0 Views

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร

••••••••••••••••••••

ตอนที่ 235: การเปลี่ยนแปลงอันน่าตกตะลึง

 

การคาดเดาของจันเทียนอี้ล้วนถูกต้อง ซ่งซือหยวนและเสี่ยเจอจั้ง สองยอดฝีมือจากสมาพันธ์เมวาลึกลับล้วนเห็นค่าของระเบิดสังหารลึกลับ

พวกเขาได้เป็นสักขีพยานต่อพลังของระเบิดสังหารลึกลับหกลูก แม้แต่ยอดฝีมือที่มีพลังระดับสำนัก พวกเขายังไม่กล้ากล่าวอ้างว่าตนจะสามารถหลบหนีโดยไร้รอยขีดข่วนได้หากต้องะทะกับแรงระเบิดของระเบิดสังหารลึกลับเข้าเต็ม ๆ

วัตถุที่น่าหวาดกลัวชิ้นนี้ที่สามารถทำลายล้างสำนักและกวาดล้างกองกำลังได้คือสิ่งที่สมาพันธ์เทวาลึกลับให้ความสนใจ!

เทียบกับระเบิดสังหารลึกลับแล้ว มั่วไห่และวัตถุดิบวิญญาณ รวมถึงสูตรลับทั้งหมดที่สำนักยุทธภัณฑ์ครอบครองในตอนนี้ก็ยังไร้ค่า

จันเทียนอี้อาจจะไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธผู้ยึดในแผนการ แต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่ เขาเห็นว่าซ่งซือหยวนและเสี่ยเจอจั้งต้องการสิ่งสำคัญอย่างระเบิดสังหารลึกลับ ดังนั้น สายตาของเขาจึงสั่นไหวขณะกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าคงปล่อยให้สมาพันธ์เทวาลึกลับได้แต่ของดี ๆ ไปไม่ได้หรอกนะ”

เขาจ้องมองฉินเลี่ยแล้วกล่าวว่า “แปดมหาวิหารจะไม่ยอมให้พวกเจ้าได้สิ่งที่อยู่กับเด็กหนุ่มคนนี้ ก่อนอื่น ต้องจับเป็นแล้วค่อยมาถกกันว่าจะทำยังไงกันต่อ”

ซ่งซือหยวนและเสี่ยเจอจั้งรู้ว่ามันไม่ง่ายนักที่จะให้ทุกสิ่งเป็นไปตามที่ต้องการ ดังนั้น พวกเขาพยักหน้าเพื่อตอบรับข้อเสนอของจันเทียนอี้

“ท่านผู้อาวุโส…” จันเทียนอี้ละสายตาจากฉินเลี่ยและคำนับเพื่อเป็นการขอทาเสวี้ยลี่พลางกล่าวว่า “ท่านผู้อาวุโส อภัยให้พวกข้าด้วย ท่านผู้อาวุโส… ท่านผู้อาวุโส??”

เขาพบว่าเสวี้ยลี่หลับอยู่ขณะที่พวกเขาพูดคุยกัน

เพราะดวงตาหลับอยู่ เสวี้ยลี่จึงไม่ปลดปล่อยความผันแปรของพลังโลหิตอันแก่กล้าออกมา เขาเหมือนกับศพแห้งที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานกว่าพันปีและมีความสามารถเพียงให้คนอื่นลำบากใจ มันไม่สามารถขู่ได้มากไปกว่านี้

เพราะเสวี้ยลี่ไม่ลืมตาหรือกล่าววาจาใด ๆ จันเทียนอี้จึงไม่กล่าวอะไรต่อ เขาดึงเทพวิญญาณศักดิ์สิทธิ์กลับมา

ในตอนนี้ ปีศาจ นกขนาดใหญ่ อินทรีสีทองและจักรวาลดาราทั้งหมดล้วนกลับเข้าสู่ค่ายเสาวิญญาณหลังจากถูกต้อนโดยแสงศักดิ์สิทธิ์สีทองคำขาวของเทพวิญญาณศักดิ์สิทธิ์

