0 Views

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร

••••••••••••••••••••

ตอนที่ 199: อดีต

 

“เหยียนเฉอ! เหยียนเฉอยังไม่ตายได้ยังไง?!”

หัวหน้าสำนักยิงซิ่งหยันกรีดร้องออกมา “ปีนั้นข้าเห็นเจ้าและหลางเฉียทำให้มันบาดเจ็บสาหัสก่อนจะผลักมันลงภูเขาไฟอัคคีด้วยตาของข้าเอง หลังจากนั้น พวกเรายังพบศพเปื้อนโลหิตอยู่ข้างในภูเขาไฟอัคคีด้วย มันจะยังมีชีวิตอยู่ได้ยังไง?!”

“ศพนั่นอาจจะไม่ใช่มัน มันยังมีชีวิตอยู่ มันน่ากลัวกว่าแต่ก่อนด้วย” เฝิงหยงกล่าวอย่างขมขื่น

ในตอนนั้นเองที่ฉินเลี่ยและถังซือฉีเดินเข้ามาข้างใน ทันทีที่ทั้งสองปรากฏตัวขึ้น ความสนใจของยิงซิ่งหยันและสามผู้อาวุโสสูงสุดย้ายมาที่พวกเขาทันที

“ดีจริง ๆ ที่พวกเจ้ากลับมา ดีจริง ๆ ที่พวกเจ้ากลับมา” ยิงซิ่งหยันวางภาระหนักอึ้งในใจของเขาลง

ตั้งแต่ที่เฝิงหยงมาถึง สามผู้อาวุโสสูงสุดและเขาล้วนถามถึงฉินเลี่ยตลอด พวกเขายังกังวลหลังจากทราบจากเฝิงหยงว่าฉินเลี่ยหนีไปพร้อมกับถังซือฉี พวกเขากลัวว่าทั้งสองจะถูกจับไม่ก็สังหารท่ามกลางความโกลาหลนี้

สำหรับพวกเขา ฉินเลี่ยและถังซือฉีคืออนาคตของสำนัก คือกุญแจสู่การฟื้นคืนของสำนักยุทธภัณฑ์

ในความคิดของพวกเขา พวกเขายอมถูกจับไม่ก็ตายแทนได้เพื่อไม่ให้ฉินเลี่ยและถังซือฉีต้องตกอยู่ในอันตราย!

“อาจารย์เฝิง ใครคือเหยียนเฉอเหรอ?” ฉินเลี่ยเดินเข้ามาด้วยสีหน้าจริงจัง “เขาคือเงาโลหิตใช่ไหม? ทำไมท่านและนายท่านหลางเฉียถึงอยากสังหารเขาในอดีตล่ะ?”

“ฉินปิง เจ้าไม่จำเป็นต้องห่วงเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้หรอก” ยิงซิ่งหยันกล่าว

“อืม มันก็แค่ปัญหาในอดีต ไม่ใช่เรื่องที่ข้องเกี่ยวกับเจ้า” เฝิงหยงกล่าวด้วยความเบื่อหน่าย

“ข้าอยากรู้!” ฉินเลี่ยกล่าว “ข้าอยากรู้อดีตที่ข้องเกี่ยวกับหอกโลหิต ข้าอยากรู้เรื่องชายที่ชื่อโหยวหงเจ้อ ข้าอยากรู้เรื่องทั้งหมดระหว่างหอกโลหิต โหยวหงเจ้อและเหยียนเฉอ!”

เมื่อเขากล่าวถึงชื่อของโหยวหงเจ้อ ทุกคนภายในหอล้วนมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่พวกเขาไม่รู้สึกแปลกประหลาดเลยสักนิด

พวกเขาคิดว่าฉินเลี่ยเองก็คงได้อ่านคัมภีร์ลับของสำนักมาแล้ว ด้วยเหตุนี้เขาถึงรู้เกี่ยวกับตัวตนของโหยวหงเจ้อและความข้องเกี่ยวกับหอกโลหิตของชายคนนั้น

เฝิงหยงมองไปที่ยิงซิ่งหยัน

หลังจากครุ่นคิดสักพัก ยิงซิ่งหยันพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “อนาคตของสำนักจะต้องตกอยู่กับเขาไม่ช้าก็เร็ว มีสิ่งที่เขาควรรู้เอาไว้ พูดไปเถอะ ไม่มีคนแปลกหน้าอยู่ที่นี่อยู่แล้ว”

“เกี่ยวกับ… หัวหน้า เจ้ารู้เกี่ยวกับเขามากแค่ไหน?” เฝิงหยงกลืนยาอีกเม็ดเข้าไปก่อนจะถาม

ฉินเลี่ยกล่าวซ้ำถึงสิ่งที่ถังซือฉีเคยบอกก่อนหน้านี้ “นี่คือทุกสิ่งที่ถูกบันทึกในคัภีร์ลับ ข้าไม่รู้ในสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในนั้น”

ยิงซิ่งหยันและสามผู้อาวุโสสูงสุดพยักหน้าอยู่เงียบ ๆ

“หัวหน้า… หัวหน้าตายด้วยน้ำมือของหลางเฉีย” เฝิงหยงกล่าวเสียงอ่อน

“ทำไมล่ะ?” ฉินเลี่ยถาม

“ในตอนนั้น โหยวหงเจ้อถูกล่ามไว้กับค่ายเสาวิญญาณก่อนจะถูกเผาด้วยเปลวเพลิงอันร้อนแรงเพื่อเป็นการลงโทษต่อความโหดเหี้ยมของเขา” หัวหน้าผู้อาวุโสสูงสุดลัวเจ้อชังขัดได้จังหวะพอควร “ดูเหมือนเปลวเพลิงจะไม่อาจเผาความโหดเหี้ยมของเขาลงได้ เพียงไม่นานหลังจากการลงโทษสิ้นสุดลง เขาได้เรียนรู้วิชาวิญญาณโลหิตจากที่ใดไม่อาจทราบได้ ยิ่งไปกว่านั้น การฝึกฝนของเขายังพัฒนาแบบก้าวกระโดด พลังของเขายังคงแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ”

ความระแวดระวังอัดแน่นอยู่ในดวงตาของลัวเจ้อชัง “ไม่กี่ปีต่อมา พลังและอำนาจของเขาเหนือล้ำกว่าหัวหน้าหอกของหอกอัคคีในตอนนั้น ดูเหมือนชายคนนั้นจะมีพรสวรรค์พิเศษอยู่ หลังจากปีนั้น ผู้ฝึกยุทธจำนวนมากก็ให้ความนับถือเขาเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพลังและอำนาจของเขาเหนือล้ำกว่าหัวหน้าหอกของหอกอัคคี เขาได้ท้าทายอีกฝ่ายจนพิชิตหัวหน้าหอกได้ในที่สุด นั่นทำให้เขาได้ขึ้นสู่จุดสูงสุด”

“หลังจากเขายึดครองหอกอัคคีได้แล้ว เขาได้เปลี่ยนจากหอกอัคคีเป็นหอกโลหิต หลังจากนั้นเขาเริ่มจ้างสมาชิกใหม่เพื่อสอนสั่งวิชาวิญญาณโลหิตที่พวกเขาฝึกฝนให้ เพราะตัวตนของเขา หอกโลหิตยิ่งมายิ่งแข็งแกร่ง ทำให้กองกำลังรอบ ๆ หอกโลหิตหวาดกลัวชื่อเสียงของหอกโลหิต”

ถึงจุดนี้ ลัวเจ้อชังมองเฝิงหยงแล้วกล่าวว่า “เหยียนเฉอ หลางเฉียและเฝิงหยงคือสมาชิกกลุ่มแรกที่ได้รับการสอนสั่งภายใต้เขา เหยียนเฉอคือศิษย์พี่ของหลางเฉียและเฝิงหยง พรสวรรค์การฝึกฝนของเหยียนเฉอด้อยกว่าหลางเฉียและเฝิงหยงเล็กน้อย แต่อุปนิสัยของเขากลับคล้ายโหยวหงเจ้ออย่างน่าเหลือเชื่อ พวกเขามีวคามเชื่อร่วมกัน ด้วยเหตุนี้เขาถึงเอาใจใส่เหยียนเฉอมากเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้เหยียนเฉอจึงนับถือเขาเป็นอย่างมาก”

“แล้วทำไมเขาถึงถูกหลางเฉียสังหารล่ะ?” ฉินเลี่ยถามอีกครั้ง

“นั่นกะ-ก็เพราะหลางเฉียพบว่าหัวหน้าฝึกฝนจนกลายเป็นสิ่งชั่วร้ายที่กลับตาลปัตร หลางเฉียเห็นกับตาตัวเองว่าเขากำลังกินเลือดมนุษย์!” ความหวาดกลัวอันน่าตกตะลึงปรากฏบนใบหน้าของเฝิงหยง “ข้าเห็นตอนที่เขาต่อสู้เช่นกัน เขากำลังกินเนื้อมนุษย์สด ๆ ! ดื่มเลือดมนุษย์! เขาน่ากลัวกว่าเก่าและเริ่มไม่เหมือนมนุษย์เข้าไปทุกที!”

ใบหน้าของถังซือฉีแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวราวกระดาษ ร่างของนางสั่นเทาเล็กน้อย จิตของนางสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง

“เขากินคนงั้นเหรอ?” สีหน้าของฉินเลี่ยเองก็เปลี่ยนไป

“หลังจากนั้น หัวหน้าบ้าคลั่งมากขึ้น เขากลายเป็นคนโมโหง่าย มีศิษย์น้องจำนวนมากที่บางครั้งทำงานพลาด เขาก็ถึงกับหักคอทันที” เฝิงหยงก้มต่ำ “ในตอนนั้น ทุกคนหวาดกลัวมาก มีศิษย์น้องจำนวนมากที่พยายามหลบหนีออกจากหอกโลหิต แต่ว่าผลสุดท้าย พวกเขาล้วนถูกสังหารโดยเหยียนเฉอผู้อยู่ภายใต้คำสั่งของเขา”

“เมื่อหลางเฉียพบว่าหัวหน้ากำลังกินเลือดมนุษย์อยู่นั้น นั่นก็คือตอนที่เขาตัดสินใจจะสังหารหัวหน้า หลังจากนั้น หลางเฉียและข้าไปพบหัวหน้าสำนักและสามผู้อาวุโสสูงสุดเพื่อบอกพวกเขาเกี่ยวกับสถานการณืแปลกประหลาดของหัวหน้าพวกเรา” เฝิงหยงจ้องมองยิงซิ่งหยันครั้งหนึ่ง “หลังจากพูดคุยกันหลายครั้ง หัวหน้าสำนักและสามผู้อาวุโสสูงสุดล้วนรู้สึกว่าหัวหน้าอันตรายเกินไปจนเกรงว่าเขาจะสูญเสียการควบคุมในสักวันหนึ่ง ดังนั้น…”

หลังจากทิ้งช่วงไปสักพัก เฝิงหยงกล่าวว่า “อย่างแรก พวกเราทำให้ร่างกายของเขาอ่อนแรงลงด้วยพิษที่ออกฤทธิ์อย่างช้า ๆ จากนั้น พวกเราซุ่มโจมตีขณะเขากำลังฝึกฝน ท้ายที่สุด พวกเราก็หาทางสังหารเขาจนได้ หลังจากข่าวการตายของหัวหน้าแพร่กระจายออกไป เหยียนเฉอสังหารผู้ที่ขวางทางมันเพื่อขึ้นไปบนภูเขาไฟอัคคีและพยายามแก้แค้นหัวหน้าสำนักและสามผู้อาวุโสสูงสุด แต่ว่า ทันทีที่มันถูกหลางเฉียและข้าโจมตีจนบาดเจ็บสาหัส พวกเราก็ผลักมันลงหน้าผาไป”

เฝิงหยงและหัวหน้าผู้อาวุโสสูงสุดลัวเจ้อชังต่างอธิบายอดีตลับและไขกระจ่างถึงความสัมพันธ์ระหว่างโหยวหงเจ้อ เหยียนเฉอและหอกโลหิต

เรื่องราวนี้แม้แต่ผู้อาวุโสสำนักในบางคนก็ยังไม่รู้ ดังนั้นนี่จึงเป็นครั้งแรกที่พวกเขารู้ความจริงทั้งหมด

เหมือนกับฉินเลี่ยและถังซือฉี ใบหน้าของพวกเขาเองก็ซีดเผือดเล็กน้อย สีหน้าของพวกเขาผิดธรรมชาติเช่นกัน

ในสายตาของเขา โหยวหงเจ้อที่กลืนกินโลหิตเข้าไปนั้นไม่นับว่าเป็นมนุษย์อีกแล้ว เขากลายเป็นสัตว์ประหลาดที่น่าหวาดกลัวยิ่งกว่าสัตว์ป่า

เมื่อเสริมการกระทำอันเผด็จการของโหยวหงเจ้อหลังจากสังหารศิษย์หอกโลหิตจำนวนมากเข้าไป พวกเขาค่อย ๆ สูญเสียความเคารพในตัวของเขาไป หลังจากยิงซิ่งหยันและสามผู้อาวุโสสูงสุดคิดถึงปัญหานี้อย่างละเอียด พวกเขาเกรงว่าโหยวหงเจ้อจะสูญเสียการควบคุมในสักวันหนึ่งจนกลายเป็นฆาตกรผู้ชื่นชอบการสังหาร

ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงให้ความร่วมมือกับหลางเฉียและเฝิงหยง หลังจากวางแผนอยู่นาน ในที่สุดก็หาทางกำจัดโหยวหงเจ้อลงได้

“เหยียนเฉอตายแล้วเหรอ?” หลังจากผ่านไปนาน ฉินเลี่ยถามอีกครั้งเมื่อผู้คนเงียบเสียงลง

สายตาของเฝิงหยงมืดมน นางส่ายหน้า “เขายังมีชีวิตอยู่ ข้าเป็นคนที่ได้รับบาดเจ็บ เหยียนเฉอในตอนนี้อาจจะไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่าหลางเฉียเลย! ข้าไม่อยากเชื่อว่ามันยังมีพลังการต่อสู้ที่มากขนาดนั้นหลังจากได้รับบาดเจ็บสาหัสไปขนาดนั้น หลายปีที่อยู่ในหอคอยเงาทมิฬ การแก้แค้นอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่มันคิด ดังนั้นมันจึงไม่หยุดฝึกฝนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อีกด้าน ข้ากลับอู้มาหลายปีหลังจากได้พบกับอาไห่”

นางยอมรับว่านางไม่ใช่คู่มือของเหยียนเฉอแล้ว

นี่ทำให้ยิงซิ่งหยันและสามผู้อาวุโสสูงสุดกังวลมากกว่าเก่า

พวกเขารู้ดีว่าเหยียนเฉอไม่ใช่ตี้ฉีเจี่ยว เหลียงยังจู่หรือหยวนเทียนหยา

ชายคนนี้เคยนับถือโหยวหงเจ้อเป็นพ่อของเขา เขาเกลียดชังยิงซิ่งหยันและสามผู้อาวุโสสูงสุดเข้ากระดูกดำเนื่องจากพวกเขาลงมือสังหารโหยวหงเจ้อ

ถ้าเหยียนเฉอปีนภูเขาไฟอัคคีขึ้นมา พวกเขาจะไม่ถูกจับเป็นหรือคุมขังเพื่อหลอมอุปกรณ์วิญญาณ

พวกเขาจะถูกอีกฝ่ายสังหารในทันที!

ตอนนี้ เฝิงหยงยอมรับว่านางไม่ใช่คู่มือของเหยียนเฉอ คนเดียวที่สามารถต่อกรกับเหยียนเฉอได้อย่างหลางเฉียในตอนนี้ก็หายตัวไปเสียแล้ว

ถ้าเหยียนเฉอโจมตีพวกเขาในตอนนี้ ใครล่ะจะหยุดเขาได้?

ใครจะรอดชีวิตออกไปได้?

พวกเขาล้วนรู้สึกหมดหวังเล็กน้อย

“ฉินปิง อยู่ที่นี่ขณะที่พวกเราหาทางรับมือ พวกเราจะเก็บคัมภีร์ลับของสำนักทั้งหมดเอาไว้ในที่ปลอดภัยซึ่งอยู่ในแหวนต่างมิติของเจ้า!” หลังจากผ่านไปสักพัก ยิงซิ่งหยันตัดสินใจอย่างแน่วแน่ก่อนจะตะโกนว่า “สถานการณ์อาจจะไม่สู้ดีสำหรับพวกเรา แต่อนาคตของสำนักจะต้องไม่ถูกทำลาย! ตราบใดที่ฉินปิงยังมีชีวิตอยู่ ตราบใดที่เขาค้นคว้าคัมภีร์ลับของสำนัก สำนักยุทธภัณฑ์จะไม่พังทลาย ยังมีความหวังที่จะฟื้นคืนในอนาคต!”

ทันทีที่เขากล่าวเช่นนี้ สีหน้าของสามผู้อาวุโสสูงสุดและเจ็ดผู้อาวุโสใหญ่ล้วนสั่นเทา พวกเขาล้วนจับจ้องไปที่ฉินเลี่ย

“ห้ากองกำลังยังต้องการเวลาก่อนที่พวกมันจะควบคุมเมืองยุทธภัณฑ์ได้โดยสมบูรณ์ พวกมันอาจจะไม่เข้ามาที่นี่ในตอนนี้” แม้จะอยู่ในช่วงความเป็นความตาย ยิงซิ่งหยันก็ยังมีเหตุมีผล “พวกเรายังมีเวลารวบรวมสิ่งของล้ำค่ามากที่สุดของสำนักอยู่ พวกเจ้าทุกคนควรสั่งสมประสบการณ์การหลอมอุปกรณ์ภายในระยะเวลาอันสั้นนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”

สามผู้อาวุโสสูงสุดและเจ้ดผู้อาวุโสใหญ่พยักหน้าอย่างพร้อมเพรียง

“ฉินปิง เจ้าต้อรออยู่ที่นี่เพื่อพวกข้า ทันทีที่พวกข้าเก็บรวบรวมสิ่งของเสร็ตแล้ว เจ้าต้องจากไปพร้อมถังซือฉีผ่านทางใต้ดิน!” ยิงซิ่งหยันกล่าว

คิ้วของฉินเลี่ยขมวดเข้าหากันแน่น

เหตุผลที่ถังซือฉีและเขากล้าฟันฝ่าจนกลับมาถึงสำนักยุทธภัณฑ์ก็เพราะหวังว่ายิงซิ่งหยันและสามผู้อาวุโสสูงสุดจะมีทางแก้ไขหายนะของสำนัก แต่เท่าที่ดู… พวกเขาคงคาดหวังมากเกินไป

เหมือนกับที่หยี่ยวนและผางเฝิงกล่าวเอาไว้ สำนักยุทธภัณฑ์จบสิ้นแล้ว ไม่มีใครสามารถช่วยสำนักจากการโจมตีประสานของสุดยอดห้ากองกำลังนี้ได้

“บางที บางที…” ขณะที่ฉินเลี่ยกำลังคิดอยู่นั้น ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในดวงตาของเขา หลังจากครุ่นคิดอยู่สักพัก เขากล่าวว่า “หัวหน้าสำนัก ข้าจะกลับไปที่ถ้ำและรวบรวมบางสิ่งมา จากนั้นข้าจะไปที่ลานกว้างที่ตีนเขาเพื่อรอให้พวกท่านทุกคนอยู่ที่ค่ายเสาวิญญาณต้นสุดท้าย”

เมื่อยิงซิ่งหยันและสามผู้อาวุโสสูงสุดคิดจะห้ามเขา เขากล่าวต่อว่า “ผังวิญยาณภายในค่ายสิบสองเสาวิญญาณเป็นแก่นแท้และแกนกลางของสำนัก! ทันทีที่เรื่องนี้จบลง ค่ายสิบสองเสาวิญยาณจะถูกทำลายไม่ก็ถูกแบ่งให้กองกำลังอื่น ข้าจะไม่มีโอกาสได้เห็นพวกมันอีกเป็นครั้งที่สอง”

“ก่อนข้าจะจากสำนัก ข้าอยากพยายามครั้งสุดท้ายเพื่อดูว่าข้าจะสามารถนำผังวิญยาณของค่ายเสาวิญญาณต้นสุดท้ายออกมาได้หรือเปล่า! ข้าอยากเก็บรักษาแกนกลางของสำนักเอาไว้ตลอดไป!” ฉินเลี่ยกล่าวอย่างหนักแน่น

สีหน้าของยิงซิ่งหยัน สามผู้อาวุโสสูงสุดและเจ็ดผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักในล้วนสั่นไหวเล้กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของเขา

“เข้าใจแล้ว! ลองดูครั้งสุดท้ายก็ได้!” ยิงซิ่งหยันกล่าว

หลังจากนั้น ฉินเลี่ยก็หันหลังแล้วเดินจากไป

ภายใต้สายตาที่เผยความประหลาดใจของถังซือฉี เขาเขาหอประชุมของยอดเขาอย่างรวดเร็วและมุ่งตรงไปที่ถ้ำที่อยู่ข้างภูเขาเป็นอย่างแรก เขาหยิบเตาและวัตถุดิบวิญยาณทั้งหมดที่เก็บรวบรวมมาได้ เขาใส่พวกมันไว้ในแหวนต่างมิติ

หลังจากกวาดสายตารอบ ๆ ถ้ำเพื่อหาว่าไม่มีสิ่งสำคัญตกหล่นหลงเหลือแล้ว เขาก็รีบออกมา

เขากระโดดจากไหล่เขาจนมาถึงลานกว้างที่ตีนเขาเพียงระยะเวลาสั้น ๆ เขานั่งอยู่ใต้ค่ายเสาวิญญาณต้นนั้นอีกครั้ง

เมื่อสูดหายใจเข้าลึก ๆ เขาสงบสติอารมณ์ก่อนจะเชื่อมต่อข้อมูลทั้งหมดที่รวบรวมมาได้ไว้ด้วยกัน

หลังจากผ่านไปสักพัก ในที่สุดเขาก็มองไปที่ค่ายเสาวิญญาณก่อนจะรวบรวมจิตสำนึกอีกครั้ง เขาย้ายเข้าไปข้างในค่ายเสาวิญญาณ

จิตสำนึกส่วนหนึ่งเข้าสู่พื้นที่แปลกประหลาดอีกครั้ง เขาได้พบกับชายแก่ผู้เหมือนศพแห้งอีกครั้ง

“ข้ารู้ว่าเจ้าจะต้องกลับมา” ชายแก่กล่าวคลุมเครือ