0 Views

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร

••••••••••••••••••••

ตอนที่ 238: แมลงเกราะปีศาจและสัตว์กัดกร่อนวิญญาณ

 

ภูเขาไฟอัคคีพังทลาย ส่งผลให้มีหินกลิ้งลงมา ปฐพีสั่นสะเทือนไม่รู้จบราวกับภูตผี กลุ่มควันชั่วร้ายเริ่มปรากฏจากหลุมแต่ละหลุม

ปฐพีถูกฉีกกระชาก รอยแยกปรากฏขึ้นรอยแล้วรอยเล่า ลานกว้างเริ่มคล้ายกับเศษหินขนาดยักษ์ รอยแตกร้าวเริ่มก่อตัวขึ้น

ฉินเลี่ยนั่งอยู่บนลานกว้างที่ตั้งอยู่ช่วงระหว่างทางของภูเขาที่กำลังสั่นไหว เขารวบรวมจิตสำนึกก่อนจะแพร่กระจายเข้าไปในค่ายเสาวิญญาณแต่ละต้น

เสวี้ยลี่บอกเขาถึงวิธีเคลื่อนค่ายเสาวิญญาณเหล่านี้ ความจริง มันเป็นเรื่องที่ง่ายมาก ๆ สิ่งที่เขาต้องทำคือส่งจิตสำนึกไปยังค่ายเสาวิญญาณแต่ละต้น จากนั้น เขาจะสามาถรควบคุม “วิญญาณ” ของเสาแต่ละต้นได้ นั่นก็คือผังวิญญาณ

ด้วยการกระตุ้นผังวิญญาณ เขาจะสามารถควบคุมค่ายเสาวิญญาณแต่ละต้นได้ นี่คือสิ่งที่ทำให้เขาปลดปล่อยพลังจำนวนมากจากค่ายเสาวิญญาณได้

พูดง่าย ๆ ค่ายสิบสองเสาวิญญาณเหล่านี้คืออุปกรณ์วิญญาณชิ้นพิเศษ!

“พรวด! พรวด!”

จระเข้ายักษ์เกราะเงินของซ่งซือหยวนปรากฏตัวอยู่ข้างลานกว้างโดยไม่มีใครสังเกตว่ามันมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่

ในตอนนี้ ซ่งซือหยวนและเสี่ยเจอจั้งล้วนขี่จระเข้ยักษ์เกราะเงิน พวกเขาจ้องมองไปยังทุกหลุมในพื้นดิน

จันเทียนอี้อยู่บนค้างคาวนักล่าสีเขียว ค้างคาวบินวนสูงอยู่ในท้องฟ้า มันกำลังปล่อยเสียงต่ำที่แสบแก้วหูอย่างต่อเนื่อง

จระเข้ยักษ์เกราะเงินหรือค้างคาวนักล่าสีเขียว พวกมันล้วนสัมผัสได้ถึงปีศาจที่กำลังมาจากหลุมที่มีควันสีเทาขาวไหลซึมออกมา ความผันแปรอันชั่วร้ายที่ถูกปลดปล่อยออกมาทำให้สัตว์วิญญาณเหล่านี้วิตกกังวลอย่างต่อเนื่อง

“ตูม!”

รอยแยกที่กำลังพุ่งผ่านภูเขาไฟอัคคียิ่งมายิ่งมาก ตำหนักใหญ่โตทั้งหมดที่สร้างอยู่บนยอดเขาโดยสำนักในของสำนักยุทธภัณฑ์ล้วนพังทลายลงมา

เมืองยุทธภัณฑ์ตายไปแล้ว ผู้ฝึกยุทธที่ยังมีชีวิตอยู่ทุกคนล้วนถอยไปนานแล้วเช่นกัน

“ตูม!”

ค่ายเสาวิญญาณอีกต้นลอยขึ้น เผยให้เห็นหลุมลึกอีกหลุม การสั่นสะเทือนอันทรงพลังนี้ทำให้ร่างกายของฉินเลี่ยสั่นเทิ้มในทันที

สายโลหิตสองสายปรากฏจากมุมปากของฉินเลี่ย แสงในดวงตาของฉินเลี่ยหายไป ฉับพลันเขาตะโกนว่า “ข้าขวางมันไม่ไหวแล้ว!”

“ปัง ปัง ปัง!”

จากภายในก้นบึ้งของปฐพี เสียงคำรามราวกับกลองถูกปลดปล่อยออกมา เสียงคำรามอันโกรธเกรี้ยวเสียงแล้วเสียงเล่าดังก้องผ่านความว่างเปล่า

ค่ายเสาวิญญาณอีกต้นพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า!

สีหน้าของซ่งซือหยวนและอีกสองคนที่เหลือเปลี่ยนไปมาก เสี่ยเจอจั้งตะโกนขึ้นว่า “เจ้าหนู มานี่!”

ในตอนนี้ ค่ายเสาวิญญาณทุกต้นล้วนลอยอยู่บนท้องฟ้าที่ที่พวกมันลอยอยู่กลางอากาศชั่วคราวก่อนจะปลดปล่อยความผันแปรอันทรงพลังครั้งแล้วครั้งเล่าออกมา

แต่ว่า ความผันแปรเหล่านี้ทั้งดุร้ายและรุนแรงอย่างมหาศาล เห็นได้ชัดว่าพวกมันไม่ใช่สิ่งที่ฉินเลี่ยจะควบคุมได้ทั้งหมด เขาไม่มีพลังมากพอ

“เสาที่ข้าถูกคุมขังอยู่ตรงกลาง ตราบใดที่เจ้าสามารถไปถึงใจกลางของมันด้วยวิญญาณของเจ้าแล้วทำให้มันทำงานได้ ค่ายเสาวิญญาณต้นอื่นจะถูกกำราบแล้วเข้าสู่แหวนต่างมิติของเจ้า…” คำพูดของเสวี้ยลี่ก่อนหน้านี้ดังขึ้นในจิตใจของฉินเลี่ยที่กำลังริบหรี่อีกครั้ง

ฉินเลี่ยมองไปยังค่ายเสาวิญญาณต้นที่สิบสอง

การสลักบนเสาต้นนี้กล่าวถึงโลกดึกดำบรรพ์ มันคือค่ายเสาวิญญาณที่เสวี้ยลี่ถูกคุมขังอยู่ ภายใต้การจ้องมองอันแน่วแน่ของฉินเลี่ย มันสั่นไหวอยู่กลางอากาศเบา ๆ

จิตสำนึกของเขาเหมือนกับเส้นด้ายวิญญาณ มันตามติดสัญลักษณ์โบราณที่พรรณนาอยู่บนต้นเสา หลังจากนั้น วิญญาณส่วนหนึ่งของเขาก็เข้าสู่ข้างในทันที

ภายในพื้นที่ขนาดเล็กอันไร้ที่สิ้นสุดของค่ายเสาวิญญาณต้นที่สิบสองที่เป็นเพียงภาพมายาแต่กลับเหมือนจริง ในเวลาต่อมา ลำแสงเจิดจ้าเจ็ดสีพุ่งออกจากฐานแต่ละเสา มันไปบรรจบกันที่จุดกึ่งกลางของพวกมัน…

สถานที่ที่พวกมันมารวมตัวกันคือจุดที่เสวี้ยลี่เคยนั่งอยู่เมื่อเขาถูกจองจำด้วยโซ่อันหนักอึ้ง

วิญญาณส่วนหนึ่งของฉินเลี่ยเหมือนกับสำเนาขนาดเล็ก เขาลอกเลียนแบบเสวี้ยลี่แล้วนั่งลงในที่ที่สิบสองลำแสงมาตัดกัน

เศษเสี้ยวความทรงจำเล็กจ้อย ประกอบกับสัญลักษณ์ลึกลับ ซับซ้อน แยกไม่ออกและคลุมเครือนับไม่ถ้วน รวมถึงลำแสงของก้อนทรงกลมส่องแสงพุ่งเข้าไปในเศษเสี้ยววิญญาณราวกับคลื่นของจิตสำนึก

กายหยาบของฉินเลี่ยเริ่มสั่นอย่างรุนแรง

ในตอนนี้ ฉับพลันเขาเริ่มรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก เขากลายเป็นวิญญาณของอุปกรณ์!

เขากลายเป็นวิญญาณของค่ายสิบสองเสาวิญญาณ!

เขาสามารถสัมผัสได้ถึงความแตกต่างขนาดเล็กระหว่างค่ายเสาวิญญาณแต่ละต้นได้ รวมถึงพลังที่กักเก็บเอาไว้ภายในแต่ละต้น ยิ่งไปกว่านั้น เขาสามารถสัมผัสได้ถึงความลับที่ซุกซ่อนอยู่ภายในเสาและ… การจัดเรียงอันน่าพิศวงถูกปิดกั้นอย่างมีนัย!

“จงหดตัว!”

วิญญาณของเขาตะโกนคำนี้ออกมาขณะนั่งในจุดที่สิบสองลำแสงตัดกัน เขาใช้ความคิดเพื่อเปิดเผยความตั้งใจออกมา

แสงสว่างลึกลับอย่างถึงที่สุดของค่ายสิบสองเสาวิญญาณที่ลอยอยู่เหนือศีรษะของเขาล้วนเริ่มหดตัวลง แต่ละเสาที่มีความยาวมากกว่าสิบเมตรเริ่มสั่นไหวและหดตัวอย่างรวดเร็ว

ในระยะเวลาสั้น ๆ เพียงแค่ลมหายใจเข้าออกห้าครั้ง ค่ายสิบสองเสาวิญญาณสั่นไหวอย่างน่าขนลุก ตอนนี้มีความยาวเท่าแขนของเขาและสามารถเก็บไว้ในแหวนต่างมิติได้อย่างง่ายดาย

ดวงตาของฉินเลี่ยเป็นประกาย ด้วยการโบกมือและเสียงตะโกนของเสี่ยเจอจั้ง เขาพุ่งเข้าหาจระเข้ยักษ์เกราะเงินแล้วขึ้นขี่ในทันที

“เสาสิบสองต้นอยู่ที่ไหน?” เสี่ยเจอจั้งถามด้วยความตกตะลึง

“พวกมันถูกเก็บไว้ชั่วคราว” ฉินเลี่ยตอบ

ดวงตาของซ่งซือหยวนและจันเทียนอี้เผยร่องรอยความตกตะลึงออกมา พวกเขาเองก็มองฉินเลี่ยด้วยความฉงนสนเท่ห์

“แคร้ก แคร้ก แคร้ก! แคร้ก แคร้ก แคร้ก!”

ปฐพีเริ่มแยกออกอย่างรวดเร็ว หลุมสิบสองหลุมที่ถูกสร้างโดยค่ายเสาวิญญาณที่กำลังลอยอยู่ในท้องฟ้าเริ่มใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว

เปลวเพลิงชั่วร้ายหนาแน่น ควันสีดำแปลกประหลาดและน้ำสีแดงน้ำตาลสกปรกเริ่มพ่นออกมาจากหลุม

กระดูกสีขาวมากมายผสมอยู่ภายในน้ำสกปรก อีกทั้งยังมีรังไหมของแมลงและไข่ฟองใหญ่อย่างน่าเหลือเชื่อของสัตว์ไร้นาม

“รังไหมแมลงเกราะปีศาจ! เจ้าพวกนั้นคือไข่ของสัตว์กัดกร่อนวิญญาณ!” จันเทียนอี้กรีดร้องออกมา

“แย่ล่ะ!” สีหน้าของซ่งซือหยวนเองก็เปลี่ยนไป เขาเอื้อมมือไปตบจระเข้ยักษ์เกราะเงินทันที

จระเข้ยักษ์เกราะเงินคำรามเสียงต่ำก่อนจะหันหลังแล้วหนีอย่างรวดเร็ว จากที่ไกล ๆ มันดูเหมือนภูเขาเนื้อที่กำลังบิดเบี้ยว

จันเทียนอี้เองก็ขี่ค้างคาวนักล่าสีเขียวของเขาออกมาเช่นกัน

ท่ามกลางน้ำสีแดงน้ำตาลสกปรกที่กำลังพ่นออกมา รังไหมแมลงมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนไข่ฟองใหญ่ที่น่าเหลือเชื่อเหล่านั้น เสียงหัวใจเต้นเริ่มปลดปล่อยออกมาจากภายใน

ขณะที่นั่งอยู่บนจระเข้ยักษ์เกราะเงิน ฉินเลี่ยหันมองกลับไปที่สำนักยุทธภัณฑ์ที่ค่อย ๆ หายไปไกล จากน้ำสกปรกซึ่งพ่นออกมาจากภายในหลุม จากนั้นเขาจ้องมองรังไหมแมลงและไข่ฟองยักษ์ก่อนจะอดถามไม่ได้ว่า “รังไหมของแมลงเกราะปีศาจและไข่ของสัตว์กัดกร่อนวิญญาณ พวกมันทำอะไรได้?”

“อีกเดี๋ยวเจ้าก็จะได้รู้แล้ว” เสี่ยเจอจั้งตอบพลางถอนหายใจ

“แคร้ก! แคร้ก! แคร้ก!”

รังไหมแมลงรังแล้วรังเล่าเปิดออกมา หลังจากนั้น แมลงมีปีกขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือรูปร่างแปลกประหลาดตัวแล้วตัวเล่าปลดปล่อยเสียงฟ่อเสียงดัง พวกมันกระพือปีกก่อนจะออกบินเป็นฝูง ร่างกายของพวกมันปกคลุมไปด้วยเปลือกสีดำแดง

แมลงเหล่านี้ถูกเรียกว่าแมลงเกราะปีศาจ หลังจากทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า พวกมันล้วนเริ่มการกลืนกินโดยเริ่มจากอากาศ

ฉินเลี่ยมองจากระยะห่างที่ไกลมาก ๆ หลังจากผ่านไปสักพัก สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปมากพลางกล่าวว่า “พวกมันกำลังกินพลังวิญญาณธรรมชาติที่อยู่ใกล้ ๆ งั้นเหรอ?”

เขาสามารถสัมผัสได้ว่าพลังวิญญาณที่กำลังอยู่ล้อมรอบสำนักยุทธภัณฑ์บางเบาลงอย่างรวดเร็วจนกระทั่งหายไป

พลังชั่วร้ายเย็นชาและมืดมนค่อย ๆ ถูกปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ

ท้องฟ้าเหนือสำนักยุทธภัณฑ์ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ทุกสิ่งถูกปิดกั้นโดยความมืด แม้แต่แสงตะวันก็ไม่สามารถทิ่มแทงลงมาได้

จากมุมมองของเขา ฉินเลี่ยพบว่าท้องฟ้าสดใสในสำนักยุทธภัณฑ์กำลังจางหายไปอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ท้องฟ้าสีครามและกลุ่มเมฆสีขาวล้วนถูกซ่อนเร้นและถูกแทนที่โดยความมืดสีดำสนิทที่ม้วนตัวเข้ามา

ท้องฟ้าค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีดำ…

“แมลงเกราะปีศาจพวกนั้นไม่ได้กินพลังวิญญาณธรรมชาติ กลับกัน พวกมันแปรเปลี่ยนพลังวิญญาณธรรมชาติ พวกมันสามารถเปลี่ยนพลังวิญญาณของโลกให้กลายเป็นพลังชั่วร้ายใต้พิภพจากอาณาจักรใต้พิภพได้!” สีหน้าของเสี่ยเจอจั้งแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมมากขึ้น “สิ่งมีชีวิตชั่วร้ายจากอาณาจักรใต้พิภพ ส่วนใหญ่แล้วมีร่างกายที่แตกต่างจากพวกเรา พวกมันไม่สามารถอยู่รอดในสภาพแวดล้อมของอาณาจักรวิญญาณได้ บางตัวไม่สามารถทนต่อแสงตะวันได้ ดังนั้น พวกมันจึงใช้แมลงเกราะปีศาจเพื่อเปลี่ยนพลังวิญญาณธรรมชาติให้กลายเป็นพลังชั่วร้ายใต้พิภพเสียก่อน หลังจากบริเวณรอบ ๆ เปลี่ยนเป็นสภาพแวดล้อมที่พวกมันสามารถมีชีวิตอยู่ได้นั้น ท้ายที่สุดพวกมันก็จะปรากฏตัว”

“เปลี่ยนพลังวิญญาณของโลกให้กลายเป็นพลังชั่วร้ายใต้พิภพงั้นเหรอ?!” ฉินเลี่ยกล่าวพลางเหลือบมองด้านข้าง “พวกเราไม่สามารถกำจัดแมลงเกราะปีศาจได้เลยเหรอ? หลังจากฆ่าพวกมัน เป็นไปได้ไหมที่พวกมันจะไม่สร้างพลังชั่วร้ายใต้พิภพเพื่อป้องกันพวกมันจากการเข้าสู่โลกของพวกเรา?”

“ถ้ามีแค่แมลงเกราะปีศาจ มันก็รับมือง่ายอยู่หรอก แต่ว่า ข้าเกรงว่ามันยังมีปัญหาเกี่ยวกับไข่ของสัตว์กัดกร่อนวิญญาณอยู่…” เสี่ยเจอจั้งตอบด้วยความขมขื่น

“สัตว์กัดกร่อนวิญญาณจากอาณาจักรใต้พิภพ พวกมันทำอะไรได้?”

“สัตว์กัดกร่อนวิญญาณคือหนึ่งในเผ่าพันธุ์ปีศาจของอาณาจักรใต้พิภพ พวกมันทำหน้าที่กัดกร่อนปฐพีของอาณาจักรวิญญาณโดยเฉพาะ สัตว์กัดกร่อนวิญญาณสามารถพ่นของเหลวลับเพื่อกัดกร่อนปฐพีได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อมันกระจายไปทั่วทั้งพื้นดิน ของเหลวเหล่านี้จะสร้างรอยด่างพร้อยอย่างช้า ๆ และแปรเปลี่ยนผืนแผ่นดินให้กลายเป็นสภาพแวดล้อมที่พวกมันชอบ” เสี่ยเจอจั้งถอนหายใจ จากนั้นจึงกล่าวต่อว่า “แมลงเกราะปีศาจสร้างพลังชั่วร้ายใต้พิภพในท้องฟ้า ขณะที่สัตว์กัดกร่อนวิญญาณทำให้ผืนดินติดเชื้อ สัตว์ใต้พิภพสองตัวนี้ ตัวหนึ่งรับผิดชอบด้านท้องฟ้า อีกตัวรับผิดชอบด้านผืนดิน มันเปลี่ยนพื้นที่ที่พวกมันปรากฏตัวขึ้นอย่างช้า ๆ เป็นเวลานานกว่าพื้นที่นี้จะกลายเป็นสมรภูมิใต้พิภพ”

“พวกเราไม่สามารถฆ่าสัตว์กัดกร่อนวิญญาณพวกนี้ได้เหมือนกันเหรอ? สัตว์กัดกร่อนวิญญาณพวกนี้ พวกมันยังอยู่ในไข่ไม่ใช่เหรอ?” ฉินเลี่ยถามด้วยความสงสัย

“เพราะพวกมันยังเป็นไข่นี่แหละพวกเราถึงไม่กล้าเข้าใกล้ ก่อนที่สัตว์กัดกร่อนวิญญาณจะฟักออกมา ของเหลวที่อยู่ภายในเปลือกนั้นน่าหวาดกลัวอย่างถึงขีดสุด เมื่อหนึ่งในพวกมันฟักออกมา ของเหลวที่อยู่ข้างในจะระเบิดออกมา เมื่อถึงตอนนั้น… ใครก็ตามที่สัมผัสกับมันจะเน่าสลายทันที” เมื่อเสี่ยเจอจั้งนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตแล้ว สีหน้าของเขาก็ยิ่งน่าเกลียดกว่าเก่า “พวกเรามีสิ่งที่พวกเราสามารถใช้รับมือกับแมลงเกราะปีศาจและสัตว์กัดกร่อนวิญญาณอยู่ แต่สิ่งเหล่านั้นล้วนอยู่ที่สมรภูมิใต้พิภพ ทุกสิ่งที่อยู่ที่นั่นคือส่วนหนึ่งของแนวป้องกัน”

“ไปจากพื้นที่นี้และประกาศต่อสมาพันธ์ถึงสถานการณ์ของที่นี่ก่อน ทูตคลุมเขียวจะขี่ค้างคาวนักล่าสีเขียวของเขาเพื่อไปถึงสมรภูมิใต้พิภพอย่างรวดเร็วและตระเตรียมสิ่งที่พวกเราต้องการจากที่นั่น” ซ่งซือหยวนกล่าวอย่างจริงจัง