โอเบลิสก์นภาทั้งสามต้นยังอยู่เหนือศีรษะของฉินเลี่ยชั่วคราว แต่มันไม่เกิดการสั่นไหวใด ๆ อีก

คัมภีร์ภาพขนาดใหญ่ที่ผิดปกติทั้งสามภาพสั่นไหวภาพแล้วภาพเล่า พวกมันล้วนเผยแสงสว่างกลุ่มเล็กออกมาก่อนจะหายเข้าไปในผังบนค่ายเสาวิญญาณ

ภายใต้เสาหินทั้งสามต้น ฉินเลี่ยอยู่ในสภาพใกล้เคียงกับเสวี้ยลี่ เขานั่งพลางหลับตา

“นายท่านซ่ง นายท่านเสี่ย…” ฟู่โจวฮุยคำนับจากที่ไกล ๆ

“ท่านทูต” เจี่ยงหยวนให้ความเคารพต่อจันเทียนอี้

กลุ่มคน รวมถึงฟู่โจวฮุย เจี่ยงหยวน จี้เหลี่ยวและเฟิ่งหลิน คนของพวกเขาที่ตายไป… ครั้งหนึ่งเคยมารวมตัวกันที่ริมลานกว้าง

หออสูรทมิฬ หอคอยเงาทมิฬ ทะเลหมอกม่วงและผู้ฝึกยุทธเกือบพันคนจากห้ากองกำลังได้เข้าโจมตีสำนักยุทธภัณฑ์

จากจุดนี้ หยวนเทียนหยาและเหลียงยังจู่ตายก่อน ตามติดมาด้วยเจียวหลิวอวี้ เฉาชวนรุ่ยและอวี๋ต้าย

พวกเขาล้วนถูกเก็บกวาดกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า

ตอนนี้ เหลืออยู่เพียงแค่หยิบมือเดียวแล้ว…

ถูชี่ฉอง เสี่ยจิงเสวียน เหลียงจง หยี่ยวน ชางลี่และคนอื่นล้วนเดินมาจากด้านนอก

พวกเขามองไปที่คนจากสำนักยุทธภัณฑ์ที่บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมากจนมีสภาพโหดร้ายไม่ต่างไปจากพวกเขา พวกเขามองเฝิงหยงและถงจี้ขวา จากนั้นจึงมองสามผู้อาวุโสสูงสุดและเจ็ดผู้อาวุโสสำนักใน ถัดมา พวกเขามองไปที่เสวี้ยลี่…

ฉับพลันทุกคนเงียบ

แต่ว่า พวกเขาล้วนกวาดตามองไปที่ฉินเลี่ยราวกับมีความเห็นพ้องต้องกัน!

ทุกคนจากห้ากองกำลังในตอนนี้ล้วนเข้าใจว่าเหตุผลที่สำนักยุทธภัณฑ์สามารถอยู่รอดมาจนถึงตอนนี้และทำให้พวกเขาสูญเสียไปอย่างใหญ่หลวงล้วนเป็นเพราะตัวตนของฉินเลี่ย!

ถ้าฉินเลี่ยไม่อยู่ที่นี่ สำนักยุทธภัณฑ์จะถูกทำลายตั้งแต่คลื่นแรกที่นำโดยหยวนเทียนหยา เหลียงยังจู่ เฉ่อจิงหยุน วูท่าและซูสื่อยัง

เป็นฉินเลี่ยที่ปลดปล่อยเสวี้ยลี่และดึงสำนักยุทธภัณฑ์ขึ้นจากหุบเหวแห่งความตาย ไม่เพียงแค่นั้น ฉินเลี่ยยังเป็นคนสังหารหยวนเทียนหยา เงาโลหิตและเหลียงยังจู่อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น เขาได้จับตัวเฉ่อจิงหยุน วูท่าและซูสื่อยังเอาไว้

หากไม่มีคำสั่งของฉินเลี่ยที่สัง่ให้ตัดนิ้วของทั้งสามคนที่ถูกจับตัวอยู่ เมืองยุทธภัณฑ์ควบคู่กับสำนักยุทธภัณฑ์ก็จะพังทลายไปนานแล้ว

หากไม่มีฉินเลี่ย สำนักยุทธภัณฑ์จะทนการโจมตีที่นำโดยอวี๋ต้ายและเจี่ยงหยวนได้อย่างไร?

หากไม่มีฉินเลี่ย…

หลังจากดูทรงสถานการณ์อย่างถี่ถ้วน ทุกคนค้นพบความน่าตกตะลึงอันยิ่งใหญ่ ผู้ฝึกยุทธที่มีพลังเพียงแค่ระดับก่อเกิดกลับทำให้ห้ากองกำลังพินาศได้ด้วยพลังที่สุดจะหยั่งถึง!

จากตรงนี้ ยิ่งพวกเขามองฉินเลี่ยนานเท่าไหร่ ความเย็นชาในหัวใจของพวกเขาก็เพิ่มมากขึ้น

“เจ้าเด็กสารเลวคนนี้ฉลาด แต่เขาหลั่งโลหิตมกาเกินไป ไม่อย่างนั้น…” จันเทียนอี้ส่ายหน้าด้วยความเสียใจ

ฉับพลันเขารู้สึกนับถือในตัวฉินเลี่ย

เสี่ยเจอจั้งมองเสี่ยจิงเสวียนด้วยท่าทีผ่อนคลายและถอนหายใจ “… จิงเสวียนไม่เก่งเท่าซ่งถิงอี้ว์ในเรื่องนี้ ถ้าเป็นซ่งถิงอี้ว์ ฉินเลี่ยจะยอมจำนนและใช้เขี้ยวเล็บเพื่อตระกูลซ่ง ช่างน่าเสียดายจริง ๆ ”

“นายท่าน?” เจี่ยงหยวนกล่างเสียงเบา

จันเทียนอี้โบกมือและส่งสัญญาณให้ทุกคนอยู่ในความสงบ ห้ามเคลื่อนไหวบุ่มบ่าม

ซ่งซือหยวนมีหออสูรทมิฬ หอคอยเงาทมิฬ หุบเขาเจ็ดอสูรและกองกำลังอื่นรอคอยอยู่

ผู้ฝึกยุทธที่มีพลังระดับสำนักสามคนมองเสวี้ยลี่เพื่อต้องการสัญญาณบางอย่างจากเขา

พวกเขาตระหนักได้ถึงพละกำลังอันยิ่งใหญ่ของเสวี้ยลี่

“เจ้าหนู ข้าบอกแล้วว่าหากเจ้ายังไปไม่ถึงพลังระดับปรากฏ มันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเปลี่ยนสถานการณ์โดยรอบ” ถึงตรงนี้ เสียงของเสวี้ยลี่ดังก้องอยู่ภายในก้อนผนึกวิญญาณของฉินเลี่ย

“ค่ายสิบสองเสาวิญญาณสามารถคุมขังข้าได้ ดังนั้น เป็นธรรมดาที่พวกมันย่อมสามารถคุมขังผู้ฝึกยุทธที่มีพลังระดับสำนักได้เช่นกัน ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่าจะใช้งานค่ายเสาวิญญาณอย่างไร น่าเสียดายที่เจ้าไม่สามารถดึงค่ายสิบสองเสาวิญญารออกจากพื้นดินได้ทุกต้น เจ้ายังแข็งแกร่งไม่มากพอ ดังนั้น เจ้าไม่สามารถทำให้ค่ายสิบสองเสาวิญญาณกลายเป็นค่ายมหาผนึกเพื่อผนึกผู้ฝึกยุทธที่มีพลังระดับสำนึกทั้งสามคนนี้ได้ ดังนั้น เจ้าจะล้มเหลว”

“มันไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากช่วยเจ้า แต่การฝึกฝนของเจ้าต่ำเกินไป เจ้าไม่สามารถสร้างค่ายป้องกันพื้นฐานที่สุดออกมาได้เลยด้วยซ้ำ”

“ไม่มีหนทางเลยจริง ๆ เหรอ?” ฉินเลี่ยตั้งจิตและสนทนากับเสวี้ยลี่ “แม้แต่ท่านก็ไม่มีหนทางที่จะพลิกสถานการณ์นี้เลยเหรอ?”

“ฮี่ฮี่ฮี่ มันย่อมมีหนทางเสมอ” เสวี้ยลี่หัวเราะราวกับปีศาจอยู่ในก้อนผนึกวิญญาณ

“หนทางแบบไหน?” ฉินเลี่ยถาม

“คืนวิญญาณอีกครึ่งหนึ่งของข้ามา ข้าจะฆ่าผู้บุกรุกและผู้ฝึกยุทธที่มีพลังระดับสำนึกให้เอง อีกอย่าง ข้ารับปากว่าข้าจะช่วยเจ้าแก้ปัญหาของสองกองกำลังทองแดงเป็นระยะเวลาสิบปี” เสวี้ยลี่เริ่มหัวเราะ

เขาวางแผนแต่ละก้าวและยังวางกับดักเอาไว้ในทุก ๆ ก้าว ยิ่งไปกว่านั้น เขายังขุดหลุมให้ฉินเลี่ยกระโจนลงมาเพื่อไปถึงเป้าหมายของเขา: การทวงคืนอิสรภาพ

วิญญาณอีกครึ่งหนึ่งของเขาอยู่ในก้อนผนึกวิญญาณ ดังนั้น เขารู้ว่าฉินเลี่ยมีสมบัติอันน่าพิศวงที่สามารถเคลื่อนย้ายตัวเองได้ เขาสามารถไปจากสนามรบได้ทุกเมื่อและสามารถละทิ้งสำนักยุทธภัณฑ์เพื่อการหลบหนีได้โดยง่าย

เขาไม่บอกฉินเลี่ยว่าพละกำลังที่ผสานกันของระเบิดสังหารลึกลับหกลูกจะทำให้อากาศบีบอัดจนพังทลาย ทำให้เกิดคลื่นเป็นชั้น ๆ จนฉินเลี่ยไม่สามารถหลบหนีด้วยนัยน์ตาเยือกแข็งที่เป็นส่วนหนึ่งในแผนการของเขาได้

เขาและจันเทียนอี้ตกลงกันเงียบ ๆ ว่าจะไม่เข้าไปก้าวก่าย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อบังคับให้ฉินเลี่ยพบกับทางตันในท้ายที่สุด!

ก้าวแล้วก้าวเล่า เขาฝืนให้ฉินเลี่ยพบกับสถานการณ์อย่างในปัจจุบัน เขาทำลายความเป็นไปได้ทั้งหมดที่ฉินเลี่ยคิดจะใช้เปลี่ยนสถานการณ์ เขาถึงขั้นบอกฉินเลี่ยเกี่ยวกับค่ายเสาวิญญาณเพื่อมอบความหวังให้ฉินเลี่ย จากนั้น เขาใช้จันเทียนอี้ผู้อยู่ขั้นท้ายของพลังระดับสำนึกเพื่อทำลายมันทิ้ง!

เขาอยากให้ฉินเลี่ยได้ลิ้มรสความสิ้นหวัง!

เขาอยากให้ฉินเลี่ยพึ่งพาเขาเพื่อการอยู่รอด ดังนั้น ฉินเลี่ยจึงต้องคืนวิญญาณอีกครึ่งหนึ่งให้กับเขา!

ตอนนี้ ฉินเลี่ยสามารถทำให้ค่ายเสาวิญญาณเพียงสามต้นจากสิบสองต้นลอยขึ้นมาได้ ทำให้เขาไม่สามารถสร้างค่ายมหาผนึกได้ ฉินเลี่ยไม่มีโอกาสที่จะแปรเปลี่ยนสถานการณ์ได้เลย

“วิญญาณอีกครึ่งหนึ่งของท่านไม่สามารถพาข้าออกจากสถานที่นี้ได้เลยเหรอ?” ฉินเลี่ยถาม

“ทั้งที่เผชิญหน้ากับผู้ฝึกยุทธที่มีพลังระดับสำนึกทั้งสามคน ยังต้องให้พาเจ้ากับแม่นางสองคนหนีไปด้วยอีกหรือ? ฮ่า โทษทีนะ ข้าไม่มีความสามารถจะทำแบบนั้นหรอก” เสวี้ยลี่ตอบ

“แล้วถ้าข้าเพียงคนเดียวล่ะ?” ฉินเลี่ยถามอีกครั้ง

“ตัวข้าข้าคนเดียวอาจจะยังไม่สามารถหลบหนีได้เลย ด้วยวิญญาณเพียงครึ่งเดียวและพละกำลังที่ได้รับความเสียหายมหาศาล ข้าอาจจะไม่สามารถรับมือกับสามคนนี้ได้” เสวี้ยลี่ค่อย ๆ หงุดหงิด เขากล่าวอย่างเย็นชาว่า “เจ้าคืนวิญญาณอีกครึ่งหนึ่งมาให้ข้าแล้วข้าจะช่วยเจ้าให้ผ่านพ้นปัญหาทั้งหมดนี้ไป ข้ารับปากว่าจะกำจัดสองกองกำลังแดงภายในสิบปีและจะยอมให้สำนักยุทธภัณฑ์ปกครองดินแดนแห่งนี้ ไม่เช่นนั้น เอาวิญญาณครึ่งหนึ่งของข้าไปพบกับความตายได้เลย เจ้าเป็นคนเลือกอยู่แล้วนี่!”

หัวใจของฉินเลี่ยบีบรัด

เขารู้สึกว่าเสวี้ยลี่ยังไม่ได้สำแดงพลังทั้งหมดออกมา เสวี้ยลี่กำลังบังคับให้เขาคืนวิญญาณอีกครึ่งหนึ่ง

แต่ตอนนี้ เขาไม่สามารถหาทางออกให้กับสถานการณ์นี้ได้เลย เขาต้องระวังตัวให้มากขึ้นและเขาต้องทำข้อตกลงกับเสวี้ยลี่ให้รัดกุม!

เหมือนอย่างที่เสวี้ยลี่กล่าว ด้วยสถานการณ์ในตอนนี้ เขาไม่มีทางเลือกอื่น

เขาสามารถปฏิเสธแล้วตายไปพร้อมกับวิญญาณอีกครึ่งหนึ่งของเสวี้ยลี่ได้ หรือเขาสามารถเลือกที่จะเชื่อคำสัญญาของเสวี้ยลี่แล้วคืนวิญญาณอีกครึ่งหนึ่งเพื่อเดิมพันว่าเสวี้ยลี่จะช่วยให้เขารอดพ้นผ่านข้อตกลงระหว่างสองฝ่ายหรือไม่

ถ้าเขาไม่ร่วมมือกับปีศาจเฒ่าตนนี้ เขาจะไม่สามารถผ่านอุปสรรคนี้ได้ เขาจะต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย

ถ้าเข้าร่วมมือกับปีศาจเฒ่าตนนี้ เขาสามารถถูกสังหารได้ในทันที แต่ก็มีโอกาสที่ปีศาจเฒ่าอาจจะไว้ชีวิตเขา…

สายความคิดลอยผ่านศีรษะของเขา เขาจัดประเภทอย่างช้า ๆ และค่อย ๆ ตัดสินใจ

เขากำลังจะให้คำตอบ

ถึงตอนนี้ เขารู้สึกถึงแรงสั่นไหวที่มืดมนและน่าหวาดกลัว

ฉับพลันเขาลืมตาขึ้น

เสวี้ยลี่ลืมตาเช่นกัน

สามยอดฝีมือที่มีพลังระดับสำนึกอย่างซ่งซือหยวน เสี่ยเจอจั้งและจันเทียนอี้เองก็เงยหน้ามองไปที่สามจุดดังกล่าว

ช่องว่างทั้งสามที่เกิดจากเสาสามต้นถูกดึงออกจากกัน!

ในตอนนี้ ควันสีเทาขาวไหลออกจากหลุมว่างเปล่าทั้งสามอย่างช้า ๆ ออร่าชั่วร้ายที่มืดมนและน่าขนลุกค่อย ๆ ถูกปลดปล่อยออกมา

“อู๋! อู๋!”

เสียงสัตว์ดุร้ายจากอีกโลกเหมือนกับดังก้องมาจากสามหลุม มีชั้นอากาศและกำแพงหนาแน่นอยู่ระหว่างพวกมัน

ภูเขาไฟอัคคีเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง ภูเขาลูกนี้ที่ปะทุเพลิงปฐพีมาเป็นเวลาหลายปีเกิดสั่นสะเทือน ก้อนหินกลิ้งลงมา ภูเขาเกิดพังทลาย

“กรั่ก กรั่ก กรั่ก!”

หินขนาดมหึมาปรากฏบนโครงร่างภูเขา ดูเหมือนภูเขาไฟลูกนี้จะถูกฉีกกระชากโดยแรงสั่นสะเทือนอันรุนแรง!

“ตูม! ตูม ตูม ตูม!”

ค่ายเสาวิญญาณอีกเก้าต้นที่เหลือสั่นไหวอย่างรุนแรงขณะตั้งอยู่บนลานกว้าง ดูเหมือนบางสิ่งกำลังพยายามดันพวกมันขึ้นจากพื้นดิน

“สวรรค์! นี่มันออร่าของอาณาจักรใต้พิภพ!” เสี่ยเจอจั้งตะโกนออกมาด้วยความหวาดกลัว

ทุกคนมองไปที่ช่องว่างทั้งสาม โดยเฉพาะที่ที่ค่ายเสาวิญญาณสามต้นเคยตั้งตระหง่านอยู่!

“ภูเขาไฟอัคคี ภูเขาไฟ เพลิงปฐพี! ใช้ความร้อนของเพลิงปฐพีเพื่อผนึกความมืดใต้พิภพ เพื่อขวางกั้นเส้นทางของปีศาจใต้พิภพ!” สีหน้าของเสวี้ยลี่เองก็เปลี่ยนไป “แม่งเอ๊ย ค่ายสิบสองเสาวิญญาณผนึกข้าเอาไว้ข้างใน ที่ด้านนอก พวกมันยังขวางกั้นเส้นทางของปีศาจใต้พิภพอีก!”

“ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าทำไมท่านผู้อาวุโสผู้ปกป้องสำนักยุทธภัณฑ์และหายตัวไปอย่างยาวนานถึงไม่ยอมให้สมาพันธ์เทวาลึกลับและแปดมหาวิหารมายุ่งกับสำนักยุทธภัณฑ์” สีหน้าของซ่งซือหยวนแปรเปลี่ยนเป็นน่าเกลียดอย่างถึงที่สุด “เพราะค่ายสิบสองเสาวิญญาณที่ตั้งตระหง่านมาเป็นเวลาเก้าร้อยปีที่สำนักยุทธภัณฑ์คือฐานของภูเขาไฟอัคคีที่ทำหน้าที่ขวางกั้นทางเข้าไปสู่อาณาจักรใต้พิภพนี่เอง!”

••••••••••••••••••••

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร