0 Views

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร

••••••••••••••••••••

ตอนที่ 342: พวกท่านจำสิ่งนี้ได้หรือไม่?

 

สสารหลากสีสันหนาแน่นปกคลุมบึงพิษ

หอกโลหิตและคนของตระกูลหลิงกำลังหลบหนีไปยังเมืองยุทธภัณฑ์เก่าด้วยทุกสิ่งที่พวกเขามี เสียงร้องโหยหวนของนกวิญญาณสามารถได้ยินเป็นครั้งคราวในหมู่เมฆด้านบน

เป็นเวลามากกว่าครึ่งปี เฝิงหยงและผู้ฝึกยุทธหอกโลหิตได้บุกเบิกดินแดนของตนเองที่บึงพิษ ดังนั้นพวกเขาจึงคุ้นชินกับภูมิประเทศ ด้วยการนำทางของพวกเขาและยาถอนพิษของมั่วไห่ ไม่มีใครตกลงไปในบึงหรือถูกดึงดูดโดยสสารพิษตลอดทาง

“ระวังท้องฟ้าเอาไว้ ดูท่าจะมีวิหคกระดูกสีทองของแปดมหาวิหารอยู่ นั่นเป็นพาหนะของทูตคลุมขาว”

เฝิงหยงมองแสงกระแสสายฟ้าสีทองที่ฉายเหนือศีรษะก่อนจะหายไป สีหน้าของนางเคร่งขรึมขณะเตือนคนของตระกูลหลิงให้ระวัง

เดิมทีทูตคลุมขาวจากแปดมหาวิหารมีพลังระดับบรรลุ จำนวนของพวกเขามีมากมาย พวกเขาสามารถสอดส่องมองหาหอกโลหิตและคนของตระกูลหลิงได้อย่างใกล้ชิดขณะขี่วิหคกระดูกสีทอง สัตว์วิญญาณระดับที่สามเพื่อหยิบยืมความเร็วของพวกมันมาใช้ได้

ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่ได้เร่งรีบ

ทูตคลุมขาวกำลังรอกำลังเสริม เพื่อให้ยอดฝีมือสมาพันธ์เทวาลึกลับไล่ตามทัน รวมถึงเพื่อให้หอกโลหิตและคนของตระกูลหลิงไปถึงพื้นที่กว้างขวางก่อนค่อยลงมือสังหาร

หอกโลหิตและคนของตระกูลหลิงผ่านบึงมากมาย ในที่สุดพวกเขาเข้าใกล้สถานที่ที่สำนักยุทธภัณฑ์ใหม่ตั้งอยู่

เดิมทีสถานที่นั่นถูกพัฒนาโดยหอกโลหิตและผู้ฝึกยุทธสำนักยุทธภัณฑ์ บึงถูกเผากลายเป็นดินแดนแห้งด้วยเปลวเพลิงร้อนแรงและสสารพิษบนท้องฟ้าเองก็หายไป

ในพื้นที่นี้ ไม่เพียงแค่วิหคกระดูกสีทองมีระยะการมองเห็นกว้างไกลเท่านั้น มันยังไม่กังวลเรื่องการกัดกร่อนของสสารพิษ ทำให้สามารถบินผ่านพื้นที่นี้ได้อย่างอิสระ

ฉะนั้นในที่สุด พวกเขาก็ลงมือ

วิหคสีทองสุกใสตัวใหญ่แปลกประหลาดสิบกว่าตัวโฉบลงมาจากท้องฟ้าด้วยกรงเล็บเหมือนตะขอขนาดยักษ์

พวกมันกำลังจะฉีกกระชากผู้ฝึกยุทธของตระกูลหลิงและหอกโลหิตให้กลายเป็นชิ้น ๆ!

“เจ้ารนหาที่ตายแท้ ๆ!”

เฝิงหยงยิ้มเย็นชา เมื่อเห็นวิหคกระดูกสีทองพุ่งตรงเข้ามา นางชูมือขึ้นแล้วขว้างบอลโลหะสามลูกที่ห่อหุ้มด้วยอสนีออกไป

“จงระเบิด!”

“ตูม! ตูม! ตูม!”

ฉับพลันระเบิดสังหารลึกลับสามลูกถูกจุดชนวน กระแสสายฟ้าคล้ายนาคาเริงระบำอย่างบ้าคลั่ง อสนีบาตคำรามดังก้อง พลังป่าเถื่อนที่เกิดจากคลื่นกระแทกรุนแรงจนท้องฟ้าเหมือนไม่อาจหลีกเลี่ยงการถล่มลงมาได้

วิหคกระดูกสีทองที่โฉบลงมาและทูตคลุมขาวแปดมหาวิหารตอบสนองไม่ทันจนถูกผลกระทบของการระเบิดถาโถมเข้าใส่

“ระเบิดสังหารลึกลับ!”

หลิงเสวียนซวนเงยหน้ามองบนท้องฟ้าขณะที่แสงสว่างแปลกประหลาดฉายผ่านลูกตาสีม่วงของนาง นางอดที่จะร้องออกมาไม่ได้

“ขอบคุณสวรรค์ ฉินเลี่ยนำระเบิดสังหารลึกลับมาให้หอกโลหิต อาวุธเช่นนี้สามารถเอาชนะทุกสรรพสิ่งได้ หากไม่ใช่ยอดฝีมือที่มีพลังระดับสำนึกมาเอง พวกเราย่อมไม่แพ้พ่ายตราบที่ยังมีระเบิดสังหารลึกลับ!” เฝิงหยงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกอยู่ภายใน

หลังจากระเบิดสังหารลึกลับสามลูกถูกจุดชนวน ทูตคลุมขาวของแปดมหาวิหารและวิหคกระดูกสีทองของพวกมันบนท้องฟ้าล้วนระเบิดจนโลหิตสาดกระเซ็น

พวกมันล้วนแปรเปลี่ยนเป็นเนื้อสีดำตอตะโกก่อนจะตกลงมาจากท้องฟ้าด้วยสภาพน่าเวทนา หลังจากพวกมันตกลงสู่พื้นดินแล้ว พวกมันกล้ามเนื้อกระตุกสักพัก เห็นได้ชัดว่าครึ่งตายมากกว่าครึ่งเป็น

“เสียงอะไรน่ะ?”

“แรงระเบิดทรงพลังอะไรอย่างนี้!”

“มันเกิดอะไรขึ้น?”

ภายในสำนักยุทธภัณฑ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ สมาชิกสำนักยุทธภัณฑ์จำนวนมากกล่าวอย่างตกตะลึงก่อนจะวิ่งออกมา พวกเขามองไปยังทิศทางที่เกิดระเบิด

“ระเบิดสังหารลึกลับ! เสียงระเบิดของระเบิดสังหารลึกลับ!” คนจำนวนมากล้วนลงมาด้วยความแตกตื่น

“หอกโลหิต! เป็นหอกโลหิต!”

“หัวหน้าสำนักถังก็อยู่ด้วย!”

“ผู้อาวุโสมั่วไห่!”

สมาชิกของสำนักยุทธภัณฑ์จำนวนมากวิ่งออกมา ทันทีที่พวกเขาเห็นเฝิงหยง ถังซือฉีและมั่วไห่ สีหน้าตกตะลึงล้วนเผยให้เห็นบนใบหน้า

“ซือฉี!” เหลียนโหยวควบคุมตนเองไม่ได้ก่อนจะกรีดร้องออกมา “เจ้าคิดจะทำอะไร? เจ้าจะไปไหน?”

นางเห็นว่าถังซือฉีและผู้ฝึกยุทธหอกโลหิตไม่ได้มุ่งหน้ามาสำนักยุทธภัณฑ์ แต่มุ่งหน้าไปภูเขาไฟอัคคีเก่า

อีกทั้ง นางยังเห็นความจนใจและความขมขื่นอยู่ลึกเข้าไปในดวงตาของถังซือฉี

นางไม่รู้ว่าลึกเข้าไปในบึงพิษ กองกำลังระดับทองแดงสามกลุ่ม สมาพันธ์เทวาลึกลับ แปดมหาวิหารและสำนักเหือฮวนล้วนตัดสินใจที่จะกำจัดหอกโลหิตและตระกูลหลิงแล้ว

“พี่เหลียนโหยว ในอนาคต… รักษาตัวเองด้วย” ถังซือฉีถอนหายใจแผ่วเบา นางเผยรอยยิ้มขมขื่นหลังจากฟังเหลียนโหยวร้องออกมาก่อนจะไม่อธิบายให้กระจ่าง

“อาจารย์เฝิง! เกิดอะไรขึ้น?” ผู้อาวุโสสำนักนอกตะโกน

“ตั้งแต่นี้ไป หอกโลหิตตัดขาดทุกสิ่งกับสำนักยุทธภัณฑ์” เฝิงหยงหันมา นางมองสำนักใหม่และใบหน้าอันคุ้นเคยก่อนจะกล่าวว่า “รักษาตนเองด้วย ทุกคน!”

“ไปกันเถอะ” มั่วไห่ถอนหายใจแผ่วเบาก่อนจะกล่าวกับผู้คนที่ออกมาจากสำนักว่ “ทุกคน โปรดค้นหาชะตาของตนเอง ถ้าพวกเจ้าสามารถไปจากสำนักยุทธภัณฑ์ก็จงอย่ารั้งอยู่ที่นี่นาน สำนักยุทธภัณฑ์ในตอนนี้มัวหมองเพราะสำนักเหือฮวนแล้ว ถ้าพวกเจ้าไม่อยากคบหากับสิ่งชั่วร้าย ได้โปรดไปซะแล้วค้นหาโชคชะตาของตนเอง”

เมื่อทิ้งคำพูดเหล่านี้แล้ว มั่วไห่ เฝิงหยงและถังซือฉีก็มุ่งหน้าสู่ภูเขาไฟอัคคีอย่างไม่ลังเล

พวกเขาทิ้งสมาชิกสำนักยุทธภัณฑ์ผู้วิ่งออกมาอย่างเปิดเผยก่อนจะยืนอยู่ตรงนั้น สมาชิกเหล่านั้นล้วนเหวอและขมวดคิ้ว

เกิดอะไรขึ้นจนถึงขั้นทำให้หอกโลหิตทรยศสำนักยุทธภัณฑ์และยังทำให้ผู้อาวุโสมั่วไห่และหัวหน้าสำนักถังตัดสินใจจากไปกันแน่?

พวกเขาไม่เข้าใจ

เพียงไม่นานหลังจากเฝิงหยง มั่วไห่และคนอื่นจากไป หลางเฉียและหลิงอวี้ฉีเองก็ผ่านมายังพื้นที่นี้

“ท่านหลางเฉีย!” ฝูงชนร้องด้วยความประหลาดใจอีกครั้ง

หลางเฉียเงียบไปสักพัก เขาหันมาจ้องมองสำนักยุทธภัณฑ์ใหม่ก่อนจะถอนหายใจอย่างเงียบงันออกมาแล้วหันหน้าจากไปเช่นกัน

เขาไม่แม้แต่จะทิ้งคำพูดเอาไว้

นี่ทำให้สมาชิกสำนักยุทธภัณฑ์จำนวนมากวิตกกังวลและเป็นห่วงมากยิ่งขึ้น

พวกเขาล้วนประสบกับความรู้สึกที่ถูกทิ้ง…

หนึ่งชั่วโมงผ่านไปหลังจากหลางเฉียและหลิงอวี้ฉีจากไป ร่างของฉินเลี่ยเองก็ปรากฏในพื้นที่นั้น มันคือเส้นทางที่ต้องเหยียบย่างผ่านเพื่อไปถึงภูเขาไฟอัคคีจากบึงพิษ

“ฉินเลี่ย!”

“หะ-หัวหน้าสำนักฉิน!”

“ฉินเลี่ยคนทรยศ!”

หลังจากร่างของเขาปรากฏขึ้น สมาชิกสำนักยุทธภัณฑ์จำนวนมากร้องขึ้นอีกครั้ง

หลังจากสำนักยุทธภัณฑ์รอดจากการผนึกกำลังโจมตีของห้ากองกำลัง สมาชิกผู้เห็นฉินเลี่ยทำเพื่อสำนักล้วนเรียกฉินเลี่ยไม่ก็หัวหน้าสำนักฉิน

คนที่เดินทางกลับมาสำนักยุทธภัณฑ์จากด้านนอกล้วนเป็นสหายของยิงซิ่งหยัน พวกเขาล้วนเห็นสามผู้อาวุโสสูงสุดเป็นรากฐานของสำนักยุทธภัณฑ์ ดังนั้น พวกเขาจึงคิดว่าฉินเลี่ยเป็นคนทรยศ

ฝีเท้าของฉินเลี่ยเองก็หยุดลง

เขารู้ว่าคู่ลั่วมุ่งหน้าไปก่อนแล้ว เขาเองยังรู้ว่าหลางเฉียและหลิงอวี้ฉีอาจจะตามทันกลุ่มหอกโลหิตแล้ว

ด้วยนัยน์ตาเยือกแข็งในมือ เขาไม่กังวลว่าจะถูกสังหารโดยผู้ฝึกยุทธแปดมหาวิหารหรือสำนักเหือฮวน ดังนั้น เขาครุ่นคิดสักพักหลังจากหยุดฝีเท้าก่อนจะกล่าวกับคนที่วิ่งออกมาจากสำนักว่า “สามผู้อาวุโสสูงสุดนามลัวเจ้อชัง ฝางฉีและเจี่ยงห้าวล้วนเดินตามรอยยิงซิ่งหยันด้วยการถูกสังหารด้วยมือของข้า!”

ทันทีที่เขากล่าวเช่นนี้ สมาชิกสำนักยุทธภัณฑ์ทุกคนมีใบหน้าตกตะลึงก่อนจะจ้องมองเขาด้วยความหวาดกลัว

“ฉินเลี่ย! เจ้า—!” ถงจี้ขวาร้องออกมา

เหลียนโหยวเองก็ตกตะลึงกับคำพูดดังกล่าว

“ครั้งหนึ่งข้าทำทุกสิ่งด้วยพลังของข้าเพื่อปกป้องสำนักยุทธภัณฑ์ ข้าพยายามอย่างหนักเพื่อให้สำนักยุทธภัณฑ์ขึ้นสู่จุดสูงสุด ข้าอยากทำทุกสิ่งเท่าที่จะทำได้เพื่อสำนักยุทธภัณฑ์” เมื่อมองถงจี้ขวา เหลียนโหยวและใบหน้าคุ้นเคยจำนวนมาก ฉินเลี่ยมีหน้าหนักอึ้งแล้วกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “แต่ว่า สำนักยุทธภัณฑ์ที่ถูกชี้นำโดนยิงซิ่งหยันและสามผู้อาวุโสสูงสุดแตกต่างจากสำนักยุทธภัณฑ์ที่ข้าจินตนาการเอาไว้ เพื่อผลประโยชน์ของสำนัก พวกเขาจะเสียสละทุกสิ่งและสมาชิกทุกคนของสำนัก ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังสมรู้ร่วมคิดกับสำนักเหือฮวน พวกเขามองไม่เห็นแล้วว่าอะไรคือสิ่งสำคัญ”

สมาชิกสำนักยุทธภัณฑ์จำนวนมากล้วนเงียบงัน

ถงจี้ขวาและเหลียนโหยวขมวดคิ้วเล็กน้อย ตอนนี้มีใบหน้าหม่นหมอง

“ข้าสูญเสียความมั่นใจในสำนักที่เย็นชาและไร้หัวใจจนไม่เหลือร่องรอยของความเป็นมนุษย์ไปจนหมดสิ้นแล้ว” ฉินเลี่ยสูดลมหายใจเข้าไปก่อนจะกล่าวต่ออย่างเฉยชาว่า “ขอให้ค้นพบโชคชะตาของตนเอง ทุกคน”

“ฉินเลี่ย ซือฉีและผู้อาวุโสมั่วไห่ไปไหน?” เหลียนโหยวถามด้วยความกังวล

สีหน้าขมขื่นปรากฏในดวงตาของฉินเลี่ยขณะส่ายหน้าแล้วลก่าวว่า “อีกไม่นานเจ้าก็จะรู้ ศิษย์พี่เหลียนโหยว ข้าแนะนำว่าเจ้า… ไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดจะดีกว่า ไปตามหาหยี่ยวน เขายังรอคอยเจ้าอยู่เสมอ ไปเถอะ”

“ผู้อาวุโสถง โปรดดูแลตนเองด้วย” จากนั้นเขาหันมาสบตากับถงจี้ขวาอีกครั้งก่อนจะหันหลังแล้วจากไป

เพราะการตระเตรียมของหลางเฉีย คังจื้ออ้วนกลมและหานฉิงรุ่ยจึงไปอยู่ที่หออสูรทมิฬสักพักจนไปเข้าร่วมกับถูเสือและจัวเฉียนหลังจากฉินเลี่ยสังหารยิงซิ่งหยันแล้ว

นั่นยังเป็นเหตุผลที่ทำไมไม่มีใครในสำนักยุทธภัณฑ์ที่ฉินเลี่ยฝืนใจจะพาร่วมทางไปด้วย

ถงจี้ขวาและเหลียนโหยวมองเขาจากไป สีหน้าของพวกเขาทั้งสองแปลกประหลาดเล็กน้อย

พวกเขากำลังลังเลว่าควรจะไปจากที่นี่ดีหรือไม่ หลังจากได้ยินคำพูดของฉินเลี่ย พวกเขาเหมือนกับตัดสินใจได้ในที่สุด

พวกเขาเองก็เตรียมพร้อมที่จะไปจากสำนักยุทธภัณฑ์

เวลาผ่านไปเนิ่นนาน

ฉินเลี่ยมาถึงดินแดนที่ปกคลุมไปด้วยพลังปีศาจใต้พิภพ สุดขอบพื้นที่ที่ครอบครองโดยเผ่าพันธุ์ปีศาจมีเขา เขาพบว่าคนของตระกูลหลิงและหอกโลหิตกำลังรออยู่ด้านนอก

ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังลังเลที่จะก้าวเข้าสู่ดินแดนที่ปนเปื้อนไปด้วยพลังปีศาจใต้พิภพ

“ถ้าพวกเราก้าวเข้าไป พวกเราจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเผ่าพันธุ์ปีศาจอย่างแท้จริง ไม่อาจลบล้างความผิดจากร่างกายของพวกเราได้” เฝิงหยงลังเล

“ข้าขอโทษ เป็นความผิดของข้าเองที่ทำให้หอกโลหิตต้องมาพบเจอกับหายนะโหดร้ายเช่นนี้” หลังจากฉินเลี่ยมาถึง เขามองหลางเฉีย เฝิงหยงและผู้ฝึกยุทธหอกโลหิตคนอื่นด้วยสีหน้าเสียใจ เขากล่าวว่า “ไม่ต้องห่วง ข้าจะแก้ไขเรื่องนี้ให้ สถานการณ์ของทวีปสายน้ำสีชาดจะไม่เหมือนเดิมไปตลอดกาล”

“แก้ไข? เจ้าจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร?” เฝิงหยงยิ้มขมขื่น

“แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องแย่อะไรที่พวกเจ้าจะก้าวเดินเช่นนี้” เสวี้ยลี่ก่อตัวเป็นเงาโลหิตอีกครั้งแล้วมองหลางเฉียและเฝิงหยง เขาหัวเราะเสียงเบาน่าขนลุก “ด้วยการติดต่อกับเผ่าพันธุ์ปีศาจมีเขา เจ้าที่ฝึกฝนวิชาวิญญาณโลหิตย่อมสามารถเข้าสู่ยอดแดนโลหิตเพื่อทำการฝึกฝนได้ เพื่อการฝึกฝนของพวกเจ้าแล้ว ไม่มีดินแดนใดที่มีค่าไปกว่ายอดแดนโลหิตอีก! เดิมทีข้าก็กังวล ต่อให้ข้าสร้างค่ายเคลื่อนย้ายพริบตา แต่ข้าจะให้พวกเจ้าฝึกฝนที่ยอดแดนโลหิตภายใต้สายตาเฝ้ามองของเผ่าพันธุ์ปีศาจมีเขาได้อย่างไร? ตอนนี้ข้าเชื่อแล้วว่าไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วงอีก”

เขามองหลิงอวี้ฉี จากนั้นมองฉินเลี่ยก่อนจะหัวเราะเสียงเบาแปลกประหลาด “ในที่สุดข้าก็เข้าใจ”

“เข้าใจเรื่องอะไร?” ฉินเลี่ยประหลาดใจ

“สมาพันธ์เทวาลึกลับและแปดมหาวิหารไม่ได้มอบความอยุติธรรมให้กับเจ้า เห็นได้ชัดว่าเจ้าข้องเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์ปีศาจ! ย้อนกลับไปตอนที่เจ้ากำลังหลบหนีจากสมรภูมิใต้พิภพ ข้าสงสัยว่าหญิงสาวจากตระกูลซ่งลอบสมคบคิดกับเผ่าพันธุ์ปีศาจมีเขามาโดยตลอด ด้วยเหตุนี้พวกเจ้าทั้งสองจึงสามารถออกมาได้อย่างปลอดภัยแม้จะอยู่ใต้จมูกของพวกมันก็ตาม” เสวี้ยลี่ส่ายหน้าแล้วหัวเราะเสียงเบาแปลกประหลาด “ถึงอย่างนั้นข้ากลับคิดผิด เป็นเจ้า! เป็นเพราะเจ้าที่ทำให้เผ่าพันธุ์ปีศาจมีเขายอมปล่อยพวกเจ้าไป!”

“ฉินเลี่ย เจ้า… เจ้าและเผ่าพันธุ์ปีศาจมีเขาเกี่ยวข้องกันงั้นเหรอ?” หลิงเฉิงจื้อประหลาดใจ

สีหน้าของหลางเฉียและเฝิงหยงเองก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย

ฉินเลี่ยเงียบ

เป็นเวลานาน เขามองคู่ลั่วและนักรบหกเขานามข่าเหมิงและตัวลัวที่กำลังวิ่งมาจากที่ไกล ๆ เขากล่าวกับหลิงอวี้ฉีว่า “อวี้ฉี โปรดส่งรูปแกะสลักไม้ของคุณตามาให้ข้าด้วย”

หลิงอวี้ฉีส่งรูปแกะสลักไม้มาให้เขา

ขณะถือรูปแกะสลักไม้ ฉินเลี่ยกล่าวกับคู่ลั่ว ตัวลัวและข่าเหมิงเป็นภาษาของอาณาจักรใต้พิภพว่า “พวกท่านจำสิ่งนี้ได้หรือไม่?”

ด้วยการชี้นำของคู่ลั่ว ตัวลัวและข่าเหมิง สมาชิกสี่เขาและห้าเขาของเผ่าพันธุ์ปีศาจมีเขาที่มาถึงล้วนจับจ้องรูปแกะสลักไม้ก่อนจะคุกเข่าลงข้างหนึ่ง

เสวี้ยลี่ หลางเฉีย เฝิงหยงและคนอื่น ๆ ทุกคนมองอย่างตกตะลึงไปถึงภายใน

……

••••••••••••••••••••

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร