0 Views

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร

••••••••••••••••••••

ตอนที่ 234: อีกหนึ่งปาฏิหาริย์!

 

ค่ายเสาวิญญาณสูงตระหง่านสองต้นอยู่กลางอากาศเหนือศีรษะของฉินเลี่ยชั่วคราวราวกับพวกมันคือหอกขนาดยักษ์สองเล่มที่ทิ่มแทงสวรรค์จนเกิดเป็นรู

สำนักยุทธภัณฑ์สร้างตัวเองอยู่รอบค่ายสิบสองเสาวิญญาณมาเป็นเวลาเก้าร้อยปี มันคือสัญลักษณ์ของความรุ่งโรจน์และเป็นแกนรากฐานของสำนัก พื้นที่ดังกล่าวยังถูกนับว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของสำนัก

ในตอนนี้ เสาที่ทำหน้าที่เป็นรากฐานของทุกสิ่งในสำนักยุทธภัณฑ์และมีตัวตนยืนหยัดอยู่ที่นั่นมานานถึงเก้าร้อยปี มีสองต้นที่ทะยานขึ้นสู่ท้องนภา!

ไม่มีใครรู้ว่าค่ายเสาวิญญาณเหล่านี้สามารถขยับได้ ไม่มีใครสามารถดึงค่ายเสาวิญญาณออกจากปฐพีได้ เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครสามารถทำให้พวกมันลอยได้!

ฉินเลี่ยในตอนนี้กำลังสร้างปาฏิหาริย์ขึ้นอีกครั้ง!

แสงสว่างของดวงดาราระยิบระยับก่อตัวเป็นทะเลแสงเจิดจ้าที่แสนพิศวง ลึกลับและกว้างใหญ่ มันเหมือนกับว่าสวรรค์ได้ถูกระบายอยู่บนท้องฟ้า

สัตว์ประหลาดและปีศาจขนาดยักษ์และยาวสิบเมตรอีกตัวคำรามอย่างเงียบงัน พวกมันสังหารทุกชีวิตที่ยังมีลมหายใจ พวกมันเริ่มปลดปล่อยพลังชั่วร้ายบาดใจออกมา

เสียงกรีดร้องอันน่าเวทนาของเจียวหลิวอวี้เงียบหายไปนานแล้ว

ปีศาจและสัตว์ประหลาดที่พุ่งเข้าหานางราวกับกลุ่มเมฆชั่วร้ายกระจายตัวออกเหมือนกับฝูงค้างคาวขนาดยักษ์ พวกมันกรีดร้องและคำรามออกมา พวกมันกระโจนใส่ผู้ฝึกยุทธของห้ากองกำลังตามที่สายตาของฉินเลี่ยจับจ้อง

“ฆ่าได้ดี! ฆ่าได้ดี! ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”

เสียงหัวเราะแหลมและเสียงกรีดร้องของเสวี้ยลี่ดังก้องไปทั่วจัตุรัส มันเข้าสู่หูของผู้ฝึกยุทธทุกคน

เขาบ้าคลั่งเพราะความตื่นเต้น

“สวรรค์ทรงโปรด!”

“ค่ายเสาวิญญาณสามารถลอยได้!”

“ค่ายเสาวิญญาณถึงกับมีพลังที่น่าหวาดกลัวเช่นนี้!”

ทุกคนในสำนักยุทธภัณฑ ทั้งศิษย์ยันผู้อาวุโสล้วนยกคอขึ้นแล้วจับจ้องมองไปยังท้องฟ้าพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลหลั่งอาบแก้มของพวกเขาเป็นพัก ๆ

“สวรรค์มีตา!” ปากของเฝิงหยงถูกมือปิดเอาไว้ ท่ามกลางนิ้วมันเงาของนาง ร่องรอยโลหิตสีแดงเข้มสามารถพบเห็นได้

แต่ว่า ดวงตาของนางกลับเจิดจ้า สีแดงเข้มปรากฏบนใบหน้าของนาง เผยให้เห็นว่านางกำลังตื่นเต้น

“พี่สาว พี่สาว!” ที่ครึ่งทางขึ้นภูเขาไฟ ร่างหญิงสาวนามหลิงเสวียนซวนแข็งทื่อ นางจ้องมองค่ายเสาวิญญาณขนาดมหึมาและภาพอันน่าพิศวงที่ชวนให้ตกตะลึงเป็นอย่างยิ่งด้วยใบหน้าว่างเปล่า

นางเองก็เห็นเจียวหลิวอวี้ถูกปกคลุมไปด้วยสัตว์ประหลาดและปีศาจขนาดยักษ์!

“อาจารย์ อาจารย์ไม่อยู่แล้ว…” หลิงเสวียนซวนสะอื้น

ไม่มีร่องรอยของเจียวหลิวอวี้หลงเหลืออีก นางถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ และกลืนกินโดยปีศาจและสัตว์ประหลาด ไม่มีหยดโลหิตพุ่งพรวดออกมา

หลิงอวี้ฉียืนบนยอดหน้าผาด้วยสายตาว่างเปล่า นางแข็งทื่อราวกับสูญเสียวิญญาณ ร่างอันงดงามของนางเหมือนกับหมดอะไรตายอยาก

นางตระหนักได้ว่านางไม่สามารถทำอะไรได้เลย

นางไม่สามารถปกป้องอาจารย์จากการพยายามสังหารฉินเลี่ยได้ อีกทั้งยังไม่สามารถปกป้องฉินเลี่ยจากการสังหารอาจารย์นางได้เช่นกัน สิ่งที่นางทำได้มีเพียงกรีดร้องและยอมรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น

ฉับพลันทั่วทั้งร่างของนางเหมือนกับไร้ซึ่งพลัง

“ค่ายเสาวิญญาณต้นที่สาม! จงตื่นขึ้น!” ฉินเลี่ยคำรามราวกับสัตว์ยุคดึกดำบรรพ์

ค่ายเสาวิญญาณอีกต้นเริ่มสั่นสะเทือน ทำให้ปฐพีดังครืน มันทะยานขึ้นจากปฐพีด้วยเวลาเพียงน้อยนิดก่อนจะลอยสูงขึ้นไปบนท้องฟ้า มันอยู่เหนือศีรษะของฉินเลี่ยชั่วคราวเหมือนกับสองต้นแรก

นกขนาดยักษ์หนึ่งตัว รวมถึงอินทรีสีทองขนาดยักษ์อีกตัวโผบินออกจากภายในค่ายเสาวิญญาณพร้อมกับส่งเสียงแหลม นกวิเศษที่มักตกเป็นเหยื่อเหล่านี้มีความยาวมากกว่ามิบเมตร

ผังวิหคทะยานเวหา!

นกวิญญาณดุร้าย แปลกประหลาดและไม่เคยพบเห็นมาก่อนมากกว่าสิบตัวทะยานสู่ท้องฟ้าด้วยความยินดี เส้นโค้งเส้นแล้วเส้นเล่าถูกวาดออกมาด้วยร่างกายของพวกมันก่อนจะฉีกกระชากเนื้อบนร่างกายของผู้ฝึกยุทธห้ากองกำลัง

เสียงร้องอันเศร้าโศกและแหลมสูงถูกปลดปล่อยออกจากภายในกลุ่มคน เมื่อถูกจู่โจมโดยอุ้งเล็บของอินทรีสีทองขนาดยักษ์ แม้แต่ผู้ฝึกยุทธอย่างจี้เหลี่ยวและฝูฉางที่มีเนื้อทดทานยังพบว่าร่างกายของตัวเองเต็มไปด้วยโลหิต

ไม่มีคนใดที่สามารถโจมตีคนของสำนักยุทธภัณฑ์ได้

ผู้ฝึกยุทธของห้ากองกำลังภายในพื้นที่ระหว่างค่ายเสาวิญญาณสูงตระหง่านทั้งสามคนที่อยู่กลางอากาศชั่วคราวล้วนแปรเปลี่ยนเป็นศพในทันที

พวกเขาเริ่มวิ่งออกนอกประตูสำนักยุทธภัณฑ์เร็วยิ่งกว่าขาเข้า พวกเขาพยายามหลบหนีจากพื้นที่ที่แสนน่าหวาดกลัวแห่งนี้

แม้แต่เจี่ยงหยวนที่อยู่ระดับสูงกว่าคนเหล่านั้นยังต้องหนี!

“ฆ่ามัน! ฆ่ามันเพื่อข้า!” ซูสื่อยังกรีดร้องอย่างควบคุมไม่ได้ “แก้แค้นให้ตาเฒ่าอวี๋!”

เดิมทีฉินเลี่ยลืมพวกเขาไปแล้ว แต่ตอนนี้ เมื่อได้ยินเสียงร้องและเสียงตะโกนของซูสื่อยัง เขาหันหน้ามาแล้วมองไปที่ด้านหลังของเขา

เขามองซูสื่อยังและอีกสองคนที่เหลือ

ปีศาจบินได้สูงสิบห้าเมตรสองตนที่มีเขาโค้งอยู่บนศีรษะแปรเปลี่ยนเป็นริ้วแสงสว่างชั่วร้าย พวกมันปรากฏตัวอยู่เหนือซูสื่อยังและอีกสองคนที่เหลือในพริบตา

พลังชั่วร้ายที่เปี่ยมไปด้วยจิตสังหารอัรบ้าคลั่งของสองตนนี้กักขังซูสื่อยัง วูท่าและเฉ่อจิงหยุนเอาไว้ ปีศาจคำรามก่อนจะกัดอีกฝ่ายอย่างรุนแรง

“นายท่าน นายท่านซ่ง ช่วยข้าด้วย!” เฉ่อจิงหยุนกรีดร้องออกมา

“ท่านทูต ช่วยข้าด้วย!” ซูสื่อยังกรีดร้องออกมา

บนจัตุรัส สีหน้าของสามผู้ฝึกยุทธจากสมาพันธ์เทวาลึกลับและแปดมหาวิหารล้วนแปรเปลี่ยนเป็นหนักอึ้งเมื่อมองไปบนท้องฟ้า

พวกเขามองค่ายเสาวิญญาณสามต้น จากนั้นสถานการณ์ก็กลับตาลปัตร สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความผันแปรของพลังอันยิ่งใหญ่ในท้องฟ้าขณะเฝ้ามองปีศาจ สัตว์ประหลาดและนกวิญญาณจำนวนมากปรากฏตัวขึ้น

ด้วยการฝึกฝนของพวกเขาสามคนล้วนมองว่าดาวตก ปีศาจและสัตว์ประหลาดที่กำลังกัดและฉีกกระชาก รวมถึงนกวิญญาณขนาดยักษ์ล้วนไม่ใช่สิ่งที่มีชีวิตจริง ๆ

ปีศาจและสัตว์ประหลาดชั่วร้ายเหล่านั้นที่กำลังทำลายล้างพื้นที่ทั้งหมดล้วนสร้างมาจากการรวมตัวของพลังพิเศษโดยมีเศษเสี้ยววิญญาณเป็นแกน

ปีศาจ สัตว์ประหลาดและนกวิญญาณทั้งหมดล้วนไม่ได้มีกายหยาบ กลับกัน พวกมันล้วนเป็นเศษเสี้ยววิญญาณที่หลอมรวมกับพลังแปลกประหลาดที่อยู่ภายในค่ายเสาวิญญาณ ผลที่ได้จึงกลายเป็นสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดที่ไม่ใช่ทั้งสิ่งที่มีจริงหรือสิ่งที่เป็นเพียงภาพมายา

“พี่ซ่ง?” จันเทียนอี้กล่าวเสียงต่ำ

ซ่งซือหยวนขมวดคิ้ว จากนั้นจึงพยักหน้าเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “พวกเราจะนั่งเฉยโดยไม่ทำอะไรไม่ได้หรอก”

ดังนั้น จันเทียนอี้จึงยืนขึ้น

เขาจ้องมองเสวี้ยลี่ก่อนจะคำนับเล็กน้อยเพื่อเป็นการขอโทษก่อนจะหันหลัง ร่างกายของเขาในตอนนี้ปลดปล่อยแสงศักดิ์สิทธิ์สีขาวออกมา

ลำแสงดังกล่าวเหมือนกับมังกรทองคำขาวขนาดมหึมาที่รวมตัวอยู่เหนือศีรษะของเขา มันกำลังก่อร่างของเทพวิญญาณศักดิ์สิทธิ์อันทรงพลัง เทพวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ปรากฏตัวอยู่กลางอากาศอีกครั้ง ทั่วทั้งร่างกายส่องแสงด้วยลำแสงที่ไกลสุดลูกหูลูกตา

“ตายซะ เจ้าพวกปีศาจ!” จันเทียนอี้ตะโกน

เทพวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เหมือนกับดวงตะวันอันเจิดจ้าที่เริ่มเคลื่อนไหว ลำแสงศักดิ์สิทธิ์สีทองคำขาวเส้นแล้วเส้นเล่าเริ่มกระหน่ำลงมาจากท้องฟ้า

เมื่อเข้าปะทะกับแสงสีทองคำขาว ปีศาจ สัตว์ประหลาด นกขนาดยักษ์ อินทรีขนาดยักษ์และดาวตกล้วนค่อย ๆ ลดลงจนกลายเป็นควันหลากสีสันแล้วหายกลับไปในค่ายเสาวิญญาณทั้งสามต้น

ผู้ฝึกยุทธที่อยู่ขั้นท้ายของพลังระดับสำนักอย่างจันเทียนอี้ใช้ประโยชน์จากการฝึกฝนของตัวเองเพื่อกวาดล้างท้องทั้งหมดที่เต็มไปด้วยร่างอันชั่วร้ายได้ด้วยการเคลื่อนไหวเพียงครั้งเดียว

เมื่อเห็นจันเทียนอี้เคลื่อนไหว สีหน้าของเจี่ยงหยวนและคนที่เหลือผู้กำลังหลบหนีอย่างลนลานล้วนหยุดฝีเท้าลงในทันที

ถูชี่ฉองและกลุ่มที่มีถูมัวและถูเสือล้วนยังไม่เข้าสำนักยุทธภัณฑ์ พวกเขากำลังสังเกตการณ์จากด้านนอกประตู พวกเขากำลังดูภาพเหตุการณ์แปลกประหลาดด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ

ในตอนนี้ เมื่อซ่งซือหยวนพยักหน้า ฉับพลันถูชี่ฉองกล่าวว่า “พวกเจ้าทุกคนอยู่ที่นี่ ข้าต้องเข้าไป”

“ทำไมล่ะ ท่านพ่อ?” ถูมัวถามด้วยความไม่เข้าใจ

ถูชี่ฉองมองไปยังซ่งซือหยวนที่อยู่ไกลออกไป สีหน้าของเขาซับซ้อนก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างคาดไม่ถึง

“เพราะเขาถูกหนุนหลังโดยตระกูลซ่งจากสมาพันธ์เทวาลึกลับยังไงล่ะ เพราะเมื่อห้าปีก่อนที่สมรภูมิใต้พิภพ เขาทำหน้าที่สนับสนุนซ่งซือหยวนมาอย่างต่อเนื่อง”

น้ำเสียงเย็นชาอย่างเห็นได้ชัดของเสี่ยจิงเสวียนดังก้องมาจากที่ใกล้ ๆ นางและเหลียงจงล้วนขี่สัตว์อสูรลึกลับขณะมาอยู่ข้างถูชี่ฉอง นางอธิบายต่อไปว่า “เพราะซ่งซือหยวนเคลื่อนไหว เป็นธรรมดาที่เขาต้องเคลื่อนไหวด้วย จะให้นั่งดูอยู่เฉย ๆ แล้วทำเพียงแค่สังเกตการณ์อย่างเดียวก็คงไม่ได้หรอก”

นางและเหลียงจงล้วนรู้ว่าฉินเลี่ยครอบครองอุปกรณ์อันทรงพลังอย่างระเบิดสังหารลึกลับเอาไว้ ยิ่งไปกว่านั้น พวกนางยัเคยเห็นตู่ไฮ่เถียนถูกระเบิดเป็นชิ้น ๆ และที่สำคัญ พวกนางยังเคยเห็นชะตากรรมของเงาโลหิตที่พบเจอกับสิ่งนี้

ดังนั้น ขณะที่สถานการณ์ยังไม่แน่ชัดและก่อนที่ฉินเลี่ยจะขว้างระเบิดสังหารลึกลับออกมา พวกนางก็ทำเหมือนกับถูชี่ฉอง นั่นก็คือไม่เปิดเผยตัวเอง

ในตอนนี้ ระเบิดสังหารลึกลับระเบิดแล้ว ฉินเลี่ยได้สร้างปาฏิหาริย์ด้วยการทำให้ค่ายเสาวิญญาณเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้ค่ายเสาวิญญาณสามต้นพุ่งสู่ท้องนภาต้นแล้วต้นเล่า…

จากมุมมองของเสี่ยจิงเสวียน ไพ่ตายทั้งหมดของฉินเลี่ยล้วนถูกใช้หมดแล้ว

ดังนั้น นางจึงปรากฏตัวในที่สุด

“ฮี่ แม่สาวน้อยจากตระกูลเสี่ย ในที่สุดก็ปรากฏตัวแล้ว เจ้าก็เตรียมจะช่วยลุงเก็บกวาดด้วยใช่ไหม?” ถูชี่ฉองยิ้มยิงฟันจนเผยให้เห็นฟันสีขาว “ข้าได้ยินมาว่าตอนที่เจ้าอยู่หอเมฆดาราในอดีต เจ้ามาขอกับลูกชายข้าเรื่องให้พาตัวฉินเลี่ยไปยังป่าศิลาเพื่อจัดการสัตว์อสูรกลืนกินวิญญาณ ฮี่ ด้วยเชาว์ปัญญาของเจ้าแล้ว ทำไมเจ้าถึงไม่สามารถมองเห็นปัญญาของฉินเลี่ยกันนะ ทำไมเจ้าถึงไม่อ้าแขนรับแล้วผูกขาดอัญมณีเม็ดนั้นไว้เพียงผู้เดียวล่ะ?”

ความสับสนปรากฏอยู่ภายในดวงตาของเสี่ยจิงเสวียน

“ในปีนั้น ในป่าศิลา ฉินเลี่ยใช้สายฟ้าสวรรค์เพื่อสังหารสัตว์อสูรกลืนกินวิญญาณ หลังจากนั้น เจ้าควรอ้าแขนรับเขาเข้ากรมการภายในและทำให้เขาเป็นลูกน้องของเจ้า” ถูชี่ฉองหัวเราะ “ถ้าปัญญาของเจ้าเฉียบแหลมกว่านี้จนลงมือได้อย่างทันท่วงที พวกเรายังต้องมาพบเจอปัญหามากมายอย่างเช่นวันนี้หรือเปล่าล่ะ?”

สีหน้าของเหลียงจงขมขื่น

ในตอนนั้น เขาเองก็พยายามโน้มน้าวให้เสี่ยจิงเสวียนอ้าแขนรับฉินเลี่ยเข้ากรมการภายใน เขาพยายามโน้มน้าวและแนะนำนางให้ฉินเลี่ยเข้าหออสูรทมิฬอย่างสุดความสามารถ

แต่น่าเสียดาย เสี่ยจิงเสวียนไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของเขา เขาไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเสี่ยจิงเสวียนและฉินเลี่ย

หลังจากนั้น เมื่อฉินเลี่ยสู้กับตู่ไฮ่เถียนต่อหน้าทุกคน เสี่ยจิงเสวียนสังเกตเห็นถึงความกล้าหาญของฉินเลี่ยและคิดจะอ้าแขนรับเขา

แต่น่าเสียดายที่การสังหารต่อเนื่องของฉินเลี่ยทำให้หยวนเทียนหยาบ้าคลั่งจนออกล่าเขาผ่านเมืองหินน้ำแข็งเพื่อต้องการสังหารให้สิ้น

ในตอนนั้น ถ้านางขอร้องหยวนเทียนหยาและปกป้องฉินเลี่ยด้วยทุกสิ่งที่มี จากนั้นใช้ตัวตนในฐานะเสี่ยจิงเสวียนจากตระกูลเสี่ย นางย่อมสามารถชักชวนฉินเลี่ยเข้าสู่กรมการภายในได้อย่างปลอดภัยและไร้ซึ่งปัญหา

แต่เสี่ยจิงเสวียนกลับไม่ทำ ดังนั้น นางจึงเสียโอกาสไปอีกครั้ง

“แม่สาวน้อยจากตระกูลเสี่ย เจ้ามีตาแต่หามีแววไม่” ถูชี่ฉองกล่าวอย่างหยาบคาย “เมื่อเทียบเจ้ากับแม่สาวน้อยจากตระกูลซ่งแล้ว เจ้าอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าจริง ๆ ถ้าหากเป็นซ่งถิงอี้ว์ผู้นำฉินเลี่ยไปป่าศิลาและสังหารสัตว์อสูรกลืนกินวิญญาณร่วมกันกับเขา ฮ่าฮ่า เจ้าเด็กสารเลวที่ชื่อฉินเลี่ยก็จะยอมเดินตามนางแต่โดยดีไปนานแล้ว ข้าพนันว่าไม่มีใครสามารถไล่ตามเขาได้หรอก เขาจะยอมขายวิญญาณให้กับตระกูลซ่ง”

“ถ้านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น เรื่องราวปัญหาที่ถาโถมเข้ามาก็จะไม่เกิดขึ้น สำนักยุทธภัณฑ์ก็จะไม่ถูกทำลายอย่างยากเย็นจนทำให้ห้ากองกำลังต้องสูญเสียไปมากมายเช่นนี้!”

สีหน้าของเสี่ยจิงเสวียนแข็งทื่อ นางมองถูชี่ฉอง จากนั้นจึงกล่าวอย่างเฉยชา “ข้าย่อมไม่อาจเทียบกับนางได้อยู่แล้ว”

ถูชี่ฉองหัวเราะเสียงเบาแต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไรอีก เขาออกคำสั่งกับถูมัวและถูเสือ จากนั้นจึงรวบรวมลูกน้องเพื่อเข้าสำนักยุทธภัณฑ์

เสี่ยจิงเสวียนและเหลียงจงตามพวกเขาเข้าไป พวกนางเองก็เข้าสู่สำนักยุทธภัณฑ์ที่พังทลาย พวกนางเดินไปด้านหน้าที่เต็มไปด้วยความโกลาหลที่มากขึ้น

“ปัง!”

ลำแสงศักดิ์สิทธิ์สีทองคำขาวพุ่งเข้าใส่หน้าอกของฉินเลี่ย ร่างกายของฉินเลี่ยถูกแทง ฉับพลันเขาไม่สามารถเคลื่อนไหวได้

“เอ๋?” จันเทียนอี้กล่าวด้วยความสับสน “เขายังไม่ตายงั้นเหรอ?”

เขาคิดว่าหากยิงเข้าเป้า ฉินเลี่ยจะต้องระเบิดจนตาย หลังจากนั้น เขาจะสามารถจบการต่อสู้ที่ลากยาวมาอย่างยาวนานนี้ได้อย่างง่ายดาย

“พวกเราหวังจะให้เขามีชีวิต เขามีความลับอยู่ในร่างกายมากเกินไป สำหรับเขา สมาพันธ์เทวาลึกลับของข้ายอมสละมั่วไห่ให้” ฉับพลันซ่งซือหยวนกล่าวเช่นนั้น

ทันทีที่คำพูดของซ่งซือหยวนหลุดออกมา กระจกขนาดเท่าฝ่ามือก็ปรากฏขึ้นในพื้นที่ตรงหน้าอกของฉินเลี่ยที่ถูกโจมตีโดยแสงสีทองคำขาว มันเป็นเพราะตัวตนของกระจกบานนี้ที่สามารถป้องกันการโจมตีที่ถึงแก่ชีวิตให้กับฉินเลี่ย

เห็นได้ชัดว่ากระจกบานนี้เป็นของซ่งซือหยวน

“ไม่เพียงแค่มั่วไห่ แต่ความมั่งคั่งของสำนักยุทธภัณฑ์ ตำราและสำเนาการหลอมล้วนมอบให้แปดมหาวิหารนำไปแบ่งปันได้ตามสะดวกเช่นกัน” เสี่ยเจอจั้งขัดขึ้น

จันเทียนอี้คือทูตคลุมเขียวของแปดมหาวิหารและเป็นนักสู้บ้าคลั่งอันบริสุทธิ์ที่ไม่เก่งด้านกลยุทธ

แต่ว่า เมื่อได้ยินคำพูดที่เปี่ยมด้วยความใจกว้างของซ่งซือหยวนและเสี่ยเจอจั้ง แม้เขาจะได้รับประโยชน์เต็ม ๆ แต่เขายังสัมผัสได้ถึงความตั้งใจที่แท้จริงของซ่งซือหยวนและเสี่ยเจอจั้ง เขาตะโกนออกมาว่า “พวกเจ้าหมายตาอุปกรณ์ระเบิดแปลกประหลาดพวกนั้นใช่ไหม?”

••••••••••••••••••••

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร