0 Views

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร

••••••••••••••••••••

ตอนที่ 304: ปะทุ!

 

งูหลามมีเนื้อ โลหิต เส้นประสาทและกระดูก ยิ่งไปกว่านั้น มันปกคลุมด้วยฟ้าผ่าและสายฟ้า ดวงตาของมันฉายแสงสว่างเย็นเยือกที่ทำให้วิญญาณของผู้คนสั่นไหว

นี่คือวัตถุลึกลับที่เหมือนได้รับชีวิตโดยวิชาวิญญาณปาฏิหาริย์ทั้งสี่ วิชาโลหิต วิชาฟ้าผ่าและสายฟ้า เยือกแข็งและปฐพีล้วนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว มันบิดเบี้ยวเป็นร่างกายหนายาวก่อนจะเข้าประชิดต่อสายตาของฟั่นเอ้อร์ในทันที

“ตูม ตูม ตูม!”

งูหลามอ้าปากพร้อมพ่นบางสิ่งออกมา เสียงฟ้าผ่าดังครืน บอลฟ้าผ่าจำนวนมากพุ่งเข้าใส่ฟั่นเอ้อร์

ภายในบอลเหล่านี้ ลูกเห็บคล้ายกับหินเหล็กและแท่งน้ำแข็งที่เหมือนกับมีดเยือกแข็งทิ่มแทงเข้าใส่ฟั่นเอ้อร์ โลหิตทะลักออกมาเมื่อมันเข้าปะทะ

พื้นใต้เท้าของฟั่นเอ้อร์เองก็สั่นไหว พลังศูนย์กลางที่เกือบเหมือนกับพันธนาการที่มองไม่เห็นกักขังฟั่นเอ้อร์เอาไว้กับที่ในทันที

เขาเพิ่งโคจรวิชาวิญญาณก่อนจะเริ่มหายใจติดขัด โลหิตสด ๆ ในปากทะลักออกมาจากลำคอของเขาอย่างไม่อาจควบคุม

“ตึกตัก ตึกตัก! ตึกตัก ตึกตัก!”

อัตราการเต้นหัวใจของเขาเพิ่มมากขึ้น โลหิตทั้งหมดในร่างกายของเขาเริ่มไหลเวียนผิดธรรมชาติอยู่ภายในหลอดเลือด ราวกับว่ามันถูกดึงดูดโดยพลังที่ไม่รู้จัก

ฟั่นเอ้อร์ถูกความสับสนถาโถมเข้าใส่ทันที

“นะ-นี่มัน…” เฝิงหยงหันมามองหลางเฉียด้วยความสับสน ดวงตาของนางเผยความสับสนขณะลังเลที่จะยืนยันความแคลงใจของนาง

“การผสานวิชาวิญญาณ!” หลางเฉียสูดหายใจเข้าลึก ๆ ด้วยสายตาที่ไม่อยากเชื่อ “ระดับทักษะของวิชาวิญญาณนี้น่าทึ่งอย่างสมบูรณ์แบบ ข้าไม่เคยเห็นรูปแบบการต่อสู้ที่ผสานวิชาวิญญาณจำนวนมากที่มีคุณลักษณะต่างกันเข้าไว้ด้วยกันมาก่อน”

“ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย” เฝิงหยงกรีดร้องด้วยความตกตะลึง

ไกลออกไป บนต้นไม้โบราณเขียวชอุ่ม ซ่งถิงอวี้ผู้แต่งชุดสายรุ้งจับตามองการต่อสู้จากด้านบน

เมื่อนางพบว่าฉินเลี่ยดึงโคลนออกมาเพื่อสร้างงูหลาม สร้างกระดูกให้มันด้วยพลังเยือกแข็ง มอบพลังโลหิตด้วยวิชาวิญญาณโลหิตและมอบพละกำลังด้วยฟ้าผ่าและสายฟ้า นางถึงกับเผยสีหน้าที่ไม่อยากเชื่อออกมา

วิชาวิญญาณที่มีคุณลักษณะแตกต่างกันมักส่งเสริมหรือต่อต้านกัน เป็นเรื่องยากที่จะผสานพวกมันให้เป็นหนึ่งเดียว ยิ่งผสานสี่วิชาแล้วยิ่งยากเข้าไปใหญ่

วิธีที่ฉินเลี่ยผสานวิชาวิญญาณทั้งสี่เข้าด้วยกันมันเหมือนกับเขามีหัตถ์ของพระเจ้าอยู่กับตัว งูหลามที่เหมือนมีชีวิตถูกสร้างขึ้นมาราวปาฏิหาริย์!

ไม่เพียงแค่ไม่มีใครเคยเห็นสิ่งนี้มาก่อนเท่านั้น พวกเขายังไม่เคยได้ยินวิธีอันสุดแสนเหลือเชื่อเช่นนี้มาก่อน

“เป็นไปไม่ได้! เรื่องแบบนี้เป็นไปได้ยังไง!” ฟั่นเอ้อร์กรีดร้องขณะกระโจนถอยออกมาด้วยสีหน้าหวาดกลัว

แต่ทว่า บอลฟ้าผ่าล้วนอยู่บนท้องฟ้า แท่งน้ำแข็งและแสงสว่างโลหิตที่เหมือนกับพายุ พันธนาการจากปฐพีและความผิดปกติในโลหิตของเขาป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายหลบหลีกไปไหนได้

ร่างกายของฟั่นเอ้อร์ถูกถาโถมเข้าใส่ทันที เขาถูกกระหน่ำและถูกกักขังด้วยวิชาวิญญาณอันหลากหลาย

“ตูม ตูม ตูม! ตูม ตูม ตูม!”

เสียงคำรามแสบแก้วหูได้ระเบิดตรงตำแหน่งของฟั่นเอ้อร์อย่างพร้อมเพรียง เศษซากปลิวว่อนไปทั่ว พลังในพื้นที่นั้นบิดเบี้ยวและโกลาหล มันถูกปกคลุมไปด้วยพลังแปลกประหลาดที่ทำให้หัวใจของผู้คนสั่นไหวโดยสมบูรณ์

ส่วนงูหลาม มันมุดศีรษะเข้าไปในพื้นที่นั้นก่อนเหมือนกับกำลังกินบางสิ่งขณะส่งเสียงแตกร้าวออกมา…

“ฟู่…”

ฉินเลี่ยระบายลมหายใจยาวออกมา หลังจากปลดปล่อยความหมองหม่นในใจออกมา เขารู้สึกเบาขึ้นและโล่งขึ้น วิญญาณของเขาสั่นไหว แม้กระทั่งทะเลสาบวิญญาณของเขาก็เหมือนกับเจิดจ้าขึ้นและใสขึ้น

มีเงาเลือนรางสองเงาอยู่ภายในลูกตาของเขาที่คล้ายกับทะเลสาบ ทะเลสาบสองแห่งนั้นใสจนผู้ใดก็สามารถมองเห็นได้เมื่อจ้องมองลึกเข้าไปในลูกตาของเขา

สายตาของผู้คนจะสะท้อนสิ่งที่อยู่ในใจออกมา พวกมันสามารถสะท้อนการเปลี่ยนแปลงในทะเลสาบของคนคนนั้นออกมาได้โดยตรง

“ขั้นกลางของพลังระดับปรากฏ!” เฝิงหยงผู้กำลังจ้องมองเขามาโดยตลอดกรีดร้องออกมาทันทีที่เห็นการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยภายในลูกตาของเขา

สีหน้าของหลางเฉียเองก็สั่นไหวเล็กน้อย

ในช่วงการต่อสู้ เพราะฉินเลี่ยเผยความหดหู่ ความโกรธและความไม่เต็มใจออกมา มันเห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อมองเงาในทะเลสาบของเขา ราวกับฟ้าหลังฝน เขาไปถึงขั้นกลางของพลังระดับปรากฏแล้ว

“แคร้ก! แคร้ก! อ๊า!”

กระดูกของฟั่นเอ้อร์ส่งเสียงแตกร้าวดังก้องขณะพวกมันถูกกลืนกินอยู่ภายในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยเศษซากที่ไม่เป็นระเบียบ ชายคนหนึ่งกำลังกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงขีดสุด

แต่ว่า ฝูงชนกลับมองไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นข้างในเพราะความหนาของเศษซาก

ยิงซิ่งหยันและสามผู้อาวุโสสูงสุดมีใบหน้าซีดเผือดเมื่อได้เป็นสักขีพยานด้วยตาตนเอง

โดยเฉพาะยิงซิ่งหยันที่รู้สึกกังวลเล็กน้อยอยู่ในใจหลังจากที่ฉินเลี่ยยืนขึ้นและมีสภาพที่เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนโดยสมบูรณ์

ตอนนี้ฟั่นเอ้อร์คนนั้นถูกกดให้จมลง และดูท่าเขาจะถูกทรมานด้วยวิธีการอันแสนเจ็บปวดของฉินเลี่ย เขายิ่งมายิ่งหวาดวิตก

“ฉินเลี่ย! ฟั่นเอ้อร์เป็นคนของสำนักเหือฮวน คะ-ควรจะพอได้แล้ว ใช่ไหม?!” ฉับพลันยิงซิ่งหยันนึกถึงตัวตนของฟั่นเอ้อร์ได้ หลังจากสีหน้าของเขาสั่นไหว เขารีบเปิดปากเข้าต่อว่า “สำนักเหือฮวนเป็นกองกำลังทองแดงของทวีปลิขิตสวรรค์ ฟั่นเอ้อร์เป็นถึงแนวหน้าของพวกเขา แต่อีกไม่นาน ยอดฝีมือของสำนักเหือฮวนจะมาถึง เจ้าต้องไม่ทำให้พวกเราเกิดปัญหามากไปกว่านี้!”

“ฉินเลี่ย เจ้าควรหยุดได้แล้ว เขาเป็นคนที่มีภูมิหลัง หรืออะไรทำนองนั้น ถ้าเจ้าคิดจะฆ่าเขา มันอาจจะเป็นการยากที่จะรับมือกับเรื่องหลังจากนี้” หลังจากตกตะลึงอยู่พักใหญ่ เฝิงหยงรีบเข้ามากล่าวว่า “เก็บค่ายเสาวิญญาณไว้กับตัวแล้วไปซะ สำนักยุทธภัณฑ์แห่งนี้… ไม่ควรค่าที่จะให้เจ้าอยู่”

หลางเฉียไม่กล่าวอะไร กลับกัน เขาหรี่ตามองไปที่ด้านหลังฝูงชน

“ทำไมท่านไม่ห้ามเขาตอนข้าได้รับบาดเจ็บสาหัสและตอนที่ฟั่นเอ้อร์กำลังจะฆ่าข้า?” สีหน้าของฉินเลี่ยสงบจนน่ากลัว เขาไม่สงสารฟั่นเอ้อร์หรือแม้แต่จะเหลียวแล กลับกัน เขาเดินมาหายิงซิ่งหยันอย่างไม่รีบร้อน

ทุกคนที่ขวางทางเขาล้วนหลบให้ทันทีที่เห็นอีกฝ่ายเข้ามาใกล้

พวกเขาล้วนเปิดทางให้ไปหายิงซิ่งหยัน

“ขะ-ข้าเตือนฟั่นเอ้อร์แล้ว!” ยิงซิ่งหยันกล่าวด้วยใบหน้าแดงก่ำก่อนจะระเบิดความบ้าคลั่งแล้วตะโกนออกมาว่า “ฉินเลี่ย พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง? อีกอย่าง รู้สถานะตนเองบ้าง! เจ้ากล้าพูดกับข้าเช่นนี้ได้อย่างไร?”

เขาหวาดกลัวเล็กน้อย ด้วยเหตุนี้เขาจึงใช้ตำแหน่งในฐานะหัวหน้าสำนักของสำนักยุทธภัณฑ์มาข่มฉินเลี่ยให้หวั่นเกรงตน

ในสายตาของเขา ฉินเลี่ยไม่มีความโกรธอยู่ในสายตา ฉินเลี่ยผู้มักทำตัวสงบทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ

เขารู้สึกหวาดกลัวตามสัญชาตญาณ

“สถานะของข้า?” ฉินเลี่ยยังเฉยชา เขาจ้องมองดวงตาของยิงซิ่งหยันก่อนจะกล่าวว่า “ตำแหน่งเป็นสิ่งที่แปรเปลี่ยนได้!”

ภายใต้สายตาของทุกคน เขายื่นแขนอกไปคว้าลำคอของยิงซิ่งหยันราวกับสายฟ้า ด้วยมือซ้ายของเขาเพียงอย่างเดียว เขายกยิงซิ่งหยันขึ้นกลางอากาศ

“ฉินเลี่ย!”

“ฉินเลี่ย!”

“เจ้าจะทำอะไร?”

“เจ้าบ้าไปแล้วเหรอ?”

ผู้ฝึกยุทธของสำนักยุทธภัณฑ์จำนวนมากกรีดร้องออกมา ทุกคนล้วนตกตะลึงกับการกระทำของเขา

แม้กระทั่งสีหน้าของหลางเฉียและเฝิงหยงยังแปรเปลี่ยนเป็นตกตะลึง

“อืม! อึ่ก!”

ใบหน้าของยิงซิ่งหยันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ขาของเขาเตะซ้ำไปมาอยู่กลางอากาศ เขาตบแขนซ้ายของฉินเลี่ยด้วยแขนทั้งสองข้างและทุกสิ่งที่เขามีเพื่อพยายามเป็นอิสระราวกับชีวิตของเขาขึ้นอยู่กับมัน

แต่ทว่า แขนซ้ายของฉินเลี่ยคล้ายกับโซ่เหล็กกล้าที่เปรียบเสมือนสิ่งยึดจับคอของยิงซิ่งหยันเอาไว้ ยิ่งเขาใช้พละกำลังหรือดิ้นรนมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งขยับไม่ได้มากขึ้นเท่านั้น

“ถ้าข้าไม่ขอให้เสวี้ยลี่ช่วยชีวิตท่าน ท่านคงตายอย่างน่าสมเพชเมื่อครึ่งปีก่อนแล้ว ถ้าข้าไม่ขอให้สมาพันธ์เทวาลึกลับช่วยท่าน ท่านก็ต้องพบกับความตาย อ้อ จริงสิ ถ้าพวกเราย้อนกลับไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ถ้าข้าไม่ขอให้เสวี้ยลี่หยุดเงาโลหิต ท่านและสามผู้อาวุโสสูงสุดเองก็คงตายไปแล้ว” ฉินเลี่ยเผยรอยยิ้มกว้าง รอยยิ้มนั่นทั้งเย็นชาและชั่วร้ายจนยากจะบรรยาย เขากล่าวด้วยเสียงต่ำ “ข้าสามารถทำให้ท่านมีชีวิตได้ ข้า ก็สามารถทำให้ท่านตายได้เช่นกัน!”

“อึ่ก!”

ลูกตาของยิงซิ่งหยันแทบจะถลนออกมาจากเบ้า ด้วยดวงตาเบิกกว้าง เขาจ้องมองฉินเลี่ยด้วยความหวาดกลัวขณะส่งสายตาขอร้องฉินเลี่ยให้ปล่อย

ฉินเลี่ยจ้องมองเขาก่อนจะส่ายหน้าพร้อมกับยิ้ม จากนั้น เขามองสามผู้อาวุโสสูงสุดที่จมอยู่ในความหวาดกลัวพลางกล่าวว่า “ครั้งหนึ่งพวกท่านเคยกล่าวว่า ถ้ายิงซิ่งหยันไม่ตื่นขึ้นมา ข้าก็ยังเป็นหัวหน้าสำนักของสำนักยุทธภัณฑ์ ใช่หรือเปล่า?”

สามผู้อาวุโสสูงสุดพยักหน้าพร้อมเพรียงกัน

ฉินเลี่ยยิ้มกว้างยิ่งกว่าเก่าพลางกล่าวอย่างร่าเริงว่า “งั้นเรื่องก็ง่ายหน่อย ข้าจะทำให้เป็นเช่นนั้นเพื่อที่ยิงซิ่งหยันจะไม่ตื่นขึ้นมาอีกในตอนนี้เลย งั้นข้าก็สามารถดำรงตำแหน่งในฐานะหัวหน้าสำนักของสำนักยุทธภัณฑ์ได้”

ทันทีที่เขากล่าวเช่นนี้ ทุกคนในสำนักยุทธภัณฑ์แข็งทื่อ

แม้กระทั่งซ่งถิงอวี้และหลิงอวี้ฉีที่อยู่ไกลออกไปยังมองมาด้วยท่าทีแปลกประหลาด

เขากำลังบอกว่าสัญญาจะยังมีผลหากเขาสังหารยิงซิ่งหยันอีกครั้งเพื่อที่ยิงซิ่งหยันจะไม่มีวันตื่นขึ้นมาอีกอย่างนั้นหรือ? เขากำลังบอกว่าตนจะสามารถกลายเป็นหัวหน้าสำนักของสำนักยุทธภัณฑ์ได้อย่างราบรื่นหรืออย่างไร?

ช่างเป็นตรรกะที่บ้าบออะไรเช่นนี้?

เขากล้ากระทำสิ่งเหี้ยมโหดอย่างการฆาตกรรมหัวหน้าสำนักรุ่นเก่าต่อหน้าสายตาของทุกคนเพื่อยึดอำนาจมาเป็นของตนเองอย่างนั้นหรือ?

“ฉินเลี่ย! อย่าวู่วาม!” แม้กระทั่งหลางเฉียก็ไม่อาจควบคุมตนเองได้จนกรีดร้องออกมาด้วยความตกตะลึงเป็นครั้งแรก

เห็นได้ชัดว่าเขาตกตะลึงกับความบ้าคลั่งของฉินเลี่ยก่อนหน้านี้ ด้วยเหตุนี้การตอบสนองของเขาจึงล่าช้า

“ฉินเลี่ย! ยะ-อย่าทำเช่นนี้!” เฝิงหยงเองก็ตะโกน

“โทษที อย่างที่ฟั่นเอ้อร์บอกก่อนหน้านี้แหละ มันสายไปแล้ว…” ฉินเลี่ยหันมามองหลางเฉียและเฝิงหยงก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา

“แคร้ก!”

เสียงคอหักดังต่อหน้าเขา หลังจากคอของยิงซิ่งหยันหักแล้ว ด้วยเหตุผลบางอย่าง ศีรษะของเขาก็ระเบิดออกเช่นกัน

โลหิตของศีรษะมนุษย์ที่หลุดออกมาสาดกระเซ็นบนศีรษะของสามผู้อาวุโสสูงสุดโดยบังเอิญ

ลัวเจ้อชัง ฝางฉี และเจี่ยงห้าวมีสีหน้าซีดเผือดขณะถูกอาบไปด้วยโลหิต ความหวาดกลัวภายในดวงตาของพวกเขาหนาแน่นจนอาจจะถูกกลืนกินไปทั้งชีวิตเลยก็ว่าได้

เขาเมินคำโน้มน้าวของหลางเฉียและเฝิงหยงก่อนจะฆาตกรรมยิงซิ่งหยันต่อหน้าทุกคน เขาฆาตกรรมอดีตหัวหน้าสำนักของสำนักยุทธภัณฑ์! ช่างเป็นการกระทำที่โหดร้ายและบ้าบิ่นจนยากที่จะเชื่อได้

ใบหน้าของสามผู้อาวุโสสูงสุดปกคลุมไปด้วยโลหิต ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่เช็ดออก พวกเขาไม่แม้แต่จะถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว

เห็นได้ชัดว่าพวกเขากลัวจนบ้าเพราะการกระทำอันโหดเหี้ยมของฉินเลี่ย!

••••••••••••••••••••

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร