0 Views

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร

••••••••••••••••••••

ตอนที่ 198: ชายแก่ผู้เหมือนศพแห้ง

 

ภายในลานกว้าง ร่างของฉินเลี่ยสั่นเทา ดวงตาของเขาเปิดกว้างในทันที

เขาจ้องถังซือฉีด้วยความตกตะลึงก่อนจะร้องออกมาว่า “มีใครบางคนอยู่ในค่ายเสาวิญญาณ!”

“อะ-อะไรนะ” ถังซือฉีไม่ได้ตอบสนองในทันที

“มีใครบางคนถูกผนึกเอาไว้ภายในค่ายเสาวิญญาณต้นสุดท้าย! ข้าเพิ่งเห็นเขา!” ฉินเลี่ยสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะฝืนให้ตัวเองสงบสติอารมณ์ เขาถามว่า “คัมภีร์ลับของสำนักมีบันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือเปล่า?”

“ไม่ ไม่มีเลย” ถังซือฉีส่ายหัวต่อเนื่องด้วยความหวาดกลัวที่เขียนไปทั่วใบหน้าอันงดงามของนาง “ฉินปิง คนที่เจ้าเห็นเป็นใครกันแน่? มันเกิดอะไรขึ้น?”

“ข้าจะอธิบายท่านทีหลัง” ฉินเลี่ยครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนจะกล่าวว่า “จิตสำนึกส่วนหนึ่งของข้าพังทลายในทันทีหลังจากเขาสบตากับข้าเพียงแค่ครั้งเดียว ข้ากำลังรวบรวมจิตสำนึกเพื่อเข้าไปอีกครั้ง!”

หลังจกาเขากล่าวเช่นนี้ เขาหลับตาอีกครั้ง ภายใต้สายตาหวาดกลัวเล็กน้อยของถังซือฉี เขาเข้าไปภายในค่ายเสาวิญญาณอีกครั้ง

เบื้องล่างค่ายสิบสองเสาวิญญาณที่ลานกว้างสีแดงเข้มภายใต้ท้องฟ้าสีโลหิต

ชายแก่ซูบผอมจ้องจิตสำนึกส่วนหนึ่งของฉินเลี่ยด้วยท่าทางเย็นชา มันเป็นประกายด้วยแสงสว่างโลหิตอันน่าหวาดกลัว เขาส่งเสียงหึอย่างเย็นชา “โหยวหงเจ้ออยู่ไหน? ทำไมเขาส่งเจ้ามาที่นี่?”

“ใครคือโหยวหงเจ้อ?” ฉินเลี่ยปลดปล่อยความคิดของเขาออกไป

แสงสว่างโลหิตภายในลูกตาของเขาหนาแน่น ชายแก่ผู้เหมือนคนกินศพลังเลพักหนึ่งก่อนจะถามอีกครั้งว่า “โหยวหงเจ้อไม่ได้ส่งเจ้ามาที่นี่งั้นเหรอ?”

“ไม่” ฉินเลี่ยตอบด้วยจิตของเขา

“งั้นเจ้าเข้ามาได้ยังไง?!” ชายแก่ตะโกนเสียงดังอีกครั้ง

“ปัง!”

จิตฉินเลี่ยได้รับความเจ็บปวดแสนสาหัส จิตสำนึกส่วนหนึ่งที่เขาส่งเข้าไปถูกทำลายเพียงไม่กี่วินาที

ด้านนอก เขาเกาหัวขณะมองดูรอบ ๆ ความเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัดปรากฏบนใบหน้าของเขา

เมื่อถังซือฉีมองเขา เขาส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มขมขื่นก่อนจะรวบรวมจิตสำนึกอีกครั้ง

ครั้งนี้เขาเอ่ยความตั้งใจทันทีที่เข้าไปยังพื้นที่อันน่าพิศวงนี้ “อย่าตะโกน ทันทีที่ท่านตะโกน หัวของข้าจะเจ็บ ท่านทำให้จิตสำนึกของข้าแตกสลาย”

ชายแก่ผู้เหมือนศพแห้งค่อย ๆ สงบสติอารมณ์ เขาจ้องจิตสำนึกส่วนหนึ่งของฉินเลี่ยด้วยสายตาสีแดงโลหิตทั้งสองข้าง “ถ้าโหยวหงเจ้อไม่ได้ส่งเจ้าเข้ามา งั้นเจ้าเข้ามาที่นี่ได้ยังไง?”

หลังจากเขากล่าวคำพูดเหล่านั้น สีหน้าของชายแก่เปลี่ยนไป ฉับพลันเขามองไปที่ค่ายเสาวิญญาณจำนวนมากที่อยู่ข้างเขา

ฉับพลันเขานึกถึงความเป็นไปได้ข้อหนึ่งขึ้นมา ร่างกายดุจศพแห้งเริ่มสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด “เจ้า เจ้าทำให้ค่ายเสาวิญญาณทุกต้นทำงาน…”

แสงสว่างโลหิตในดวงตาของเขายิ่งมายิ่งตกตะลึง “เมื่อไม่นานมานี้ค่ายเสาวิญญาณที่นี่มีการตอบสนองอย่างรุนแรง เจ้าเป็นคนที่ทำให้เกิดเหตุเช่นนี้ใช่ไหม? เป็นเจ้า! เจ้าเป็นคนที่ทำให้ค่ายเสาวิญญาณจากด้านนอกทำงานก่อนจะเข้าไปยังเสาสิบเอ็ดต้นที่เหลือใช่ไหม?!”

“ใช่ ข้าเป็นคนทำให้ค่ายสิบสองเสาวิญญาณสว่างมากว่าครึ่งปีที่ลานกว้างด้านนอก” ฉินเลี่ยตอบ

“ใช่แล้ว ใช่แล้ว ข้าน่าจะรู้!” เขากระซิบกับตัวเอง สีหน้าของเขายิ่งมายิ่งตื่นเต้น ลำแสงจากแสงสว่างโลหิตอันน่าหวาดกลัวพุ่งออกจากดวงตาของเขา ฉับพลันเขากล่าวว่า “เจ้าหนู พาข้าออกไปแล้วข้าจะมอบโชคดีครั้งใหญ่ให้!”

“ปล่อยท่านออกไปงั้นเหรอ?” ฉินเลี่ยสังเกตอีกฝ่ายด้วยจิตก่อนจะตอบด้วยความคิดว่า “ใครทำให้ท่านติดอยู่ที่นี่? กี่ปีแล้วที่ท่านอาศัยอยู่ที่นี่? ใครคือโหยวหงเจ้อ? อีกอย่าง ทำไมพวกเขาถึงขังท่านเอาไว้? ข้าจะปลดปล่อยท่านได้ยังไง? ท่านจะมอบอะไรให้ข้า?”

ฉินเลี่ยถามคำถามทั้งหมดด้วยความคิด

“เจ้าไม่ต้องรู้เรื่องของข้าหรอก” ชายแก่รีบสงบสติอารมณ์ “เจ้าหนู ที่เจ้าต้องรู้คือข้าสามารถมอบทุกสิ่งที่เจ้าต้องการให้ได้!”

“ข้าจะไม่ปล่อยท่านไป” ฉินเลี่ยตอบ “ท่านอันตรายเกินไป ไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าท่านจะทำอะไรเมื่อออกไปยังโลกด้านนอก ข้าไม่สามารถรับประกันได้ว่าท่านจะไม่สังหารข้าทันทีที่ออกไปได้ ดังนั้น ก่อนที่ข้าจะหาทางขัดขืนท่านได้ ท่านต้องอยู่ที่นี่”

ทันทีที่กล่าวจบ ฉินเลี่ยรีบดึงจิตสำนึกกลับมาทันที

วินาทีที่จิตสำนึกส่วนหนึ่งของเขาไหลออกมา ฉับพลันชายแก่คำรามอย่างบ้าคลั่งอยู่ภายในพื้นที่นี้ มันเหมือนกับปีศาจจากขุมนรกกำลังร้องโหยหวน

ฉับพลันออร่าโลหิตอันน่าหวาดกลัวที่เหมือนกับจะสามารถทำลายโลกได้ก็ปกคลุมไปทั่วพื้นที่ ทำให้ท้องฟ้าโลหิตที่เห็นในตอนแรกเริ่มมีหยดโลหิตตกลงมา พื้นดินสีแดงเข้มสั่นไหวด้วยคลื่นการทำลายล้าง

ราวกับว่าออร่านี้เพียงอย่างเดียวก็สามารถสังหารฉินเลี่ยได้นับครั้งไม่ถ้วนก่อนจะกำจัดวิญญาณของเขาให้หายไปจนสิ้น

แต่อย่างน้อยเมื่อผ่านไปได้สักพัก ชายแก่สงบสติอารมณ์ลงได้ ใบหน้าของเขาซีดเผือดกว่าเก่า แม้แต่แสงสว่างโลหิตในดวงตาของเขาก็ค่อย ๆ มืดมน

“เวลาผ่านไปมากกว่าพันปีแล้ว มากกว่าพันปี…” เขากัดฟันและกล่าวด้วยเสียงแหบแห้งว่า “โหยวหงเจ้อไม่สามารถพาข้าออกจากที่นี่ได้ แต่บางที เจ้าหนูคนนี้อาจจะทำได้ เขาเป็นคนเดียวที่สามารถเรียนรู้ทุกสิ่งเกี่ยวกับค่ายเสาวิญญาณทั้งสิบเอ็ดต้นจนคลายอำนาจของวิชาผนึกที่อยู่ที่นี่ลงได้!”

ดวงตาของเขาลุกไหม้ด้วยแสงแห่งความหวัง

เมื่อจ้องมองท้องฟ้าโลหิต สีหน้าของเขาก็สงบลงโดยสมบูรณ์ จากนั้นเขากล่างเสียงเบาว่า “ข้าจะออกไปจากที่นี่ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม!”

ฉินเลี่ยลืมตาขึ้น

สีหน้าของเขาเคร่งขรึมอย่างน่าเหลือเชื่อ เขาจ้องไปที่ค่ายเสาวิญญาณที่อยู่ด้านหน้า เขาดึงจิตสำนึกกลับมาทั้งหมดแล้ว

ชายแก่ที่ถูกผนึกภายในค่ายเสาวิญญาณเต็มไปด้วยกลิ่นของโลหิตสด ๆ ที่ทั้งหนาและน่าหวาดกลัว เห็นได้ชัดว่ามันเหมือนกับที่ผู้ฝึกยุทธหอกโลหิตมี เหมือนกับที่หลางเฉีนและเฝิงหยงครอบครองเอาไว้

ความเชื่อมโยงระหว่างชายแก่และหอกโลหิตคืออะไร?

ขณะครุ่นคิด ฉับพลันฉินเลี่ยก็ถามถังซือฉีว่า “ศิษย์พี่ถัง ท่านเคยได้ยินชื่อโหยวหงเจ้อมาก่อนหรือเปล่า?”

สีหน้าของถังซือฉีเปลี่ยนไปทันที “ทำไมจู่ ๆ เจ้าถึงถามชื่อของเขาล่ะ?”

จิตของฉินเลี่ยฉุกคิดขึ้นมาได้ก่อนจะถามลงลึกว่า “คนที่อยู่ข้างในค่ายเสาวิญญาณพูดถึงโหยวหงเจ้อ เขาคิดว่าข้าถูกเขาส่งมา ดังนั้นเขาย่อมต้องเคยเห็นโหยวหงเจ้อมาก่อน ถ้าเช่นนั้นโหยวหงเจ้อคือคนนี้คือใครกันแน่?”

“เจ้าควรจะอ่านคัมภีร์ลับของสำนักให้ละเอียดจริง ๆ แล้วล่ะ” ถังซือฉีขมวดคิ้ว “ชายคนนั้นถูกบันทึกไว้ภายในคัมภีร์ลับของสำนัก โหยวหงเจ้อคนนี้คือผู้ก่อตั้งหอกโลหิตและเป็นหัวหน้าของหลางเฉียและเฝิงหยงด้วย”

“หัวหน้าของหลางเฉียงั้นเหรอ?” ฉินเลี่ยลอบตกตะลึง

“ใช่ ในอดีตหอกโลหิตไม่ได้ถูกเรียกว่าหอกโลหิต พวกเขาถูกเรียกว่าหอกอัคคี หอกอัคคีคือกลุ่มต่อสู้ของสำนักยุทธภัณฑ์ พวกเขารับผิดชอบเรื่องการปกป้องอุปกรณ์และผู้ฝึกยุทธของสำนักยุทธภัณฑ์ พวกเขาอยู่ระดับต่ำมาโดยตลอดเมื่อเทียบกับสุดยอดกองกำลังอื่น ๆ ที่รายล้อมรอบ พลังของพวกเขาอ่อนแออย่างน่าเหลือเชื่อ”

ถังซือฉีอธิบายอย่างช้า ๆ

“มันเป็นเช่นนั้นจนกระทั่งโหยวหงเจ้อเข้าร่วมหอกอัคคีจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อสิบปีก่อน เขาเองก็สมัครเข้าเป็นศิษย์สำนักนอกของสำนักยุทธภัณฑ์ พรสวรรค์การฝึกฝนของเขาน่าทึ่ง เขาถูกเลือกโดยหอกอัคคีอย่างรวดเร็วก่อนจะเข้าไปอยู่ในฐานะทหารต่อสู้ ขณะที่เขาอยู่ในหอกอัคคี รูปแบบการต่อสู้ของเขาร้ายแรเล็กน้อย พฤติกรรมของเขาเองก็ทั้งโหดเหี้ยมและไร้ความปราณี”

“ข้าได้ยินว่าเขาไม่เคยปล่อยศัตรูให้มีชีวิตรอดแม้แต่คนเดียวเมื่ออยู่ในหอกอัคคี!”

“มีครั้งหนึ่งตอนที่ผู้ฝึกยุทธจากเมืองเล็กขโมยวัตถุดิบวิญญาณที่ทางสำนักกำลังขนส่งอยู่ หอกอัคคีส่งเขาและกลุ่มขนาดเล็กเพื่อรับมือกับปัญหานี้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือโหยวหงเจ้อทำลายล้างทั้งเมืองก่อนจะสังหารทุกคน เพราะปัญหานี้ ผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักที่ต้องทนทุกข์อยู่กับความบ้าคลั่งอันรุนแรงมานานจึงได้ลงโทษเขา พวกเขาล่ามอีกฝ่ายกับค่ายเสาวิญยาณ ดูเหมือนพวกเขาอยากเผาความรุนแรงในใจของอีกฝ่ายด้วยเปลวเพลิงอันร้อนแรงให้หมดสิ้นไป”

ถังซือฉีชี้ไปยังค่ายเสาวิญญาณตรงหน้าฉินเลี่ย “จากบันทึกของคัมภีร์สำนักก็น่าจะเป็นต้นนี้แหละ”

สีหน้าของฉินเลี่ยเปลี่ยนไป

“หลังจากนั้นบันทึกไม่ค่อยชัดเจนนัก ข้าไม่รู้ว่าสำนักได้เผาเขาด้วยไฟจริง ๆ หรือเปล่า” ถังซือฉีนึกย้อนกลับไปก่อนจะกล่าวต่อว่า “แต่โหยวหงเจ้อรอดมาได้และยังอยู่ที่หอกอัคคี ใช้เวลานานกว่าจะกลายเป็นหัวหน้าของหอกอัคคี ตั้งแต่นั้น หอกอัคคีก็เปลี่ยนชื่อและเริ่มเรียกตัวเองว่าหอกโลหิต”

“เป็นเพราะเขาที่ทำให้หอกอัคคีเปลี่ยนเป็นหอกโลหิต หอกอัคคีเก่าอยู่ระดับต่ำกว่าสุดยอดกองกำลังอื่น ๆ ในด้านพลังการต่อสู้ แต่ตอนนี้หอกโลหิตกลับเป็นที่รู้จักในฐานะหน่วยที่น่าหวาดกลัวที่สุด ตัวตนของพวกเขาทำให้ทุกคนหวาดกลัว แม้แต่แปดมหาวิหารและสมาพันธ์เทวาลึกลับก็ไม่กล้ามองข้ามชื่อที่เปื้อนโลหิตนี้”

“สถานการณ์ในวันนี้ล้วนเป็นเพราะการปรากฏตัวของโหยวหงเจ้อ”

“ตอนนี้เขาอยู่ไหน?” ฉินเลี่ยถามอีกครั้ง

เขากำลังเริ่มได้รับข้อมูล…

โหยวหงเจ้อคนนั้นอาจจะเข้าไปในค่ายเสาวิญญาณตอนที่เขาถูกล่ามโซ่เอาไว้

ต่อมา เขาอาจจะได้รับผลประโยชน์จากชายแก่ผู้เหมือนศพแห้งจนได้กลายเป็นหัวหน้าของหอกโลหิตในเวลาต่อมา

ดังนั้น ตอนนี้ผู้ฝึกยุทธหอกโลหิตทุกคน รวมทั้งหลางเฉียและเฝิงหยงก็ล้วนได้รับการสอนสั่งจากเขา ออร่าโลหิตของพวกเขาเองก็เหมือนกับชายแก่ที่อยู่ภายในค่ายเสาวิญญาณ

วิชาวิญญาณที่คนเหล่านี้กำลังฝึกฝนเหมือนกับชายแก่ผู้เหมือนคนกินศพอย่างเห็นได้ชัด

โหยวหงเจ้อจะต้องเป็นคนที่นำวิชาวิญญาณโลหิตนี้จากภายในค่ายเสาวิญญาณมาเผยแพร่สู่ด้านนอก

“โหยวหงเจ้อตายไปนานแล้ว ไม่มีบันทึกระบุว่าเขาตายยังไง ดังนั้นข้าจึงไม่แน่ใจเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกัน” ถังซือฉีกล่าว

ฉินเลี่ยเงียบ

เขาขมวดคิ้วและครุ่นคิดถึงความเชื่อมโยงระหว่างค่ายเสาวิญญาณและคำพูดของชายแก่ผู้เหมือนคนกินศพ

หลังจากผ่านไปสักพัก เขากล่าวว่า “ศิษย์พี่ถัง โปรดอย่าบอกใครเกี่ยวกับชายที่ถูกขังอยู่ภายในค่ายเสาวิญญาณในตอนนี้ ข้าอยากสืบสวนเรื่องนี้แบบค่อยเป็นค่อยไป”

“มีชายแก่อยู่จริง ๆ หรือ?” ถังซือฉียังถามด้วยความไม่เชื่อเล็กน้อย

“มีจริง ๆ สิ แถมยังเป็นคนน่าหวาดกลัวอย่างน่าเหลือเชื่ออีกด้วยล่ะ! เป็นไปได้ว่าชายแก่คนนี้จะถูกขังไว้มาเป็นพันปีและมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าสำนักยุทธภัณฑ์อีกก็ได้!” ฉินเลี่ยกล่าวอย่างเคร่งขรึม

“พันปี ขะ-เขายังมีชีวิตอีกหรือ? เขายังมีชีวิตจริง ๆ หรือ?” ถังซือฉีสั่นเทา

“เขามีชีวิตอย่างแน่นอน” ฉินเลี่ยพยักหน้า

ใบหน้าของถังซือฉีแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือด นางครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนจะกล่าวออกมาในที่สุดว่า “เอาล่ะ ข้าจะเก็บความลับนี้เอาไว้ ข้าจะไม่พูดออกมาสักคำ”

หลังจากทิ้งช่วงไปสักพัก นางกล่าวอีกครั้ง “แต่เจ้าต้องไม่กระทำการบุ่มบ่าม ทางที่ดี… ทางที่ดีเจ้าอย่าเข้าไปข้างในอีกจะดีกว่า ข้าไม่รู้ว่าทำไม แต่ข้ารู้สึกว่าบางสิ่งมันดูไม่ถูกต้องอย่างน่าเหลือเชื่อเมื่อได้ฟังเรื่องราวที่เจ้าว่ามา”

“ข้ารู้แล้ว ตอนนี้ขึ้นเขาไปก่อนเถอะ” ฉินเลี่ยเองก็กังวล

ทั้งสองเริ่มมุ่งหน้าไปยังยอดภูเขาไฟอัคคีอีกครั้งด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น

ระหว่างทาง ผู้ฝึกยุทธหอกโลหิตจะปรากฏตัวในบางครั้ง สายตาของพวกเขาล้วนส่องแสงแวววาวด้วยแสงโลหิต หลังจากเห็นถังซือฉีและเขา พวกเขาก็พยักหน้าให้ก่อนจะให้พวกเขาไป

หนึ่งชั่วโมงต่อมาพวกเขาก็มาถึงยอดเขา ในที่สุดพวกเขาก็เห็นยิงซิ่งหยันและสามผู้อาวุโสสูงสุด

ท้องฟ้าสว่างแล้วในตอนนี้

“อาจารย์เฝิง!” เมื่อฉินเลี่ยมาถึงที่หอประชุม เขาเห็นเฝิงหยงกำลังนั่งอยู่ข้างขาของมั่วไห่ด้วยใบหน้าขาวซีด นางสูญเสียโลหิตไปมากขณะอธิบายบางสิ่งท่ามกลางผู้คน

“เงาโลหิตคือเหยียนเฉอ!” เฝิงหยงกล่าวเสียงเบา รอยโลหิตกำลังไหลลงมาที่มุมปากของนาง “เหยียนเฉอคือลูกบุญธรรมของหัวหน้า เดิมที มันควรจะเป็นหัวหน้าของหอกโลหิตและควรจะแทนที่ตำแหน่งของหลางเฉีย พวกข้าคิดว่ามันตายไปนานแล้ว แต่พวกข้าไม่คิดว่ามันไปอยู่ที่หอคอยเงาทมิฬจนกลายเป็นเงาโลหิตไปได้”