0 Views

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร

••••••••••••••••••••

ตอนที่ 305: ความเย่อหยิ่งอันป่าเถื่อน!

 

“ฉินเลี่ย! เจ้า!”

เมื่อเฝิงหยงเคลื่อนตัวมาอยู่ด้านข้างฉินเลี่ย ศีรษะของยิงซิ่งหยันก็ระเบิดแล้ว ใบหน้าของสามผู้อาวุโสสูงสุดเปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิตสด ๆ พวกเขายืนนิ่งไม่ไปไหนด้วยความกลัวเกรงที่ไม่อาจขยับได้แม้แต่กล้ามเนื้อ

สีหน้าของหลางเฉียหนักอึ้งขณะเดินตามเฝิงหยงมา แต่เขาพบว่าตนนั้นมาช้าเกินไป

ยิงซิ่งหยันถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมโดยฉินเลี่ยต่อหน้าสาธารณชนในที่แห่งนี้ การกระทำอันโหดเหี้ยมเช่นนี้ทำให้สำนักยุทธภัณฑ์ทุกคนตกตะลึง

แม้กระทั่งผู้ฝึกยุทธหอกโลหิตที่เลียโลหิตบนดาบมาทั้งชีวิตก็ยังเผยดวงตาเบิกกว้างโดยสมบูรณ์ มันเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับความเป็นจริงตรงหน้านี้ได้

“หลางเฉีย! เฝิงหยง! พวกเจ้ายังจะมัวยืนเฉยอยู่อีกเหรอ?!”

ฉับพลันลัวเจ้อชังกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง เขาชี้นิ้วไปที่ฉินเลี่ยพลางถอยหลังด้วยความแตกตื่น เขาตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดขณะเผยความโหดเหี้ยมที่มีอยู่ในใจอันน้อยนิดออกมา “ฆ่าอมนุษย์โหดเหี้ยมตนนี้ได้แล้ว!”

เจี่ยงห้าวและฝางฉีเองก็ถอยหลังอย่างพร้อมเพรียง ไม่มีใครกล้าปัดเช็ดโลหิตบนใบหน้า พวกเขาแค่อยากอยู่ให้ห่างจากฉินเลี่ยให้มากที่สุด พวกเขาไม่อยากเห็นคนบ้าเช่นนี้อีก

ฉับพลันพวกเขารู้สึกเย็นเยือกไปทั่ว ราวกับพื้นที่ที่ฉินเลี่ยอยู่ถูกปกคลุมไปด้วยจิตสังหารและรสชาติของโลหิต

“หืม?”

ฉับพลันหลางเฉียหันมา แสงสว่างโลหิตในดวงตาของเขาเจิดจ้าขึ้น

ฉินเลี่ยเองก็รู้สึกถึงบางสิ่งก่อนจะหันไปมองที่ที่ฟั่นเอ้อร์ถูกกดทับ

ขณะที่เศษซากกำลังตกตะกอน งูหลามที่เหมือนมีชีวิตยังโอบรัดรอบฟั่นเอ้อร์แน่นขึ้นอย่างช้า ๆ …

เสียงแตกร้าวจากก่อนหน้านี้ไม่ใช่เสียงจากงูหลามที่กำลังกลืนกินฟั่นเอ้อร์ แต่มันมาจากงูหลามที่กำลังหักกระดูกทุกท่อนในร่างกายของเขา ฉินเลี่ยอยากให้ฟั่นเอ้อร์มีชีวิตเพื่อที่เขาจะได้สนุกกับความเจ็บปวดที่ยากจะลืมเลือนอย่างช้า ๆ

แต่ว่า เพียงระยะเวลาสั้น ๆ ชายแก่สงบเสงี่ยมกับปรากฏตัวขึ้นอยู่ข้างฟั่นเอ้อร์

ชายแก่คนนี้ผิวขาว หน้าอกเปลือยเปล่า จ้ำม่ำเล็กน้อยและศีรษะล้าน มีดอกบัวเจิดจ้าดอกใหญ่เบ่งบานอยู่บนศีรษะล้านของเขา

ดอกบัวงดงามมีเสน่ห์เบ่งบานจนทำให้ร่างเตี้ยจ้ำม่ำของชายแก่ดูราวกับไม่ใช่มนุษย์

ฟั่นเอ้อร์อยู่ในห้วงลมหายใจสุดท้ายแล้ว เมื่อเขาเห็นชายแก่ ดวงตาของเขาเป็นประกายขณะส่งเสียงครางไม่ได้สติออกมาราวกับกำลังขอร้องให้ช่วย

ชายแก่พ่นลมออกจมูกก่อนจะทำท่าเคลื่อนไหวในอากาศเพื่อคว้าฟั่นเอ้อร์ขึ้นมา ลำแสงปีศาจห้าสายพุ่งเข้าใส่งูหลามที่โอบรัดร่างกายของฟั่นเอ้อร์ทันทีราวกับดาบแหลมคม

งูหลามที่ฉินเลี่ยสร้างด้วยวิชาวิญญาณทั้งสี่และมีพื้นฐานในการสร้างมาจากนาคาสายฟ้าขนาดยักษ์แตกออกเป็นเสี่ยงภายใต้พลังสลายของลำแสงปีศาจห้าสาย

“ตูม ตูม ตูม! ป๊อก ป๊อก ป๊อก!”

งูหลามจางหายไปอย่างช้า ๆ มันหายไปด้วยการโจมตีของลำแสงวิญญาณ

กระดูกทุกท่อนในร่างกายของฟั่นเอ้อร์หักเพราะงูหลาม อวัยวะภายในทุกส่วนของเขาล้วนมีโลหิตไหลหลั่ง เขาเหมือนกับกองเนื้อเลอะเลือนที่อยู่ใต้เท้าของชายแก่

ถึงแม้เขาจะยังมีชีวิต แต่เขาก็แทบเหมือนคนพิการแล้ว

ชายแก่ขมวดคิ้วให้ฟั่นเอ้อร์ ร่องรอยของความผิดหวังอย่างเห็นได้ชัดเผยในดวงตาของเขา หลังจากเงียบไปสักพัก เขาเงยหน้าขึ้นและมองฉินเลี่ยกับหลางเฉียก่อนจะกล่าวด้วยท่าทีสงบว่า “ฟั่นเอ้อร์และฉินเลี่ยสู้กันอย่างยุติธรรม ต่อให้ฟั่นเอ้อร์จะมีสภาพน่าอนาถเช่นนี้ แต่สำนักเหือฮวนก็น้อมรับผลครั้งนี้โดยไม่มีข้อโต้แย้ง”

หลางเฉียพยักหน้าเล็กน้อย

หลางเฉียรู้อยู่แล้วว่าชายแก่คนนี้อยู่ในสำนักยุทธภัณฑ์ ก่อนที่สำนักจะเป็นสักขีพยานในการต่อสู้ เขาได้อยู่ด้านหลังพักหนึ่งเพื่อคอยดูว่าชายแก่จะมีท่าทีใดหรือไม่

แต่เขาไม่ออกมา

เมื่อฉินเลี่ยและฟั่นเอ้อร์กำลังต่อสู้กันอยู่นั้น เพราะฟั่นเอ้อร์ได้เปรียบมาโดยตลอดและชายแก่ก็มั่นใจในความสามารถของฟั่นเอ้อร์มาก ชายแก่จึงอยู่ด้านหลังหอประชุมของสำนักยุทธภัณฑ์มาโดยตลอด

จนกระทั่งฟั่นเอ้อร์พ่ายแพ้อย่างอนาถ สิ่งนั้นทำให้เขาตื่นตัวจนปรากฏตัวในที่สุด

“ข้าจะไม่รักษาบาดแผลของฟั่นเอ้อร์ พวกมันคือผลลัพธ์ที่ต้องแบกรับเอาไว้” ชายแก่มองหลางเฉีย “แต่ว่า ฉินเลี่ยจะต้องถูกจับฐานสังหารหัวหน้าสำนักของสำนักยุทธภัณฑ์นามยิงซิ่งหยัน ข้าได้รับคำสั่งจากท่านผู้อาวุโสให้มารักษาความสงบสุขของสำนักยุทธภัณฑ์จนกว่าจะถึงเวลา ดังนั้น ข้าไม่สามารถทำเป็นมองไม่เห็นเรื่องนี้ได้!”

ฉับพลันดวงตาสงบของเขาแปรเปลี่ยนเป็นดาบแหลมคมที่ทิ่มแทงเข้าใส่ร่างกายของฉินเลี่ย ออร่ารุนแรงในดวงตาของเขาเผยออกมา

“เขาเป็นใคร?”

“คนคนนั้นเป็นใคร?”

“มีคนแบบนี้อยู่ในสำนักยุทธภัณฑ์ตั้งแต่เมื่อไหร่?”

ฉับพลันฝูงชนกระซิบกระซาบกัน

เห็นได้ชัดว่าน้อยคนจะรู้ว่าคนคนนี้อยู่ในสำนักยุทธภัณฑ์

“อู๋ซินที่ความเคารพ! โปรดฆ่าคนทรยศนามฉินเลี่ยด้วย!” ฉับพลันลัวเจ้อชังตะโกนขึ้นมา

เจี่ยงห้าวและฝางฉีเองก็กรีดร้องต่อผู้ที่ได้รับความเคารพของสำนักเหือฮวนนาม “อู๋ซิน” เพื่อให้เขาสังหารฉินเลี่ยและเพื่อแก้แค้นให้ยิงซิ่งหยัน

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฉินเลี่ยยิ้มกว้าง เขาเผยฟันสีขาวออกมาขณะอยู่ข้างศพของยิงซิ่งหยันก่อนจะหันไปมองสามผู้อาวุโสสูงสุด

ทั้งสามคนรู้สึกราวกับหัวใจไปจุกอยู่ที่ลำคอเมื่อฉินเลี่ยจ้องมาที่พวกเขา พวกเขากรีดร้องขณะหลบซ่อนอยู่ตรงใจกลางของศิษย์สำนักใน

“หัวหน้าสำนักยิงมีชีวิตจนถึงทุกวันนี้ก็เพราะฉินเลี่ยช่วยเขาเอาไว้หลายต่อหลายครั้ง ชีวิตของเขาเกิดขึ้นได้ก็เพราะฉินเลี่ยตั้งแต่แรกแล้ว” หลางเฉียจ้องมองฉินเลี่ยพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและเย็นชาว่า “พวกเราจะทำเป็นว่าชีวิตของเขาได้กลับคืนสู่ฉินเลี่ยอีกครั้ง”

“ฉินเลี่ย! เจ้ามัวรออะไรอยู่? ไปซะ!” เฝิงหยงกล่าวเสียงอ่อน

“ไป!” หลางเฉียเองก็กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก

“เขาไม่อาจไปไหนได้” อู๋ซินไม่มองฟั่นเอ้อร์ที่แปรเปลี่ยนเป็นกองก้อนเนื้อเลอะเลือนบนพื้น อู๋ซินสะบัดแขนเสื้อกว้างออกก่อนจะขวางฉินเลี่ยและหันไปพูดกล่าวกับหลางเฉียว่า “เว้นแต่เจ้าอยากสู้กับข้าเพื่อตายแทนเขา วันนี้ข้าจำเป็นต้องสังหารเด็กคนนี้”

ดอกบัวหลากสีสันปรากฏบนหน้าอกเปลือยเปล่าของเขา ดอกบัวแต่ละดอกเผยกลิ่นหอมหวานและคลื่นพลังมหาศาลออกมา

“ฉินเลี่ย ไป!” หลางเฉียขมวดคิ้วขณะแสงสว่างในดวงตาของเขาลุกโชนหนาแน่นมากขึ้นราวกับพวกมันได้สูบโลหิตเข้าไป

เฝิงหยงเองก็ขวางทางเพื่อฉินเลี่ยด้วยสีหน้าวิตกกังวลขณะกล่าวซ้ำอย่างร้อนรนว่า “ทำไมเจ้ายังยืนอยู่ตรงนี้? เขาคือผู้ที่ได้รับความเคารพของสำนักเหือฮวน! เขาอยู่ขั้นกลางของพลังระดับสำนึก! ถ้าไม่ใช่เพราะเขาหลบซ่อนอยู่ในสำนักนี้มาโดยตลอด เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าฟั่นเอ้อร์จะกล้ากระทำเช่นนี้? ไปได้แล้ว!”

หลิงอวี้ฉีที่อยู่ไกลออกไปและซ่งถิงอวี้ที่อยู่ไกลออกไปยิ่งกว่าขมวดคิ้วแน่น พวกนางล้วนเคลื่อนตัวไปยังตำแหน่งของฉินเลี่ยอย่างเงียบงัน

“วันนี้เจ้าปรารถนาจะสังหารข้า?” น่าแปลกที่ฉินเลี่ยกลับไม่เคลื่อนไหวราวกับมีรากหยั่งลึกตรงที่เขายืน เขาจ้องมองอู๋ซินจากสำนักเหือฮวนก่อนจะหัวเราะเสียงดังออกมา “เจ้าไม่คู่ควร!”

ในวินาทีต่อมา รอยสักนาคาที่คอของฉินเลี่ยเริ่มปรากฏขึ้นอย่างช้า ๆ

เขาเงยหน้าแล้วมองท้องฟ้าที่ปกคลุมด้วยสสารพิษพลางกล่าว “ที่นี่ออกจะเงียบเกินไป”

“ตูม ตูม ตูม!”

เมื่อเขากล่าวจบ เสียงฟ้าผ่าดังก้องแสบแก้วหูมาจากภายในร่างกายของเขา สวรรค์ทรงอำนาจได้ตอบรับด้วยฟ้าผ่าสวรรค์จากเบื้องบน

เมื่อฟ้าผ่าดังครืน นาคาได้ขยายขนาดตัวใหญ่ขึ้น ฉับพลันมันเลื้อยออกมาจากคอของฉินเลี่ย

“ปั่ก ปั่ก ปั่ก!”

สายฟ้าหนาปรากฏในท้องฟ้าราวโซ่อันเจิดจ้า แขนของเทพสายฟ้าหรือนาคาสวรรค์เริงระบำอย่างบ้าคลั่ง

นาคายักษ์ทะยานสู่ท้องฟ้าและวนเวียนรอบพื้นที่ท่ามกลางสายฟ้า มันตัวใหญ่ขึ้นหลายสิบเท่าจนมีความยาวห้าสิบถึงหกสิบเมตรเลยทีเดียว

สสารที่ปกคลุมบึงพิษแห่งนี้ถูกชะล้างเมื่อนาคาสายฟ้าขนาดยักษ์บิดเบี้ยวอยู่ในอากาศ นาคายักษ์เจิดจ้าปลดปล่อยเสียงคำรามหนักแน่นอยู่ใต้ท้องฟ้าสีเทามืดมน ฉับพลันมันพุ่งเข้าหาอู๋ซินจากสำนักเหือฮวน

ในตอนนี้ ผู้สร้างสำนักยุทธภัณฑ์และผู้ฝึกยุทธหอกโลหิตทุกคนล้วนตกตะลึงไปถึงภายใน

ในตอนนี้ สวรรค์และปฐพีได้แปรเปลี่ยนไป

“ตู้ม!”

นาคาสายฟ้ายักษ์เคลื่อนลงมาจากท้องฟ้า ขณะบิดเบี้ยวผ่านท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยฟ้าผ่าและสายฟ้า มันตวัดใส่อู๋ซินผู้อยู่ขั้นกลางของพลังระดับสำนึก

หลางเฉียและเฝิงหยงตกตะลึงจนแทบจะเป็นลม

ฉินเลี่ยเดินออกมาจากด้านหลังเฝิงหยง ภายใต้สายตากระสับกระส่ายนับไม่ถ้วน เขาก้าวเข้าไปในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยสายฟ้า เขาเข้าสู่โลกสายฟ้าที่ปกครองโดยนาคาสายฟ้า

ภายในโลกฟ้าผ่าและสายฟ้าใบนี้ อู๋ซินที่เคารพจากสำนักเหือฮวนถูกจู่โจมโดยสายฟ้าฟาดนับแสนและแรงระเบิดอสนีบาตจำนวนนับไม่ถ้วน ผิวสีขาวสะอาดของเขาแปรเปลี่ยนเป็นสีดำดุจธุลี ดอกบัวหลากสีสันบนศีรษะของเขาคล้ายกำลังเหี่ยวเฉา

“เจ้าคิดหรือว่าจะสังหารข้าได้?” ห่างออกไปไม่กี่เมตร ฉินเลี่ยเผยรอยยิ้มกว้างแปลกประหลาดออกมาขณะยืนอยู่ท่ามกลางสายฟ้า

ดอกบัวดอกใหญ่หลากสีสันที่กำลังเบ่งบานก่อตัวจากพลังบริสุทธิ์ปกคลุมร่างกายอ้วนท้วนของอู๋ซินเอาไว้

ดอกบัวหลากสีสันไม่สามารถปกป้องมันจากฟ้าผ่าและสายฟ้าได้ทั้งหมด ถึงแม้ร่างกายของอู๋ซินจะสั่นอย่างต่อเนื่องภายใต้การโจมตีนี้ แต่ความตระหนักรู้ของมันกลับไม่จางหายไปจากดวงตา

“เจ้าเป็นคนเช่นไรกันแน่?” อู๋ซินอดทนต่อความเจ็บปวดมหาศาลขณะกัดฟันและกล่าวขึ้น “เคล็ดผสานวิชาวิญญาณของเจ้า… ความสามารถของเจ้าในการขัดเกลาวิญญาณของสัตว์โบราณ… พรสวรรค์ของเจ้าในการย้ายค่ายสิบสองเสาวิญญาณ… ไม่มีทางที่คนธรรมดาจะสามารถทำเรื่องพวกนี้ได้! เจ้า… เป็นใครกันแน่?”

“เจ้าหนู เจ้าเป็นใครกัน”

“เจ้าเป็นใครกันแน่?”

ในขณะเดียวกัน อีกสองเสียงดังก้องภายในหัวของเขา

เสียงหนึ่งเห็นได้ชัดว่ามาจากเสวี้ยลี่ อีกเสียงสามารถได้ยินผ่านวิญญาณของตนเท่านั้น มันมาจาก… นาคาสายฟ้ายักษ์

ไม่ใช่แค่อู๋ซินจากสำนักเหือฮวน แม้แต่เสวี้ยลี่และนาคาสายฟ้ายักษ์ก็ยังสัมผัสถึงความแปลกประหลาดของฉินเลี่ยจนถึงกับเผยออกซึ่งน้ำเสียงสับสนออกมา

นาคาในสายฟ้าที่ปกคลุมท้องฟ้าค่อย ๆ หดลง

ฉับพลันมันปรากฏตัวต่อหน้าฉินเลี่ย ดวงตานาคาจับจ้องดวงตาฉินเลี่ย “ที่ข้าตอบรับการอัญเชิญของเจ้าในวันนี้เพราะเจ้าได้รับสิทธิ์ที่จะพูดกับข้า วันนี้… เป็นครั้งแรกที่ข้าสัมผัสถึงความสามารถอันยอดเยี่ยมจากเจ้าได้ ในฐานะที่เป็นตัวแทนเผ่าพันธุ์ของข้า ข้าหวังที่จะสนทนาบางสิ่งกับเจ้าอย่างจริงจัง”

“ฆ่ามันก่อน คุยทีหลัง” ฉินเลี่ยมองอู๋ซินที่ถูกฟ้าผ่าและสายฟ้ากระหน่ำเข้าใส่

“ตอนอยู่ในอาณาจักรใต้พิภพข้าใช้พลังมากเกินไป จนเกิดความเหนื่อยล้าสะสมขึ้น ตอนนี้เพิ่งฟื้นฟูได้เพียงเล็กน้อยทำให้ไม่มีพละกำลังที่จะกำจัดคนตรงหน้านี้ได้” นาคาตอบผ่านวิญญาณของเขา “ถ้าเจ้าสามารถคลายผนึกบนร่างกายหลักของข้าได้ งั้นข้าก็สามารถช่วยทำให้เจ้าสมปรารถนาได้ แต่น่าเสียดาย เจ้าในตอนนี้… ยังไม่มีความสามารถนั้น”

“งั้นพวกเราจะคุยกันทีหลัง”

ฉินเลี่ยเป็นฝ่ายตัดบทสนทนาระหว่างเขากับนาคา เขายิ้มให้กับอู๋ซินที่กำลังกัดฟันพลางกล่าวว่า “เจ้ายังไม่คู่ควรที่จะรู้ว่าข้าเป็นใคร”

ทันทีที่กล่าวจบ ฉับพลันเขาเดินออกจากฟ้าผ่าและสายฟ้าภายใต้สายตาอันตกตะลึงของผู้คน เขาออกมาราวภูตผีจนมาอยู่ข้างฟั่นเอ้อร์ก่อนจะกระทืบที่หน้าอกของอีกฝ่าย

มันเหมือนกับตอนที่ฟั่นเอ้อร์ทำลายมโนทัศน์เยือกแข็งของเขาด้วยการกระทืบสองครั้ง

“พรวด!”

หน้าอกของฟั่นเอ้อร์ระเบิด อวัยวะภายในของเขาฉีกขาดในครั้งเดียว ร่องรอยสุดท้ายของแสงสว่างในดวงตาของเขาถูกช่วงชิงไปในที่สุด

จากนั้นเขาได้มองไปยังลัวเจ้อชัง ฝางฉี และเจี่ยงห้าว

สามผู้อาวุโสสูงสุดกรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว

หลางเฉียขมวดคิ้วแล้วกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ข้าขอร้องล่ะ จบเรื่องราวในวันนี้ไว้เท่านี้เถอะ”

“จะถือว่าเห็นแก่หน้าท่าน” ฉินเลี่ยพยักหน้าและไม่มองอู๋ซินที่ถูกขังอยู่ภายในฟ้าผ่าและสายฟ้าอีก กลับกัน เขาเดินไปด้านนอกด้วยท่าทีหันหลังให้ผู้คน เขาโบกมือขณะกล่าวว่า “ข้าไปล่ะ ใครจะโง่ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าสำนักของสำนักยุทธภัณฑ์กันล่ะ? ข้าไม่สนใจสักนิด”

••••••••••••••••••••

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร