0 Views

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร

••••••••••••••••••••

ตอนที่ 180: ความรู้สึกอันคุ้นเคย…

 

หลิงเสวียนซวนยังคงถามฉินเลี่ยไม่หยุดหย่อน ความสนใจเป็นอย่างยิ่งในตัวเขาพร้อมกับความเขินอายเล็กน้อยเผยออกมาอย่างเด่นชัด

เพื่อเข้าใจมโนทัศน์และปรากฏการณ์โลก รวมถึงการกระทำที่ทำให้ค่ายเสาวิญญาณในสำนักยุทธภัณฑ์ทั้งสิบสองต้นบังเกิดแสงสว่างอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน… แน่นอน อัจฉริยะไร้ผู้เทียบเคียงย่อมเป็นที่สนใจของสาว ๆ

ฉินเลี่ยเพียงแค่ทำตัวแข็งทื่อโดยไม่ขัด เขายังสงสัยว่าควรเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงแก่สองคนนี้หรือไม่

เมื่อได้พบกับหลิงอวี้ฉีอีกครั้งหลังจากผ่านมาสามปี เขาอยากโอบกอดนางเอาไว้ เขามีเรื่องนับล้านเรื่องที่อยากบอกนาง

สัญญาที่เขาให้ไว้เมื่อสามปีก่อนยังชัดเจนอยู่ในจิต เขายังจดจำร่างอันโศกเศร้าของหลิงอวี้ฉีตอนนางเดินออกจากบ้านหลังเล็กได้อย่างชัดเจน…

เขามีเรื่องนับล้านที่อยากบอกกล่าว แต่ทันทีที่เขาคิดถึงสถานการณ์ในตอนนี้ เขาก็เกิดลังเลอีกครั้ง

สถานการณ์ของเขาในตอนนี้ไม่สู้ดีนัก

เขามั่นใจว่าทันทีที่ตัวตนของเขารั่วไหลออกไป หยวนเทียนหยาจากหออสูรทมิฬจะต้องไม่นั่งอยู่เฉย ๆ โดยไม่ทำอะไรอย่างแน่นอน

แน่นอน สำนักยุทธภัณฑ์จะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเขา แต่กับหอคอยเงาทมิฬที่เป็นศัตรูกันอยู่ในตอนนี้ก็ทำให้การต่อสู้ตึงมืออยู่แล้ว หากหออสูรทมิฬผสมโรงเข้ามาอีก…

เขาไม่รู้ว่าสำนักยุทธภัณฑ์จะรับมือแรงกดดันไหวหรือเปล่า

ถ้าสำนักยุทธภัณฑ์เกิดรีรอเมื่ออยู่ภายใต้แรงกดดันของหออสูรทมิฬและหอคอยเงาทมิฬหรือทางเข้าถูกศัตรูทำลาย เขาก็จะตกอยู่ในสภาพเลวร้าย

“อวี้ฉีสามารถเก็บเป็นความลับได้ก็จริง แต่หลิงเสวียนซวนคนนี้มักปากสว่างอยู่ตลอด ถ้านางรู้ตัวตนของข้า นางอาจจะแพร่งพรายในเร็ววัน ดูท่าข้าต้องอดทนไปสักพักก่อน อย่างน้อยก็จนกว่าการต่อสู้ระหว่างสำนักยุทธภัณฑ์และหอคอยเงาทมิฬจะจบลงและข้าสามารถสร้างรากฐานได้สำเร็จ จากนั้น ข้าก็จะไม่หวาดกลัวที่จะเปิดเผยตัวตนอีกต่อไป”

เมื่อเห็นหลิงเสวียนซวนพูดจ้อไม่หยุด ฉินเลี่ยก็ตัดสินใจอยู่เงียบ ๆ ว่าจะไม่เปิดเผยความลับในตอนนี้

ทันทีที่เขาตัดสินใจ เขาจึงโคจรวิชาเยือกแข็งอยู่เงียบ ๆ ทำให้ออร่าที่เยือกเย็นและห่างเหินก่อตัวขึ้นก่อนจะกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ข้าคิดว่าคงดีกว่าหากพวกเราเริ่มคุยเรื่องธุระกัน”

ทันทีที่คำพูดของเขาหลุดออกมา คำถามราวน้ำหลากของหลิงเสวียนซวนก็ถูกตัดทิ้งทันที

หลิงอวี้ฉีจ้องมองด้วยสายตาห้ามปรามครั้งหนึ่งก่อนจะตำหนิเสียงเบาว่า “น้องสาว พักคำถามไว้ก่อนเถอะ”

“โอ” หลิงเสวียนซวนเชื่อฟังแต่โดยดี

“มีพู่กันและกระดาษอยู่ตรงหน้าเจ้า เขียนส่วนสูง น้ำหนัก ขนาดฝ่ามือและแขน มือข้างไหนที่เจ้าถนัดในการต่อสู้ วิชาวิญญาณที่เจ้าฝึกฝนและคุณลักษณะของมัน ไพ่ตายของพวกเจ้าแล้วก็อื่น ๆ” สีหน้าของฉินเลี่ยเย็นขณะกล่าวอย่างเฉยชา “ข้าอยากรู้ทุกสิ่ง ข้าสามารถหลอมอุปกรณ์วิญญาณที่เหมาะกับเจ้าได้หากเข้าใจสถานการณ์ของพวกเจ้าอย่างครบถ้วน”

“เข้าใจแล้ว”

ทันทีที่หัวข้อเรื่องอุปกรณ์วิญญาณถูกหยิบยกมา สายตาของพวกนางล้วนเปล่งประกายโดยพร้อมเพรียง พวกนางรีบก้มศีรษะคว้าพู่กันขึ้นมาก่อนจะเริ่มเขียนรายละเอียดลงบนกระดาษเบื้องหน้าพวกนาง

ตอนนี้พวกนางขมวดคิ้วพลางครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน หากเป็นคนอื่น พวกเขาจะพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันและกัน หลังจากใช้เวลาทั้งชั่วโมง พวกเขาถึงจะเขียนรายละเอียดทุกสิ่งที่สำคัญลงไป จากนั้น ด้วยความเคารพเล็กน้อย พวกเขาจะส่งกระดาษที่เต็มไปด้วยกลุ่มคำตัวเล็กหนาแน่นให้

ฉินเลี่ยรับและจ้องมองครั้งหนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “ขอข้าดูวิชาวิญญาณของเจ้าหน่อย”

หลิงอวี้ฉีและหลิงเสวียนซวนสบตากันก่อนจะยืนขึ้นแล้วโคจรวิชาวิญญาณพร้อมกัน

คลื่นสีน้ำเงินปรากฏอยู่ภายในดวงตาของหลิงอวี้ฉี คลื่นกระจายออกมาจากทั่วทั้งร่างกายของนาง ลวดลายคลื่นเหมือนกับคลื่นน้ำขนาดใหญ่ที่กระจายอยู่รอบตัวชั้นแล้วชั้นเล่า ทำให้บังเกิดแรงกดดันอันมหาศาล

หยดผลึกจำนวนมหาศาลที่ก่อตัวจากพลังวิญญาณน้ำบริสุทธิ์ทั้งโปร่งใสและเจิดจ้า พวกมันเหมือนกับเพชรที่กำลังไหลอยู่รอบตัวนาง

เมื่อวิชาวิญญาณเปลี่ยนไป ฉับพลันหยดน้ำที่เหมือนกับเพชรก็เริ่มหมุนอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดแรงกดดันอันมหาศาล

อีกด้าน หลิงเสวียนซวนเริ่มเริงระบำบนจุดเดิมราวกลุ่มไฟที่พวยพุ่งออกจากร่างกาย เปลวเพลิงราวกับเมฆไม่ก็โคมไฟสีแดง พวกมันปลดปล่อยความร้อนหาศาลและลุกไหม้จนกระทั่งกำแพงหินกลายเป็นสีแดงเจิดจ้า

ท่ามกลางเปลวเพลิง หลิงเสวียนซวนเหมือนกับภูตอันเร่าร้อนที่ท่วงท่าการเริงระบำทั้งร้อนแรงและน่าหลงใหล มีเสน่ห์เย้ายวนเผยออกมาให้ได้เห็น

น่าเหลือเชื่อที่เพชรราวกับหยดน้ำและคลื่นที่ขึ้นลงไปมาของหลิงอวี้ฉีไม่ต่อต้านกลุ่มไฟของหลิงเสวียนซวนที่ปล่อยออกมา

ตรงกันข้าม พลังน้ำและไฟของสองพี่น้องเหมือนกับสามารถเกื้อหนุนพลังของกันและกันได้

ฉินเลี่ยสังเกตเห็นว่าเมื่อหลิงเสวียนซวนเริ่มเริงระบำ ไม่เพียงแค่หยดน้ำรอบตัวหลิงอวี้ฉีไม่ถูกลบล้างโดยเปลวเพลิงเท่านั้น พวกมันกลับเจิดจ้าและโปร่งใสมากกว่าเก่า ราวกับพลังวิญญาณน้ำภายในได้รับการเกื้อหนุน

“ไม่เพียงแค่วิชาวิญญาณน้ำและไฟที่พวกข้าฝึกฝนจะไม่ลบล้างกันเองแล้ว พวกข้ายังสามารหลอมรวมพวกมันเข้าด้วยกันได้” หลิงอวี้ฉีอธิบายอย่างจริงจัง

ฉินเลี่ยพยักหน้าอยู่ในใจก่อนจะจับตาดูต่ออยู่สักพัก จากนั้น เขากล่าวว่า “พอได้แล้ว”

หลังจากนั้น สองพี่น้องดึงพลังวิญญาณกลับมาก่อนจะนั่งอยู่ด้านหน้าเขาอีกครั้ง พวกนางมองเขาและรอคอยให้เขาพูด

“อุปกรณ์แบบไหนที่พวกเจ้าต้องการ?” ฉินเลี่ยถาม

“บ่วง ข้าชอบบ่วง โดยเฉพาะบ่วงวงกลมสองบ่วง” หลิงอวี้ฉีกล่าว

ฉินเลี่ยพอจะเดาออกอยู่แล้ว อุปกรณ์วิญญาณที่นางใช้เมื่อก่อนคือบ่วงจิตคู่ เมื่อนางหยิบบ่วงสองบ่วงออกมา นางดูน่าหลงใหลอย่างน่าเหลือเชื่อ ดูเหมือนความชอบของนางจะยังไม่เปลี่ยนไป

“ข้าชอบค้อน!” หลิงเสวียนซวนกล่าว

“เข้าใจแล้ว” ฉินเลี่ยคิดอยู่สักพักก่อนจะกล่าวว่า “พวกเจ้าอยู่ในเมืองยุทธภัณฑ์แล้วรอให้ข้าหลอมอุปกรณ์ให้แล้วเสร็จ ข้าจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อไม่ให้พวกเจ้าต้องรอนาน”

“ขอบคุณ” หลิงอวี้ฉีขอบคุณเขาจากใจจริง

สีหน้าของฉินเลี่ยเย็นชา แต่สายตาของเขากลับงุ่มง่าม เขาต้องอดกลั้นความว้าวุ่นมหาศาลที่อยู่ในใจเอาไว้ก่อนจะยืนขึ้นแล้วกล่าวอย่างเฉยชาว่า “พวกเจ้าไปได้แล้ว” เขาออกเป็นคนแรก

“พี่สาว คนคนนี้นิสัยไม่เลวเลย เขาเย็นชาและหยิ่งทระนงยิ่งกว่าศิษย์พี่ลู่เสียอีก พี่คิดหรือเปล่าว่าที่เขาจงใจแกล้งศิษย์พี่ลู่ให้รออยู่ที่ทางเข้าก็เพราะเขาได้ยินเรื่องอารมณ์ของนางมาก่อน?” ศีรษะขนาดเล็กของหลิงเสวียนซวนบิดไปมาก่อนจะกล่าวว่า “มันจะต้องเป็นแบบนี้แน่ ๆ ข้าได้ยินว่าคนที่มีนิสัยเย็นชาและหยิ่งทระนงจะไม่สามารถพบเจอคนที่หยิ่งทระนงยิ่งกว่าตัวเองได้ เขาจะต้องไม่ชอบศิษย์พี่ลู่อย่างแน่นอน!”

หลิงอวี้ฉียิ้มเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “เจ้าก็พูดจาไร้สาระไปเรื่อย ถ้าเขาไม่รู้จักศิษย์พี่ลู่ ศิษย์พี่ลู่ก็คงเคยทำร้ายเขามาก่อน ไม่เช่นนั้น เขาไม่มีทางปฏิบัติต่อศิษย์พี่ลู่เช่นนี้แน่”

“อืม นั่นก็เป็นไปได้ มีคนของหุบเขาทั้งเจ็ดไม่มากที่สามารถรับมือกับอารมณ์อันโหดร้ายของศิษย์พี่ได้ ฉินปิงทำแบบนี้ก็เพราะสหายไม่ก็ญาติของเขาโกรธเคืองศิษย์พี่ลู่ในอดีตอย่างแน่นอน” ขณะที่หลิงเสวียนซวนพูด ทั้งสองคนก็เดินออกมาด้านนอกแล้ว

“ฉินปิงคนนี้ทำให้ข้ารู้สึกแปลกประหลาด…” ฉับพลันหลิงอวี้ฉีกล่าวขึ้น

“แปลกประหลาด? แปลกประหลาดแบบไหนล่ะ?” หลิงเสวียนซวนถาม

“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ข้าแค่รู้สึกว่าสายตาของเขาทำให้ข้าไม่สบายใจเล็กน้อย” ลิงอวี้ฉีขมวดคิ้ว “มันเป็นความรู้สึกที่แปลกจริง ๆ ข้าไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ข้ายังรู้สึกว่าเขาคุ้นเคยนิดหน่อย”

“อาจจะเพราะเขาเหมือนกับศิษย์พี่ลู่นิดหน่อยหรือเปล่า? เพราะแบบนี้พวกเราถึงรู้สึกว่าเขาช่างคุ้นเคย พวกเขาล้วนเย็นชาดุจน้ำแข็งและเข้าสังคมได้ยาก” หลิงเสวียนซวนแนะนำ

“ก็อาจจะ” หลิงอวี้ฉีก็ไม่มั่นใจเช่นกัน ดังนั้นนางจึงไม่คิดเรื่องนี้ให้มากความก่อนจะเดินออกมา

ด้านนอกห้องส่วนตัว

ถังซือฉีและกลุ่มที่เหลือกำลังรออยู่เงียบ ๆ

“ฉินปิงรู้จักพี่น้องหลิงหรือเปล่า?” หยี่ยวนลูบคางพลางกระซิบเสียงเบา “นั่นมันไม่ถูกต้อง ไม่มีทางที่เขาจะรู้จักสองสาวนี้ได้ แต่ทำไมเขาถึงเกิดใจกว้างขึ้นมา? ถึงกับให้สำนักแบกรับค่าวัตถุดิบวิญญาณ ไม่ว่าเขาจะทำพลาดกี่ครั้ง ค่าวัตถุดิบวิญญาณก็ยังตกเป็นภาระของสำนัก เขาไม่ใจดีกับสองพี่น้องเกินไปหน่อยเหรอ?”

นี่ก็คือสิ่งที่ทำให้ถังซือฉี เหลียนโหยวและโอหยางจิงจิงสับสนเช่นกัน

เดิมที ไม่เพียงแค่ผู้ร้องขออุปกรณ์ที่มาหาผู้สร้างของสำนักยุทธภัณฑ์เพื่อขอให้หลอมอุปกรณ์จะต้องเตรียมวัตถุดิบวิญญาณมาเองแล้ว พวกเขายังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมจำนวนมหาศาลอีกด้วย ต่อให้ผู้สร้างจะหลอมอุปกรณ์วิญญาณพลาดในท้ายที่สุด พวกเขาก็จะให้สัญญาว่าจะหลอมอาวุธให้ในครั้งต่อไป

แทบไม่มีผู้สร้างอย่างฉินเลี่ยที่จะให้ใช้วัตถุดิบวิญญาณของตัวเอง ไม่เก็บค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังรับปากว่าจะทำให้สำเร็จอีกด้วย

“น่าแปลก บางทีเขาอาจจะไม่รู้กฎของสังคมการหลอมอุปกรณ์หรือเปล่า?” เหลียนโหยวเองก็ส่ายหน้าอยู่ภายใน

“หรือเขาหลงสองพี่น้องเข้า…” ฉับพลันหยี่ยวนยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะหัวเราะออกมา “ถ้าเป็นเช่นนั้น ทุกสิ่งก็สามารถอธิบายได้แล้ว เขาเป็นผู้ชายทั้งแท่งอยู่แล้ว ทันทีที่เขาเจอผู้ต้องตาต้องใจ เขาก็จะสูญเสียเหตุผลได้โดยง่าย”

ทันทีที่คำพูดดังกล่าวหลุดออกมา ใบหน้าของเหลียนโหยวก็แข็งทื่อ สายตาของโอหยางจิงจิงแปรเปลี่ยนเป็นมืดมน ถังซือฉีเองก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย

“ฉิบหายล่ะ” เมื่อหยี่ยวนเห็นสีหน้าของพวกนาง ฉับพลันเขารู้ตัวว่าได้เผลอพูดไม่ดีออกไปแล้ว

เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ฉินเลี่ยเดินออกมาจากห้องส่วนตัว โอหยางจิงจิงส่งเสียงหึอย่างเย็นชาครั้งหนึ่ง “ฉินปิง! หลิงอวี้ฉีและหลิงเสวียนซวนเป็นศิษย์เอกของจ้าวหุบเขาของหุบเขาอสูรทมิฬ อย่าแม้แต่จะคิดเรื่องตัณหาเชียวล่ะ! การหลอมอุปกรณ์มันเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเจ้ากล้าขอในสิ่งที่มันไม่เหมาะสมขึ้นมา ข้าจะไม่ยกโทษให้เจ้าแน่!”

มีร่องรอยความสงสัยปรากฏอยู่ในดวงตาของเหลียนโหยว นางสงสัยว่าฉินเลี่ยเก็บซ่อนบางสิ่งเอาไว้ในใจเช่นกัน

ถังซือฉีผู้วางแผนจะสนทนาบางสิ่งกับฉินเลี่ยส่งเสียงหึเบา ๆ ออกมาเช่นกัน นางกรอกตาไปมาให้ฉินเลี่ยก่อนจะหันหน้าแล้วเดินจากไป

“เกิดอะไรขึ้นเหรอ?” ฉินเลี่ยสับสน

“พี่ฉิน เกี่ยวกับเรื่องนั้น เป็นเพราะข้าปากไม่ดีเอง!” หยีย่วนตำหนิตัวเองเสียงดัง

โอหยางจิงจิงจ้องฉินเลี่ยครั้งหนึ่ง ฉับพลันนางเข้าไปในห้องส่วนตัวและจ้องมองไปที่หลิงอวี้ฉีและหลิงเสวียนซวน นางถามว่า “เจ้าคนสารเลวขอสิ่งที่ไม่เหมาะสมหรืออะไรทำนองนั้นหรือเปล่า? เขาได้ เขาได้ทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับเจ้าขณะอยู่ข้างในห้องส่วนตัวหรือไม่?”

พี่น้องทั้งสองล้วนประหลาดใจก่อนจะส่ายหน้าครั้งหนึ่งแล้วกล่าวอย่างพร้อมเพรียงว่า “ไม่”

หลังจากนั้นโอหยางจิงจงก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกครั้งหนึ่ง “พวกเจ้าอธิบายทุกอย่างชัดเจนแล้วใช่ไหม?”

“อืม” สองสาวพยักหน้า

“เข้าใจล่ะ ลู่หลีอาจจะหงุดหงิดที่ต้องรอข้างนอกแล้วก็ได้ พวกเราไปกันก่อนเถอะ” โอหยางจิงจิงพยักหน้าและให้สองพี่น้อยออกจากห้องส่วนตัว เมื่อนางเดินผ่านฉินเลี่ย นางเตือนเขาเสียงต่ำอีกครั้งว่า “พวกนางเป็นส่วนหนึ่งของหุบเขาเจ็ดอสูร ทางที่ดีเจ้าอย่าคิดที่จะทำเป็นล้อเล่นหรือเรื่องตลก ไม่เช่นนั้นก็อย่าโทษข้าที่ไม่ยอมเห็นใจเจ้า!”

“ฉินปิง ข้าอยากรู้ว่าทำไมเจ้าถึงปฏิบัติกับสองพี่น้องเป็นพิเศษ” เหลียนโหยวเองก็สงสัย

“ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่อยากหลอมอุปกรณ์อย่างจริงจังให้ใครสักคนเพื่อทดสอบความเข้าใจของข้าเกี่ยวกับผังวิญญาณในช่วงนี้ มันก็แค่นั้นแหละ” ฉินเลี่ยขมวดคิ้ว

“พูดเหมือนข้าจะเชื่อเจ้างั้นแหละ!” เหลียนโหยวส่งเสียงหึออกมาครั้งหนึ่ง นางหันหน้าแล้วเดินออกไป

“หยี่ยวน เจ้าพูดอะไรกับพวกเขา?” สีหน้าของฉินเลี่ยแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา ฉับพลันเขาตระหนักได้ว่าการตอบสนองแปลก ๆ ของหญิงสาวอาจจะเป็นสิ่งที่หยี่ยวนสร้างขึ้นมา

“เออ ไม่มีอะไร ข้าก็แค่บอกว่าเจ้าอาจจะหลงสองพี่น้องก็ได้ พวกเราเป็นผู้ชายเหมือนกันนี่ ข้าเข้าใจเจ้านะ” หยี่ยวนมองดูด้วยความเขินอายเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะกลบเกลื่อน “สองพี่น้องนั่นก็ดูดีทีเดียว นิสัยดี รูปลักษณ์งดงาม เป็นธรรมดาที่เจ้าจะหลงพวกนาง ข้าก็แค่มองเรื่องนี้ในมุมมองของผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งก็เท่านั้น ยังไงซะ เจ้าแสดงความใจกว้างเกินไป เป็นธรรมดาที่คนอื่นจะคิดเห็นเป็นเช่นนี้”

สีหน้าของฉินเลี่ยมืดมน