0 Views

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร

••••••••••••••••••••

ตอนที่ 237: มุ่งสู่ข้อตกลง

 

เมื่อเสวี้ยลี่บินจากไป ในที่สุดแปดมหาวิหารและสมาพันธ์เทวาลึกลับก็เผยความเป็นมิตรไมตรีก่อนจะเริ่มอ้อนวอนกับฉินเลี่ย…

ฉินเลี่ยยืนอยู่บนพื้นหินที่แยกออกเป็นชิ้น ๆ แล้วลอบสังเกตสายตาคาดหวังของผู้อาวุโสและศิษย์สำนักยุทธภัณฑ์ทุกคน ฉับพลันพวกเขาทุกคนล้วนตระหนักได้ว่าโศกนาฏกรรมของสำนักยุทธภัณฑ์ได้ผ่านพ้นไปแล้ว

เพราะการเปิดเส้นทางของปีศาจใต้พิภพย่อมหมายความว่าสมรภูมิใต้พิภะระหว่างอาณาจักรใต้พิภพและทวีปสายน้ำสีชาดจะไม่สามารถเก็บกักเผ่าพันธุ์จากอาณาจักรใต้พิภพได้อีก เป็นเวลานานกว่าคลื่นขนาดใหญ่ของสิ่งมีชีวิตอันชั่วร้ายจากอาณาจักรใต้พิภพจะเหยียบย่างลงบนทวีปแห่งนี้

มหาสงครามระหว่างทวีปสายน้ำสีชาดและอาณาจักรใต้พิภพสามารถเริ่มต้นได้ทุกเมื่อ

ในตอนนี้ สมาพันธ์เทวาลึกลับและแปดมหาวิหารร่วมกันต้าน พวกเขาต้องรวบรวมพละกำลังการต่อสู้ทั้งหมดเท่าที่จะทำได้เพื่อต่อกรกับการรุกรานของเผ่าพันธุ์ปีศาจ

ในส่วนของฉินเลี่ย ตอนนี้เขามีประโยชน์มหาศาลเป็นอย่างยิ่ง อุปกรณ์วิญญาณและระเบิดสังหารลึกลับที่ถูกหลอมโดยผู้สร้างของสำนักยุทธภัณฑ์และการควบคุมค่ายสิบสองเสาวิญญาณของเขาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความหวังอันริบหรี่ของทวีปเพื่อที่พวกเขาจะเอาชนะการรุกรานในครั้งนี้ได้

นั่นทำให้ซ่งซือหยวนและจันเทียนอี้ยอมทิ้งความขุ่นเคืองระหว่างห้ากองกำลังและสำนักยุทธภัณฑ์ได้อย่างเด็ดเดี่ยว

“ตูม ตูม!”

ปฐพีสั่นไหว รอยแยกแคบยาวเริ่มปรากฏอยู่ใต้เท้าของทุกคน

ท่ามกลางเสียงระเบิด ค่ายเสาวิญญาณอีกต้นดีดตัวออกจากพื้นดินขึ้นอยู่อากาศอย่างรวดเร็ว

“หัวหน้าสำนักฉิน!” ผู้อาวุโสถงจี้ขวากรีดร้องเสียงแหลม

จิตใจของฉินเลี่ยสั่นไหว เขาตอบสนองในทันทีด้วยการกล่าวว่า “ทุกคน เร่งอพยพออกจากพื้นที่นี้ ข้าจะพยายามดูว่าสามารถถ่วงเวลาการมาถึงของสิ่งมีชีวิตที่กำลังใกล้เข้ามานี้ได้หรือเปล่า!”

เมื่อกล่าวจบ เขานั่งลงทันที

เมื่อหลับตา เขาเริ่มโคจรพลังทั้งหมดภายในร่างกายก่อนจะกระตุ้นพลังวิญญาณภายในทะเลวิญญาณของจุดตันเถียนจนไหลหลั่งดั่งสายน้ำผ่านแขนขาทั้งสี่และกระดูกของเขา มันมาบรรจบกับกล้ามเนื้อ เส้นเลือดและอวัยวะภายใน

ด้วยการชี้นำของจิต พลังวิญญาณที่เขาครอบครองไหลออกจากบนศีรษะแล้วพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าที่ค่ายเสาวิญญาณลอยอยู่กลางอากาศชั่วคราว

ค่ายเสาวิญญาณแต่ละต้นเหมือนกับจักรวาลทรงกระบอกที่กำลังส่องแสง มันเจิดจ้าด้วยแสงสว่างหลากสีสันอันเปล่งประกาย ผังวิญญาณแต่ละผังที่สลักอยู่บนเสาเริ่มถูกปลดปล่อยออกมาอีกครั้งราวกับพวกมันมีชีวิต

พลังของแม่น้ำสีขาวสายยาวสายแล้วสายเล่าไหลออกจากภายในผังเก้าธาราวายุ มันไหลเข้าไปในหลุมที่เสาหลุดออกมา การสั่นไหวอย่างรุนแรงของหลุมค่อย ๆ หยุดลง

แสงดาราหนาแน่นที่ส่องแสงอย่างเจิดจ้าราวกับเพชรตกลงไปในหลุมอีกหลุมหนึ่ง เสียงคำรามสะเทือนสวรรค์เคลื่อนปฐพีมาจากภายในหลุมที่คล้ายถูกผนึกเอาไว้

นกขนาดยักษ์ นกวิญญาณ และอินทรีสีทองเหมือนกับกลุ่มนกนางแอ่นที่กำลังกลับรัง พวกมันถลาเข้าไปในหลุมถัดไป กลุ่มควันสีเทาขาวค่อย ๆ หายไปขณะที่พื้นดินเบื้องล่างเองก็เริ่มมั่นคง

“ทุกคน รีบถอยออกจากสำนักยุทธภัณฑ์และเมืองยุทธภัณฑ์เดี๋ยวนี้เลย อพยพออกจากพื้นที่แห่งนี้!” ซ่งซือหยวนออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด

“อพยพเดี๋ยวนี้! ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี! ยิ่งไกลเท่าไหร่ยิ่งดี!” จันเทียนอี้ตะโกนคล้าย ๆ กันนั้นออกมา

“ถอย!” เฝิงหยงเองก็กรีดร้องเช่นกัน

ดังนั้น ผู้ฝึกยุทธของสุดยอดห้ากองกำลังควบคู่กับคนของสำนักยุทธภัณฑ์ล้วนเริ่มถอยด้วยความเร็วมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ฉินเลี่ย เจ้าสามารถต้านมันไว้ได้นานเท่าไหร่?” เหลียงจงถาม

“อย่างมากก็สองชั่วโมง…” ฉินเลี่ยตอบขณะรีบโคจรพลังวิญญาณ

“ภายในสองชั่วโมง ทุกคนต้องอพยพ ไม่เช่นนั้น พวกเจ้าก็จะตาย!” ใบหน้าของเสี่ยเจอจั้งจริงจังเป็นอย่างยิ่งขณะออกคำสั่ง “จิงเสวียน เจ้าเองก็ไปด้วย! เจ้ามีหน้าที่เฝ้าระวังผู้คนจากห้ากองกำลัง เวลานี้พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าปะทะกับคนของสำนักยุทธภัณฑ์!”

เสี่ยจิงเสวียนพยักหน้าอย่างเคร่งขรึมก่อนจะมองไปยังทิศทางที่คนของฟู่โจวฮุยและถูชี่ฉองอยู่พลางกล่าวว่า “ตั้งแต่นี้ต่อไป ความเกลียดชังระหว่างห้ากองกำลังและสำนักยุทธภัณฑ์จะต้องยุติ!”

“โปรดวางใจ” ฟู่โจวฮุยให้สัญญา

“พวกข้าสามคนกับฉินเลี่ยจะอยู่ที่นี่ คนอื่น ๆ ทุกคนให้ออกจากที่นี่ทันที!” ซ่งซือหยวนเร่งเร้า

คนของห้ากองกำลังและสำนักยุทธภัณฑ์ล้วนถอยอย่างรวดเร็วด้วยความหวาดกลัว

เมื่อภูเขาเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง หลิงอวี้ฉีและหลิงเสวียนซวนเองก็รีบลงเขาอย่างรวดเร็วพร้อมกับผู้ฝึกยุทธจำนวนมากที่กำลังหลบหนีจากสำนักยุทธภัณฑ์ก่อนจะไปรวมกลุ่มกับผู้ฝึกยุทธจากหุบเขาอสูรทมิฬ

ทั่วทั้งเมืองถูกอพยพ

ภายในป่าศิลาธรรมชาติที่อยู่ระหว่างเมืองหินน้ำแข็ง เมืองจันทราวารีและเมืองอัคคีสีชาด

“ตาแก่ เจ้าเป็นใครกัน?” สีหน้าของเกาอวี้มืดมนและเย็นชา ดวงตามืดมนของเขาเต็มไปด้วยความร้อนใจ “ข้าผิดเองที่คิดจะลงมือฆ่าเจ้า แต่เรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว เจ้าต้องตามติดข้าเหมือนกับภูตผีใกล้ตายด้วยเหรอ?”

“เจ้าเด็กสารเลว ก่อนหน้านี้ข้าบาดเจ็บสาหัส ในที่สุดข้าก็หนีจากสถานที่อัปรีย์นั้นได้ก่อนจะเตรียมการพักฟื้นอยู่สักพักในดินแดนรกร้างแห่งนี้ แต่ผลสุดท้ายข้าก็ได้มาพบกับเจ้า เจ้าเด็กสารเลวชั่วช้า เจ้าคงเห็นอยู่แล้วว่าข้าได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ไม่เพียงแค่เจ้าจะไม่ยื่นมือเข้าช่วยข้า จู่ ๆ เจ้าก็พยายามจะฆ่าข้า ถ้าไม่ใช่เพราะการตอบสนองอันว่องไวของข้า ข้าเกรงว่าคงถูกเจ้าฆ่าตายไปแล้ว!” ชายแก่ร่างเตี้ยผอมแห้งผู้สวมชุดคลุมสีเทาหละหลวมจ้องมองเกาอวี้อย่างเย็นชา ร่างกายของเขาปกคลุมไปด้วยจิตสังหารอันเฉียบแหลม

ชายแก่คนนี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากตี้ฉีเจี่ยว จ้าวหอคอยจากหอคอยเงาทมิฬ

ก่อนหน้านี้เขาไล่ตามหลางเฉียไปทั่วทั้งเมืองยุทธภัณฑ์  เขากับถูซีร่วมมือกันเพื่อพยายามสังหารหลางเฉีย

พวกเขาไม่คาดคิดว่าหลางเฉียจะเก็บซ่อนวิชาลับเอาไว้ ด้วยการเผาไหม้แกนโลหิตที่เขาฝึกฝนมาอย่างแสนยากลำบาก หลางเฉียสามารถเพิ่มพละกำลังได้อย่างมหาศาลในระยะเวลาสั้น ๆ ไม่เพียงแค่เขาสังหารถูซีได้ในพริบตาเท่านั้น เขายังเกือบสังหารตี้ฉีเจี่ยวได้อีกด้วย

ในตอนนั้น ตี้ฉีเจี่ยวเห็นถูซีถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมจึงตระหนักได้ในทันทีว่าหลางเฉียได้เกิดบ้าคลั่งขึ้นมาแล้ว ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะวิ่งหนี

เขาหนีมาถึงป่าศิลาธรรมชาติแห่งนี้

ภายในป่าแห่งนี้ ร่างกายอ่อนแออย่างถึงที่สุดที่ปกคลุมไปด้วยโลหิตของเขานั่งอยู่ภายในหุบเขาลึกที่เด่นสะดุดตา

หลังจากนั้น เขาพบกับเกาอวี้ผู้มาที่ป่าศิลาเพื่อทำการฝึกฝน…

เมื่อเกาอวี้เห็นอีกฝ่าย ก่อนที่จะได้แลกเปลี่ยนคำพูดใด ๆ ออกมา เขาก็กระตุ้นแหวนหน้าอ๊อคและอัญเชิญเงาของเทพปีศาจออกมา เกาอวี้พยายามสังหารเขาในทันทีโดยที่ไม่ถามไถ่อะไรสักคำ

ถ้าไม่ใช่เพราะการฝึกฝนของเขาสูงส่งกว่าของเกาอวี้ ประกอบกับที่เขารวดเร็วกว่าเล็กน้อย เขาอาจจะตายด้วยเงื้อมมือของเกาอวี้ก็เป็นได้

หลังจากหนีมาได้ เขาต้องใช้เวลาหลายวันเพื่อฟื้นตัว แต่ว่า ตลอดหลายวันมานี้ เขาถูกเกาอวี้ผู้พร้อมจะสังหารเขาไล่ล่าอย่างต่อเนื่องอยู่ในป่าศิลาแห่งนี้ เขาเกือบพบกับความตายหลายต่อหลายครั้ง

แต่ตอนนี้ ในที่สุดเขาก็ฟื้นตัวพละกำลังมาได้ส่วนหนึ่ง ดังนั้น เขาจึงออกตามหาเกาอวี้ทันที

เขายืนอยู่ต่อหน้าเกาอวี้และขวางทางเกาอวี้เพื่อกล่าวความต้องการของตัวเองออกมา “เจ้าเด็กสารเลว ทางที่ดีเจ้าอธิบายมาให้ชัดดีกว่าว่าทำไมเจ้าถึงพยายามฆ่าข้าตั้งแต่ที่พบกันครั้งแรก ยิ่งไปกว่านั้น ทำไมเจ้าต้องไล่ล่าข้าเป็นเวลานานขนาดนี้ด้วย?”

“ตั้งแต่ที่สัตว์อสูรกลืนกินวิญญาณตาย ไม่มีคนอื่นมายังสถานที่อัปรีย์เช่นนี้ ดังนั้น พักนี้ข้าจึงเริ่มมาที่นี่เพื่อทำการฝึกฝน สถานที่แห่งนี้เป็นอาณาจักรส่วนตัวของข้า!” ใบหน้าของเกาอวี้เย็นชากว่าเก่า ดวงตาของเขาหรี่ลงพลางกล่าวว่า “จู่ ๆ เจ้าก็ปรากฏตัวจากที่ใดก็ไม่รู้ โลหิตก็ท่วมตัวและจิตสังหารหนาแน่นก็แผ่ซ่านไปทั่ว ข้าจะไปรู้ได้ยังไงว่าเจ้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อหมายหัวข้า? ข้าไม่สนเรื่องวันเกิดหรือพื้นเพของเจ้าเมื่อเห็นว่าเจ้าได้รับบาดเจ็บสาหัสในตอนนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าฆ่าข้า ข้าต้องชิงเคลื่อนไหวก่อนเพื่อชิงความได้เปรียบในการฆ่าเจ้าก่อนที่เจ้าจะฟื้นตัวจนหายดี”

เกาอวี้ฝึกฝนบันทึกวิญญาณนรกร่อนเร่ทั้งเก้าอย่างแสนยากลำบาก ดังนั้น การฝึกฝนของเขาจึงก้าวกระโดด ในตอนนี้เขาเลื่อนระดับไปถึงขั้นท้ายของพลังระดับก่อเกิดแล้ว

การฝึกฝนบันทึกวิญญาณนรกร่อนเร่ทั้งเก้าทำให้มีพลังภูตผีมืดมิดติดตามมาด้วย เพราะมันเป็นสิ่งจำเป็นที่จะสามารถควบคุมวิญญาณชั่วร้ายได้และยังสามารถติดต่อสื่อสารกับเงาของเทพปีศาจได้อีกด้วย…

ดังนั้น เขาจึงต้องหาพื้นที่อันรกร้างปราศจากผู้คน ป่าศิลาแห่งนี้จึงกลายเป็นจุดฝึกฝนส่วนตัวของเขา

“แค่เพราะเจ้าคิดว่าข้าสามารถทำร้ายเจ้าได้ เจ้าถึงกับพยายามฆ่าข้าโดยไม่กล่าวอะไรสักคำอย่างนั้นเหรอ? เจ้าเด็กสารเลว จิตใจของเจ้าช่างอำมหิตนัก!” ใบหน้าของตี้ฉีเจี่ยวเย็นชาก่อนจะถามว่า “หลังจากนั้นน่ะเหรอ? ข้าหนีออกมาได้ ดังนั้นแล้ว ทำไมเจ้ายังไล่ตามข้าอีกหลายวันเลยล่ะ?”

“ข้าตัดสินใจลงไปแล้ว ดังนั้น เจ้าจึงกลายเป็นความขุ่นเคืองที่ประทับอยู่ในใจของข้า หลังจากที่เจ้าฟื้นตัวแล้ว เจ้าจะต้องตามหาข้าเพื่อชดใช้หนี้ครั้งนี้อย่างแน่นอน” สายตาของเกาอวี้เย็นชา “เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต คงจะดีกว่าถ้าข้าฆ่าเจ้าก่อนเจ้าจะสามารถฟื้นตัวได้ทัน!”

เมื่อฟังคำอธิบายของเกาอวี้ ใบหน้าของตี้ฉีเจี่ยวก็เริ่มบิดเบี้ยว เขาตระหนักได้ว่าเจ้าเด็กที่ชื่อเกาอวี้คนนี้อำมหิตยิ่งกว่ามือสังหารของหอคอยทมิฬเสียอีก

“เจ้าเด็กสารเลว เจ้ามีสองทางเลือก ให้ข้าฆ่าเจ้าที่นี่หรือเจ้าจะติดตามข้า” ตี้ฉีเจี่ยวตะโกนหลังจากครุ่นคิดสักพัก

“ข้าจะไปกับเจ้า” เกาอวี้ตอบทันทีโดยไม่ถามสักคำ

ใบหน้าของตี้ฉีเจี่ยวแข็งทื่อ “นี่เจ้า…”

“ตอนนี้เจ้าก็ฟื้นตัวแล้ว ถ้าเจ้าอยากฆ่าข้า ข้าก็ไม่มีสิทธิ์ห้ามเจ้า” น้ำเสียงของเกาอวี้เย็นชาดุจน้ำแข็ง “ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าก็มีแต่ต้องติดตามเจ้า”

ความรู้สึกภายในดวงตาของตี้ฉีเจี่ยวแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง เขาจ้องมองเกาอวี้อยู่สักพัก จากนั้น จู่ ๆ เขาคิดว่าเจ้าเด็กสารเลวคนนี้ช่างคล้ายกับเขาเมื่อตอนวัยเยาว์อย่างน่าเหลือเชื่อ ทั้งความสงบและความอำมหิตของเด็กหนุ่มคนนี้ล้วนทำให้เขาประหลาดใจ

“งั้นก็มากับข้า” ตี้ฉีเจี่ยวพยักหน้าและนำเขาไปยังทิศทางที่มุ่งสู่สำนักยุทธภัณฑ์

เกาอวี้ตามติดในทันที

ไม่มีใครรู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ ฝีเท้าของเกาอวี้ก็หยุดลงทันที ความรู้สึกสับสนฉายผ่านดวงตาของเขาขณะมองแหวนหน้าอ๊อคบนมือของเขา

เศษเสี้ยวความทรงจำของเศษเสี้ยววิญญาณของปีศาจภายในแหวนกลับไม่สงบขึ้นมา ราวกับว่าพวกมันกำลังเร่งเร้าเขา เร่งเร้าให้เขาก้าวไปข้างหน้า ไปยังทิศทางของสำนักยุทธภัณฑ์!

“เจ้าเด็กสารเลว ฝันกลางวันอยู่หรือไง?” ตี้ฉีเจี่ยวถามพลางหันหน้ามามอง

เกาอวี้ไม่ตอบ นิ้วของเขาสัมผัสแหวนหน้าอ๊อคอย่างแผ่วเบา เขาสัมผัสความผันแปรภายในอย่างต่อเนื่องและพยายามปะติดปะต่อเศษเสี้ยวความทรงจำจำนวนมาก

ภายในป่าเขาที่อยู่ด้านหลังภูเขาไฟอัคคี

น้ำโลหิตไหลโกรกกรากอยู่ภายในสระโลหิต ทั่วทั้งร่างของหลางเฉียแช่อยู่ภายใน รูขุมขนของเขาปล่อยฟองขนาดจิ๋วออกมา

หมอกโลหิตแพร่กระจายไปทั่วป่า มีเพียงหลางเฉียเท่านั้นที่อยู่ที่นี่ ไม่มีสมาชิกหอกโลหิตคนอื่นอยู่แถวนี้

ลำแสงโลหิตเคลื่อนลงมา เผยให้เห็นร่างกายที่ผ่อนคลายและยอดเยี่ยมของเสวี้ยลี่ ร่างกายของเขาปกคลุมไปด้วยชุดสีโลหิตแดงเข้ม ออร่าของเขาชวนให้หลงใหล การเคลื่อนไหวของเขาเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์สุดพิเศษ

เขายืนอยู่ข้างสระที่หลางเฉียกำลังแช่อยู่

“ทำไมเจ้าไม่ไปอยู่แนวหน้าของการต่อสู้ครั้งนี้ล่ะ?” เสวี้ยลี่ถามพลางหัวเราะเสียงเบา

หลางเฉียจ้องมองอีกฝ่าย จากนั้นจึงมองไปที่ร่างกาย เขากล่าวว่า “ร่างกายที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสของข้าไม่สามารถรับผลลัพธ์หลังจากนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังมีท่านอยู่”

“ข้าไม่ใช่คนจากสำนักยุทธภัณฑ์ ดังนั้น ข้าไม่สนเรื่องชีวิตและความตายของสำนัก” เสวี้ยลี่หัวเราะคิกคัก จากนั้นจึงมองไปที่หลางเฉียพลางกล่าวว่า “ในใจของเจ้า เจ้าได้สาบานว่าจะปกป้องสำนักนี้จนตัวตายไม่ใช่เหรอ?”

“ถ้าข้าสามารถปกป้องได้ งั้นข้าก็จะทำ ถ้าข้าทำไม่ได้ งั้นข้าก็จะไม่ตายเพื่อเผยความจริงใจให้ได้เห็น” หลางเฉียตอบหลังจากคิดอยู่นานสองนาน

เสวี้ยลี่หัวเราะ จากนั้นจึงพยักหน้า เขากล่าวว่า “พวกคนที่โอนอ่อนจะมีชีวิตยืนยาว ข้าขอมอบคัมภีร์นี้ให้กับเจ้า มันจะช่วยชี้ทางการฝึกฝนที่ถูกต้องของสำนักอสูรโลหิตให้กับเจ้า ข้าหวังว่าเจ้าจะควบคุมตัวเองและไม่ก้าวเดินแบบโหยวหงเจ้อ ไม่เช่นนั้น ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าจะฆ่าเจ้าด้วยตัวของข้าเอง”

หลางเฉียรับตำราเล่มบางมา คิ้วของเขาขมวดก่อนจะมองไปที่เสวี้ยลี่แล้วถามว่า “ท่านหวังว่าข้าจะสืบทอดเคล็ดสำนักอสูรโลหิตแทนที่ท่านอย่างนั้นเหรอ?”

“เด็กดี” เสวี้ยลี่ยิ้มยิงฟัน

“ต่อให้ข้ารับสืบทอดมา มันก็จะเป็นหอกโลหิต ไม่ใช่สำนักอสูรโลหิต” หลางเฉียกล่าวขณะมองดวงตาของเสวี้ยลี่

“ข้าไม่สนว่ามันจะถูกเรียกว่าอะไร ขอแค่เจ้ายึดมั่นบนเส้นทางที่ถูกต้องและไม่ถูกควบคุมโดยโลหิตสดใหม่เหล่านั้นก็พอแล้ว” หลังจากกล่าวคำพูดเหล่านั้นออกมา เสวี้ยลี่แปรเปลี่ยนเป็นลำแสงโลหิตอีกครั้งก่อนจะทิ้งหลางเฉียไปอย่างรวดเร็ว

••••••••••••••••••••

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร