0 Views

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร

••••••••••••••••••••

ตอนที่ 197: ค่ายเสาวิญญาณต้นสุดท้าย!

 

ท้องฟ้าสว่างสดใส

สมาชิกสำนักนอกของสำนักยุทธภัณฑ์ทุกคนที่ต่อสู้ไม่เก่งล้วนขึ้นภูเขาไฟอัคคีไปนานแล้ว

มีผู้อาวุโสสำนักนอกและผู้ฝึกยุทธหอกโลหิตจำนวนน้อยเท่านั้นที่อยู่สำนักนอก พวกเขารวมตัวกันที่หลังลานบ้านและไม่กล้าก้าวออกจากสำนัก พวกเขาทุกคนรอคอยอยู่เงียบ ๆ

รอคอยให้หลางเฉียและเฝิงหยงกลับมา

ภายในห้องหลอมอุปกรณ์ที่สำนักนอกที่ถูกทิ้งไว้นานแล้ว ฉับพลันเสียงแปลกประหลาดดังจากโต๊ะสามขาทองแดงที่ทั้งเก่าและผุพัง

“นี่ควรจะเป็นห้องหลอมอุปกรณ์ ไม่มีใครใช้ห้องนี้มาหลายปีแล้ว ดังนั้นพวกเราน่าจะออกไปได้อย่างปลอดภัย” ถังซือฉีกระซิบเสียงเบาอยู่ภายในโต๊ะสามขา

“เข้าใจแล้ว ไปกันเถอะ” ศีรษะของฉินเลี่ยกระเด้งออกจากโต๊ะสามขาทองแดงก่อนจะกระโดดออกมาคนแรก จากนั้น เขายื่นมือไปดึงถังซือฉีออกมาเช่นกัน

ทันทีที่ทั้งสองปรากฏตัวอยู่ภายในหอหลอมอุปกรณ์ที่มีฝุ่นหนาเตอะ พวกเขาสบตากันครั้งหนึ่งด้วยสีหน้าแปลก ๆ

ฉินเลี่ยปรับเปลี่ยนตัวเองและรักษาอากัปกิริยาเย็นชาของเขาอีกครั้ง สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเฉยชา

ถังซือฉีกัดริมฝีปากเบา ๆ ขณะที่สายตาเย้ายวนและมีเสน่ห์กรอกไปมาครั้งหนึ่ง ฉับพลัน นางหัวเราะเสียงเบา

สีหน้าเก๊กของฉินเลี่ยทำให้นางรู้สึกขบขันเล็กน้อยอยู่ภายใน มันทำให้นางรู้สึกว่าฉินเลี่ยใช้หน้ากากเย็นชานี้เพื่อปกปิดความเขินอายเอาไว้ตลอดเวลา

ถ้ำภูเขาปลอมและเส้นทางหิน ช่วงเวลาอันมีเสน่ห์ทั้งสองนี้… ได้ดึงทั้งคู่ให้ใกล้ชิดกัน

ถังซือฉีสนุกกับการหยอกล้อผู้คนอยู่เสมอ นางไม่ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งปีก่อน ตอนนี้นางพบโอกาส นางจึงหยอกล้อฉินเลี่ยในบางครั้ง…

นางเริ่มลงมืออีกครั้ง

ดวงตางดงามของนางกระเพื่อม นางยิ้มแล้วกล่าวว่า “เจ้าพร้อมจะออกไปหรือยัง?”

ฉับพลันฉินเลี่ยวิตกกังวลขึ้นมา ทันทีที่ถังซือฉีกล่าวเช่นนี้ เขาทำได้เพียงส่งจิตสำนึกออกไปค้นหาและสอดแนมการเคลื่อนไหวที่อยู่รอบ ๆ

“เอ๋?”

ผู้อาวุโสสำนักนอกเฉิงผิงที่อยู่ใกล้ ๆ สัมผัสถึงมันได้เมื่อฉินเลี่ยส่งวิญญาณให้ลอยออกไป

“มีคนอยู่ข้างในห้องหลอมอุปกรณ์!” ฉับพลันเฉิงผิงร้องเสียงเบาหลังจากตกตะลึงไปสักพัก

แทบจะในทันทีที่เขาและผู้ฝึกยุทธหอกโลหิตอีกสองคนพุ่งไปที่ห้องหลอมอุปกรณ์และหยุดอยู่ที่ห้องหลอมอุปกรณ์ร้างที่แปรเปลี่ยนเป็นห้องเก็บของ

เขาให้สัญญาณผู้ฝึกยุทธหอกโลหิตทั้งสองคนด้วยมือก่อนจะให้พวกเขาแยกกันเพื่อเตรียมขนาบข้างอีกฝ่าย จากนั้น เขากล่าวเสียงต่ำว่า “ใครอยู่ข้างใน?”

ทันทีที่เสียงของเฉิงผิงดังขึ้น ทั้งฉินเลี่ยและถังซือฉีต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอกออกมา

พวกเขากลัวว่าสำนักนอกของสำนักยุทธภัณฑ์ถูกสุดยอดห้ากองกำลังพิชิตไปแล้ว นั่นทำให้พวกเขากังวลทันทีที่อีกฝ่ายปรากฏตัวขึ้น เพราะพวกเขาพบเจอมือสังหารของหอคอยเงาทมิฬและหออสูรทมิฬร่อนเร่อยู่ทั่วทุกหนแห่ง

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ งั้นพวกเขาก็ทำได้แค่เดินไปอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูเพื่อรอรับความตาย

“ผู้อาวุโสเฉิง? นี่ข้าเอง ถังซือฉี”

“ข้าคือฉินปิง”

ทั้งสองคนต่างแสดงตัวตนออกมา

เฉิงผิงเผยความประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งออกมาก่อนจะกล่าวเสียงเบาว่า “เป็นพวกเจ้าสองคนจริง ๆ เหรอ? พวกเจ้ามาที่นี่ได้ยังไง?” จากนั้นเขาส่งสัญญาณให้ผู้ฝึกยุทธหอกโลหิตทั้งสองคนออกมา

ชายสองคนลดอุปกรณ์วิญญาณในมืออย่างช้า ๆ

ฉินเลี่ยและถังซือฉีเดินออกมาตรงทางเข้าที่เต็มไปด้วยหยากไย่อยู่ด้านบนก่อนจะมาถึงด้านหน้าเฉิงผิง

“ฉินปิง! ถังซือฉี! เป็นพวกเจ้าสองคนจริง ๆ ด้วย!” เฉิงผิงดีใจอย่างล้นเหลือ

“ลุงเฉิง?” เสียงของถงจี้ขวาดังมาจากที่ไกล ๆ

“ไม่เป็นไร ฉินปิงและถังซือฉีกลับมาแล้ว!” เฉิงผิงร้องออกมา

“อา?” ถงจี้ขวาดีใจอย่างล้นเหลือเช่นกัน

เป็นเวลานานกว่าถงจี้ขวาจะพุ่งมาจากที่ไกล ๆ ขณะนำผู้ฝึกยุทธหอกโลหิตห้าคนมาด้วย เขามองไปที่ถังซือฉีด้วยความประหลาดใจก่อนจะถามว่า “เจ้ากลับมาได้ยังไง? หยี่ยวนและเหลียนโหยวไปไหนล่ะ?”

ดวงตาของถังซือฉีมืดมน “หยี่ยวนและน้องโหยวอาจจะไม่กลับมาอีกแล้วล่ะ”

“พวกเขาเจออุบัติเหตุเข้าเหรอ?” สีหน้าของถงจี้ขวาหนักอึ้ง

“มันเกิดอะไรขึ้น?” เฉิงผิงถามเสียงอ่อน

ถังซือฉีอธิบายสถานการณ์ด้านนอกตั้งแต่การปรากฏตัวของตี้ฉีเจี่ยวและหยวนเทียนหยาหลังจากหลางเฉียและเฝิงหยงไปถึงที่เกิดเหตุ พละกำลังของเงาโลหิตและความสัมพันธ์ที่ข้องเกี่ยวกับหอกโลหิต นางอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้นให้ฟังอย่างละเอียด

ถงจี้ขวาและเฉิงผิงตกตะลึงเป็นอย่างยิ่งกับสิ่งที่ได้ยิน เพราะแบบนั้น พวกเขาจึงมองฉินเลี่ยด้วยสายตาตกตะลึงเป็นอย่างมากในบางครั้ง

การทำให้ร่างของเงาโลหิตแตกละเอียดด้วยอุปกรณ์ การทำให้เงาโลหิตติดกับด้วยพลังของปฐพี การต่อสู้กับผางเฟิงและลู่หลีหลังจากนั้นแล้วยังนำถังซือฉีกลับมายังสำนักได้อย่างสำเร็จ นี่เขาทำด้วยตัวเองทั้งหมดเลยเหรอ?

ในฐานะผู้อาวุโสสำนักนอก ถงจี้ขวาและเฉิงผิงรู้อยู่แก่ใจว่าผางเฟิงน่าหวาดกลัวแค่ไหน พวกเขาเองก็ได้ยินถึงพละกำลังของลู่หลีและความน่าหวาดกลัวอย่างถึงที่สุดของเงาโลหิต

ในสายตาของพวกเขา การกลับมายังสำนักผ่านการจลาจลในเมืองยุทธภัณฑ์อย่างยากลำบากของฉินเลี่ยนั้นมันเกินจินตนาการอย่างถึงที่สุด

“สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง?” ฉินเลี่ยถามสถานการณ์ของที่นี่

“แย่มาก ๆ ” เฉิงผิงถอนหายใจครั้งหนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “ไม่มีหอกโลหิตกลับมาสักคนหลังจากพวกเขาถูกส่งตัวออกไป นายท่านหลางเฉียและเฝิงหยงก็หายตัวไปทั้งคู่ ยอดฝีมือจำนวนมากของสุดยอดห้ากองกำลังล้วนอยู่ข้างนอกทางเข้าสำนักแล้ว พวกมันปิดกั้นทางออกทั้งหมดเพื่อจงใจให้เราติดกับอย่างเห็นได้ชัด”

“พวกเราโชคดีที่พวกมันไม่โจมตีเข้ามา ไม่เช่นนั้น พวกเราก็ไม่สามารถหยุดพวกมันได้” ถงจี้ขวาเองก็หัวเราะขมขื่นออกมา

“หัวหน้าสำนักและสามผู้อาวุโสสูงสุดเป็นอย่างไรบ้าง?” ถังซือฉีถาม

“พวกเขาอยู่บนยอดเขา พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกันเนื่องจากไม่มีฝีมือด้านการต่อสู้เลย” ถงจี้ขวาขมวดคิ้วแน่น “เป็นความผิดพลาดของข้า ข้าไม่ควรบอกหยี่ยวนให้ทราบถึงปัญหานี้ ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องนี้ นายท่านหลางเฉียก็จะไม่ตกอยู่ในอันตราย ถ้าเขาสามารถบัญชาการหอกโลหิตได้ พวกเราอาจจะมีโอกาสต่อสู้ได้”

“มันไม่ได้เกี่ยวกับท่านหรอก” ฉินเลี่ยทำหน้าบึ้งตึง “เกี่ยวกับหยี่ยวน สุดยอดห้ากองกำลังวางแผนจะโจมตีสำนักมาตั้งนานแล้ว ต่อให้ไม่มีข้าหรือมือสังหารของเหลียงเฉ่าหยาง ไม่ช้าก็เร็วพวกมันก็จะมาอยู่ดี การปรากฏตัวของข้าเป็นเพียงการเร่งปัญหาให้เกิดเร็วขึ้นนิดหน่อยเท่านั้น”

“ที่นี่ไม่ปลอดภัย มุ่งหน้าไปที่ภูเขา ข้าไม่คิดว่าศัตรูจะขึ้นไปถึงที่นั่นในเร็ว ๆ นี้” เฉิงผิงกล่าว

“เข้าใจแล้ว พวกเจะมุ่งหน้าไปก่อนเพื่อดูว่าหัวหน้าสำนักและสามผู้อาวุโสสูงสุดจะว่าอย่างไรบ้าง” ถังซือฉีพยักหน้า

ฉินเลี่ยออกจากพื้นที่หลอมอุปกรณ์พร้อมกับนางและมุ่งหน้าไปยังภูเขาไฟอัคคี

ท้องฟ้าสว่างอย่างช้า ๆ ค่ายสิบสองเสาวิญญาณที่เหมือนกับเสาสวรรค์ยังตั้งสูงตระหง่านที่ลานกว้างตรงตีนภูเขาไฟอัคคี

ฉินเลี่ยและถังซือฉีกำลังเดินไปยังด้านบนของลานกว้างก่อนจะอยู่ด้านล่างของค่ายเสาวิญญาณ

เมื่อเขาผ่านค่ายสิบสองเสาวิญญาณ ฝีเท้าของฉินเลี่ยไม่มั่นคงเล็กน้อย เขารู้สึกเสียใจที่ไม่สามารถเข้าใจความน่าพิศวงของค่ายเสาวิญญาณต้นสุดท้ายได้

เขาเข้าใจว่าทันทีที่สำนักยุทธภัณฑ์หายไป ค่ายสิบสองเสาวิญญารเหล่านี้จะถูกทำลายไม่ก็แบ่งให้ระหว่างสุดยอดห้ากองกำลัง

ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร ค่ายสิบสองเสาวิญญาณตรงนี้ก็อาจจะไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้วก็ได้

ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่เคยมีโอกาสได้เรียนรู้ความลึกลับของค่ายเสาวิญญาณต้นสุดท้าย เขาจะไม่สามารถรู้ว่าผังวิญญาณอันแสนวิเศษแบบไหนที่ถูกสลักเอาไว้ข้างใน

มันทำให้เขารู้สึกเสียใจเล็กน้อย

ด้วยเหตุนี้เขาจึงมองไปที่ค่ายเสาวิญญาณต้นสุดท้ายเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะมุ่งหน้าขึ้นเขาไป

แต่ว่า ฉับพลันเขาแข็งทื่อหลังจากจ้องมองมัน

เขาสามารถได้กลิ่นเหม็นฉุนของโลหิต!

กลิ่นเหม็นฉุนของโลหิตนี้มีแหล่งกำเนิดมาจากค่ายสิบสองเสาวิญญาณที่อยู่ตรงหน้าเขา มันมาจากพื้นผิวของเสา!

เขาหยุดโดยสมบูรณ์ เขาขมวดคิ้วและจ้องมองภาพของโลกโบราณที่ถูกสลักเอาไว้บนค่ายเสาวิญญาณต้นนี้ เขาสามารถมองเห็นว่าเส้นที่วาดลงไปแท้จริงแล้วมันคือโลหินสีแดงเข้มผิดธรรมชาติ!

ราวกับว่าเส้นอันแสนวิเศษบนค่ายเสาวิญญาณถูกสร้างขึ้นจากโลหิตสด ๆ !

นี่เป็นสิ่งที่แตกต่างจากที่เขาเคยพบเห็นก่อนหน้านี้

“มีบางอย่างไม่ถูกต้อง!”

สีหน้าของฉินเลี่ยแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง หลังจากจ้องมองอยั่กพัก ฉับพลันเขานั่งลง

เขานั่งอยู่ใต้ค่ายเสาวิญญาณต้นสุดท้าย

“ศิษย์พี่ถัง โปรดกลับไปที่ภูเขาไฟอัคคีก่อน ข้าจะนั่งอยู่ที่นี่สักพัก อีกเดี๋ยวข้าก็เสร็จแล้ว” ฉินเลี่ยกล่าว

ถังซือฉีเองก็หยุดฝีเท้าลงที่ด้านหน้าและหันกลับมามองเขา สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความสงสัย “มีอะไรหรือ? เจ้าคิดที่จะไม่ตัดใจและพยายามเปิดเผยความลับของสมบัติชิ้นสุดท้ายของสำนักก่อนที่สำนักจะถูกทำลายงั้นหรือ?”

“ขอเวลาข้าสักหน่อย” ฉินเลี่ยบอกเช่นนั้นและสร้างจิตสำนึกส่วนหนึ่งขึ้นมา มันไหลเข้าไปในสัญลักษณ์โบราณเปื้อนโลหิต เขาเริ่มวาดด้วยวิญญาณอย่างช้า ๆ

ใช้เวลาอยู่นานก่อนที่ฉับพลันภาพของโลกโบราณบนค่ายเสาวิญญาณต้นสุดท้ายจะมีชีวิตขึ้นมา

ในดวงตาของฉินเลี่ย ราวกับชั้นสีของโลหิตปกคลุมโลกที่เหมือนกับมีชีวิตจริงที่อยู่บนเสา มันทำให้เขาหวาดกลัวเพิ่มขึ้น

เขาพยายามอีกครั้งด้วยจิตสำนึกส่วนหนึ่งเพื่อฝ่ากำแพงเข้าไปข้างใน

เขาได้กลิ่นเหม็นฉุนของโลหิต ภาพมายาเกิดขึ้นในจิตของเขา ราวกับโลหิตหนากำลังไหลอยู่ภายในค่ายเสาวิญญาณ…

ด้วยการอดกลั้นอ่ยางหนักแน่นต่อความไม่สบายใจในจิต เขากระแทกเข้าไปในกำแพงด้วยจิตสำนึกส่วนหนึ่ง!