“นี่คือทั้งหมดที่พวกเราสามารถทำได้” เสี่ยเจอจั้งกล่าว เขาพยักหน้ารับด้วยท่าทีลำบากใจ

ทั้งสองคนเดินทางมาที่สำนักยุทธภัณฑ์เพื่อสนับสนุนห้ากองกำลังในการทำลายล้าง พวกเขาไม่คาดคิดว่าพวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเช่นนี้

ตอนนี้ ไม่เพียงแค่สำนักยุทธภัณฑ์ไม่ถูกทำลายเท่านั้น พวกเขายังไปฝืนเปิดเส้นทางของปีศาจใต้พิภพจนทำให้แมลงเกราะปีศาจและสัตว์กัดกร่อนวิญญาณจากอาณาจักรใต้พิภพขึ้นมาสู่ด้านบนได้

พวกเขาสองคนไม่รู้ว่าพวกเขาจะรายงานผลลัพธ์เกี่ยวกับภารกิจในครั้งนี้ยังไง

“พี่ซ่ง ฝากข้าดูแลฉินเลี่ยไหม?” ค้างคาวนักล่าสีเขียวเข้าใกล้จากด้านหลัง มันบินร่อนอยู่บนศีรษะของจระเข้ยักษ์เกราะเงิน จันเทียนอี้กล่าวว่า “ค้างคาวนักล่าสีเขียวของข้าเป็นสัตว์วิญญาณบินได้อยู่แล้วและมันคงไปถึงเร็วกว่าจระเข้ยักษ์เกราะเงินของเจ้าอย่างแน่นอน ข้าสามารถพาเขาไปที่แปดมหาวิหารได้อย่างรวดเร็ว”

“ก้าวหนึ่งเร็วกว่า ก้าวหนึ่งช้ากว่า ถึงยังไงตอนนี้ก็ไม่แตกต่างกันหรอก” ซ่งซือหยวนพ่นลมออกจมูกแล้วกล่าวว่า “ยิ่งไปกว่านั้น แปดมหาวิหารของเจ้ายังยุ่งยากเกินไป ข้าเกรงว่าถ้าข้าส่งคนเป็นให้กับพวกเจ้า เขาก็จะพบกับความตายในที่สุด”

“ตายแล้วเป็นยังไง?” สีหน้าของจันเทียนอี้เฉยชา “ตราบใดที่พวกเราสามารถขัดเกลาวิญญาณและเรียนรู้ในสิ่งที่ต้องการได้ พวกเราย่อมสามารถสร้างระเบิดเหล่านั้นได้เป็นจำนวนมาก รวมถึงยังได้ค้นพบความลึกลับของค่ายเสาวิญญาณอีกด้วย พวกเจ้าไม่คิดเหมือนกันหรอกเหรอ?”

“ไม่ พวกเราต้องการเขาแบบเป็น ๆ ท่านผู้อาวุโสกล่าวชัดเจนแล้ว มีแค่เขาเท่านั้นที่สามารถควบคุมค่ายสิบสองเสาวิญญาณได้” เสี่ยเจอจั้งกล่าว

เมื่อได้ฟังบทสนทนาระหว่างทั้งสามคนแล้ว สีหน้าของฉินเลี่ยเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง เขาจับตาดูจระเข้ยักษ์เกราะเงินที่บึ่งออกจากสำนักยุทธภัณฑ์ไปยังดินแดนข้างนอกด้วยความหวาดกลัว

เขาสัมผัสนัยน์ตาเยือกแข็งอยู่เงียบ ๆ เพื่อพยายามกระตุ้นพลังวิเศษ เพียงพริบตา ฉับพลันก้อนแสงสีน้ำเงินดุจน้ำแข็งเริ่มโอบล้อมเขาชั้นแล้วชั้นเล่า

ขณะที่จันเทียนอี้และเสี่ยเจอจั้งกำลังถกเถียงกันอยู่นั้น ฉับพลันฉินเลี่ยหายไปกลางอากาศ หายไปจากแผ่นหลังจระเข้ยักษ์เกราะเงิน

••••••••••••••••••••

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร