแล้ว เจ้าแม้แต่กระทั่งเหนือกว่ากู่เซี่ย ข้าเชื่อว่าทุกคนในเมืองหยุ่นวู่กลายเป็ฯโง่งมกันไปหมดแล้วในตอนนี้”

หลี่ฟู่เฉินไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่ส่ายหัว

ชิงเฉาหยูพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อที่จะระงับความโกรธของตนเองลงไป แต่เขาก็ไม่สามารถทำได้อีกต่อไป

มันน่าแค้นเคืองเกินไปแล้ว!

เสียงโครมครามเกิดขึ้น ชิงเฉาหยูเรียกจือฮงซิ่ว “เจ้า ออกไปเดินกับข้า”

หลี่ฟู่เฉินตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ทุกเรื่องสามารถรอได้กว่าข้าจะว่าง เจ้าไม่เห็นหรือไร ว่าข้ากำลังทานอาหารอยู่?”

ชิงเฉาหยูกระชากเสียงของตนเอง “ข้าจะพูดซ้ำอักครั้ง ไปเดินกับข้า!”

เขาไม่สนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของเขาอีกต่อไป ในโลกนี้ การประพฤติตัวเป็นสิ่งสำคัญ แต่กำปั้นหนึ่งหมัดก็มีน้ำหนักมากกว่า

ตราบใดที่หมัดของเจ้ารุนแรงที่สุด ทุกสิ่งก็จะโคจรรอบตัวเจ้า

ชิงเฉาหยูไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างดีและไม่ดีได้ หลี่ฟูเฉินพร้อมที่จะสอนบทเรียนซึ่งเป็นการนำความอับอายเข้ามาสู่ตนเองให้

“เจ้าเป็นแมลงวันบ้าเลือด? ไม่อดทนเสียเลย”

หลี่ฟู่เฉินวางตะเกียบลงและดวงตาของเขาเยือดเย็นขึ้นเล็กน้อย

“คิคิ ดูเหมือนว่าฉัน ชิงเฉาหยูนั้นใจดีเกินไป เจ้าไม่มีสิทธิ์เลือกใดๆ และจำเป็นต้องตามข้ามา”

ทันใดนั้นเอง ชิงเฉิงหยูก็เหยียดมือขวาไปจับไหล่ของหลี่ฟูเฉิน

ปั๊ก!

ด้วยปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็วของเขา หลี่ฟู่เฉินตบมือขวาของชิงเฉาหยูออกไป

ด้วยรูปลักษณ์ที่ดุร้ายบนใบหน้าเขา ชิงเฉาหยูใช้มือซ้ายจับ และส่งกำปั้นเข้าไปกระแทกหน้าของหลี่ฟู่เฉิน

เพียงแค่ว่ากำปั้นนี้ ถูกจับได้อย่างง่ายดายโดยหลี่ฟู่เฉิน

หลี่ฟูเฉินตั้งใจสอนบทเรียนให้แก่คู่ต่อสู้ของเขา ด้วยแรงกดจากทั้งห้านิ้ว ความดุดัน พลังฉีที่พุ่งพลาน พร้อมกับความแข็งแกร่งทางกายภาพ ถูกเทลงไปในนิ้วมือของเขา

ชิงเฉาหยูตอนแรกยังความไม่สนใจ แต่ไม่นาน ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีเง

มือของหลี่ฟู่เฉินคล้ายกับคีมเหล็ก และมันก็ไม่ได้มีแต่ความแข็งแกร่งเพียงอย่างเดียว มันยังมีเปลวไฟที่เข้มข้นและรุนแรงแฝงไว้อยู่ภายในด้วย

ช๊างง!

เมื่อตอนที่พลังฉีของพวกเขาปะทะกัน โต๊ะอาหารก็กระเด้งขึ้น ส่งผลทำให้ซุปกระเด็นออกไปทั่วทั่งโต๊ะ

แคร็ก! กร๊วบ!

ชิงเฉาหยูเหมือนกับได้ยินเสียงกระดูกของตัวเองร่ำร้อง ความแข็งแกร่งของคู่ต่อสู้เขาน่าขันเกินกว่าจะจัดการ แม้ว่าพลังฉีของหลี่ฟู่เฉินจะไม่ได้ด้อยไปกว่าเขา แต่พลังนั้นก็เติมไปด้วยพลังงานที่ลุกโชติช่วงและร้อนแรง ส่งผลทำให้เขาต้องเจ็บปวด

ด้วยพลังฉีที่ระเบิดออก ชิงเฉาหยูจัดการสลัดมือของหลี่ฟู่เฉินออกไป เขากัดฟันของตัวเอง “หลี่ฟู่เฉิน ได้… ข้าจะไม่โต้เถียงกับเจ้าในวันนี้ แต่มั่นใจได้เลย มันจะมีสักวันที่เจ้าต้องเสียใจ”

จบประโยค เขาก็เหวี่ยงแขนซ้ายและจากไป

ติดตามก่อนใครได้ที่เพจ INdyNovel