0 Views

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร

••••••••••••••••••••

ตอนที่ 179: กลับมาพบกันอีกครั้ง

 

หอร้องขออุปกรณ์อยู่ถัดจากสนามยุทธของสำนักนอก

ผู้ฝึกยุทธทุกคนที่มาสำนักยุทธภัณฑ์เพื่อร้องขอให้สร้างอุปกรณ์วิญญาณโดยอธิบายรายละเอียดในจุดพิเศษที่พวกเขาต้องการล้วนต้องมาที่หอร้องขออุปกรณ์

พลัง ส่วนสูง น้ำหนัก วิชาวิญญาณที่ใช้หรือแม้แต่ขนาดฝ่ามือ ทุกรายละเอียดพิเศษล้วนต้องอธิบายให้ชัดเจน จากนั้น ผู้สร้างจะหลอมอุปกรณ์วิญญาณด้วยวิธีพิเศษตามคุณลักษณะที่ผู้ร้องขอต้องการ

ในระหว่างขั้นตอนนี้ ผู้ฝึกยุทธจำนวนมากจะเปิดเผยความลับ อย่างเช่นพลังวิญญาณที่ใช้โคจรวิชาวิญญาณ เคล็ดที่พวกเขาใช้ยามตกอยู่ในสถานการณ์ถูกคุกคามจนถึงแก่ชีวิต ไพ่ตายที่พวกเขาใช้พลิกสถานการณ์อันตราย…

เพื่อหลอมอุปกรณ์วิญญาณที่จะใช้งานได้หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ อุปกรณ์ของผู้ร้องขอมักจะต้องแลกด้วยความลับของพวกเขา

ความลับบางอย่างก็ไม่อาจเปิดเผยต่อคนนอกได้

ด้วยเหตุนี้ หอร้องขออุปกรณ์จึงแบ่งห้องส่วนตัวออกเป็นจำนวนมากเพื่อให้ความลับของการร้องขออุปกรณ์ไม่รั่วไหลออกไปสู่คนนอก

ในห้องลับห้องหนึ่ง หยี่ยวน โอหยางจิงจิงและพี่น้องหลิงนั่งอยู่บนเก้าอี้นุ่มเพื่อรอการมาถึงของฉินเลี่ย

เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ แต่ฉินเลี่ยยังไม่ปรากฏตัว นี่ทำให้ใบหน้าของโอหยางจิงจิงยิ่งมายิ่งน่าเกลียด

ในที่สุดนางก็ไม่อาจเก็บความอัดอั้นเอาไว้ในใจได้อีกต่อไป นางตะโกนใส่หยี่ยวนว่า “เจ้าติดต่อกับฉินปิงดีแล้วแน่หรือเปล่า?”

“ข้าติดต่อแล้ว เขาบอกว่าเขาจะมา” หยี่ยวนหัวเราะเพื่อปกปิดความวิตกกังวล

“งั้นเขาอยู่ไหนล่ะ?” โอหยางจิงจิงเริ่มโกรธได้ที่

“ขอเวลาเดี๋ยว ช่วยรออีกสักนิด บางทีเขาใกล้จะมาถึงแล้วก็ได้” หยี่ยวนดูเขินอายอย่างถึงขีดสุด

“ถ้าฉินปิงผิดข้อตกลง งั้นข้อตกลงของพวกเราก็ต้องเป็นอันยกเลิกด้วยเช่นกัน ตระกูลของเหลียนโหยวจะไม่มีวันได้รับเหมืองที่เป็นของตัวเองกลับคืนไป!” โอหยางจิงจิงกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา

หยี่ยวนทำได้เพียงยิ้มเท่านั้น

“ที่นี่คือห้องส่วนตัวห้องที่เก้าใช่หรือไม่?” เสียงของถังซือฉีดังมาจากด้านนอก

“ใช่แล้ว หยี่ยวนบอกข้าว่าเป็นห้องส่วนตัวห้องที่เก้าและฉินปิงจะมาในวันนี้” เหลียนโหยวตอบ

เป็นเวลามากกว่าหกเดือนที่ฉินเลี่ยอาศัยอยู่ที่ลานกว้างที่มีค่ายสิบสองเสาวิญญาณตั้งอยู่เพื่อทำความเข้าใจมนตราของผังวิญญาณ ตั้งแต่ที่ลานกว้างถูกปิดผนึกเป็นการชั่วคราว แม้แต่ถังซือฉีและเหลียนโหยวก็ไม่สามารถพบเขาได้

หลังจากที่ออกจากลานกว้าง เขาก็ถูกชักนำโดยยิงซิ่งหยันเพื่อไปยังด้านหลังของภูเขาไฟอัคคีก่อนจะมุ่งสู่สนามฝึกฝนของหอกโลหิต

หลังเขาเป็นพื้นที่ต้องห้ามสำหรับศิษย์สำนักนอกและใน ดังนั้น แม้แต่ถังซือฉีก็ไม่สามารถเข้าพื้นที่นั้นได้โดยง่าย ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่สามารถพบฉินเลี่ยได้ตั้งแต่ตอนนั้น

ในที่สุดนางก็รู้จากเหลียนโหยวว่าฉินเลี่ยจะมาที่หอร้องขออุปกรณ์ในวันนี้ ดังนั้น นางจึงโยนปัญหาไม่สำคัญทุกอย่างทิ้งไปให้พ้นมือเพื่อบึ่งมาที่นี่พร้อมเหลียนโหยว

เมื่อได้ยินเสียงของเหลียนโหยวและถังซือฉี สีหน้าของหยี่ยวนพลันตกตะลึง ราวกับว่าลำแสงแห่งความหวังได้จางหาย เขารีบเปิดห้องส่วนตัวเพื่อให้สองสาวเข้ามา

“ฉินปิงอยู่ไหน?” เหลียนโหยวกวาดสายตามองรอบห้องแต่ก็ไม่พบฉินปิง นางจึงลอบขมวดคิ้ว “หยี่ยวน เขาสัญญากับเจ้าใช่ไหมว่าจะมา?”

“เขาสัญญาจริง ๆ” หยี่ยวนยิ้มขมขื่น

“ข้าไม่สนอะไรทั้งนั้น ถ้าฉินปิงไม่อธิบายให้ข้าฟังในวันนี้ งั้นก็อย่าคิดเรื่องที่จะเอาสองเหมืองนั้นกลับคืนไปให้เจ้า!”

หลิงอวี้ฉีและหลิงเสวียนซวนรีบคำนับอย่างสุภาพพร้อมกับเผยสีหน้าเป็นทางการเล็กน้อยเมื่อเห็นศิษย์สำนักในเข้ามา

พวกนางมาจากเมืองหลิง กองกำลังที่ไม่ได้เป็นแม้แต่กองกำลังหินปูน ถึงแม้พวกนางจะก้าวกระโดดมาสู่ระดับใหม่จนได้เข้าหุบเขาอสูรทมิฬ มันก็ยังมีร่องรอยของความระแวดระวังฝังอยู่ในกระดูกเมื่อต้องเผชิญกับศิษย์หลักของกองกำลังขนาดใหญ่ นี่ทำให้พวกนางประหม่าจนไม่อาจวางตัวได้สบาย ๆ เหมือนกับโอหยางจิงจิง

“ให้ซือฉีช่วยหลอมอุปกรณ์ให้พวกนางล่ะเป็นไง?” สายตาของเหลียนโหยวเปลี่ยนไป นางรีบกล่าวว่า “ซือฉีสามารถหลอมอุปกรณ์วิญญาณระดับลึกล้ำขั้นที่หนึ่งได้ อุปกรณ์ของผู้บัญชาการหออสูรทมิฬล้วนถูกหลอมโดยนาง นางอาจจะช่ำชองน้อยกว่าผู้อาวุโสสำนักในก็จริง แต่ไม่มีความสำเร็จในการหลอมอุปกรณ์ชิ้นไหนที่สามารถเหนือล้ำกว่าของซือฉีได้หากเทียบกับศิษย์สำนักในด้วยกัน”

หลังจากทิ้งช่วงไป เหลียนโหยวจงใจเน้นประโยคหลังว่า “แม้แต่ฉินปิงในตอนนี้ก็เช่นกัน!”

“ข้าให้สัญญากับลู่หลีแล้วว่าข้าจะต้องให้ผู้อาวุโสสำนักในหลอมอุปกรณ์ของพวกนางให้ได้ ศิษย์พี่ถังอาจจะเก่งกาจก็จริง แต่นางไม่อาจเทียบกับผู้อาวุโสได้หรอก” โอหยางจิงจิงก็คิดว่าเป็นความคิดที่ไม่เลว แต่ท่าทางของนางยังหยาบกระด้างอยู่ “ใช่แล้ว ศิษย์พี่ถังฝีมือเก่งกาจ แต่มันออกจะแตกต่างจากที่ข้าเคยคิดไว้ก่อนหน้านี้อยู่เสียหน่อย ยิ่งไปกว่านั้น ข้าอยากฟังคำอธิบายของฉินปิง!”

“เจ้าอยากฟังคำอธิบายของฉินปิงงั้นเหรอ?” ถังซือฉีเห็นด้วยกับความคิดของเหลียนโหยว แต่ทันทีที่นางได้ยินว่าโอหยางจิงจิงกำลังต้องการฟังคำอธิบายของฉินปิง ดวงตางดงามของนางก็หรี่เล็กลง “โอหยางจิงจิงใช่ไหม? ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นลูกสาวของจ้าวหุบเขาของหุบเขาอสูรลึกลับ แต่เจ้าต้องจำเอาไว้ด้วยว่าที่นี่คือสำนักยุทธภัณฑ์ ไม่ใช่หุบเขาอสูรลึกลับ!”

สีหน้าของโอหยางจิงจิงเปลี่ยนไป

“สถานะของเหลียงเฉ่าหยางไม่ได้ต่ำไปกว่าพวกเจ้าใช่หรือไม่? แล้วตอนนี้เขาเป็นยังไงล่ะ?” ถังซือฉียกคิ้วขึ้นก่อนจะกล่าวอย่างเย็นชาว่า “เขาคือลูกชายของเหลียงยังจู่ ไม่นานมานี้ เขาตกเป็นที่สนใจของทุกคน อีกทั้งยังเป็นผู้สืบทอดอนาคตในสายตาของหัวหน้าสำนักและสามผู้อาวุโสสูงสุด สถานะ พรสวรรค์และพลังของเขาล้วนเหนือกว่าพวกเจ้า และตอนนี้เขาก็ตายแล้ว มันก็แค่นั้น แล้วมันมีอะไรเกิดกับฉินปิงบ้างล่ะ?”

“ศิษย์พี่ถัง ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ก็แค่ ข้าก็แค่คิดว่าเขาไม่ควรผิดสัญญา” โอหยางจิงจิงสั่นเทิ้ม

“แล้วไง? ต่อให้เขาผิดสัญญา ด้วยสถานะและตัวตนของเขา แม้แต่หัวหน้าสำนักและสามผู้อาวุโสสูงสุดเองก็ต้องรอเขา แล้วเจ้าจะรออีกสักหน่อยไม่ได้เลยหรือ?” ถังซือฉีปิดข้อแก้ตัวของอีกฝ่าย

โอหยางจิงจิงไม่กล่าวอะไรอีก นางได้แต่จ้องหยี่ยวนด้วยสายตาหยาบกระด้างทีหนึ่งก่อนจะไม่พูดไม่จาอีกครั้งเหมือนกับพี่น้องหลิง

แม้จะรอจนหมดวัน แต่ผลสุดท้าย ฉินเลี่ยก็ไม่ปรากฏตัว

ถังซือฉีเองก็รอเขาเช่นกัน

วันต่อมา แม้แต่เหลียนโหยวก็ไม่อาจอดทนได้อีกต่อไป นางจ้องมองหยี่ยวนก่อนจะระบายโทสะ “นี่เจ้านัดวันถูกเปล่าเนี่ย?”

“ตามสัญญาคือเมื่อวาน” หยี่ยวนกล่าวด้วยความท้อแท้

“งั้นก็กลับไปที่ภูเขาแล้วขอฉินปิงอีกครั้ง” เหลียนโหยวออกคำสั่ง

สีหน้าของหยี่ยวนแปรเปลี่ยนเป็นขมขื่น เขาส่ายหน้าแล้วตอบว่า “ยังไม่ถึงเวลา การฝึกครั้งต่อไปที่หลังเขายังเหลืออีกครึ่งเดือน ในช่วงเวลานี้ คนที่ยังอยู่ในการสังเกตการณ์อย่างพวกเราไม่สามารถเข้าสนามฝึกได้แม้จะอยากเข้าก็ตาม ดังนั้น แม้แต่ข้าก็ไม่อาจไปพบฉินปิงได้”

“ศิษย์พี่ถัง ศิษย์พี่เหลียนโหยว พวกข้าจะไปกันแล้ว” โอหยางจิงจิงยืนขึ้น

หลิงอวี้ฉีและหลิงเสวียนซวนเองก็ยืนขึ้นด้วยความจนใจ พวกนางเตรียมจากไปพร้อมกับโอหยางจิงจิง

ตอนนั้นเองที่จู่ ๆ ออร่าเย็นไหลซึมมาจากด้านนอกกำแพงห้องส่วนตัว ฉับพลันความเย็นดุจน้ำแข็งก็ปรากฏขึ้น

ฉับพลันทุกคนภายในห้องรู้สึกหนาวไปถึงขั้วหัวใจ พวกเขารู้สึกว่าอุณหภูมิของห้องลดต่ำลงหลายเท่า!

แต่สายตาของหยี่ยวนกลับเป็นประกาย

ถังซือฉีและเหลียนโหยวเองก็มีการตอบสนอง พวกนางตระหนักได้ในทันทีว่าฉินเลี่ยมาถึงแล้ว พวกนางจึงรีบขยิบตาให้หยี่ยวนไปเปิดประตู

“ศิษย์พี่ถัง ศิษย์พี่เหลียนโหยว หยี่ยวน โอหยางจิงจิง ได้โปรดออกมาสักครู่” ที่ทางเข้าห้องส่วนตัว น้ำเสียงเย็นเยือกของฉินปิงดังขึ้น “ข้าอยากคุยกับผู้ร้องขออุปกรณ์ทั้งสองคนตามลำพังเพื่อยืนยันในสิ่งที่พวกนางต้องการเป็นพิเศษ บางอย่างมันอาจจะไม่เหมาะนักที่จะให้พวกท่านฟัง”

หลังจากกล่าวคำร้องขอยกใหญ่ หยี่ยวนเป็นคนแรกที่พุ่งออกจากห้อง

ถังซือฉีและเหลียนโหยวต่างส่งสายตากันครั้งหนึ่งก่อนจะออกจากห้องส่วนตัวเช่นกัน พวกนางยืนอยู่ด้านข้างฉินเลี่ย

หลังจากผ่านไปนาน ฉินเลี่ยก็ยังเย็นเยือกเหมือนเดิม ใครก็ตามที่ยืนอยู่ข้างเขาจะรู้สึกเหมือนกับว่าจู่ ๆ พวกเขาตกลงไปในทะเลสาบเยือกแข็งจนรู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว

“ฉินปิง มีเรื่องที่ข้าอยากคุยกับเจ้า” ถังซือฉีเผยยิ้มเย้ายวนออกมา

“เข้าใจแล้ว พวกเราจะพูดกันทีหลัง” ฉินเลี่ยพยักหน้า

โอหยางจิงจิงเองก็เดินออกมา นางถามอย่างจริงจังว่า “เจ้ารู้จักการหลอมอุปกรณ์หรือเปล่า?”

“ข้ารู้” ฉินเลี่ยตอบ

“เจ้าสามารถหลอมให้พวกนางได้ดีกว่าที่ผู้อาวุโสสำนักในทำได้หรือไม่?” โอหยางจิงจิงพ่นลมออกจมูกครั้งหนึ่ง

“ข้าไม่รู้ แต่ข้าคิดว่าข้าทำได้ ยิ่งไปกว่านั้น เหตุผลที่ข้ามาที่นี่ก็เพื่อทดสอบฝีมือของข้า ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ค่าวัตถุดิบวิญญาณที่เสียจากการหลอมอุปกรณ์ไปจะตกมาอยู่กับข้า ข้าจะไม่รับการชดเชยใด ๆ ทั้งสิ้น” ฉินเลี่ยเผยความคิดออกมาอย่างชัดเจน

ทันทีที่เขากล่าวคำพูดเหล่านั้นออกมา ถังซือฉี เหลียนโหยวและหยี่ยวนล้วนมีใบหน้าตกตะลึง แม้แตโอหยางจิงจิงก็ยังอึ้งกิมกี่

“เจ้าพูดจริงหรือ? เจ้าจะแบกรับค่าวัตถุดิบวิญญาณเองงั้นเหรอ? เจ้าจะไม่ยอมรับค่าชดเชยเลยจริง ๆ เหรอ?” โอหยางจิงจิงถามด้วยความไม่แน่ใจ

“ถูกต้อง ข้าจะทำต่อไปต่อให้ทำพลาด วัตถุดิบทุกชิ้นทางสำนักจะเป็นคนจ่าย ข้าจะหลอมให้พวกนางจนกว่าจะสำเร็จเพื่อที่ข้าจะสามารถสร้างรากฐานจนเป็นปึกแผ่นผ่านการหลอมอุปกรณ์ครั้งแรกนี่แหละ!” ฉินเลี่ยยืนยัน

โอหยางจิงจิงประหลาดใจ นางพยักหน้าโดยไม่กล่าวอะไรอีก นางยอมให้ฉินเลี่ยเข้าห้องส่วนตัว

ฉินเลี่ยปิดประตูหินจากด้านในห้องส่วนตัวห้องที่เก้า จากนั้น เขาสัมผัสบอลหินแล้วหมุน

“กริ้ก! กริ้ก!” ฉับพลับเส้นทางหินที่นำไปสู่ใต้ดินก็ปรากฏขึ้นบนพื้นหินในห้องส่วนตัว

ฉินเลี่ยชี้ไปที่ทางเดินหินก่อนจะกล่าวว่า “เข้าไปคุยกันในนั้น มีแค่ห้องส่วนตัวชั้นใต้ดินนี่แหละที่สามารถเก็บเสียงได้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีใครได้ยินที่พวกเราคุยกันหรอก”

หลิงอวี้ฉีและหลิงเสวียนซวนทำตามที่เขาพูดก่อนจะเดินไปตามทางหิน

ฉินเลี่ย หลิงอวี้ฉีและหลิงเสวียนซวนนั่งอยู่บนเบาะตามลำดับ ภายในห้องหินใต้ดินที่ถูกปิดผนึกไว้โดยสมบูรณ์ เขามองหลิงอวี้ฉี ความเย็นชาค่อย ๆ หายไปจากดวงตาของเขา

นี่ก็ผ่านสามปีมาแล้ว หลิงอวี้ฉีก็ยังมีเสน่ห์และงดงามเหมือนเช่นเคย ร่องรอยของการเจริญวัยบนใบหน้างดงามของนางทำให้รูปลักษณ์ของนางดูยอดเยี่ยมยิ่งกว่าเมื่อสามปีก่อน

กระโปรงยาวสีน้ำเงินเข้ากับร่างอันงดงามของนางได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันเหมาะกับนิสัยของนางที่เย็นดุจน้ำ

ดวงตาสดใสและอ่อนโยนของนางเหมือนกับคลื่นน้ำยามเคลื่อนไหว ทำให้หัวใจของฉินเลี่ยตื่นเต้นขึ้นมา นี่ทำให้เขาควบคุมความรู้สึกตัวเองได้ยากยิ่ง

“ฉินปิง เขาเองก็มีแซ่ ‘ฉิน’ แต่เขาช่างแตกต่างจากฉินเลี่ย ออร่าเย็นดุจน้ำแข็งไม่ใช่สิ่งที่ฉินเลี่ยมี แต่สายตาของเขาจ้องมองมาที่ข้าแปลก ๆ …” สีหน้าของหลิงอวี้ฉีเฉยชา นางขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อถูกอีกฝ่ายมองด้วยความตัณหา

แต่เพราะสถานะอันทรงเกียรติของฉินเลี่ย นางจึงไม่สามารถชักสีหน้าได้ แม้แต่ออกความเห็นก็ไม่อาจทำได้เช่นกัน

“เจ้าคืออัจฉริยะไร้ผู้เทียบเคียงนามฉินปิงที่ทำให้ค่ายสิบสองเสาวิญญาณทุกต้นเกิดการตอบสนอง หลังจากเรียนรู้มโนทัศน์เยือกแข็งก็ทำให้โลกบังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างนั้นใช่หรือไม่?” หลิงอวี้ฉีไม่กล่าวอะไรก็จริง แต่หลิงเสวียนซวนกลับเป็นฝ่ายเปิดสนทนาเสียงเบา นางจ้องฉินเลี่ยด้วยสายตานับถือ “เจ้าคือคนที่ทำทุกอย่างที่ว่ามาใช่หรือไม่?”

ฉินเลี่ยตื่นจากการรำลึกอดีต เขาถอนสายตาออกจากหลิงอวี้ฉีมาที่นางก่อนจะพยักหน้า “เป็นข้าเอง”

“เจ้าจะหลอมอุปกรณ์ให้พวกเราจริง ๆ หรือ? พวกข้าได้ยินสิ่งที่เจ้ากล่าวตอนอยู่ด้านนอก เจ้าทำจริงใช่หรือไม่?” หลิงเสวียนซวนกล่าวด้วยท่าทีมีความสุข “ถึงแม้พวกข้าจะนำวัตถุดิบวิญญาณมาเอง แต่พูดตามตรง พวกข้าวิตกกังวลมาตลอดทางเลยล่ะ ถ้าเกิดล้มเหลวขึ้นมา พวกข้าก็จะมีวัตถุดิบวิญญาณไม่พอในการลองทำอีกครั้ง แต่เจ้าบอกว่าเจ้าจะแบกรับค่าใช้จ่ายของวัตถุดิบวิญญาณทั้งหมดใช่หรือไม่?”

“ใช่” ฉินเลี่ยพยักหน้าอีกครั้ง

“ทำไมเจ้าถึงปฏิบัติต่อพวกข้าเป็นพิเศษล่ะ?” ใบหน้าของหลิงเสวียนซวนแดงเล็กน้อย “ข้าได้ยินมาจากพี่จิงจิงว่าขอแค่เจ้าพยักหน้า เจ้าสามารถให้ผู้อาวุโสสำนักในช่วยพวกข้าหลอมอุปกรณ์ได้ แต่เจ้ากลับยืนกรานที่จะทำด้วยตัวเอง ทำไมล่ะ?”

บนใบหน้าของนางปรากฏความเขินอายเล็กน้อย แต่นางก็ยังถามต่อไป