น่าแปลกใจที่กำแพงซึ่งเคนเด้งจิตสำนึกของเขาออกมามากกว่าสิบครั้งกลับไม่หยุดเขาในคราวนี้ จิตสำนึกส่วนหนึ่งของเขาผ่านเข้าไปได้อย่างราบรื่น!

ในเวลาต่อมา พื้นที่ขนาดเล็กที่เปรอะเปื้อนโลหิตก็ปรากฏขึ้นอยู่ภายในจิตสำนึกของเขา

นี่คือโลกข้างในค่ายเสาวิญญาณ!

ท้องฟ้าเป็นสีโลหิต พื้นดินเป็นสีแดงเข้ม ที่นี่คือลานกว้าง ลานกว้างที่เหมือนกับพื้นที่ที่อยู่ข้างนอก!

มีค่ายสิบสองเสาวิญญาณอยู่ที่นี่เช่นกัน พวกมันล้วนถูกสลักด้วยภาพอันแสนวิเศษและน่าพิศวง ภาพอันงดงามเหล่านั้นบิดเบี้ยวอย่างช้า ๆ ราวกับพวกมันมีจิตใจเป็นของตัวเอง…

ยกตัวอย่างเช่น เสียงหอนแปลก ๆ ของปีศาจและสัตว์ประหลาดของผังปีศาจผนึกสวรรค์ไม่ไร้เสียงแต่กลับส่งผลกระทบอย่างรุนแรง!

แม่น้ำอันยอดเยี่ยมภายในผังเก้าธาราวายุเหมือนกับแม่น้ำสีเงินที่กำลังไหลขึ้นท้องฟ้า น้ำสะอาดไหลอยู่ข้างในอย่างเอื่อย ๆ

นกภายในผังวิหคทะยานเวหาสยายปีกและโผบินอยู่ในพื้นที่สีแดงโลหิตขณะปลดปล่อยคลื่นพลังวิญญาณอันน่าทึ่งออกมาอย่างต่อเนื่อง

……

ดูเหมือนผังวิญญาณของค่ายสิบสองเสาวิญญาณจะเติมเต็มไปด้วยพลังในพื้นที่นี้ พวกมันปกคลุมพื้นที่เบื้องล่างท้องฟ้าสีแดงโลหิตเอาไว้

มีชายแก่ซูบผอมที่พวกมันกำลังผนึกเอาไว้ข้างใต้!

ศีรษะของชายแก่ก้มต่ำ เขาผอมจนเหมือนโครงกระดูกสวมผิวหนังมนุษย์ ไม่มีร่องรอยของโลหิตปรากฏให้เห็นทั่วทั้งร่างกายของเขา

โซ่ขึ้นสนิมสิบสองเส้นเชื่อมต่อกับค่ายเสาวิญญาณและกระดูกของเขา มองครั้งแรกมันเหมือนกับว่าโซ่เหล่านั้นเติบโตออกมาจากร่างกายและเป็นส่วนหนึ่งของเขา

ค่ายสิบสองเสาวิญญาณแต่ละต้นมีโซ่เชื่อมต่อกับกระดูกของเขา เหตุผลที่ผังวิญญาณเหนือค่ายเสาวิญญาณทำงานก็เพื่อผนึกเขาเอาไว้

บนลานกว้าง โลกภายในค่ายเสาวิญญาณต้นสุดท้ายกักขังชายแก่น่าขนลุกเอาไว้ข้างใน

จิตของฉินเลี่ยสั่นไหว

ในตอนนี้จู่ ๆ ชายแก่กำลังโงคำนับอยู่นั้นเงยหน้าขึ้นมา ใบหน้าสีขาวราวกระดาษและดวงตาสีแดงเข้มราวโลหิตฉายแสงโลหิตอันน่าตกตะลึงถึงขีดสุดออกมา!

“เจ้าเป็นใคร? โหยวหงเจ้ออยู่ไหน? ทำไมเขาไม่อยู่ที่นี่!” ชายแก่ตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดขณะจ้องมองฉินเลี่ย

ดูเหมือนจิตสำนึกส่วนหนึ่งของฉินเลี่ยจะถูกดวงตาของอีกฝ่ายมองเห็นได้อย่างชัดเจน เพียงแค่สบตา จิตสำนึกส่วนหนึ่งของฉินเลี่ยก็แตกสลายในทันทีก่อนจะกระจัดกระจายกลายเป็นควันบางจำนวนหนึ่ง