0 Views

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร

••••••••••••••••••••

ตอนที่ 230: ถูชี่ฉอง

 

เมื่อบ่อโลหิตไหลขึ้นสู่พื้นผิว ฉินเลี่ยก็ปรากฏตัวขึ้น

เขาในตอนนี้กำลังยืนอยู่ระหว่างเหลียนดงและหานฉิงรุ่ย

“ฉินเลี่ย!”

ถูเสือ จัวเฉียน คังจื้อและหานเฟิงล้วนกรีดร้องออกมาหลังจากเห็นเขาปรากฏตัวขึ้นในฉับพลัน

“ฉินเลี่ย! เป็นเจ้า ดูท่าข่าวลือที่ข้าได้ยินมาจะไม่ผิดเพี้ยน” หานฉิงรุ่ยกล่าวด้วยความตกตะลึง

“หัวหน้าสำนักของสำนักยุทธภัณฑ์ในตอนนี้งั้นเหรอ? ฮี่ ดีจริง ๆ ที่ได้พบกัน!” เหลียนดงยิ้ม “ตราบใดที่เจ้าถูกจับตัว ผู้นำหอรับปากว่าจะมอบรางวัลอย่างงามให้ข้า!”

เขากวัดแกว่งหอกงูในมือ แถบแสงสีเขียวก่อตัวขึ้นและโอบรัดฉินเลี่ยเอาไว้

“ฉินเลี่ย! เจ้ามาทำอะไรที่นี่!” จัวเฉียนรีบกล่าว

“ท่านผู้อาวุโสถู! ท่านอยากให้ทุกคนที่อยู่ที่นี่ตายอย่างนั้นเหรอ?” ฉินเลี่ยตะโกนอย่างเคร่งขรึมใส่ถูชี่ฉอง

ทันทีที่กล่าวจบ แหวนต่างมิติบนนิ้วของเขาฉายแสง ฉับพลันระเบิดสังหารลึกลับก็ปรากฏในฝ่ามือของเขา

“ครืน! เปรี้ยะ!”

เสียงดังครืนของฟ้าผ่าควบคู่กับริ้วสายฟ้าสีน้ำเงินเข้มถูกปลดปล่อยออกจากบอลโลหะขนาดเท่ากำปั้น

พลังงานอันบ้าคลั่งที่ถูกกักเก็บไว้หมุนวนอย่างบ้าคลั่งอยู่ภายในบอลโลหะ มันก่อตัวเป็นคลื่นในพื้นที่ดังกล่าวจากที่ใดไม่ทราบได้

“หยุด เหลียนดง!” ถูชี่ฉองกล่าวเสียงต่ำ

“ผู้บัญชาการใหญ่ ท่านกำลังจะขัดคำสั่งของผู้นำหอหรือ?” เหลียดงขมวดคิ้ว

ร่างอันสง่าเดินออกจากตึกหินที่อยู่ไม่ไกลนัก เขามีแผลเป็นตื้นยาวจากแก้มข้างซ้ายจนไปถึงคออันหนาเตอะ แผลเป็นดังกล่าวเหมือนกับลายไส้เดือนที่ประทับบนใบหน้า ทำให้เขาดูน่าหวาดกลัวอย่างน่าเหลือเชื่อ

ชายคนนี้คือถูชี่ฉอง ผู้บัญชาการใหญ่ที่อยู่ภายใต้ผู้นำหอลำดับที่สองนามเฉาชวนรุ่ย เขาเองก็เป็นผู้ก่อตั้งหอเมฆดาราและยังเป็นพ่อของถูมัวและถูเสืออีกด้วย

ฉินเลี่ยเคยได้ยินชื่อเสียงของชายคนนี้มาก่อนตอนที่เขาอยู่หอเมฆดารา เขาเห็นอีกฝ่ายเป็นวีรชนที่เคยนับถือครั้งหนึ่ง

ตอนนี้เขาได้พบกับผู้ที่ถูกเรียกว่าผู้ก่อตั้งหอเมฆดาราในที่สุด เขามองดูอีกฝ่ายเดินออกมายืนอยู่ข้างเหลียนดงด้วยพละกำลังที่เป็นธรรมชาติ

“ถ้าเจ้าไม่อยากตาย งั้นก็ฟังข้าแต่โดยดี” ถูชี่ฉองจับจ้องไปที่เหลียนดง

สีหน้าของเหลียนดงยกขึ้น เขากรีดร้องออกมาว่า “ผู้บัญชาการใหญ่ ผู้นำหอสั่งให้ข้ารับหน้าที่นี้โดยเฉพาะ!”

“ข้าจะอธิบายเรื่องนี้กับผู้นำหอเอง” ถูชี่ฉองไม่มองอีกฝ่ายอีก เขามองไปที่ฉินเลี่ยแทน เขาจ้องมองบอลโลหะภายในมือของฉินเลี่ย สีหน้าของเขายิ่งมายิ่งจริงจัง เขาถามอย่างเคร่งขรึมว่า “นี่คือของวิเศษที่สร้างความเสียหายจำนวนมากให้เงาโลหิตอย่างนั้นเหรอ?”

ฉินเลี่ยพยักหน้า

ถูชี่ฉองครุ่นคิดสักพักก่อนจะกล่าวว่า “เอาตัวลุงหานและลุงคังไปแล้วรีบไปจากที่นี่ เดี๋ยวนี้”

“หัวหน้าหอเก่า…” หานฉิงรุ่ยและคังฮุ่ยกล่าวเสียงเบา

ถูชี่ฉองโบกมือแล้วขมวดคิ้ว “ไม่มีอะไรที่ข้าทำได้แล้ว ฉินเลี่ยคือคนที่ช่วยเจ้าจากเหวแห่งความตาย หากไม่มีของวิเศษในมือของเขา เขาจะตาย ความสัมพันธ์ในอดีตของพวกเรามันไม่มีค่าอีกแล้ว ดังนั้น พวกเจ้าไม่ต้องมาขอบคุณข้าหรอก”

“ลุงหาน พวกเราไปกันเถอะ” ข้างหนึ่งจับระเบิดสังหารลึกลับเอาไว้ เขาหันหลังแล้วมุ่งหน้าไปที่สำนักยุทธภัณฑ์

กลุ่มของหานฉิงรุ่ยและคังฮุ่ยเดินตามหลังเขาไป บางครั้งพวกเขาจะหันมองกลับไปดูพ่อและลูกชายของเขาอย่างถูชี่ฉอง ถูมัวและถูเสือ สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยสีหน้าอันซับซ้อน

“ข้าจะรายงานปัญหานี้กับผู้นำหอ!” ฉับพลันเหลียนดงพ่นลมออกจมูกอย่างเย็นชา

แผลเป็นเหมือนหนอนบนใบหน้าของถูชี่ฉองสั่นไหว เขาหันมาครั้งหนึ่งก่อนจะคว้าคอของเหลียนดงด้วยแขนข้างขวาอันกำยำที่เร็วปานสายฟ้า

หลังจากนั้น เขากำคอของเหลียนดงเอาไว้แล้วชูขึ้นกลางอากาศ “ข้าไม่ชอบคนที่มาขู่ข้า” เขาส่งเสียงหึอย่างเย็นชาขณะจ้องมองดวงตาของเหลียนดง

“ท่านพ่อ!”

“ลุงถู!”

“ผู้บัญชาการใหญ่!”

สีหน้าของถูมัว ถูเสือ จัวเฉียนและผู้ฝึกยุทธหออสูรทมิฬจำนวนหนึ่งล้วนแปรเปลี่ยนเป็นตกตะลึงอย่างถึงขีดสุด

เห็นได้ชัดว่าเหลียนดงทำตามคำสั่งของเฉาชวนรุ่ยทุกอย่าง เหตุผลที่เขาอยู่กับกลุ่มของถูมัวก็เพราะเฉาชวนรุ่ยอีกเช่นกัน

ถูชี่ฉองอาจจะเป็นผู้บัญชาการที่แข็งแกร่งที่สุดของเฉาชวนรุ่ย แต่เขาก็ยังเป็นแค่ลูกน้องอยู่ดี เขาจะมีหน้าไปพบกับเฉาชวนรุ่ยหากปฏิบัติกับเหลียนดงเช่นนี้ได้หรือ?

ด้วยเหตุนี้เอง ถูมัวจึงเกิดวิตกกังวลขึ้นมา

“ผู้บัญชาการใหญ่! ท่านทำอะไรน่ะ? ท่านกล้าปฏิบัติกับข้าเช่นนี้ได้ยังไง ข้าจะให้ผู้นำหอสืบสวนเรื่องนี้!” เหลียนดงไร้ความกลัวเกรง ใบหน้าของเขาเป็นสีแดงเข้ม ถึงอย่างนั้นเขายังกล้าขู่อยู่ดี

นั่นก็เพราะเขารู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่ถูชี่ฉองจะต่อต้านเขา ไม่มีทางที่ถูชี่ฉองจะทำร้ายเขา

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงมีความมั่นใจที่จะตะโกนใส่อีกฝ่าย

“ผู้บัญชาการใหญ่ ท่านต้องไม่กระทำการบุ่มบ่าม!” ผู้ฝึกยุทธหออสูรทมิฬอีกคนกรีดร้องออกมา เขาพยายามโน้มน้าวอีกฝ่ายเช่นกัน

“หึ ท่านจะกล้าสังหารข้าจริง ๆ เหรอ?” เหลียนดงหัวเราะอย่างเย็นชา “ท่านกล้าปฏิบัติกับข้าเช่นนี้ได้ยังไง ท่านเชื่อเหรอว่าถูมัวและถูเสือจะไม่ตาย ตระกูลถูของท่านจะไม่ถูกสังหารจนคนสุดท้าย ท่านกล้าสังหารข้าจริง ๆ เหรอ?!”

“ทำไมจะไม่ล่ะ?” ถูชี่ฉองยิ้มยิงฟันและออกแรงมหาศาลในทันที

“แคร้ก!”

เสียงคอของเหลียนดงแตกหัก เหลียนดงผู้ขู่เขาอย่างเคร่งขรึมก่อนหน้านี้มีคอบิดเบี้ยวไปมาอยู่ด้านข้างจนผิดธรรมชาติ ดวงตาของเขายังฉายแสงด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

ท้ายที่สุด เขายังไม่อยากจะเชื่อว่าถูชี่ฉองคนนี้จะกล้าสังหารเขา!

“ผู้บัญชาการใหญ่! สวรรค์ ทะ-ท่านทำแบบนี้ได้ยังไง?”

“ท่านพ่อ! ทะ-ท่าน…”

“ลุงถู!”

ถูชี่ฉองพ่นลมออกจมูกอย่างเย็นชาก่อนจะโยนศพของเหลียนดงออกไปอย่างไม่ใส่ใจ ด้วยใบหน้าอันโหดเหี้ยม เขากล่าวว่า “อย่าพูดชื่อมันอีก ถ้าเฉาชวนรุ่ยกล้าขู่ลูกชายของข้า งั้นข้าก็จะสังหารเขาด้วยเช่นกัน!”

ทันทีที่เขากล่าวเช่นนี้ ผู้ฝึกยุทธหออสูรทมิฬทุกคนล้วนเงียบกริบเหมือนกับหนู พวกเขาล้วนคิดว่าถูชี่ฉองเสียสติไปแล้ว

แม้แต่ถูมัว ถูเสือและจัวเฉียนก็คิดแบบเดียวกัน

ทุกคนล้วนรู้ว่าถูชี่ฉองชอบใช้ความรุนแรงอย่างน่าเหลือเชื่อ พวกเขายังรู้อีกว่าวิธีการของเขาโหดเหี้ยมและไร้ความปราณี พวกเขารู้จักความบ้าคลั่งนี้ดีกว่าใคร ๆ

แต่สิ่งที่พวกเขารู้ดีที่สุดก็คือถูชี่ฉองไม่ใช่คนโง่อย่างแน่นอน

และการกระทำของถูชี่ฉองในวันนี้จะไม่ใช่สิ่งที่หลุดออกมาจากคนขาดสติ จากมุมมองของพวกเขา การกระทำของเขาจะมอบให้กับผู้ที่รนหาที่ตาย!

“หยวนเทียนหยาตายแล้ว หนึ่งในที่นั่งผู้นำหอในหออสูรทมิฬยังว่างอยู่ แน่นอน ข้าจะกลายเป็นผู้นำหอคนใหม่!” สีหน้าของถูชี่ฉองป่าเถื่อนขณะเขากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก “แม้แต่เฉาชวนรุ่ยก็ไม่อาจหยุดข้าได้!”

ฝูงชนสั่นเทาทันทีที่ได้ยินเช่นนี้

ที่มุมถนน จู่ ๆ ฉินเลี่ยหยุดเดินแล้วมองหานฉิงรุ่ยและคนอื่น “ลุงหาน คังฮุ่ย หานเฟิงและลุงคัง นำคนของพวกท่านกลับสำนักไปก่อนเลย”

“พวกเจ้าไปก่อนเลย” หานฉิงรุ่ยออกคำสั่ง

ผู้ฝึกยุทธจำนวนหนึ่งที่ตามพวกเขามาตั้งแต่หอเมฆดาราลอนถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อพวกเขาเห็นทางเข้าอยู่ด้านหน้า หลังจากคำนับเล็กน้อย พวกเขากลับไปยังทางเข้าสำนัก

“ฉินเลี่ย…” หานฉิงรุ่ยถอนหายใจ

“เจ้ามาอยู่สำนักยุทธภัณฑ์ได้ยังไง?” คังจื้อถาม

“ข้าเวลาอธิบายไม่มาก เหตุผลที่ข้าพาพวกเจ้ามาที่นี่ก็เพื่อให้พวกเจ้ามีชีวิตต่อไปได้” เมื่อหยิบนัยน์ตาเยือกแข็งออกมา ฉินเลี่ยเรียกคังจื้อและหานเฟิงมาก่อนจะกล่าวว่า “มาอยู่ข้างข้า เกาะไหล่ข้าไว้”

หานเฟิงและคังฮุ่ยมองดูด้วยความประหลาดใจ แต่ถึงแม้พวกเขาจะสับสน พวกเขาก็ยังเดินมาเกาะไหล่ของเขาเอาไว้

แสงผลึกมันเงาพุ่งออกจากนัยน์ตาเยือกแข็งแล้วปกคลุมพวกเขาทั้งสามคนเอาไว้

ภายใต้สายตาของหานฉิงรุ่ยและคังฮุ่ย ร่างของฉินเลี่ย คังจื้อและคังฮุ่ยแปรเปลี่ยนเป็นโปร่งใสก่อนจะหายไปในที่สุด

หานฉิงรุ่ยและคังฮุ่ยล้วนเผยอาการตกตะลึงออกมา

ไม่กี่นาทีต่อมา ฉินเลี่ยปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งแล้วกล่าวว่า “ลุงหาน ลุงคัง ตาพวกท่านเกาะไหล่ข้าแล้ว”

ทั้งสองคนเผยความยินดีออกมา

ไม่กี่วินาทีต่อมา หานฉิงรุ่ย คังฮุ่ย คังจื้อและหานเฟิงล้วนอยู่ภายในบ้านผลึกที่ถูกผนึกเอาไว้ซึ่งทำจากน้ำแข็ง

ฉินเลี่ยใช้เวลาสร้างบ้านผลึกหลังนี้เพื่อเป็นที่หลบภัยให้ผู้คน พวกมันตั้งอยู่ที่หัวมุมของดินแดนน้ำแข็งลึกลับ มันถูกผนึกเอาไว้โดยสมบูรณ์ ที่นี่ กลุ่มคนสี่คนจะไม่สามารถเห็นสัตว์โบราณที่ถูกผนึกไว้ในน้ำแข็ง รวมถึงสถานที่ที่พวกมันอยู่ด้วย

โดยปราศจากการนำทางของเขา พวกเขาสี่คนจะไม่สามารถออกหรือเข้ามายังสถานที่แห่งนี้ได้

เหตุผลที่เขาระวังตัวเช่นนี้ก็เพราะเขากังวลว่าพวกเขาอาจจะเผิดโผงชั้นใต้ดินลับของเทือกเขาอาร์คติก เขากังวลว่าใครบางคนอาจจะไม่ระวังปากแล้วเผลอหลุดความลับของสถานที่แห่งนี้ออกไป

เขากังวลว่าถ้าพวกคนที่มีเจตนาไม่ดีพบสถานที่แห่งนี้แล้วคลายผนึกสัตว์โบราณที่อยู่ที่นี่ขึ้นมา จุดจบของโลกก็จะมาเยือนที่ทวีปสายน้ำสีชาด

“ทะ-ที่นี่มันอะไรกัน?” คังจื้อกล่าวด้วยสีหน้าแปลกประหลาด

“ลืมไปเถอะว่าสถานที่นี้คืออะไร เจ้ารู้แค่ว่าเจ้าจะปลอดภัยเมื่ออยู่ที่นี่ มันก็เท่านั้นแหละ” ฉินเลี่ยสัมผัสนัยน์ตาเยือกแข็งและกล่าวต่อไปว่า “ข้ายังมีเรื่องที่ต้องทำ ดังนั้น ข้าขอตัวก่อน รักษาตัวด้วย ข้าจะมาใหม่”

เพียงไม่นาน เขากลับมาที่เมืองยุทธภัณฑ์อีกครั้งและมองท้องฟ้า จากนั้น เขารีบไปที่ลานกว้าง

เพียงระยะเวลาสั้น ๆ ที่เขาเดินทาง ผู้นำของห้ากองกำลังค่อย ๆ มารวมตัวที่ทางเข้าสำนัก

“ได้เวลาที่จะดึงตาข่ายแล้ว” อวี๋ต้ายกล่าวอย่างเย็นชา

“ใช่ คนบาปคนสุดท้ายของสำนักยุทธภัณฑ์ล้วนมาถึงหมดแล้ว” เจี่ยงหยวนพยักหน้า “ได้เวลาที่พวกเราต้องจบเรื่องนี้แล้ว”

“ข้าเองก็อยากเห็นหัวหน้าสำนักคนใหม่เหมือนกัน” ฟู่โจวฮุยยิ้มเย็นชา

“เจ้าเด็กที่ชื่อฉินเลี่ยคนนั้นเป็นของข้า ข้าหวังว่าเจ้าจะไว้หน้าข้าบ้าง!” เจียวหลิวอวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงมืดมน

“ไปกันเถอะ!”

ผู้นำของห้ากองกำลังนำลูกน้องผ่านเมืองยุทธภัณฑ์ จากนั้นจึงทำลายทางเข้าสำนักยุทธภัณฑ์ด้วย จิตสังหารได้ก่อตัวขึ้น ทั้งห้าคนมุ่งหน้าไปยังลานกว้าง

ที่ลานกว้างด้านล่างภูเขาไฟอัคคี

สามผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักยุทธภัณฑ์ เจ็ดผู้อาวุโสใหญ่สำนักใน เฉ่อจิงหยุน วูท่า ซูสื่อยัง ซ่งซือหยวน เสี่ยเจอจั้ง จันเทียนอี้และเสวี้ยลี่…

มืออาชีพทุกคนล้วนรวมตัวอยู่ที่เดียวกัน

สามยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ที่มีพลังระดับสำนึกอย่างซ่งซือหยวน เสี่ยเจอจั้งและจันเทียนอี้ล้วนนั่งลงต่อหน้าเสวี้ยลี่อย่างเงียบงันด้วยสีหน้าจริงจัง

เสวี้ยลี่สัญญาว่าตราบใดที่ทั้งสามคนไม่เคลื่อนไหว เขาก็จะไม่เคลื่อนไหวเช่นกัน

ดังนั้น ทั้งสามคนจึงอยู่ในกำมือของเขาแต่โดยดี

พวกเขากำลังรอให้ผู้นำของห้ากองกำลังมาถึง รอให้พวกเขาสังหารชายหญิงทุกคนในสำนักยุทธภัณฑ์ก่อนจะลงมือจัดการกับปัญหานี้ให้เสร็จสิ้น

สามผู้อาวุโสสูงสุและเจ็ดผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักยุทธภัณฑ์ล้วนรอเช่นกัน พวกเขารอความตาย…

สิบคนนี้ล้วนกระจัดกระจายนั่งตามค่ายเสาวิญญาณแต่ละต้น พวกเขาเลือกสถานที่ที่จะตายไว้ล่วงหน้า

“ฉินเลี่ย!” ลัวเจ้อชังกล่าว “ไปซะ! หนีไปจากสำนักยุทธภัณฑ์!”

“หนีให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้!” ฝางฉีเองก็กรีดร้องออกมา

สามยอดฝีมือที่มีพลังระดับสำนึกที่หรี่ตาอยู่เบิกออกเล็กน้อย พวกเขาให้ความสนใจกับผู้มาใหม่

“เจ้าหนู! รออีกนิดเถอะ ข้าจะตัดนิ้วของเจ้าให้หมด ทีละนิ้ว!” ซูสื่อยังกัดฟันแล้วกล่าวออกมา

สายตาของเฉ่อจิงหยุนและวูท่าเองก็จ้องมองไปที่นิ้วของฉินเลี่ย พวกเขาล้วนมีความคิดแบบเดียวกันอยู่ในใจ

“ฮี่ฮี่ เจ้ามาจริง ๆ เจ้าหนู เจ้ามาที่น่เพื่อดูสำนักก้าวสู่หายนะอย่างนั้นใช่ไหม?” เสวี้ยลี่ยิ้มยิงฟันและหัวเราะเสียงเบาแปลกประหลาด

ฉินเลี่ยขมวดคิ้วแล้วหาร่างของถังซือฉีและเหลียนโหยว เขาเรียกพวกนางแล้วกล่าวว่า “ศิษย์พี่ถัง ซิษย์พี่เหลียนโหยว โปรดมาอยู่ข้างข้า”

ที่ริมลานกว้าง ข้างกลุ่มผู้ฝึกยุทธหอกโลหิต ถังซือฉีและเหลียนโหยวเผยความมืดมนและความสิ้นหวังออกมาขณะพร้อมตายไปพร้อมกับสำนักยุทธภัณฑ์ ไม่มีร่องรอยของความหวังอยู่ในดวงตาแม้แต่นิดเดียว

••••••••••••••••••••

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร