0 Views

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร

••••••••••••••••••••

ตอนที่ 196: หยอกล้อ

 

กลิ่นหอมของกล้วยไม้มาจากร่างของถังซือฉี มันไหลซึมเข้าไปในจมูกของฉินเลี่ย ทำให้เขาไขว้เขวมากขึ้น

ทั้งสองคดงออยู่ภายในถ้ำลึกขณะกำลังกดทับกันอย่างแนบแน่น ฉินเลี่ยถึงขนาดกอดนางเอาไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง

เมื่อได้ยินวาจาโกรธเกรี้ยว สีหน้าของฉินเลี่ยเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาสังเกตได้ในทันทีว่าพื้นที่ที่เขาสัมผัสด้วยริมฝีปากของเขาตอนก่อนหน้านี้ก็คือไวต่อสิ่งกระตุ้นเล็กน้อย

“อย่าเพิ่งพูด ใครบางคนกำลังมา” เขารีบอธิบายเสียงเบาทันที

ในความมืดมิด ถังซือฉีรีบเงียบแล้วเริ่มตั้งใจฟังเช่นกัน

นางเองก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของผู้ฝึกยุทธกำลังใกล้เข้ามาและบทสนทนาอันหงุดหงิดของพวกมัน จากนั้น นางตระหนักได้ว่านางเข้าใจฉินเลี่ยผิดไป

“ค้นหาสถานที่นี้อีกครั้ง ใครบางคนอาจจะเล็ดลอดตาข่ายและหลบซ่อนอยู่ไม่ก็ย้อนกลับมา” ผู้นำตะโกนสั่งการจากข้างนอก

“รับทราบ นายท่าน” ผู้ฝึกยุทธตอบอย่างเกียจคร้าน

ใครบางคนเริ่มก้าวเข้าใกล้ภูเขาปลอมที่อยู่ด้านหลังตึกหิน

ฉินเลี่ยปรับลมหายใจอย่างช้า ๆ เพื่อให้อัตราการเต้นหัวใจของเขาช้าลง เขาดึงจิตสำนึกกลับมาและลดคลื่นพลังชีวิตลง

เขาเข้าสู่สภาะความสงบอันเลินเล่ออย่างเงียบ ๆ

ในสภาวะนี้ ราวกับเขาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับโลกจนกลายเป็นส่วนหนึ่งกับมัน มันเหมือนกับแมลงที่หยุดการเจริญเติบโตชั่วคราวจนไม่ได้รับความสนใจมากเท่าไหร่นัก

แม้แต่ผู้ฝึกยุทธที่มีพลังระดับสูงกว่าก็ยังยากที่จะตรวจพบแรงกดดันของเขาหลังจากเข้าสู่สภาวะความสงบอันเลินเล่อ

ถังซือฉีไม่เคยพยายามฝึกฝนบนเส้นทางวรยุทธมาก่อน แต่พลังของนางก็สูงส่งมาตั้งแต่แรกแล้ว นางมีพลังระดับปรากฏซึ่งแข็งแกร่งกว่าฉินเลี่ย

นางอาจจะไม่สามารถเข้าสู่สภาวะความสงบอันเลินเล่อเพื่อรับมือกับสถานการณ์ในตอนนี้ได้ แต่นางก็มีวิธีในแบบของตัวเองเช่นกัน

วิธีของนางนั้นง่าย ๆ นั่นก็คือการกลืนยาตั้งจิตลงไป

ทันทีที่ยาเข้าสู่ท้องของนาง อันตราการเต้นหัวใจ การไหลเวียนโลหิตและพลังชีวิตของนางก็ช้าลงอย่างเห็นได้ชัด นางไปถึงสภาวะที่ใกล้เคียงกับความสงบอันเลินเล่อของฉินเลี่ย

ทั้งสองโอบกอดอย่างแนบแน่นอยู่ภายในถ้ำของภูเขาปลอม คนหนึ่งพึ่งสภาวะแปลกประหลาดและอีกคนพึ่งยา

เสียงผู้ฝึกยุทธสนทนากันได้ยินในบางครั้ง พวกมันค้นหาทุกห้องที่อยู่ภายในตึกหินและมองผ่านลานบ้าน แต่ไม่มีใครให้ความสนใจภูเขาปลอม แทบไม่มีใครพยายามเจียดเวลาเข้าไปในถ้ำแคบของภูเขาปลอมเพื่อค้นหาข้างใน

หลังจากผ่านไปสักพัก กลุ่มที่ได้รับคำสั่งให้ค้นหาพื้นที่นี้ก็พบว่าไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่ก่อนจะจากไปอย่างช้า ๆ

ฉินเลี่ยและถังซือฉีไม่เคลื่อนไหวในทันที

พวกเขาแนบชิดติดกันและไม่เคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ ที่พวกเขายังรอก็เพราะเกรงว่าคนพวกนั้นจะย้อนกลับมา

หลังจากผ่านไปนานสองนาน ถังซือฉีรู้สึกว่าร่างกายของนางแข็งทื่อเล็กน้อยแล้ว ในที่สุดนางก็ขยับแขนก่อนจะแหย่ฉินเลี่ยเล็กน้อย “เจ้าเป็นไงบ้าง?” นางขยับริมฝีปากเข้าใกล้พลางถามเสียงเบา

เมื่อได้กลิ่นจากร่างกายนาง ฉินเลี่ยเบือนหน้าหนีก่อนจะรวมวิญญาณและความคิดกลับมาก่อนจะตอบอย่างเฉยชาว่า “ข้าไม่เป็นไร”

“พวกเราควรไปกันต่อไหม?” ถังซือฉีถามความเห็นของเขา

ฉินเลี่ยพยักหน้า “ไปกันต่อเถอะ”

ถังซือฉีเริ่มเคลื่อนไหว จากนั้น จู่ ๆ นางร้องออกมาคำหนึ่งก่อนที่ร่างกายจะอ่อนแรงแล้วล้มลงบนร่างของฉินเลี่ย ร่างกายที่มากด้วยตัณหาของนางกดทับเขาอย่างแนบแน่นอีกครั้ง

“ข้ากึ่งหมอบนานเกินไป ขาของข้าชาไปหมด…” นางกล่าวด้วยความเขินอาย

ฉินเลี่ยกลับไม่ขยับหรือพูด เขาเพียแค่รักษาท่าทางเอาไว้

ร่างอันเย้ายวนกดทับเขาอย่างแนบแน่น ถึงแม้เขาจะไม่ได้มีความคิดล่วงเกินถังซือฉี แต่เขาก็อดที่กระสับกระส่ายขึ้นมาไม่ได้

ลมหายใจของเขาแรงขึ้นเล็กน้อย เขากลัวว่าจะควบคุมตัวเองไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เขาจึงกล้าที่จะขยับน้อยลง

ถังซือฉีหยุดพูดเช่นกันหลังจากอธิบายอย่างคร่าว ๆ ไป ด้วยร่างกายของนางที่กดทับร่างกายของฉินเลี่ยเอาไว้ นางเตะขาตัวเองเบา ๆ

นางพยายามเรียกความสามารถในการเคลื่อนไหวกลับคืนมา

เมื่อนางเตะขาตัวเอง บางครั้งจู่ ๆ ร่างกายอันเย้ายวนของนางก็เข้าปะทะกับฉินเลี่ย บางครั้งจู่ ๆ มันก็แยกห่างจากกัน

ราวกับว่านางกำลังหยอกล้อหัวใจของฉินเลี่ยซ้ำไปมา…

เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายอันงดงามของนางเคลื่อนห่างจากฉินเลี่ย เขาจะรู้สึกถึงความผิดหวังและความไม่เต็มใจที่ไร้เหตุผลมารองรับ เมื่อจู่ ๆ นางกดทับเขาอีกครั้ง ฉินเลี่ยจะสั่นไหวและรู้สึกพึงพอใจอย่างถึงขีดสุด

“ศิษย์น้องฉิน เจ้าคิดว่าพวกเราจะรอดจากที่นี่ไปได้หรือเปล่า?” ท่ามกลางความืดมิด จู่ ๆ ถังซือฉีถามเสียงเบา

นางสลับขาอีกข้างเพื่อยืดเส้นยืดสายแล้วเตะไปมา นางทำแบบเดิมเพื่อให้เลือดเกิดการไหลเวียน

การโคจรของนางแปรเปลี่ยนเป็นเอื่อยเฉื่อยหลังจากติดกับวิชาผนึกโลหิตของเงาโลหิต ถึงแม้นางจะกลืนยาโคจรโลหิตเข้าไป แต่โลหิตของนางยังไม่กลับมาเป็นปกติดี

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นสาเหตุที่แขนขาของนางชาหลังจากกำลังคลานอยู่ภายในถ้ำ นางเกือบจะไม่สามารถยืนได้อย่างมั่นคง

นี่คือผลจากวิชาผนึกโลหิตในระยะสั้น

“ข้าไม่รู้เหมือนกัน” ฉินเลี่ยกล่าวอย่างเคร่งขรึม

“ข้าขอถามอะไรหน่อยได้หรือเปล่า?” ถังซือฉีพูดอีกครั้ง

“ถามมาได้เลย”

“ทำไมเจ้าอยากสังหารเหลียงเฉ่าหยางล่ะ? เจ้าทำเพราะข้าใช่หรือเปล่า?”

ภายในความมืดมิด ถังซือฉีหยุดเตะขา ดวงตาของนางสดใส แหวนต่างมิติของนางเจิดจ้าเป็นแสงสว่างจาง ๆ

นางมองใบหน้าของฉินเลี่ยในแสงสว่างอ่อน ๆ ครึ่งร่างของนางยังกดทับฉินเลี่ยเอาไว้ นางดูไม่รีบร้อนที่จะขยับออกไป…

“ถ้ามันไม่ตาย ข้าก็ไม่อาจนอนหลับได้สนิท” สีหน้าของฉินเลี่ยสงบ ภายในถ้ำส่องสว่างด้วยแสงสว่างอ่อน ๆ เขากล่าวอย่างเฉยชาว่า “มันพยายามสังหารข้าด้วยแลงคราสและยังซุ่มโจมตีข้าที่ถนนแลกเปลี่ยนเสรีด้วย ข้าเกือบเสียชีวิตถึงสองครั้ง เมื่อข้ากลับไปที่สำนักยุทธภัณฑ์ สิ่งแรกที่ข้าทำคือสังหารมัน นั่นก็เพราะข้าไม่รู้ว่าครั้งที่สามจะยังมีโชคหรือเปล่าหากมันซุ่มโจมตีข้าอีกครั้ง”

“ไม่ได้เกี่ยวกับข้าเลยหรือ?” มีความผิดหวังจำนวนมากอยู่ภายในดวงตาสดใสของถังซือฉี “ไม่ได้ทำเพื่อข้าจริง ๆ หรือ?”

“ก็นิดหน่อย” หลังจากนิ่งไปสักพัก ในที่สุดฉินเลี่ยก็พยักหน้า “ข้าไม่อยากเห็นเจ้าออกจากสำนักยุทธภัณฑ์ด้วยตัวเอง ข้าไม่อยากเห็นเจ้าตกหลุมพรางของมันเช่นกัน ข้าอยากทวงทุกสิ่งที่เดิมทีเป็นของเจ้ากลับคืนมา”

ดวงตาของถังซืฉีสดใสราวกับชีวิตชีวากำลังเอ่อล้นอยู่ข้างใน ร่องรอยของความสุขปรากฏขึ้นที่มุมปากของนาง “ถะ-ถ้างั้น แรงจูงใจที่เจ้าสังหารเหลียงเฉ่าหยางเพื่อข้ามีเท่าไหร่กัน?” นางถามอีกครั้ง

“อาจจะยี่สิบไม่ก็สามสิบส่วน” ฉินเลี่ยตอบไปตามจริง

“แค่นั้นก็มากพอแล้ว!” รอยยิ้มอันงดงามปรากฏบนริมฝีปากของนาง

ก่อนที่ฉินเลี่ยจะทันได้ตอบสนอง ฉับพลันนางขยับเข้ามาใกล้และจูบใบหน้าของฉินเลี่ยเบา ๆ ครั้งหนึ่งด้วยริมฝีปากที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอม จากนั้นนางก็เผยยิ้มอ่อนหวาน “นี่รางวัลของเจ้า ฮี่!”

ฉินเลี่ยแข็งทื่อทันที

เขาจ้องมองถังซือฉีด้วยความโง่เง่าก่อนจะสัมผัสไปยังบริเวณที่นางจูบก่อนหน้านี้ เขายังตกตะลึงเล็กน้อย

“ไปกันเถอะ ข้ามองเห็นหินที่ปิดกั้นเส้นทางหินอยู่ด้านหน้าแล้ว” รอยยิ้มมีเสน่ห์บนใบหน้าของถังซือฉียังไม่หายไป ดูเหมือนนางจะรู้สึกดีขณะมุ่งตรงไปข้างหน้าอีกครั้ง

แหวนต่างมิติบนมือของนางยังคงปลดปล่อยแสงสว่างจาง ๆ ออกมา มันฉายแสงอ่อนให้ร่างอันมีเสน่ห์ของนางยามอยู่ภายในถ้ำสีดำสนิท…

ภายในถ้ำแคบ นางย่อเอวและยกบั้นท้ายขึ้นเล็กน้อย บั้นท้ายของนางเป็นลูกพีชอย่างสมบูรณ์แบบ แถมยังน่าเย้ายวนใจอีกด้วย

ขณะกำลังมองดูจากด้านหลังด้วยความตกตะลึงอยู่นั้น ฉับพลันฉินเลี่ยก็ตระหนักได้ว่ามีไฟกำลังเผาไหม้อยู่ในใจของเขา

ภาพของร่างอันเย้ายวนของถังซือฉีกับบั้นท้ายที่บิดไปมาอยู่ในถ้ำปรับเข้าไปในส่วนลึกของจิตใจเขา ภาพดังกล่าวเล่นซ้ำไปมาอยู่ในหัวของเขา เขาเหมือนกับเด็กคึกคะนองที่ไม่สามารถสลัดมันออกไปได้ไม่ว่าจะทำยังไงก็ตาม…

ฉับพลันคอของเขาก็รู้สึกแห้งเล็กน้อย

“ปัง!”

ขณะเขายังตกตะลึงอยู่นั้น เขาได้ยินเสียงหินร่วงลงมาที่ด้านหน้า หลังจากนั้นเขาก็ตระหนักได้ว่าถังซือฉีย้ายหินออกไปก่อนจะโบกมือให้เขาอย่างมีความสุข

“ศิษย์น้องฉิน! รีบมาได้แล้ว คัมภีร์ลับนั่นถูกต้องจริง ๆ ด้วย มีเส้นทางหินจริง ๆ ! ดูเหมือนหัวหน้าสำนักของสำนักยุทธภัณฑ์จะไม่ใช่คนดีเลย เขาขุดเส้นทางหินเพื่อจงใจไปพบคนรักของเขา เจ้าแก่มากตัณหาเอ๊ย…” ถังซือฉีพึมพำราวกับรับการกระทำอันโหดร้ายของผู้อาวุโสไม่ได้

ฉินเลี่ยไม่มีทางเลือกนอกจากโคจรวิชาเยือกแข็งก่อนจะก้ามข้ามความยุ่งเหยิงที่อยู่ในหัวได้ในที่สุด

เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อสงบจิตใจลง จากนั้นเขาก็ก้าวเดินออกมา

มีเส้นทางหินอยู่ด้านล่างเท้าของถังซือฉี เส้นทางหินที่นำไปสู่ชั้นใต้ดินนั้นมืดมิด มีกลิ่นเหม็นเน่าบางอย่างลอยออกมา

“ข้าจะลงไปก่อน เจ้ารออยู่ที่นี่จนกว่าข้าจะเรียกเจ้า” ฉินเลี่ยขมวดคิ้วก่อนจะกระโดดลงไปในเส้นทางหิน

เส้นทางหินกว้างกว่าที่เขาคิด อย่างน้อยมันก็กว้างกว่าถ้ำที่อยู่ภายในภูเขาปลอม

หลังจากเขาลงไป มีอัญมณีกำลังส่องแสงอยู่ข้างเส้นทางหิน ทำให้มันสว่างกว่าถ้ำที่อยู่ด้านบน

เขามองข้างในเส้นทางหินที่อยู่รอบ ๆ เล็กน้อย เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไร ในที่สุดเขาก็ตะโกนเรียกถังซือฉีที่อยู่ข้างบน “ตอนนี้เจ้าลงมาได้แล้ว”

“เข้าใจแล้ว” ถังซือฉีหวัเราะเสียงเบาก่อนจะกระโดดลงไปจากด้านบน

หลังจากตกตะลึงอยู่สักพัก ฉินเลี่ยยื่นมือออกไปคว้านาง จากนั้น ถังซือฉีก็ตกลงมาในอ้อมแขนของเขา

มือของเขาไปจับบั้นท้ายได้รูปของนางเข้า สัมผัสนุ่มนิ่มเต็มมือทำให้ไฟในใจของเขาลุกโชนขึ้นจนยากจะควบคุมได้

เขาพบว่าปากของเขายิ่งมายิ่งเหือดแห้ง

เขารู้สึกว่าเปลวเพลิงกำลังเผาไหม้ร่างกายและจิตใจ มันกำลังเผาความมีเหตุมีผลไป

มือของเขาทำได้เพียงเกาะกุมบั้นท้ายอันงดงามเอาไว้จนรู้สึกว่าโลหิตกำลังไหลขึ้นไปบนศีรษะของเขา มีความเขินอายอันบ้าคลั่งที่ทำลายความมีเหตุมีผลลงภายใต้แสงสว่างของอัญณีที่อยู่ภายในเส้นทางหินที่กว้างเล้กน้อย

ดวงตาของเขาเองก็ฉายแสงที่พบได้แต่ในสัตว์เท่านั้น

“อู…”

ถังซือฉีพึมพำเสียงเบา สีแดงเหมือนกับคนเมาปรากฏขึ้นบนใบหน้างดงามของนาง แสงสว่างคลอน้ำตาส่องแสงอยู่ภายในวิญญาณที่กำลังขโมยดวงตาของนางไป

“ศิษย์น้องฉิน จะ-เจ้ากำลังทำให้ข้าเจ็บ” ฉับพลันนางกัดริมฝีปากตัวเองก่อนจะกรอดตาไปที่ฉินเลี่ย ดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำจับจ้องไปที่ฉินเลี่ย นางกล่าวอย่างเขินอายว่า “ไม่เอาน่า พวกเรายังมีงานจริงจังที่ต้องทำอยู่นะ…”

หลังจากตกตะลึงไปสักพัก ฉับพลันฉินเลี่ยมองไปรอบ ๆ ก่อนจะตระหนักได้ว่าสภาวะที่เขาสร้างขึ้นด้วยวิชาเยือกแข็งได้พังทลายไปก่อนหน้านี้แล้ว

เขารีบโคจรวิชาเยือกแข็งอีกครั้ง เขารีบชี้นำพลังเยือกแข็งที่อยู่ภายในตำหนักก่อเกิดเพื่อโคจรรอบเส้นเลือดของเขาอีกครั้ง

ตัณหาที่อยู่ภายในร่างกายของเขาดับลงอย่างช้า ๆ เขากลับมามั่นคงอย่างแท้จริงอีกครั้ง

แต่ว่า เขาตระหนักได้ว่ามือของเขายังกุมบั้นท้ายของถังซือฉีเอาไว้อยู่…

เขารีบปล่อยนางอย่างรวดเร็วขณะมองดูด้วยความเขินอาย เขาพูดตะกุกตะกัก “เมื่อครู่ เมื่อครู่ ข้า…”

เขาไม่สามารถพูดอะไรได้ เขาไม่สามารถอธิบายได้ เขาไม่สามารถหาคำพูดน่าเชื่อถือมาอธิบายได้

“ไม่ต้องห่วง เป็นข้าที่ผิดเอง ข้าเป็นคนที่ไม่ระวังตัวจนทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้…” ถังซือฉียื่นปากด้วยความเขินอาย แต่ร่องรอยของรอยยิ้มซุกซนกลับรั่วไหลออกมาจากดวงตาของนาง “ฮี่ ข้าคิดว่าฉินเลี่ยจะไม่สนแม้กระทั่งหน้าขาของผู้หญิงเสียอีก เมื่อหนึ่งปีก่อน ตอนที่เจ้าเข้ารับการสอบเข้า เจ้าดูท่าทางจริงจังมาก ๆ เลย แต่ตอนนี้… อ่ะฮ่า ทำไมเจ้าไม่ซัดประกายไฟใส่ข้าเหมือนเมื่อตอนนั้นแล้วล่ะ หืม?”

ฉินเลี่ยแข็งทื่อ

นั่นก็ผ่านมาหนึ่งปีแล้ว นางยังไม่ลืมเรื่องนั้นอีก นางไม่ลืมความขุ่นแค้นนั้นมาโดยตลอด

และตอนนี้ ในที่สุดนางก็หาโอกาสด้วยการอ้างว่าเป็นการเอาคืน

“จิตใจของผู้หญิงนี่ก็นะ…”

ฉินเลี่ยส่ายหน้าพร้อมกับเผยรอยยิ้มบิดเบี้ยวออกมา เขาไม่สนการหยอกล้อของนางก่อนจะหันหน้าแล้วมุ่งไปยังส่วนลึกของเส้นทางหิน

เมื่อชนะสงคราง ถังซือฉีหัวเราะไปตลอดทางก่อนจะตามเขาไปด้วยท่าทางร่าเริง

ราวกับว่าทั้งสองคนไม่ตระหนักว่าสำนักของพวกเขากำลังเผชิญอยู่บนความเป็นความตาย