0 Views

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร

••••••••••••••••••••

ตอนที่ 229: ทั้งหมดที่ข้าทำได้!

 

ฉินเลี่ยมาถึงถ้ำของถังซือฉี

“แม่นางถังไม่อยู่ข้างใน” ยามโลหิตอีกคนปรากฏตัวขึ้นแล้วกล่าวด้วยความเคารพ

ฉินเลี่ยขมวดคิ้วเมื่อเขาได้ยินเช่นนั้นก่อนจะถามว่า “นางและศิษย์พี่เหลียนไปไหน?”

“ลานกว้าง” ยามโลหิตตอบเสียงเบา

ฉินเลี่ยตกตะลึง

เหตุผลที่เขาออกจากดินแดนศูนย์สัมบูรณ์แล้วรีบบึ่งออกจากบึงพิษก็เพื่อเก็บรักษาเมล็ดแห่งความหวังของสำนักยุทธภัณฑ์หนึ่งหรือสองเมล็ด ถังซือฉีและเหลียนโหยวคือเมล็ดที่เขาเลือก

เมล็ดเหล่านี้จะเติบโตสักวันหนึ่งในอนาคตและกลายเป็นต้นไม้เขียวชอุ่มขนาดใหญ่อีกครั้ง

การรับสืบทอดและการเติบโตของสำนักยุทธภัณฑ์ ส่วนตัวแล้วเขาไม่ได้สนใจขนาดนั้น แต่ว่า เขาติดหนี้ความอ่อนโยนของสำนักยุทธภัณฑ์อยู่

ถังซือฉีและเหลียนโหยวก็เคยช่วยชีวิตเขาเอาไว้ครั้งหนึ่ง!

เหตุผลที่เขากลับมาก็เพื่อเป็นสักขีพยานแก่การล่มสลายของสำนักยุทธภัณฑ์กับตาตัวเอง เป้าหมายอื่นของเขาคือการรักษาสำนักยุทธภัณฑ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อเขามาถึงครึ่งทางขึ้นเขา เขาขมวดคิ้วแล้วยืนนิ่งอยู่สักพัก เขาเริ่มหันไปมองที่ยอดเขา จากนั้นจึงมองไปที่ตีนเขา ในท้ายที่สุด หลังจากชั่งน้ำหนักอยู่ในใจ เขาเดินมุ่งหน้าไปที่ลานกว้าง

“หัวหน้าสำนักฉินกลับมาที่สำนักแล้ว!” เขาไม่จากไปนานนักก่อนที่ยามโลหิตจะรายงานเรื่องการปรากฏตัวของเขาต่อสามผู้อาวุโสสูงสุดที่ยอดเขา

“เขากลับมาป่านนี้เพื่ออะไร?” เมิ่งเฉินถามด้วยความสิ้นหวัง

สีหน้าของลัวเจ้อชังบิดเบี้ยวด้วยความตกตะลึง “เขาไม่ควรกลับมา!”

“เขาไปไหนแล้ว?” ฝางฉีถามเสียงต่ำ

“เขาไปที่ลานกว้าง” ยามโลหิตตอบ

“พวกเราจะไปที่ลานกว้าง! นั่นคือดินแดนที่สำนักของพวกเราถูกก่อตั้งขึ้นครั้งแรก ต่อให้สำนักของพวกเราจะพังทลาย พวกเราก็ควรยืนหยัด!” ลัวเจ้อชังจ้องลงไปที่เบื้องล่างภูเขา

ฝางฉีและเจี่ยงห้าวพยักหน้าก่อนจะเดินตามไปเงียบ ๆ

เจ็ดผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักในมองหน้ากันแล้วเห็นถึงความสิ้นหวังและความมุ่งมั่นในดวงตาของพวกเขา

ดังนั้น เจ็ดผู้อาวุโสสำนักในจึงเดินไปลานกว้างที่ตีนเขาด้วยกัน มันคือสถานที่ที่ค่ายสิบสองเสาวิญญาณตั้งอยู่

ในขณะเดียวกัน ผู้อาวุโสและศิษย์สำนักยุทธภัณฑ์ผู้ยังไม่ถูกสังหารและกระจัดกระจายอยู่ตามหัวมุมของสำนักยุทธภัณฑ์ล้วนได้รับคำประกาศจากหลางเฉีย ด้วยสีหน้าสิ้นหวังและมืดมน พวกเขากลับสำนัก ทุกคนมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่สำนักยุทธภัณฑ์ถูกก่อตั้งขึ้นเป็นครั้งแรก

“จ้าวหุบเขา สมาชิกสำนักยุทธภัณฑ์ที่เหลือล้วนมุ่งหน้าไปที่สำนัก” จี้เหลี่ยวมาอยู่ข้างเจี่ยงหยวนและบอกเขาให้ทราบเกี่ยวกับข่าวล่าสุด

“อย่าขัดขวางพวกมันมากเกินไป ให้พวกมันมีโอกาสได้หายใจบ้าง พวกมันจะได้กลับไปยังดินแดนก่อตั้งสำนักยุทธภัณฑ์” เจี่ยงหยวนและอวี๋ต้ายตัดสินใจแล้วหลังจากสนทนากัน “มันจะช่วยแก้ปัญหาให้พวกเรายามออกล่าพวกมันอยู่ดี แค่ให้พวกมันไปรวมตัวกันเพื่อที่พวกเราจะสามารถจัดการพวกมันได้ในคราวเดียว วิธีนี้พวกเราจะไม่เสียเวลาวิ่งวุ่นไปทั่วด้วย”

“นั่นคือสิ่งที่ข้าคิดเช่นกัน!” อวี๋ต้ายเองก็ออกคำสั่ง

อีกด้าน ฟู่โจวฮุยจากหออสูรทมิฬและโอหยางเซิ่งจากหุบเขาเจ็ดอสูรก็เข้าใจความหมายโดยนัยได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน พวกเขาจึงยอมให้อีกฝ่ายผ่านตาข่ายเพื่อไปรวมตัวกันที่สำนักยุทธภัณฑ์

ตอนนี้ ทางข้าวของทั้งสี่เขตอย่างเขตดิน ไฟ น้ำและลมล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของห้ากองกำลัง

เมืองยุทธภัณฑ์ถูกผนึกเอาไว้เช่นกัน แน่นอนว่าอยู่ภายใต้การควบคุมของพวกเขา

ในตอนนี้ สำนักยุทธภัณฑ์ไม่ใช่ผู้ปกครองเมืองยุทธภัณฑ์อีกแล้ว ตอนนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ฝึกยุทธของสำนักยุทธภัณฑ์จะสามารถหนีออกจากเมืองได้

ผู้คนที่กระจัดกระจายค่อย ๆ กลับสำนักยุทธภัณฑ์จากทั่วทุกหนแห่งในเมือง มีตัวแทนต่างแดนส่วนน้อยที่ผสมปนเปอยู่ภายในนั้นด้วยเช่นกัน

หานฉิงรุ่ย คังฮุ่ย หานเฟิงและกลุ่มที่เหลือของพวกเขากำลังเดินลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่บนถนนอันเงียบสงัด พวกเขาเองก็กำลังมุ่งหน้าไปที่สำนักยุทธภัณฑ์

“ถ้าข้ารู้ว่าวันนี้จะมาถึง ข้าจะไม่มาสำนักยุทธภัณฑ์ในตอนนั้น เฮ่อ” พ่อของคังจื้อนามคังฮุ่ยถอนหายใจยาวและสัมผัสได้ถึงความพ่ายแพ้ที่เขารู้อยู่แก่ใจว่าจะต้องเจอในท้ายที่สุด

เดิมทีเขาเป็นรองหัวหน้าหอของหอเมฆดารา เดิมทีเขามีสถานะสูงส่ง หลังจากเขาแพ้การแข่งขันกับเหลียวหยุนเต๋า เขาไม่คิดก้มหัวและยอมจำนน ดังนั้น ภายใต้คำแนะนำของพันเจ๋ยหมิง พวกเขามาถึงเมืองยุทธภัณฑ์และกลายเป็นตัวแทนต่างแดน

ตอนแรก ชีวิตของพวกเขาดีทีเดียว สำนักยุทธภัณฑ์ปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความใจกว้าง ตราบใดที่พวกเขาทำภารกิจเสร็จสิ้น พวกเขาจะได้รับรางวัลตอบแทนอย่างเหลือเฟือ

ยิ่งไปกว่านั้น ทันทีที่พวกเขาสั่งสมคุณงามความดีได้มากพอ พวกเขาสามารถขอให้หนึ่งในผู้อาวุโสสำนักในหลอมอุปกรณ์เพื่อพวกเขาได้อีกด้วย

พวกเขาทำงานเพื่อสำนักยุทธภัณฑ์อย่างเงียบ ๆ รอคอยว่าสักวันพวกเขาจะสั่งสมคุณงามความดีมากพอเพื่อที่พวกเขาจะสามารถร้องขอผู้อาวุโสสำนักในอย่างมั่วไห่หรือถันตงหลิงช่วยหลอมอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับพวกเขาให้ได้

แต่น่าเสียดาย เมื่อดูสถานการณ์ในตอนนี้ พวกเขาอาจจะไม่มีวันได้เห็นวันนั้นแล้วก็ได้

“นี่ ข้าได้ยิน… ข้าได้ยินข่าวลือว่าหัวหน้าสำนักคนปัจจุบันดูเหมือนจะเป็นฉินเลี่ย…” หานฉิงรุ่ยบอกพวกเขาถึงสิ่งที่เพิ่งได้ยินมาเมื่อเร็ว ๆ นี้

หานเฟิงและคังจื้อส่ายหน้าด้วยความไม่เชื่อก่อนจะมองเขาด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ

“ลุงหาน?” คังจื้อเองก็ตกตะลึง

หานฉิงรุ่ยยิ้มขมขื่น “ไม่น่าใช่เรื่องผิดพลาด ถ้าไม่ใช่เพราะเขา พวกเราคงถูกสังเวยในฐานะสิ่งของเมื่อตอนที่สำนักยุทธภัณฑ์และหอคอยเงาทมิฬต่อสู้กันอยู่”

“ฉินเลี่ย! จะเป็นเด็กที่ชื่อฉินเลี่ยไปได้ยังไง?!” คังจื้อกล่าวด้วยเสียงแปลกประหลาด เขาไม่สามารถเชื่อเรื่องนี้ได้

“มีเสียงมาจากทางนั้น!” ไม่ไกลนักมีเสียงตะโกนอย่างเคร่งขรึมดังขึ้น “ไปตรวจสอบดู!”

เมื่อหานฉิงรุ่ย คังฮุ่ยและกลุ่มที่เหลือได้ยินเสียงดังมาจากทิศทางดังกล่าว สีหน้าของพวกเขาทุกคนเปลี่ยนไป พวกเขาจับจ้องไปที่คังฮุ่ยอย่างเคร่งขรึม

“ทางนี้! ทางนี้!” เสียงตะโกนจำนวนมากดังมาจากที่ไกล ๆ หนึ่งในนั้นเป็นเสียงผู้ชายที่ทรงพลัง

ขณะฟังเสียงของชายคนนั้น ฉับพลันหานฉิงรุ่ยและคังฮุ่ยสั่นเทิ้ม แสงแปลกประหลาดฉายออกมาจากดวงตาของพวกเขา

“มัวเอ๋อ ส่งคนไปตรวจสอบที่นั่น” เสียงของถูชี่ฉองดังมาจากที่ไกล ๆ

หานฉิงรุ่ย คังฮุ่ยและที่เหลือยังอยู่ด้านหลังกำแพงของมุมมืดโดยสมบูรณ์ พวกเขามีสีหน้าแปลกประหลาดอย่างน่าเหลือเชื่อ

ผ่านไปนาน ถูมัวนำถูเสือ จัวเฉียนและผู้ฝึกยุทธหออสูรทมิฬจำนวนหนึ่งมาปรากฏตัวที่ถนนอันเงียบสงัดแห่งนี้

ทันทีที่พวกเขาเข้าสู่สถานที่แห่งนี้ ถูมัวกวาดสายตา ใบหน้าของเขาแข็งทื่อทันที

สีหน้าของถูเสือและจัวเฉียนเปลี่ยนไปมากเช่นกัน พวกเขาแข็งทื่อด้วยความตกตะลึงเมื่อพวกเขาเห็นคังจื้ออ้วนกลมและหานเฟิง

“หัวหน้าหอ…” หานฉิงรุ่ยและคังฮุ่ยประสานมือแล้วทำความเคารพต่อหน้าถูมัว

“พี่ใหญ่ถู น้องเฉียน…” หานเฟิงและคังฮุ่ยมองไปที่ถูเสือและจัวเฉียนด้วยความเวทนา

“พวกเจ้ารู้จักกันงั้นเหรอ?” ผู้ฝึกยุทธหออสูรทมิฬคนหนึ่งขมวดคิ้วแล้วมองไปที่ถูมัวก่อนจะถามว่า “พวกเขาเป็นใคร?”

ชื่อของเขาคือเหลียนดง เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาอีกคนหนึ่ง เขาเหมือนกับถูมัวตรงที่เป็นผู้ฝึกยุทธที่อยู่ขั้นต้นของพลังระดับปรากฏ เขาเป็นแม่ทัพหออสูรทมิฬธรรมดาคนหนึ่ง

“พี่เหลียนดง มีสหายของข้ามากมายในอดีต รวมถึงลูกน้องเก่าของพ่อข้า ท่านสามารถแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นเหตุการณ์นี้เพื่อมอบความเมตตาให้แก่พวกเขาได้หรือไม่?” ถูมัวคำนับแล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า “เมื่อเรื่องนี้จบลง ข้าจะขอบคุณท่านจากใจจริงทันทีที่เรากลับถึงหอ!”

เหลียนดงจ้องมองกลุ่มของหานฉิงรุ่ยครั้งหนึ่งด้วยสีหน้าเย็นชาก่อนจะส่ายหน้า เขากล่าวว่า “เหตุผลที่หัวหน้าหอขอให้ข้ามากับเจ้าโดยเฉพาะก็เพื่อจับตาดูเจ้ายามไม่สามารถลงมือกับคนที่เคยรู้จักกันมาก่อนได้ ก่อนที่ข้าจะมา หัวหน้าหอได้สั่งกับข้าว่าให้ทำในสิ่งที่พวกเจ้าไม่สามารถทำได้”

เขาหยิบหอกยาวเหมือนงูแล้วเดินตรงไปที่หานฉิงรุ่ยและกลุ่มที่เหลือ สายตาของเขาเต็มไปด้วยจิตสังหาร

“พี่เหลียนดง!” ถูมัวตะโกนเสียงดัง

ฝีเท้าของเหลียนดงไม่หยุด น้ำเสียงของเขาเย็นชา “น้องถู อย่าสร้างปัญหาให้ตัวเองเลย มันจะกลายเป็นปัญหากับพ่อของเจ้าด้วยเช่นกัน เจ้าต้องไม่สร้างปัญหาให้หัวหน้าหอ หยวนเทียนหยาตายแล้ว ผู้นำสูงสุดจะเข้าสู่สมาพันธ์เทวาลึกลับในอีกไม่ช้านี้ ผู้นำหอเฉาของพวกเราจะดำรงตำแหน่งนั้นแทน พวกเราไม่สามารถทิ้งรอยด่างพร้อยเอาไว้เบื้องหลังเพื่อให้คนอื่นพบเห็นความอ่อนแอของพวกเราได้!”

“เพราะฉะนั้น คนเหล่านี้จึงต้องตาย!”

ถูมัว ถูเสือและจัวเฉียนแข็งทื่อทันที ความตกตะลึงและความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุดปรากฏในดวงตาของพวกเขา

ตอนนั้นเองที่พวกเขาตระหนักได้ถึงเหตุผลที่เหลียนดงอยู่กับพวกเขา นั่นเพราะเพื่อป้องกันสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ เพื่อกำจัดอุบัติเหตุทั้งหมดที่กำลังจะเกิดขึ้น!

นี่คือสิ่งที่สั่งโดยเฉาชวนรุ่ย!

และเฉาชวนรุ่ยคนนี้เป็นหัวหน้าหอที่พ่อของเขาให้ความจงรักภักดี เขาเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ช่วยหนุนหลังพวกเขาให้!

ถ้าพวกเขาขัดคำสั่งของเฉาชวนรุ่ย พวกเขาและพ่อของเขาอาจจะเผชิญกับหายนะอันโหดเหี้ยมก็เป็นได้

หานฉิงรุ่ย หานหยู่และคังฮุ่ยล้วนคิดว่าพวกเขาอาจจะสามารถรอดจากหายนะครั้งนี้หลังจากเจอถูมัว แต่ท้ายที่สุด พวกเขาก็ยังต้องตาย

พวกเขาจะตายด้วยเงื้อมมือของสหายและพี่น้องคนสนิท นี่ที่ทำให้ทั้งสี่คนรู้สึกสิ้นหวังและขมขื่นในทันที

“พี่เหลียน!” ถูมัวตะโกนอย่างบ้าคลั่งครั้งหนึ่ง

ฉับพลันดวงตาของถูเสือและจัวเฉียนแดงก่ำ พวกเขาเหมือนกับคนที่สูญเสียการควบคุม

ในตอนนี้เองที่เสียงของถูชี่ฉองดังมาจากที่ไม่ไกลนัก “มัวเอ๋อ เสือเอ๋อ แม่นางเฉียน อย่าก้าวก่ายปัญหานี้”

“ผู้บัญชาการใหญ่ช่างกล้าหาญนัก” เหลียนดงยิ้ม

“ท่านพ่อ!” ถูมัวกล่าวขึ้น

“เฮ่อ ลุงหาน ลุงคัง โปรดอย่าโทษพวกข้าที่ไม่แสดงความเมตตาออกมา ไม่มีอะไรที่พวกข้าจะช่วยพวกเจ้าได้อีกแล้ว” เสียงของถูชี่ฉองดังมาจากที่ไกล ๆ อีกครั้ง “ต่อให้พวกเขาปล่อยพวกเจ้าไปในคราวนี้ พวกเจ้าก็ไม่สามารถหนีออกจากเมืองยุทธภัณฑ์ทั้งเป็นไปได้หรอก มันไม่ใช่ว่าพวกข้าปฏิเสธที่จะช่วยพวกเจ้า มันเป็นเพราะต่อให้ช่วยมันก็เปล่าประโยชน์อยู่ดี เหลียนดง! จัดการพวกเขาให้ไว!”

“ไม่ต้องห่วง ผู้บัญชาการใหญ่ เหลียนดงผู้นี้รู้ว่าต้องทำยังไง ข้าจะไม่ให้คนเหล่านี้ทรมานมากเกินไปก่อนจะตายหรอก!” เหลียนดงตอบ

เขายกหอกงูขึ้นก่อนจะเริ่มโคจรวิชาวิญญาณ แสงสีเขียวเข้มส่องแสงบนหอกงูก่อนจะปลดปล่อยออกมาอย่างรวดเร็ว

“เจ้าหนู ข้าพบคนจำนวนหนึ่งที่เจ้าขอให้ข้าจับตาดูเอาไว้ แต่มีกลุ่มหนึ่งที่กำลังจะตาย…” ขณะที่ฉินเลี่ยเดิยลงไปยังตีนเขาอยู่นั้น วิญญาณของเสวี้ยลี่ผันผวนแล้วกล่าวจากภายในก้อนผนึกวิญญาณที่อยู่ภายในศีรษะของเขา

ภาพกระจ่างชัดถูกฉายภายในศีรษะของเขาโดยตรง มันคือฉากที่หานฉิงรุ่ย หานเฟิงและคังฮุ่ยกำลังจะถูกสังหาร!

“หยุดคนที่ถือหอกงู!” ฉินเลี่ยกรีดร้อง

“ฮี่ ข้าจะไม่ทำทุกสิ่งด้วยตัวของข้าเอง ถ้าเจ้าอยากช่วยพวกเขา ข้าสามารถส่งเจ้าไปที่นั่นได้เดี๋ยวนี้เลย” เสวี้ยลี่กล่าว

“งั้นส่งข้าไปที่นั่นเดี๋ยวนี้!” ฉินเลี่ยกล่าวอย่างโกรธเกรี้ยว

“เข้าใจแล้ว!”

ร่างของฉินเลี่ยที่เกือบถึงลานกว้างกลับหยุดนิ้งในฉับพลัน บ่อโลหิตปรากฏขึ้นจากใต้เท้าของเขาที่เหยียบอยู่บนพื้นหินสีเขียวก่อนจะโอบล้อมเขาโดยตรง จากนั้น มันดึงเขาลงใต้ดิน

ฉับพลันนั้นเอง เขาเกิดหมดสติ เขาสามารถสัมผัสได้ว่าบ่อโลหิตนี้กำลังเดินทางไปไกลพันเมตรจากทางใต้ดินได้ในทันที

กลุ่มของหานฉิงรุ่ย หานหยู่และคังฮุ่ยจับตาดูแสงสว่างที่ก่อตัวบนหอกงูและมองดูเหลียนดงผู้เป็นผู้ฝึกยุทธที่มีพลังระดับปรากฏ พวกเขาสัมผัสได้ถึงใบหน้าอันเย็นชาและพละกำลังที่เขาปลดปล่อยออกมา

พวกเขารู้ดีว่าพวกเขาอาจจะไม่สามารถไปถึงสำนักยุทธภัณฑ์ได้ พวกเขาอาจจะไม่รอดจากหายนะในครั้งนี้

“ท่านพ่อ!” ถูเสือร้องโยหวน

“กดเขาเอาไว้!” เสียงของถูชี่ฉองดังขึ้นอีกครั้ง

ผู้ฝึกยุทธหออสูรทมิฬที่ยืนอยู่ข้างถูเสือกางมือออกแล้วกดไหล่ของถูเสือเพื่อป้องกันไม่ให้เขาขยับไปไหนได้แม้แต่ก้าวเดียว

“แม่นางเฉียนก็เช่นกัน! ข้าจะไม่ยอมให้พวกเขากระทำการบุ่มบ่าม!” ถูชี่ฉองกล่าวอีกครั้ง

อีกคนกดจัวเฉียนลงไปเช่นกัน จากนั้น นางจึงทำได้เพียงมองคังฮุ่ยอ้วนกลมและคังหยู่ที่ความตายกำลังเดินทางไปหาพร้อมกับหยาดน้ำตา

พวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย…

ในตอนนั้นเองที่บ่อโลหิตรอบ ๆ ฉินเลี่ยก็ปรากฏขึ้นระหว่างเหลียนดงและหานฉิงรุ่ย ฉินเลี่ยเหยียบย่างบนพื้น บ่อโลหิตหายกลับไปยังใต้ดิน

“ฉินเลี่ย!”

“ฉินเลี่ย!”

“ฉินเลี่ย!”

ทุกคนร้องออกมาด้วยความตกตะลึง

••••••••••••••••••••

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร