0 Views

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร

••••••••••••••••••••

ตอนที่ 236: เปลี่ยนแปลง

 

เป็นเวลาหลายปี สมาพันธ์เทวาลึกลับและแปดมหาวิหารปรารถนาความร่ำรวยที่สั่งสมมาของสำนักยุทธภัณฑ์ พวกเขาหวาดกลัวว่าสักวันสำนักยุทธภัณฑ์จะกลายเป็นกองกำลังทองแดง ทำให้สภาพความสัมพันธ์แปรเปลี่ยนเป็นหนึ่งในสามกองกำลัง

ดังนั้น สมาพันธ์เทวาลึกลับและแปดมหาวิหารจึงอยากทำลายสำนักยุทธภัณฑ์

ถึงอย่างนั้น เมื่อพวกเขาวางแผนที่มีผลกระทบต่ำ พวกเขาจะได้รับคำเตือน คำเตือนจากกองกำลังระดับสูงกว่า!

พวกเขาเองก็รู้ว่ามีบางคนกำลังปกป้องสำนักยุทธภัณฑ์ เขาไม่ยอมให้พวกเขาเคลื่อนไหว

มันเป็นสิ่งที่พวกเขาทนทุกข์ทรมานมาหลายปี…

ผ่านมาหลายร้อยปี พวกเขาไม่ได้ยินข่าวเกี่ยวกับคนคนนั้นอีก พวกเขาอดทนจนกระทั่งพวกเขาคิดว่าคนคนนั้นจากไปแล้วจึงกล้าลงมือกับสำนักยุทธภัณฑ์

ยิ่งไปกว่านั้น ในเบื้องต้น สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือการให้หอคอยเงาทมิฬไปลอบสังเกตการณ์

พวกเขาไม่ได้รับสัญญาณเตือนใด ๆ เมื่อหอคอยเงาทมิฬโจมตีสำนักยุทธภัณฑ์ ดังนั้น พวกเขาจึงลอบปิติยินดี หลังจากนั้น พวกเขาออกคำสั่งให้หออสูรทมิฬ หุบเขาเจ็ดอสูร ภูผานภาเมฆาและทะเลหมอกม่วงเคลื่อนไหว

พวกเขาก็ยังไม่ไดรับคำเตือน

เพราะแบบนี้ พวกเขาจึงยิ่งกล้าลงมือมากขึ้น พวกเขามั่นใจว่าคนคนนั้นไม่อยู่แถว ๆ นี้แล้ว ดังนั้น  ถูซีและเสี่ยเจอจั้งจึงปรากฏตัวขึ้น พวกเขาถึงกับคิดแผนการใหญ่ขึ้นมาในภายหลัง

ในสายตาของสมาพันธ์เทวาลึกลับและแปดมหาวิหาร สำนักยุทธภัณฑ์ผู้ไม่ยอมจำนนต่อพวกเขาคือภัยคุกคามและยังเป็นชิ้นเนื้อติดมันที่ต้องช่วงชิงมา

พวกเขาไม่เคยคิดเคยฝันว่าสำนักยุทธภัณฑ์ที่ถูกพบที่ภูเขาไฟอัคคีจะมีตัวตนมากว่าเก้าร้อยปีเพื่อขวางกั้นเส้นทางของปีศาจใต้พิภพ!

วันนี้ ในที่สุดพวกเขาก็เข้าใจว่าทำไมบุคคลสำคัญระดับสูงถึงปกป้องสำนักยุทธภัณฑ์ เขาไม่ได้ทำเพื่อสำนักยุทธภัณฑ์เท่านั้น เขายังทำเพื่อทวีปสายน้ำสีชาดอีกด้วย…

“ฟิ่ว ฟิ่ว ฟิ่ว!”

หมอกสีเทาขาวกลุ่มหนาออกมาจากสามรูพร้อมกับคลื่นสั่นสะเทือนที่ทั้งมืดมนและน่าหวาดกลัวที่ถูกปลดปล่อยจากหมอกควัน

ภูเขาไฟอัคคีกำลังสั่นไหว เสียงแหลมดังขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ค่ายเสาวิญญาณอีกเก้าต้นที่เหลือเองก็สั่นไหว พวกมันกำลังพุ่งขึ้นไป

เสวี้ยลี่แปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง เขาจ้องมองไปที่สามรูและสัมผัสพวกมันหลังจากสีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นน่าเกลียด

ซ่งซือหยวนเองก็มองไปที่สามรู บนใบหน้าของเขาเองก็หาดกลัว เขากล่าวว่า “ฉินเลี่ย นำค่ายเสาวิญญาณสามต้นนั่นกลับมาที่เดิมเพื่อขวางกั้นเส้นทางของปีศาจใต้พิภพ ข้าสัญญาว่าตั้งแต่นี้ต่อไป สมาพันธ์เทวาลึกลับจะไม่แตะต้องสำนักยุทธภัณฑ์แม้แต่ปลายเส้นผม!”

“ข้าเองก็ขอพูดในฐานะตัวแทนแปดมหาวิหาร ตราบใดที่เจ้ายังขวางกั้นเส้นทางของปีศาจใต้พิภพ แปดมหาวิหารของข้าจะถ่ายทอดคำสั่งเพื่อให้ละทิ้งความคิดโง่เขลาที่จะทำลายสำนักยุทธภัณฑ์!” จันเทียนอี้เองก็ตะโกนออกมา

ผู้ฝึกยุทธทุกคนจากห้ากองกำลังและทุก ๆ คนจากสำนักยุทธภัณฑ์ในตอนนี้ล้วนมีสีหน้าซีดเผือดและเอ่อล้นไปด้วยความหวาดกลัว

ในที่สุดพวกเขาก็เข้าใจว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้น

ค่ายสิบสองเสาวิญญาณที่ตั้งตระหง่านมานานกว่าเก้าร้อยปีมีจุดประสงค์เพื่อใช้ความร้อนของเพลิงปฐพีที่ภูเขาไฟอัคคีในการขวางกั้นเส้นทางของปีศาจใต้พิภพอันชั่วร้าย มันช่วยปิดกั้นไม่ให้อาณาจักรใต้พิภพและทวีปสายน้ำสีชาดเชื่อมต่อกัน!

เผ่าพันธุ์ปีศาจจากอาณาจักรใต้พิภพมักผ่านมาทางสมรภูมิใต้พิภพเพื่อเข้าสู่ทวีปสายน้ำสีชาด

สมรภูมิใต้พิภพคือพื้นที่รับแรงกระแทกระหว่างอาณาจักรใต้พิภพและทวีปสายน้ำสีชาด ภายในสมรภูมิใต้พิภพ คนระดับสูงที่แข็งแกร่งที่สุดของแปดมหาวิหารและสมาพันธ์เทวาลึกลับคอยคุ้มกันอยู่ พวกเขาร่ายค่ายกักขัง กำแพงและอื่น ๆ จำนวนมากด้วยการใช้วัตถุดิบวิญญาณของสองกองกำลังทองแดงขนาดใหญ่เพื่อหยุดเผ่าพันธุ์ปีศาจจากอาณาจักรใต้พิภพไม่ให้ก้าวไปมากกว่านี้!

เผ่าพันธุ์ปีศาจของอาณาจักรใต้พิภพให้ความสนใจที่จะผ่านสมรภูมิใต้พิภพ พวกมันทนต่การโมตีอันน่าหวาดลัวของเขตแดนกักขังและสิ่งกีดขวางได้

เพราะแบบนี้ จึงมีเผ่าพันธุ์ปีศาจไม่มากจากอาณาจักรใต้พิภพที่สามารถผ่านแนวป้องกันในสมรภูมิใต้พิภพมาได้ ต่อให้มีปลาหนึ่งหรือสองตัวที่หลุดรอดตาข่ายเข้ามาได้ พวกมันก็จะถูกจัดการอย่างรวดเร็ว

แต่ถ้าค่ายสิบสองเสาวิญญาณพุ่งขึ้นไปและผนึกบนดินแดนแห่งนี้ถูกเปิดออกโดยสมบูรณ์ เส้นทางระหว่างอาณาจักรใต้พิภพและทวีปสายน้ำสีชาดก็จะถูกเปิดออก

เผ่าพันธถ์ปีศาจจากอาณาจักรใต้พิภพจะสามารถเข้าทวีปสายน้ำสีชาดผ่านเส้นทางนี้โดยไม่จำเป็นต้องรับมือกับผนึกและสิ่งกีดขวางที่สมรภูมิใต้พิภพได้โดยง่าย พวกมันไม่จำเป็นต้องหลั่งโลหิตให้มากจนเกินไป!

ทุกคนต่างรับรู้ถึงความรุนแรงของปัญหานี้

“ตูม ตูม ตูม! ฟิ่ว!”

หลังจากปฐพีสั่นสะเทือน ค่ายเสาวิญญาณอีกต้นลอยขึ้นอยู่กลางอากาศ

สีหน้าของฉินเลี่ยเองก็เปลี่ยนไป

ค่ายเสาวิญญาณที่ไม่ลอยขึ้นเพราะเขาแต่กลับถูกดันโดยพลังอันมหาศาลจากพื้นดิน

“ฉินเลี่ย! ถ้าเจ้าสามารถผนึกดินแดนนี้อีกครั้งได้ พวกเราจะยอมรับเงื่อนไขทุกอย่าง!” เสี่ยเจอจั้งตะโกนด้วยความหวาดกลัว

“รีบลงมือซะ ข้ารับปากว่าจะไม่มีสิ่งใกเกิดขึ้นกับสำนักยุทธภัณฑ์!” ซ่งซือหยวนเองก็ตะโกน

“เร็วเข้าสิ!” จันเทียนอี้ตะโกนด้วยความรีบร้อน

“ฉินเลี่ย!”

ฉับพลันสามผู้อาวุโสสูงสุดและเจ็ดผู้อาวุโสสำนักในตื่นเต้นขึ้นมา ในที่พวกเขาก็เห็นความหวังก่อนจะตะโกนไปที่ฉินเลี่ยเช่นกัน

พวกเขาในตอนนี้เร่งเร้าให้ฉินเลี่ยลงมือ

ฉินเลี่ยนั่งลงในทันที เขารวบรวมพลังและจิตสำนึกที่หลงเหลืออยู่ จากวิธีที่เสวี้ยลี่สอนเขามา เขาพยายามเรียกค่ายเสาวิญญาณที่อยู่กลางอากาศให้กลับลงมา

“ตูม ตูม! ตูม ตูม!”

แต่ว่า เมื่อเขาลงมือ ค่ายเสาวิญญาณอีกสองต้นกลับลอยขึ้น

“ฟิ่ว ฟิ่ว ฟิ่ว! ฟิ่ว ฟิ่ว ฟิ่ว!”

ควันสีเทาขาวจำนวนมากลอยออกจากก้นบึ้งปฐพีพร้อมกับเสียงกรีดร้องและเสียงร้องแหลมอันน่าหวาดกลัว ทำให้จิตใจของทุกคนสั่นเทิ้ม

“ไม่มีเวลาแล้ว” เสวี้ยลี่เสริม

แสงโลหิตฉายผ่านในดวงตาของเขา คลื่นสีโลหิตกระจายออกจากร่างกายที่กำลังนั่งอยู่

คลื่นสีโลหิตกระเพื่อมออกมา พวกมันคือสุญญากาศทรงปัญญาที่กำลังค้นหาบางสิ่ง

ดูเหมือนโลหิตทั้งหมดที่กำลังไหลซึมออกจากผู้ฝึกยุทธที่ถูกสังหารถูกดึงดูดไปยังคลื่นโลหิตก่อนจะถูกดูดซับโดยสมบูรณ์

แสงคลื่นโลหิตขยายออก มันเคลื่อนไหวอยู่ใต้เท้าของทุกคน มันค่อย ๆ ไปถึงจุดที่กระจายออกจากอดีตสำนักยุทธภัณฑ์ก่อนจะดูดกลืนหยดโลหิตทุกหยดจากทุกคนที่ตายจากระเบิดสังหารลึกลับและค่ายเสาวิญญาณ

ราวกับโลหิตถูกดันเข้าหา ร่างกายเหี่ยวแห้งของเสวี้ยลี่ค่อย ๆ ขยายออก ผิวหนังซีดเผือดของเขาค่อย ๆ แดงขึ้น

ความผันแปรของโลหิตชั่วร้ายและน่าหวาดกลัวที่ทำให้โลหิตของคนคนหนึ่งเดือดพล่านเริ่มปลดปล่อยออกจากเสวี้ยลี่ สภาพของเขาพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในทันที

แสงวงโลหิตที่เสวี้ยลี่ปลดปล่อยออกมาถูกดูดซับอยู่ภายในร่างกายของเขา

ฉับพลันเขายืนขึ้น

ร่างกายของเขาที่เคยเหมือนกับศพแห้ง ตอนนี้กลับครอบครองร่างกายที่เหมือนกับคนปกติ ใบหน้าน่าเกลียดและน่าหวาดกลัวแปรเปลี่ยนเป็นหล่อเหลาและหนุ่มแน่น

เขาแปรเปลี่ยนเป็นชายหนุ่มหล่อเหลาอายุราว ๆ สี่สิบปีเพียงระยะเวลาสั้น ๆ

ร่างของเขาสูงผอมและสวมใส่ชุดคลุมสีแดงเข้ม เขาครอบครองดวงตาสีแดง ใบหน้าหล่อเหลาให้ความรู้สึกยอดเยี่ยมและเปี่ยมด้วยเสน่ห์อันน่าขนลุก

“ท่านผู้อาวุโส!” ฉินเลี่ยตะโกน

ในตอนนี้ ไม่ใช่แค่ภาพลักษณืของเสวี้ยลี่เปลี่ยนไปเท่านั้น ออร่าของเขาก็ระเบิดออกมาด้วยเช่นกัน

ฉินเลี่ยเข้าใจในทันที ไม่ใช่ว่าเสวี้ยลี่ไม่มีพลังที่จะสังหารผู้ฝึกยุทธที่มีพลังระดับสำนึกสามคน แต่เขาเก็บซ่อนพละกำลังเอาไว้ด้วยการดูดกลืนพลังจากโลหิตที่อยู่ชั้นใต้ดินด้วยความอดทน

เสวี้ยลี่ฝืนต้อนให้จนมุมอย่างที่ฉินเลี่ยคาดเอาไว้!

“ตูม ตูม! ตูม ตูม!”

ค่ายเสาวิญญาณอีกสองต้นพุ่งขึ้น ท่ามกลางการสั่นสะเทือนขนาดมหึมา ภูเขาไฟอัคคีเริ่มพังทลาย ถ้ำที่อยู่ครึ่งทางขึ้นเขาพังทลาย รอยร้าวจำนวนมากเริ่มปรากฏให้ได้เห็น

“ท่านผู้อาวุโส! ท่านสามารถขวางกั้นเส้นทางของปีศาจใต้พิภพได้หรือเปล่า?” เสี่ยเจอจั้งตะโกน

เสวี้ยลี่ยิ้มยิงฟันและเริ่มหัวเราะออกมา

เขาผู้ที่มีร่างกาย รูปลักษณ์ รวมถึงออร่าเปลี่ยนไปในตอนนี้เต็มไปด้วยความยินดีที่เผยผ่านแววตายามหัวเราะ ไม่เพียงแค่ความชั่วร้ายและความกระหายโลหิตจะหายไปเท่านั้น มันยังให้ความรู้สึกที่สบายใจอีกด้วย

เขาไม่ได้ให้ค่ากับเสี่ยเจอจั้ง ซ่งซือหยวนหรือจันเทียนอี้ เขากลับกล่าวต่อฉินเลี่ยว่า “เจ้าหนู หากเจ้าไม่สามารถไปถึงพลังระดับบรรลุได้ เจ้าก็ไม่สามารถขวางกั้นเส้นทางของปีศาจใต้พิภพได้ ดังนั้น เส้นทางนี้จะถูกเปิดออก เผ่าพันธุ์ปีศาจของอาณาจักรใต้พิภพจะก้าวเข้าสู่ดินแดนแห่งนี้ ฮี่ เตรียมการตั้งแต่ตอนนี้จะดีกว่า”

ใบหน้าของฉินเลี่ยมืดมน

เสวี้ยลี่มองซ่งซือหยวนและอีกสองคนที่เหลือ เขายิ้มเล็กน้อย น้ำเสียงของเขาสงบและเป็นธรรมชาติ “ตอนนี้พวกเจ้ากลัวหรือยัง?”

ทั้งสามคนพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียง

“รู้สึกกลัวเอาป่านนี้ก็เปล่าประโยชน์ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด พยายามเตรียมการเพื่อเผชิญหน้ากับโศกนาฏกรรมครั้งนี้ดีกว่า” เสวี้ยลี่ไม่กล่าวอย่างสุภาพ “พวกเจ้าทำให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งนี้ เส้นทางนี้ถูกเปิดเพราะแรงกดดันที่พวกเจ้ามอบให้กับสำนัก ข้าจะเตือนพวกเจ้าก็แล้วกัน การขวางกั้นของเส้นทางนี้อาจจะขึ้นอยู่กับค่ายสิบสองเสาวิญญาณก็ได้ อีกทั้งฉินเลี่ยก็อาจจะเป็นคนเดียวที่สามารถย้ายค่ายเสาวิญญาณเพื่อผนึกสถานที่แห่งนี้ได้ แน่นอน เขาไม่สามารถทำได้ในตอนนี้ เขาต้องการเวลาในการเติบโต อย่างน้อยก็ต้องไปให้ถึงพลังระดับบรรลุ”

สีหน้าของทั้งสามคนยิ่งมายิ่งย่ำแย่

“อ้อ จริงสิ ข้าลืมเตือนพวกเจ้าอีกเรื่องไปเลย ระเบิดสังหารลึกลับพวกนั้นน่ะ มันเป็นสุดยอดอาวุธกำหราบเผ่าพันธุ์ปีศาจจากอาณาจักรใต้พิภพ ถ้ามันสามารถผลิตได้เป็นจำนวนมากและใช้ให้เกิดประสิทธิผลได้ พวกเจ้าอาจจะหาทางรอดจากเรื่องนี้ได้” เสวี้ยลี่หัวเราะคิกคักขณะกล่าวออกมา

ทั้งสามคนมองฉินเลี่ยด้วยความรู้สึกมากมาย

“เจ้าหนู การที่เจ้ารอดจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้ได้ก็ถือว่าโชคช่วยมามากแล้ว” เสวี้ยลี่พูดเยาะเย้ยและกล่าวกับฉินเลี่ยว่า “ดูแลวิญญาณอีกครึ่งหนึ่งของข้าด้วย ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา ข้าจะทำลายทุกคนที่ใกล้ชิดกับเจ้าซะ!”

เมื่อกล่าวจบ เสวี้ยลี่คำราม เขาแปรเปลี่ยนเป็นริ้วแสงโลหิตก่อนจะบินไปทางตะวันออก ในพริบตา เขาก็หายตัวไป

เสวี้ยลี่รู้สึกเสียดายอย่างเห็นได้ชัดว่าเขาไม่สามารถฝืนให้ฉินเลี่ยยอมมอบวิญญาณอีกครึ่งหนึ่งให้แก่เขาได้ แต่ดูเหมือนเขามีปัญหาเร่งด่วนที่ต้องสะสางก่อน ดังนั้น เขาจึงไม่สามารถเสียเวลาไปกับฉินเลี่ยมากกว่านี้ได้ เขาต้องจากไปชั่วคราวเพื่อสะสางปัญหาส่วนตัวเสียก่อน

วิญญาณอีกครึ่งหนึ่งของเขายังอยู่ในก้อนผนึกวิญญาณของฉินเลี่ย นั่นหมายความว่าเขายังสามารถติดต่อกับฉินเลี่ยได้ทุกเมื่อ

เขายังสามารถรับรู้สภาพของฉินเลี่ยได้ทุกเมื่อและสามารถหาตัวฉินเลี่ยเจอได้โดยง่าย ดังนั้น เขาจึงไม่กังวลที่จะจากไป

“เส้นทางถูกเปิดแล้ว ผู้ฝึกยุทธระดับต่ำต้องอพยพออกจากที่นี่ แจ้งพวกระดับสูงให้เตรียมต่อสู้” ซ่งซือหยวนสุดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะตะโกนออกมาว่า “ทุกคน ถอยออกจากที่นี่! ตั้งแต่นี้ต่อไป การต่อสู้ระหว่างสำนักยุทธภัณฑ์ให้หยุดเอาไว้ก่อน! หออสูรทมิฬ หุบเขาเจ็ดอสูร หอคอยเงาทมิฬ พวกเจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้ลงมือกับสำนักยุทธภัณฑ์!”

“ภูผานภาเมฆาและทะเลหมอกม่วง หยุดสร้างความร้าวฉานกับสำนักยุทธภัณฑ์ ทิ้งความบาดหมางไปให้หมด!” จันเทียนอี้ออกคำสั่ง

ห้ากองกำลังตกตะลึงเมื่อพวกเขาได้ยินคำสั่งของซ่งซือหยวนและจันเทียนอี้

พวกเขารู้ว่าการเปลี่ยนแปลงความคิดกะทันหันของแปดมหาวิหารและสมาพันธ์เทวาลึกลับเป็นผลจากคำพูดของเสวี้ยลี่ ฉินเลี่ยสามารถผนึกพื้นดินนี้ในอนาคตได้และระเบิดสังหารลึกลับของฉินเลี่ยเป็นกุญแจสำคัญที่จะต่อกรกับเผ่าพันธุ์ปีศาจจากอาณาจักรใต้พิภพ!

••••••••••••••••••••

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร