0 Views

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร

••••••••••••••••••••

ตอนที่ 345: ข้อตกลง

 

ฉินเลี่ยและคู่ลั่วถกเรื่องฉินชานและเผ่าพันธุ์ใต้พิภพทมิฬเป็นเวลานาน

คู่ลั่วและชาวปีศาจมีเขาพยายามใช้ทรัพยากรอย่างช้า ๆ จนกระทั่งไปถึงภูเขาสมุนไพร

จากนั้นพวกมันจะใช้ค่ายเคลื่อนย้ายพริบตาที่ภูเขาสมุนไพรเพื่อย้ายกลุ่มปีศาจมีเขานี้ไปยังทวีปใต้พิภพ

ที่ก่อนหน้านี้พวกมันไม่กระจายพลังปีศาจใต้พิภพมากเกินไปเพราะคนของพวกมันยังเตรียมการไม่เต็มที่ ยังมีผู้อาวุโสและเด็กที่พวกมันไม่ได้พามาด้วย

ไม่เพียงแค่นั้น แต่พวกมันยังกังวลว่าการตอบสนองของแปดมหาวิหารและสมาพันธ์เทวาลึกลับอาจจะรุนแรงเกินไป ด้วยเหตุนี้พวกมันจึงอยากให้มันค่อยเป็นค่อยไป

ฉินเลี่ยและเผ่าพันธุ์ปีศาจมีเขารีบทำข้อตกลงทันที

กลุ่มของหอกโลหิตสามารถผ่านเส้นทางของปีศาจใต้พิภพและเข้าอาณาจักรใต้พิภพได้ก่อน พวกเขาจะถูกสัตว์ใต้พิภพมีปีกของเผ่าพันธุ์ปีศาจพาเคลื่อนย้ายจากอาณาจักรใต้พิภพไปยังชั้นล่างของสมรภูมิใต้พิภพซึ่งเป็นที่ตั้งของยอดแดนโลหิตเพื่อทำการฝึกฝน

ขณะเดียวกัน ตระกูลหลิงจะกลับไปเมืองยุทธภัณฑ์เพื่อฝึกฝนด้วยการใช้พลังปีศาจใต้พิภพ

ส่วนฉินเลี่ย เขาต้องมุ่งหน้าไปภูเขาสมุนไพรเพื่อช่วยเผ่าพันธุ์ปีศาจมีเขายืนยันว่าค่ายเคลื่อนย้ายพริบตาอยู่ภายในภูเขาสมุนไพรจริงหรือไม่และยังสามารถใช้งานได้อยู่หรือเปล่า

แน่นอนว่าถ้าสมาพันธ์เทวาลึกลับยังกล้าแลกเปลี่ยนกับเผ่าพันธุ์ปีศาจมีเขาอีก คู่ลั่วจะแลกเปลี่ยนเก้ากลีบปทุมเสวียนหยินกับคู่หลู่ทุกเมื่อ

“ท่านหลางเฉีย อาจารย์เฝิง ผู้อาวุโสมั่วไห่ ศิษย์พี่ถัง… ข้าได้เจรจากับชาวปีศาจมีเขาแล้ว พวกมันจะตระเตรียมคนเพื่อส่งพวกท่านไปยอดแดนโลหิตผ่านเส้นทางของปีศาจใต้พิภพเพื่อทำการฝึกฝน” ฉินเลี่ยเดินออกมาจากถ้ำของภูเขาไฟอัคคีแล้วมาถึงพื้นที่ที่ผู้ฝึกยุทธหอกโลหิตรวมตัวกันอยู่

เขาเห็นทันทีว่าหลางเฉีย เฝิงหยง มั่วไห่และคนอื่นกำลังนั่งตัวตรงเพื่อโคจรพลังวิญญาณมาต่อต้านการรุกล้ำของพลังปีศาจใต้พิภพ

หลางเฉีย เฝิงหยงและมั่วไห่เงยหน้ามองเขา ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความเย็นชา

“ฉินเลี่ย ข้าไม่อยากจะเชื่อว่าเจ้าจะทำงานร่วมกับเผ่าพันธุ์ปีศาจ!” เฝิงหยงส่งเสียงหึอย่างเย็นชา

มั่วไห่และถังซือฉีเองก็ถอนหายใจอย่างแผ่วเบา ตัดสินจากสีหน้าของพวกเขาแล้ว พวกเขาก็ผิดหวังในตัวฉินเลี่ย

ก่อนหน้านี้ พวกเขายุ่งกับการหลบหนีจากการไล่ล่าของสมาพันธ์เทวาลึกลับ แปดมหาวิหารและสำนักเหือฮวน พวกเขาไม่มีเวลามาคิดเรื่องอื่น ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้คิดเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วน

ตอนนี้พวกเขาปลอดภัยแล้ว สีหน้าของพวกเขาน่าเกลียดเล็กน้อยหลังจากครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน

มุมมองของพวกเขาต่อเผ่าพันธุ์ปีศาจไม่ได้แตกต่างจากสมาพันธ์เทวาลึกลับและแปดมหาวิหารแม้แต่นิดเดียว พวกเขาเองก็มองเผ่าพันธุ์ปีศาจเป็นแหล่งกำเนิดของสัตว์ชั่วร้ายที่น่าหวาดกลัว

ถึงแม้พวกเขาในตอนนี้จะฝืนก้าวเข้าสู่ดินแดนที่เต็มไปด้วยพลังปีศาจใต้พิภพ ส่วนลึกในใจของพวกเขาก็ไม่อาจยอมรับเผ่าพันธุ์ปีศาจได้

ด้วยเหตุนี้เองพวกเขาจึงต่อต้านฉินเลี่ยที่มีความสัมพันธ์กับเผ่าพันธุ์ปีศาจตามสัญชาตญาณ

“คนเหล่านี้ใช้ชีวิตบนทวีปสายน้ำสีชาดมาโดยตลอดและได้รับอิทธิพลอันหนักอึ้งจากสมาพันธ์เทวาลึกลับและแปดมหาวิหารมามากเกินไป พวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนความคิดได้ในเสี้ยววินาทีหรอก” เสวี้ยลี่ลอยอยู่เหนือศีรษะของหลางเฉียและเฝิงหยงก่อนจะพ่นลมออกจมูก “เจ้าพวกโง่! เมื่อใดที่พวกเจ้าก้าวออกจากทวีปสายน้ำสีชาดแล้วเข้าสู่ทวีปอื่นที่ระดับสูงยิ่งกว่า พวกเจ้าจะได้รู้เองว่าเผ่าพันธุ์ต่างแดนธรรมดานั้นมันเป็นยังไง เมื่อถึงตอนนั้น เมื่อพวกเจ้าเข้าสู่บ้านหรือพื้นที่ฝึกฝนพิเศษ พวกเจ้าจะสังเกตเห็นว่าคนที่พวกเจ้าพบเจอและยืนไหล่ชนไหล่นั้นล้วนเป็นพวกต่างแดน! ถ้าพวกเจ้ายังเลือกที่จะตัดสินคนว่าเผ่าพันธุ์อื่นคือคนนอกและพยายามเอาชนะหรือฆ่าพวกเขาด้วยการจู่โจมเพียงน้อยนิด งั้นเจ้า พวกเจ้าทุกคนจะกลายเป็นคนนอกอย่างแท้จริง!”

เสวี้ยลี่ยอมรับความจริงว่าการที่ฉินเลี่ยมีความสัมพันธ์กับเผ่าพันธุ์ปีศาจมีเขาไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด นี่ก็เพราะทวีปที่เขาเคยใช้ชีวิตอยู่นั้นก็มีเผ่าพันธุ์ต่างแดนมากมาย ความสัมพันธ์ระหว่างกองกำลังขนาดใหญ่และเผ่าพันธุ์ปีศาจจำนวนมากล้วนสนิทสนมเช่นกัน

“บางทีคงเป็นพวกข้าที่มีมุมมองไม่กว้างไกลและถูกจำกัดอยู่บนทวีปสายน้ำสีชาด” เฝิงหยงถอนหายใจอย่างเงียบงัน “แต่ว่า แต่ว่าพวกข้า…”

“เรียนรู้ที่จะยอมรับความจริงอย่างช้า ๆ เรียนรู้ที่จะติดต่อสื่อสารกับเผ่าพันธุ์ต่างแดน นี่คือผลประโยชน์ที่จะตกกับพวกเจ้าในอนาคต” เสวี้ยลี่ครุ่นคิดสักพักแล้วมองมาที่พวกเขาก่อนจะกล่าวอย่างจริงจังว่า “พวกเจ้าเป็นสายเลือดเดียวที่หลงเหลืออยู่ของสำนักอสูรโลหิต ข้าหวังว่าสักวันพวกเจ้าจะก้าวออกจากทวีปสายน้ำสีชาดแล้วพลิกฟื้นสำนักอสูรโลหิตขึ้นมา!”

สัตว์ล่าวิญญาณจำนวนมากบินออกจากด้านหลังภูเขาไฟอัคคีภายใต้คำสั่งของข่าเหมิงที่ตะโกนดังลั่น

สัตว์ล่าวิญญาณเกือบสามสิบตัวออกมาอยู่ข้างกลุ่มของหอกโลหิต ถูกกระตุ้นโดยนักรบปีศาจสามเขาจำนวนมาก

“สัตว์ล่าวิญญาณเหล่านี้จะพาพวกเจ้าไปยอดแดนโลหิตเพื่อทำการฝึกฝน ส่วนข้า ข้าจะพยายามสร้างค่ายเคลื่อนย้ายพริบตาที่โลกภายนอกเพื่อเชื่อมต่อกับยอดแดนโลหิตโดยตรง ในอนาคต พวกเจ้าจะสามารถไปมาระหว่างยอดแดนโลหิตและทวีปสายน้ำสีชาดผ่านค่ายเคลื่อนย้ายพริบตา” ฉินเลี่ยจ้องมองผู้ฝึกยุทธหอกโลหิตแล้วกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ข้าต้องขอโทษด้วยที่ลากหอกโลหิตทุกคนเข้าสู่ความยุ่งเหยิงครั้งนี้ ข้าจะพยายามแก้ไขเรื่องนี้ให้”

หลางเฉียจ้องมองฉินเลี่ยสักพักก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ไปกันเถอะ”

ภายใต้การนำทางของเฝิงหยงและหลางเฉีย ผู้ฝึกยุทธหอกโลหิตและมั่วไห่นั่งบนสัตว์ล่าวิญญาณ ฉับพลันถังซือฉีผู้ยืนกรานที่จะขัดความปรารถนาของสามผู้อาวุโสสูงสุดมองฉินเลี่ยก่อนจะก้าวขึ้นไปบนสัตว์ล่าวิญญาณ

“ศิษย์พี่ถัง โปรดรอสักครู่” ฉับพลันฉินเลี่ยกล่าวขึ้น

ดวงตาของถังซือฉีเป็นประกายเล็กน้อย นางหยุดพร้อมกับความคาดหวังอันเต็มเปี่ยม ด้วยชุดกะโปรงยาวสีแดงกุหลาบที่ดูงดงามถึงขีดสุด นางกลับประหม่าขณะรอการมาถึงของฉินเลี่ย

ฉินเลี่ยหยุดตรงหน้านางแล้วลังเลสักพักก่อนจะหยิบกระดานรวบรวมวิญญาณส่วนหนึ่งออกมาจากแหวนต่างมิติ

ขณะดึงมือถังซือฉีเอาไว้ ฉินเลี่ยนำกระดานรวบรวมวิญญาณวางไว้บนฝ่ามือของนางพลางกล่าวว่า “กระดานรวบรวมวิญญาณเหล่านี้เต็มไปด้วยผังพื้นฐานทั้งสี่ การรวบรวมวิญญาณ การกักเก็บวิญญาณ การขยายและการเพิ่มพละกำลัง ข้าได้กำกับรายละเอียดทั้งหมดเอาไว้แล้ว ข้าหวังว่าพวกมันจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้า”

ผังพื้นฐานโบราณทั้งสี่อย่างการรวบรวมวิญญาณ การกักเก็บวิญญาร การขยายและการเพิ่มพละกำลังล้วนมาจากก้อนผนึกวิญญาณ พวกมันช่วยชะล้างหัวใจของฉินเลี่ยเพื่อป้องกันเขาไม่ให้สูญเสียการควบคุมจนกลับมาเป็นตัวเขาก่อนหน้านี้

ในฐานะผู้สร้าง ถังซือฉีสนใจผังโบราณทั้งสี่นี้มาโดยตลอด แต่นางไม่เคยถามฉินเลี่ย

ตอนนี้ หลังจากครุ่นคิดสักพัก ฉินเลี่ยตัดสินใจที่จะมอบผังโบราณทั้งสี่นี้ให้นางเพื่อที่นางอาจจะฝ่าขีดจำกัดในการหลอมอุปกรณ์ไปได้

“ผังโบราณ!” ฉับพลันมั่วไห่ผู้กำลังปีนขึ้นไปบนสัตว์ล่าวิญญาณสั่นสะท้านแล้วมองมายังทิศทางของพวกเขา

เขาจ้องมองการดานรวบรวมวิญญาณในมือของถังซือฉี

หลังจากผ่านไปสักพัก ในที่สุดมั่วไห่เหมือนกับตระหนักขึ้นมาได้แล้วกล่าวกับฉินเลี่ยว่า “งะ-งั้นกระดานรวบรวมวิญญาณที่เสี่ยจิงเสวียนนำมานั้นก็ไม่ได้ถูกสลักโดยหลีมู่ผู้เป็นเจ้าของร้านหลี เป็นเจ้าที่สร้างพวกมันขึ้นมา”

ฉินเลี่ยยิ้มแทนคำตอบ

ส่วนถังซือฉี นางชักมือออกจากฉินเลี่ยด้วยความเขินอาย บนแก้มของนางเป็นสีแดงระเรื่อ “รักษาตัวเองด้วย ข้า… ข้าจะไปพร้อมกับผู้อาวุโสใหญ่และคนอื่น ข้าจะค้นคว้าผังวิญญาณทั้งสี่เป็นอย่างดีเพื่อไม่ทำให้เจ้าผิดหวัง” นางชำเลืองมองอย่างเย้ายวนมาที่ฉินเลี่ยก่อนจะเดินขึ้นไปบนสัตว์ล่าวิญญาณอย่างองอาจในที่สุด จากนั้นจึงโบกมือลาฉินเลี่ย

ฉินเลี่ยหัวเราะเสียงเบา

สัตว์ล่าวิญญาณที่ยาวหลายเมตรแบกกลุ่มของหอกโลหิตไปยังเส้นทางของปีศาจใต้พิภพ

ฉินเลี่ยรอจนกระทั่งหลางเฉียและคนอื่นหายไปแล้วจึงค่อยหันมามอง เขาสังเกตเห็นหลิงอวี้ฉีผู้ยืนบนหินก้อนใหญ่ที่ยื่นออกมาจากภูเขาไฟอัคคีที่พังทลายในทันที นางกำลังมองเขาด้วยรอยยิ้มกึ่งหนึ่ง

ฉับพลันฉินเลี่ยรู้สึกประหม่าเล็กน้อย

หลิงอวี้ฉีในตอนนี้ไม่ใช่หลิงอวี้ฉีในตอนที่อยู่เมืองหลิงอีกแล้ว ด้วยออร่า วิธีการ พลังหรือปัญญา หลิงอวี้ฉีในตอนนี้ที่โลหิตของเทพปีศาจได้ตื่นขึ้นมากำลังเติบโตอย่างมากมายมหาศาลจนน่าเหลือเชื่อ

วิชาจิตลับของนางที่สามารถมองทะลุจิตใจคนได้ทำให้แม้แต่ฉินเลี่ยยังรู้สึกยากที่จะปรับตัว แรงกดดันกลับหนักอึ้งขึ้นมายามอยู่กับนาง

“ข้าแค่มอบของให้นางเท่านั้น” เขาอธิบายต่อหลิงอวี้ฉีก่อนจะลูบจมูกด้วยสีหน้าเขินอาย

“ไม่จำเป็นต้องอธิบายหรอก” หลิงอวี้ฉียิ้มอ่อนโยนก่อนจะกล่าวอย่างเย็นชาว่า “มีหลายครั้งที่ไม่อาจเข้าใจได้หากไม่สังเกตให้ดี ข้าแค่อยากรู้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่ เหอะ ศิษย์พี่ถังของเจ้าคนนั้น รวมทั้งความรู้สึกของนางที่มีต่อเจ้า… ทำไมเจ้าถึงไม่สังเกตเห็นกันนะ”

ฉินเลี่ยรู้สึกหัวโป่งพองขึ้นมา

“ข้ายังชอบฉินเลี่ยคนเดิมมากกว่า” หลิงอวี้ฉีกล่าวอย่างแผ่วเบา

ฉินเลี่ยยังคงเงียบ

หลังจากผ่านไปสักพัก เขากล่าวด้วยสีหน้าขมขื่นว่า “บางสิ่งที่แปลกประหลาดมากได้เกิดกับข้า ข้า… ข้าไม่รู้จะอธิบายยังไง”

“ช่างเถอะ นี่เป็นความผิดของข้าเช่นกัน ข้าเองก็กำลังเปลี่ยน กำลังเปลี่ยนไปเป็นคนที่แม้แต่ข้าก็ไม่อาจจดจำใครได้อีก” หลิงอวี้ฉีเดินมาจากที่ไกล ๆ ใบหน้างดงามของนางค่อย ๆ กลับคืนมาสงบเงียบและอ่อนโยนเหมือนคนก่อน นางมาอยู่ข้างฉินเลี่ยแล้วกุมมือไว้ก่อนจะยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับฉินเลี่ย

“ที่นี่แหละ” หลิงอวี้ฉีชี้ไปที่ลานที่ถูกระเบิด “เมื่อกว่าครึ่งปีก่อน เป็นที่นี่ที่เสวียนซวนและข้าคิดว่าพวกข้าจะต้องตาย ข้าคิดว่าพวกข้าจะถูกฆ่าโดยผู้ฝึกยุทธหอกโลหิต เป็นเจ้าที่เสียสละตัวตนเพื่อปกป้องเสวียนซวนและข้า แม้กระทั่งก่อนหน้านั้นตอนอยู่เมืองหลิง มีหลายครั้งที่เจ้าช่วยตระกูลหลิงจากแผนการของตู่ไฮ่เถียน ที่เมืองหินน้ำแข็ง เจ้าทรยศหอเมฆดาราเพื่อช่วยพวกข้าฆ่าตู่ไฮ่เถียนและทุกคนในตระกูลของมัน ยังมีอีกหลายเรื่องราวเลยล่ะ”

“ความจริง ตระกูลหลิงและข้าติดหนี้เจ้ามากเกินไป… มากถึงขั้นที่ข้ารู้สึกว่าสามารถถูกเจ้าทรมานด้วยราคะทั้งหมดของเจ้าได้”

หลังจากทิ้งช่วงไปสักพัก หลิงอวี้ฉีมองเขาอย่างอ่อนโยนก่อนจะกล่าวอย่างเงียบงันว่า “มีเรื่องอะไรบ้างที่เจ้าและข้าไม่สามารถพูดคุยกันได้?”

“ครั้งสุดท้ายที่สำนักยุทธภัณฑ์ ข้าผสานวิญญาณช่วงก่อนอายุสิบขวบได้ เรื่องนี้ฟังดูแล้วบ้าบอคอแตกและยากที่จะทำความเข้าใจได้ แต่มันก็เกิดขึ้นไปแล้ว” คิ้วของฉินเลี่ยขมวดกันแน่นขณะพยายามอธิบายปัญหาของเขาให้ฟังทีละน้อย

“ทำไมเจ้าช่วงก่อนอายุสิบขวบถึงได้ชั่วร้ายและน่าหวาดกลัวนัก? ก่อนจะอายุสิบขวบเจ้าไม่ใช่เป็นเด็กหรอกหรือ?” หลังจากฟังคำอธิบายของเขา หลิงอวี้ฉีถามด้วยความตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง

ฉินเลี่ยยิ้มขมขื่น

“ข้ามองเจ้าผิดไป” หลังจากผ่านไปสักพัก หลิงอวี้ฉีคิดหาทางอย่างช้า ๆ ก่อนจะยิ้มอ่อนโยนให้ฉินเลี่ยแล้วกล่าวว่า “ไม่เป็นไร บางทีข้าอาจจะสามารถช่วยหาตัวตนที่แท้จริงของเจ้าได้”

 

••••••••••••••••••••

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร