0 Views

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร

••••••••••••••••••••

ตอนที่ 200: เสวี้ยลี่

 

ที่พื้นที่ภายในค่ายเสาวิญญาณ

ทันทีที่จิตสำนึกส่วนหนึ่งของฉินเลี่ยเข้ามา ชายแก่กล่าวอย่างคลุมเครือว่า “ข้าถูกเรียกว่าเสวี้ยลี่ ตราบใดที่เจ้าอยากพาข้าออกจากที่นี่ ข้าสามารถมอบทุกสิ่งตามที่เจ้าต้องการให้ได้”

“เสวี้ยลี่…” ฉินเลี่ยลังเลสักพักก่อนจะถามด้วยความคิดว่า “วิชาวิญญาณโลหิตที่โหยวหงเจ้อถ่ายทอดและวิธีเพิ่มพละกำลังให้คนคนหนึ่งด้วยยาโลหิต สิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากท่านใช่ไหม?”

“ถูกต้องแล้ว” ดวงตาสีแดงเข้มของเสวี้ยลี่เป็นประกายด้วยแสงแห่งความหวาดกลัว “ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน?”

“โหยวหงเจ้อตายไปนานแล้ว ข้า… ข้าได้ยินมาว่าเขากินเนื้อมนุษย์และดื่มเลือดมนุษย์ เขาเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทั้งคนหรือปีศาจ นี่คือผลข้างเคียงหลังจากฝึกฝนวิชาโลหิตของท่านใช่หรือเปล่า?” ฉินเลี่ยถามด้วยความสงสัย

“ผลข้างเคียง? ผลข้างเคียงแบบไหนที่ถึงขนาดต้องกินโลหิตมนุษย์?” เสวี้ยลี่กล่าวด้วยใบหน้ามืดมน “วิชาวิญญาณและเคล็ดลับที่ถูกฝึกฝนโดยสำนักอสูรโลหิตของพวกข้าคือทางลัดสู่ความสำเร็จมาตั้งแต่แรก เพราะมันเป็นทางลัด แน่นอนว่ามันจะมีจุดเด่นในตัวของมันเอง! ผู้ฝึกยุทธออกล่าสัตว์วิญญาณ หลอมอุปกรณ์ของพวกเขาด้วยแกนสัตว์และเสริมพลังด้วยโลหิตบริสุทธิ์ของสัตว์วิญญาณ พวกมันก็เหมือนกับพวกข้าไม่ใช่เหรอ?”

“สัตว์วิญญาณก็คือสัตว์วิญญาณ คนก็คือคน” ฉินเลี่ยกล่าว

“สำหรับข้านั้นถือว่าไม่แตกต่างกัน” เสวี้ยลี่กล่าวอย่างเย็นชา

ฉินเลี่ยครุ่นคิดก่อนจะถามอีกครั้งว่า “ข้าจะช่วยให้ท่านออกจากที่นี่ได้ยังไง?”

ดวงตาของเสวี้ยลี่สดใสขึ้นทันที เขามองไปที่ค่ายเสาวิญญาณข้างเขา เขากล่าวว่า “ง่ายมาก ๆ ถ้าเจ้าสามารถทำให้ค่ายเสาวิญญาณตอบสนองจากด้านนอกได้ เจ้าก็สามารถทำแบบเดียวกับที่นี่ได้เช่นกัน ตราบใดที่เจ้าฝ่าหนึ่งในปมของค่ายเสาวิญญาณเหล่านี้ไปได้ โซ่ที่กำลังล่ามข้าเอาไว้ก็จะถูกคลายเช่นกัน เมื่อพันธนาการทั้งสิบสองถูกปลดปล่อย ข้าก็จะสามารถออกไปจากที่นี่ได้!”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ จิตสำนึกส่วนหนึ่งของฉินเลี่ยก็เข้าไปในค่ายเสาวิญญาณที่สลักผังเก้าธาราวายุเอาไว้

ค่ายเสาวิญญาณต้นนี้เหมือนกับต้นที่อยู่ในโลกข้างนอก แต่สิ่งเดียวที่แตกต่างกันคือค่ายเสาวิญญาณต้นนี้ไม่ได้ทำจากหิน มันทำมาจากกระดูกของสัตว์แปลกประหลาด มันเป็นสีขาวน่าขนลุกที่ปกคลุมไปด้วยอากาศเย็นน่าขนลุก

เมื่อเขาเข้าไป จิตสำนึกของเขาคัดลอกเส้นทางของสัญลักษณ์โบราณและแหวกว่ายผ่านผังไป

ผ่านไปนาน จิตสำนึกของเขามาถึงที่จุดอันตรายที่จะต้องฝ่าเข้าไปยังพื้นที่ด้านใน

มันคือท่าด่านที่โซ่ถูกเชื่อมโยงเอาไว้ มันส่องแสงแวววาวและปลดปล่อยคลื่นพลังแก่กล้าหนาแน่นออกมา

จากคำบอกเล่าของเสวี้ยลี่ ตราบใดที่เขาโจมตีมันด้วยจิตสำนึก เขาจะสามารถฝ่ากลุ่มก้อนแสงสว่างเพื่อปลดปล่อยโซ่ออกมาได้

แต่เขาไม่ทำแบบนั้น

เขาดึงจิตสำนึกส่วนหนึ่งกลับมาและรวบรวมเป็นกลุ่มควันตรงหน้าเสวี้ยลี่ เขากล่าวด้วยความคิดว่า “ถ้าสิ่งที่ท่านพูดมาเป็นความจริง งั้นข้าก็สามารถปลดปล่อยโซ่พวกนี้ได้ ข้าเห็นท่าด่านที่เป็นจุดเชื่อมโยงของโซ่มาแล้ว”

ดวงตาสีแดงเข้มของเสวี้ยลี่ยิ่งมายิ่งสดใส

“พวกเราสามารถพูดถึงปัญหาอื่นในอนาคตได้ ตอนนี้ข้ามีคำถามอยู่ข้อหนึ่ง ข้าจะควบคุมท่านได้ยังไง?” ฉินเลี่ยถาม

“ควบคุมข้า?” ใบหน้าผอมของเสวี้ยลี่และดวงตาโบ๋ทำให้เหมือนกับโครงกระดูก แสโลหิตในดวงตาของเขาฉายวาบ ทำให้เขาดูน่าหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง “เจ้าอยากควบคุมข้างั้นเหรอ?”

“ถ้าข้าควบคุมท่านไม่ได้ งั้นท่านก็สามารถสังหารข้าได้ทันทีที่ออกไปจากที่นี่ได้ ถ้าเช่นนั้นทำไมข้าต้องปลดปล่อยท่านด้วยล่ะ?” ฉินเลี่ยตอบก่อนจะกล่าวว่า “บางทีท่านต้องการเวลาเพื่อไตร่ตรองดูสักหน่อย”

เมื่อเขากล่าวเช่นนี้ เขาดึงจิตสำนึกกลับมาอีกครั้งก่อนจะถอยออกจากค่ายเสาวิญญาณ

“จะ-เจ้าติดต่อกับเขางั้นเหรอ?” ก่อนเขาจะรู้ตัว ถังซือฉีก็เดินเข้ามาอยู่ข้างเขาแล้ว ทันทีที่นางเห็นเขาได้สติกลับคืนมา นางรีบถามด้วยน้ำเสียงตกตะลึง

“ทำไมเจ้ามาที่นี่?” ฉินเลี่ยหรี่ตา

“ข้าไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับปัญหาที่กำลังถกกันบนเขาแห่งนี้ได้ อีกอย่าง หัวหน้าสำนักขอให้ข้าจากสำนักไปพร้อมกับเจ้า ดังนั้นไม่นานหลังจากเจ้าลงมา ข้าก็กลับไปที่ถ้ำเพื่อเตรียมตัวให้พร้อม” ถังซือฉีอธิบายก่อนจะถามอีกครั้งว่า “เจ้าคุยอะไรอยู่ข้างใน? เขาคือใคร?”

“ถ้าพวกเราบอกว่าโหยวหงเจ้อคืออาจารย์ของหลางเฉีย เฝิงหยงและเงาโลหิต งั้นคนคนนั้นที่อยู่ข้างในก็คืออาจารย์ของโหยวหงเจ้อ”

“อาจารย์ของโหยวหงเจ้อ?!”

ฉินเลี่ยพยักหน้าและลดเสียงต่ำ “วิชาวิญญาณโลหิตที่โหยวหงเจ้อได้รับมาล้วนมาจากเขา วิชาวิญญาณนั่นทำให้พลังของโหยวหงเจ้อเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทำให้หอกอัคคีกลายเป็นหอกโลหิตและยังทำให้โหยวหงเจ้อกลายเป็นบางสิ่งที่ไม่ใช่ทั้งคนหรือปีศาจ ต้นเหตุของสิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากชายแก่ที่อยู่ข้างในเสา!”

ความหวาดกลัวและความกังวลปรากฏบนใบหน้าของถังซือฉี นางกล่าวว่า “พวกเจ้าพูดเรื่องอะไรกันบ้าง? ฉินปิง ข้าคิดว่าเจ้าควรบอกเรื่องนี้ให้หัวหน้าสำนักทราบเพื่อหหัวหน้าสำนักและสามผู้อาวุโสสูงสุดทราบถึงสถานการณ์ที่อยู่ข้างใน”

“บอกหัวหน้าสำนัก…” ฉินเลี่ยขมวดคิ้ว “พวกเขาอาจจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อสังหารชายแก่คนนี้ก็ได้ ขนาดโหยวหงเจ้อพวกเขายังไม่ยอมรับเลย แล้วพวกเขาจะไปยอมรับเสวี้ยลี่ที่น่าหวาดกลัวยิ่งกว่าโหยวหงเจ้อได้ยังไง เสวี้ยลี่คนนี้เป็นเจ้าของวิชาวิญญาณโลหิตอย่างแท้จริง ใครจะรู้ว่าความลับแบบไหนที่คนที่ถูกผนึกเอาไว้มานานกว่าพันปีเก็บงำเอาไว้”

“เสวี้ยลี่?”

“อืม นั่นคือชื่อของเขา ดูเหมือนเขามาจากกองกำลังที่มีชื่อว่าสำนักอสูรโลหิต ศิษย์พี่ถัง ท่านเคยได้ยินชื่อสำนักอสูรโลหิตมาก่อนหรือเปล่า?”

“ไม่ ไม่เคยเลย บนทวีปสายน้ำสีชาดไม่มีกองกำลังชื่อนี้อยู่ ข้ายืนยันเรื่องนี้ได้”

“ถ้าอย่างนั้น เสวี้ยลี่อาจจะไม่ใช่คนจากทวีปสายน้ำสีชาด…”

ฉินเลี่ยครุ่นคิดสักพัก จากนั้นก็คิดอีกหน่อยก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง

เขาเข้าไปยังโลกภายในค่ายเสาวิญญาณอีกครั้ง “ท่านเสวี้ยลี่ ตอนนี้ท่านกำลังคิดอะไรอยู่?”

“ข้าไม่คิดว่าจะมีหนทางที่สามารถทำให้เจ้าควบคุมข้าได้ตั้งแต่ที่เจ้าปรากฏตัวขึ้นแล้ว” สีหน้าของเสวี้ยลี่สงบลง ขนาดสีโลหิตในดวงตาของเขายังหดกลับเข้าไป “เจ้าหนู พลังของเจ้าอ่อนแอเกิน เจ้าไม่สามารถควบคุมข้าได้หรอก แต่ข้ามีคำแนะนำ ข้าสามารถสอนวิชาวิญญาณที่ข้าฝึกฝน รวมถึงวิชาลับทั้งหมดที่ข้าถ่ายทอดให้โหยวหงเจ้อให้แก่เจ้าได้ ข้าสามารถให้เจ้าได้มากกว่านั้นอีก เจ้าคิดว่าไง?”

“ข้าไม่อยากกลายเป็นคนแปลกหน้าที่ไมใช่ทั้งมนุษย์หรือปีศาจ ดังนั้นข้าไม่สนใจในวิชาวิญญาณที่ท่านฝึกฝนอยู่หรอก คิดต่อไป” ฉินเลี่ยถอยกลับอีกครั้ง

ทันทีที่จิตสำนึกของเขาจากไป เสวี้ยลี่กลับมารุนแรงอีกครั้งก่อนจะปลดปล่อยเสียงคำรามอันบ้าคลั่งออกมาครั้งหนึ่ง ออร่าโลหิตรอบตัวเขาทะยานขึ้นไปราวกับจะทำให้พื้นที่ทั้งหมดพังทลาย

เห็นได้ชัดว่าที่เขาสงบลงก่อนหน้านี้เป็นเพราะเขาฝืนเอาไว้

“ข้าเพิ่งได้กลิ่นเหม็นฉุนของโลหิต” ที่ด้านนอก แม้แต่ถังซือฉียังพบว่ามีบางสิ่งผิดปกติ นางจ้องไปที่เสาที่อยู่ด้านข้างนางด้วยสายตาตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง “มะ-มันมาจากค่ายเสาวิญญาณ! มาจากเสวี้ยลี่งั้นหรือ? น่าหวาดกลัวอะไรอย่างนี้!”

“อืม ตอนนี้เขาน่าจะบ้าคลั่งอยู่” สีหน้าของฉินเลี่ยเคร่งขรึม “ข้าจะข่มเหงเขาต่อ เขาถูกผนึกมานานกว่าพันปีจนถึงตอนนี้ ในที่สุดเขาก็มีโอกาสที่จะหนีออกไปได้ สุดท้ายเขาก็ต้องยอมข้า”

“ยอมเจ้า? จะ-เจ้าวางแผนจะทำอะไร?” ถังซือฉีร้องออกมา

“ตอนนี้สำนักถูกโจมตี ด้วยห้ากองกำลังที่กำลังโอบล้อมพวกเรา การพังทลายของสำนักไม่อาจหลีกเลี่ยงได้หากไม่มีโอกาสครั้งใหญ่หลวงเข้ามา” ฉินเลี่ยกล่าวด้วยใบหน้ามืดมนก่อนจะมองไปยังทิศทางของเมืองยุทธภัณฑ์ เขากล่าวอย่างเย็นชาต่อว่า “ข้าอยากรู้ว่าข้าสามารถพลิกสถานการณ์ได้หรือเปล่า เสวี้ยลี่อาจจะคือความเป็นไปได้ที่จะสามารถช่วยสำนักยุทธภัณฑ์จากอันตรายครั้งนี้ก็เป็นได้!”

“เขา?” ถังซือฉีมองดูด้วยความตกตะลึง

“ถ้าเขาออกมาและช่วยสำนักยุทธภัณฑ์จริง ๆ ข้าเชื่อว่าภาวะวิกฤติในตอนนี้ของสำนักยุทธภัณฑ์จะได้รับการคลี่คลาย” ฉินเลี่ยอธิบายเพิ่มเติม

ถังซือฉีขมวดคิ้วและครุ่นคิดอย่างจริงจังสักพัก นางเองก็นั่งลงเงียบ ๆ ก่อนจะกล่าวว่า “รักษาตัวด้วย เจ้าต้องไม่หลงลืมตัวเอง”

“อืม ข้าจะระวัง” ฉินเลี่ยหลับตา

เขาไม่รีบเข้าไปยังค่ายเสาวิญญาณทันที กลับกัน เขาเริ่มจากหยิบยาที่ช่วยฟื้นพลังจิตก่อนจะกลืนมันเข้าไป จากนั้น เขาพักอยู่สักพักอยู่ข้างใต้ค่ายเสาวิญญาณ

ต่อมา เขาอ่านคัมภีร์ลับของสำนักคร่าว ๆ ที่อยู่ข้างในแหวนต่างมิติอย่างรวดเร็วก่อนจะค้นพบตำราเล่มหนึ่งเข้าในทันที

เมื่อเพ่งมองตำรา เขาอ่านอย่างตั้งใจเพื่อค้นคว้าข้อมูลที่อยู่ข้างใน

สองชั่วโมงต่อมา หลังจากเขาสัมผัสได้ว่าจิตของเขาฟื้นฟูแล้ว ในที่สุดเขาก็วางตำราลงแล้วก้าวเข้าสู่โลกภายในค่ายเสาวิญญาณอีกครั้ง

หลังจากผ่านไปนาน เสวี้ยลี่สงบสติอรมณ์ได้อีกครั้งดังที่คาด สีแดงเข้มในดวงตาของเขาเองก็หายไปแล้ว น้ำเสียงของเขากลับมาเฉยชาอีกครั้ง “เจ้าต้องการให้ข้าทำอะไร?” เขาถามฉินเลี่ยด้วยตัวเอง

“เมื่อครู่ข้าอ่านตำรามา ข้ารู้ว่ามีหลายวิธีที่จะควบคุมคนได้ ยาพิเศษ อุปกรณ์วิญญาณที่ใช้พันธนาการ หญิงสาว ตระกูล ลูกและอื่น ๆ ” จิตสำนึกของฉินเลี่ยลอยล่อง “ท่านตัวคนเดียว ดังนั้นข้าไม่สามารถควบคุมท่านโดยใช้ตระกูลได้ จากที่ข้าเห็น ต่อให้ท่านมีตระกูล วิธีนี้อาจจะใช้ไม่ได้ผลก็ได้…”

คนอย่างเสวี้ยลี่ที่สอนโหยวหงเจ้อจนกลายคนดุร้ายถึงขนาดนั้นได้จะไปมีพันธะกับตระกูลได้ยังไง?

“ด้วยพลังและการฝึกฝนของท่าน ต่อให้ใช้ยาหรือเครื่องพันธนาการก็ยากจะควบคุมท่านได้เช่นกัน ข้าไม่ใช่ยอดฝีมือของที่นี่ ดังนั้นข้าจึงไม่สามารถสร้างค่ายผนึกขนาดใหญ่ได้” ฉินเลี่ยทิ้งช่วง “ผลสุดท้าย หนทางเดียวที่ข้าคิดว่าสามารถควบคุมท่านได้คือการใช้วิญญาณของท่าน”

สีแดงโลหิตปรากฏภายในดวงตาของเสวี้ยลี่ “วิญญาณ?”

“ใช่แล้ว ยอมมอบวิญญาณส่วนหนึ่งให้ข้าและยอมหข้าคุมขังมันเอาไว้ หลังจากนั้นข้าถึงจะวางใจพาท่านออกมา” ฉินเลี่ยกล่าว

“เจ้าหนู ความปรารถนาของเจ้าไม่มากเกินไปหน่อยเหรอ!” เสวี้ยลี่ตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยว

แต่ว่า ฉินเลี่ยจากไปก่อนแล้วเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้จิตสำนึกถูกทำลายเมื่อสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปมาก

เสวี้ยลี่เป็นคนเดียวที่อยู่ข้างในค่ายเสาวิญญาณ เสียงร้องโหยหวนของเขาส่งไปถึงปอดของตัวเอง

“กลิ่นเหม็นของโลหิตบนค่ายเสาวิญญาณยิ่งมายิ่งหนา” ถังซือฉีที่อยู่ด้านนอกกล่าวด้วยความกังวล

ฉินเลี่ยดึงจิตสำนึกกลับมาและมองไปที่ค่ายเสาวิญญาณตรงหน้า เขาเองก็ลอบตกตะลึงเช่นกัน

เขาไม่รู้ว่าจะรับมือคนอย่างเสวี้ยลี่ที่ทำให้เขาตกลงไปยังหุบเหวที่ไม่มีความหวังของการฟื้นคืนยังไง ปีศาจเฒ่าผู้ใช้ชีวิตมานานกว่าพันปีจะต้องใช้ทั้งชีวิตเพื่อวางแผนที่มากด้วยเล่ห์เหลี่ยมอย่างแน่นอน ผลสุดท้าย เขาอาจจะถูกกลืนกินด้วยผลจากการข้อตกลงกับคนแบบนั้นก็ได้

“ฉินปิง ข้ายังคิดว่าพวกเราควรตัดใจ ทะ-ทำไมพวกเราไม่จากสำนักยุทธภัณฑ์ไปตอนนี้เสียเลยล่ะ?” ถังซือฉ๊รู้สึกว่านี่มันไม่ใช่เส้นทางที่ดีที่สุด

“ถ้าพวกเราจากสำนักยุทธภัณฑ์ไป พวกเราจะไม่มีที่ให้อยู่อาศัยอีก” ฉินเลี่ยกล่าวด้วยใบหน้ามืดมน “สุดยอดห้ากองกำลังจะไม่ยอมหใพวกเรามีชีวิตอยู่ต่อไป พวกเรายังแบกรับคัมถีร์ลับของสำนักเอาไว้อยู่ ดังนั้นพวกมันจะต้องออกล่าพวกเราด้วยทุกสิ่งที่พวกมันมี”

ถังซือฉีเงียบงันไปอีกครั้ง

ฉินเลี่ยหลับตาและเข้าค่ายเสาวิญญาณอีกครั้ง จิตสำนึกของเขาปรากฏขึ้นอีกครั้งต่อหน้าเสวี้ยลี่ “ท่านเสวี้ยลี่ ท่านตัดสินใจได้ยัง?”

“ข้าสัญญา!” เสวี้ยลี่ตะโกนพลางก้มหัวให้