0 Views

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร

••••••••••••••••••••

ตอนที่ 178: ตำหนักก่อเกิดหลังที่เจ็ด

 

ภายในสระโลหิต

ร่างกายของฉินเลี่ยเริ่มสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง

พลังปฐพีหนักแน่นดุจขุนเขาราวกับพุ่งออกมาจากใต้โลก มันยึดจับร่างกายของฉินเลี่ยเอาไว้

ทั้งเฝิงหยงและหลางเฉียต่างรู้สึกได้ราวกับเข่าถูกกดลงไปให้จมลงสู่ปฐพี พวกเขาต่างสบตากันและสังเกตเห็นว่าแรงโน้มถ่วงในพื้นที่กลับมาเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลอีกครั้ง

สนามแรงโน้มถ่วงแข็งแกร่งมากขึ้น ทำให้คน ต้นไม้และใบไม้ตกลงสู่พื้นดิน แม้แต่กิ่งก้านที่หนาดุจแขนก็ยังแตกหัก

ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพลังดูดอันน่าเหลือเชื่อ

ในตอนนี้ ทะเลวิญญาณในจุดตันเถียนของฉินเลี่ยริ้วแสงสีเหลืองตัดกันนับไม่ถ้วน ทั้งหมดกำลังก่อตัวเป็นบอลแสงสีเหลืองสุกใส

บอลแสงปลดปล่อยสนามแม่เหล็กอันทรงพลังออกมา มันสะท้อนกับศูนย์กลางแม่เหล็กจาง ๆ จนทำให้สนามแรงโน้มถ่วงทรงพลังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ตำหนักก่อเกิดหลังใหม่ได้ก่อตัวขึ้น!

ฉินเลี่ยตั้งจิตและจิตสำนึกทั้งหมดอยู่ที่ทะเลวิญญาณ ขณะกำลังโคจรบันทึกศูนย์กลางแม่เหล็กและดูดซับโลหิตอันน่าทึ่งของสระโลหิตอย่างบ้าคลั่งอยู่นั้น เขาก็พัฒนาร่างกายตัวเองอย่างต่อเนื่อง

ฉับพลันร่างเปลือยเปล่าของเขาส่องแสงสีเหลืองเป็นเงา เงาเป็นโลหะสีอ่อนที่ให้ความรู้สึกเย็นและแข็งกระด้าง

“แป่ก แป่ก แป่ก!”

เสียงระเบิดหมองหม่นดังครืนต่อเนื่องจากภายในร่างกายของเขา เสียงดังครืนทรงพลังจนทำให้โลหิตกระเพื่อมและกระจายออกจากสระ

“ตำหนักก่อเกิดหลังที่เจ็ด!”

ฉินเลี่ยกล่าวอยู่ในใจ ขณะกำลังโคจรบันทึกศูนย์กลางแม่เหล็ก เขาดึงพลังปฐพีที่ได้รับการขัดเกลาจำนวนมากจากเพลิงปฐพีด้านล่างสระโลหิตจำนวนหนึ่งออกมา

พลังปฐพีที่เดิมทีเป็นเยท่อสีเหลืองสดใสได้ก่อตัวเป็นเยื่อแปลกประหลาดอยู่บนพื้นผิวบนร่างกายของเขา

ตอนนี้ ฉับพลัน “เยื่อ” หลอมละลายและแปรเปลี่ยนเป็นพลังปฐพีหนาแน่นจำนวนมาก ราวกับไอน้ำเล็ก ๆ จำนวนมาก พวกมันไหลเข้าไปในทะเลวิญญาณของจุดตันเถียนอย่างรวดเร็วและรวมเข้าด้วยกันกับตำหนักก่อเกิดสีเหลืองที่อยู่ด้านบน

ราวกับร่างกายของเขาแปรเปลี่ยนเป็นฟองน้ำที่กำลังดูดซับหยดของเหลวที่อยู่ภายในสระโลหิตอย่างรวดเร็วจนหยดสุดท้าย

เพียงไม่นาน ร่างกายเปลือยเปล่าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงโลหิต ขณะที่ออร่ากระหายโลหิตและไร้ความปราณีระเบิดออกจากร่างกายของเขาจนควบคุมไม่ได้!

ดวงตาของหลางเฉียเป็นประกายก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “ยอดเยี่ยม!”

เฝิงหยงเองก็ประหลาดใจ “ในตอนนั้น พวกเราใช้เวลานานมากกว่าจะย่อยสลายพลังของโลหิตจนปลดปล่อยออร่าแบบนั้นออกมาได้”

“รากฐานของเขาแน่นปึ้กกว่าพวกเรา” หลางเฉียพยักหน้า “ถึงแม้พลังของเขาจะต่ำเล็กน้อย แต่เขามีความพยายามที่จะพัฒนาร่างกายมากกว่าผางเฟิง ข้าไม่มั่นใจว่าวิธีการแบบไหนที่เขาใช้พัฒนาร่างกาย แต่ข้ามั่นใจว่าวิชาวิญญาณนี้ต้องแข็งแกร่งกว่าวิชาศิลาทองคำของภูผานภาเมฆาอย่างแน่นอน!”

“แน่นอนที่สุด” เฝิงหยงเองก็พยักหน้า

ขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนาอยู่นั้น แสงปฐพีสีเหลืองบนตัวฉินเลี่ยระเบิดออกอย่างเจิดจ้า ออร่าโลหิตสีแดงสดพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าเหนือศีรษะของเขาราวมังกรสีแดงเข้มอันโหดเหี้ยม

“ฮึ่ม!”

ฉินเลี่ยคำรามครั้งหนึ่ง พลังบ้าคลั่งและรุนแรงจำนวนมากปกคลุมสระโลหิตทั้งหมดราวกับคลื่นน้ำขนาดใหญ่

“แป่ก แป่ก แป่ก!”

เสียงระเบิดเจ็ดครั้งปรากฏขึ้นภายในสระโลหิต ทำให้หินหยกรอบตัวเขาแตกละเอียด ขณะที่ริ้วโลหิตลอยมาหาเขา

“ตูม!”

สระพังทลายโดยสมบูรณ์ โลหิตกระจายออกจนหมดสิ้น สระโลหิตเหือดแห้งอย่างรวดเร็ว

พื้นหินเบื้องล่างสระโลหิตเป็นสีแดงราวเหล็กที่ถูกเผา สีแดงเข้มที่ปกคลุมอยู่นั้นทำให้ดูน่าหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง

อีกด้าน ฉินเลี่ยกำลังนั่งอยู่บนพื้นหินที่ถูกเผาโดยเพลิงปฐพี ขณะที่ทั่วร่างกายของเขาส่องแสงด้วยแสงสีเหลืองเจิดจ้า

ร่องรอยของกระแสอากาศสีเหลืองพุ่งออกจากพื้นดินก่อนจะปกคลุมฉินเลี่ยอย่างช้า ๆ

เพียงไม่นาน ชั้นเกราะปฐพีปกคลุมร่างกายของฉินเลี่ยราวกับโคลนแห้ง พลังปฐพีก่อตัวเป็นเกราะธรรมชาติจนสามารถกระเทาะให้แตกได้ง่าย

ก้อนปฐพีเหมือนกับรังไหมขนาดใหญ่ที่โอบล้อมฉินเลี่ยเอาไว้ ทำให้คนนอกไม่อาจมองเห็นข้างในได้

“วิชาวิญญาณอะไรเนี่ย?” เฝิงหยงตกตะลึง

แสงแปลกประหลาดปรากฏอยู่ในดวงตาของหลางเฉีย “ขณะที่เขากำลังโคจรวิชาวิญญาณนั้น เหมือนกับเขาตอบสนองต่อสนามแม่เหล็กปฐพี เขาสามารถดึงพลังปฐพีจากแกนกลางมาได้”

“ภูเขาไฟอัคคีคือภูเขาไฟที่นำไปสู่ใต้ดินมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพลิงปฐพีมาจากด้านล่าง…” เฝิงหยงเองก็ลอบสนใจขึ้นมาก่อนจะกล่าวว่า “ดูท่าที่นี่จะเอื้อประโยชน์ให้การฝึกฝนของฉินปิงได้มากเลยทีเดียว!”

ทั้งสองคนลอบประหลาดใจ

บอลปฐพีสีเหลืองขนาดใหญ่ปกคลุมฉินเลี่ยอย่างแน่นหนา ราวกับว่าเขาถูกผนึกไว้อยู่ข้างใน

ยังมีไอน้ำปฐพีสีเหลืองที่มาจากด้านล่าง มันกำลังรวมตัวเข้ากับบอลปฐพีสีเหลืองที่อยู่ด้านบน ทำให้มันทั้งใหญ่และหนามากยิ่งขึ้นจนไม่อาจหยุดยั้งได้

ในขณะเดียวกัน บอลปฐพีสีเหลืองขนาดใหญ่เองก็หนาและแข็งมากขึ้นอยู่ภายในทะเลวิญญาณในจุดตันเถียนของฉินเลี่ย

นี่คือตำหนักก่อเกิดหลังที่เจ็ดของเขา!

การจะเลื่อนระดับไปยังขั้นท้ายของพลังระดับก่อเกิดได้นั้นจะต้องสร้างตำหนักก่อเกิดหลังที่เจ็ดขึ้นมาเสียก่อน การก่อตัวของตำหนักก่อเกิดหลังนี้เป็นสัญญาณว่าพลังของฉินเลี่ยได้ก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้ว!

ภายในบอลปฐพีขนาดใหญ่ ฉินเลี่ยตั้งสมาธิกับการโคจรบันทึกศูนย์กลางแม่เหล็กเพื่อสร้างตำหนักก่อเกิดหลังที่เจ็ดขึ้นมา

……

“ผู้อาวุโสถง ข้าจะพาสหายสองคนไปยังหอร้องขออุปกรณ์ ฉินปิงอยากช่วยพวกนางหลอมอุปกรณ์ด้วยตัวของเขาเอง เขาขอให้ข้ามาบอกกับท่าน” หยี่ยวนพบถงจี้ขวาจึงอธิบายเป้าหมายของตัวเองและฉินเลี่ยให้ฟัง

ถงจี้ขวาขมวดคิ้ว “ฉินปิงเป็นคนสั่งจริง ๆ หรือ?”

หยี่ยวนยิ้มขมขื่น “เป็นเขาแน่นอน ไม่เช่นนั้น ข้าคงไม่กล้าขัดกฎของสำนักด้วยการนำคนนอกเข้ามาหรอก”

“ก็ได้ งั้นเจ้าก็พาคนพวกนั้นไปหอร้องขออุปกรณ์ในอีกสามวัน ทันทีที่ฉินปิงปรากฎตัว เรื่องพวกนี้ก็จะไม่เกี่ยวกับเจ้าอีก” ถงจี้ขวาพยักหน้า

หยี่ยวนถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

สามวันต่อมา

หยี่ยวนมาถึงทางเข้าสำนักยุทธภัณฑ์ก่อนจะพบว่าโอหยางจิงจิงกำลังรออยู่นานแล้วพร้อมกับลู่หลี หลิงอวี้ฉีและหลิงเสวียนซวน

“หยี่ยวน เรื่องที่ให้ไปจัดการมาเป็นยังไงบ้าง?” โอหยางจิงจิงถาม

“ไม่มีปัญหา เจ้าสามารถพาหลิงอวี้ฉีและหลิงเสวียนซวนเข้าไปได้ ข้าจะนำพวกเจ้าทุกคนไปหอร้องขออุปกรณ์ ฉินปิงจะมาด้วยตัวเอง” หยี่ยวนกล่าว

“ฉินปิงจะมาด้วยตัวเองงั้นเหรอ?” โอหยางจิงจิงมองดูด้วยความประหลาดใจ “เขาจะมาเพื่ออะไร?”

“ขะ-เขาจะช่วยพี่น้องตระกูลหลิงหลอมอุปกรณ์ด้วยตัวของเขาเอง” รอยยิ้มของหยี่ยวนเผยความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด

“เขาเนี่ยนะ” สีหน้าของโอหยางจิงจิงแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา “ข้ายอมรับว่าพรสวรรค์ของเขานั้นยอดเยี่ยม แต่ก่อนหน้านี้เขาเคยหลอมอุปกรณ์มาก่อนงั้นเหรอ? พวกเราเข้าสำนักยุทธภัณฑ์มาด้วยกัน หนึ่งปีมานี้ เขาเอาแต่ช่วยศิษย์พี่ถังอย่างเดียว เขาอาจจะเป็นผู้สร้างที่ดีที่สุดของสำนักในอนาคตก็จริง แต่ตอนนี้เขามีคุณสมบัติแล้วหรือ?”

“เอ่อ ยังไงก็เถอะ เขาบอกมาแบบนี้น่ะ” หยี่ยวนเองก็จนใจ

เขาแค่สับสนกับคำสั่งของฉินเลี่ย ด้วยสถานะของฉินเลี่ยในตอนนี้ เขาสามารถให้ผู้อาวุโสสำนักในแก้ปัญหาของพี่น้องตระกูลหลิงด้วยการพูดแค่ครั้งเดียวได้อย่างง่ายดาย ทำไมเขาถึงต้องแบกรับปัญหานี้ด้วยตัวเองล่ะ? ทำไมเขาต้องลงมือทำเอง?

หยี่ยวนไม่เข้าใจ

“ช่างเถอะ ข้าจะขอให้เขาบอกกับผู้อาวุโสสำนักในให้ช่วยหลอมอุปกรณ์เองเมื่อเขามาถึง” โอหยางจิงจิงดูไม่ดีเท่าไหร่ “ให้เขาทำงั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ อย่างน้อยที่สุด ข้าก็ไม่เชื่อว่าทักษะของเขาในตอนนี้จะหลอมอุปกรณ์ได้!”

หยี่ยวนยิ้มขมขื่น

เช่นนั้น โอหยางจิงจิงจึงพาหลิงอวี้ฉีและหลิงเสวียนซวนผ่านทางเข้ามา ลู่หลีเองก็ตามไปติด ๆ

ทหารยามที่หน้าประตูได้รับคำสั่งจากถงจี้ขวาอยู่นานแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าห้ามพวกนางในตอนนี้ พวกเขาทุกคนปล่อยให้ผ่านประตูไปอย่างเงียบ ๆ

“ข้าขอโทษ” ฉับพลันหยี่ยวนยืนอยู่ต่อหน้าลู่หลีก่อนจะกล่าวด้วยความเขินอายว่า “พี่น้องตระกูลหลิงสามารถผ่านทางเข้าได้ แต่ลู่หลีไม่ได้ นางไม่ได้นับอนุญาตให้ก้าวเข้าไปในสำนัก”

ทันทีที่เขากล่าวเช่นนี้ โอหยางจิงจิงบังเกิดโทสะขึ้นมา “หยี่ยวน! เจ้าทำบ้าอะไรเนี่ย? ก่อนหน้านี้ข้าก็พูดชัดแล้วไม่ใช่หรือ? ข้าไม่ได้อธิบายให้เจ้าฟังจนชัดเจนแล้วหรือไง? เจ้าไม่ได้บอกฉินปิงหรือว่าให้สามคนนี้เข้าสำนักมา?”

สีหน้าของลู่หลีเองแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยือก

นางเป็นศิษย์สายตรงของเจียวหลิวอวี้ สถานะของนางโด่งดังในหุบเขาอสูรทมิฬ น้อยคนนักที่จะกล้ามีเรื่องกับนาง แม้แต่ทั่วทั้งหุบเขาเจ็ดอสูรก็ไม่เว้น

นานมาแล้วที่นางเป็นผู้เดียวที่กล้าเผชิญหน้ากับคนอื่นด้วยความหยิ่งทระนง น้อยคนนักจะกล้าสั่งนาง

สำนักยุทธภัณฑ์ปฏิเสธนางไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่นางไม่คิดว่าวันนี้จะถูกปฏิเสธอีกครั้ง นี่ทำให้ลู่หลีบังเกิดโทสะเป็นอย่างยิ่ง

“ข้าบอกได้แค่ว่านี่เป็นคำสั่งของฉินปิง” หยีย่วนกล่าวอย่างหนักแน่น “เป็นความตั้งใจของฉินปิงที่ไม่ให้ลู่หลีเข้าสำนัก เขาสั่งให้ข้ามาบอกเช่นนี้ ข้าช่วยเจ้าไม่ได้หรอก”

“เป็นคำสั่งของหัวหน้าสำนักในอนาคตนี่เอง” สีหน้าของทหารยามสำนักยุทธภัณฑ์ที่ทางเข้าสั่นไหวเล็กน้อยหลังจากได้ยินคำพูดของเขา

ดังนั้น ชายสองคนจึงจริงจังขึ้นมาก่อนจะยืนอยู่ตรงทางเข้า พวกเขาจ้องมองลู่หลี หนึ่งในนั้นกล่าวว่า “แม่นางตรงนั้นน่ะ พวกเราปล่อยให้เจ้าเข้าไปไม่ได้หรอก ไม่เช่นนั้น หัวหน้าสำนักในอนาคตจะทราบว่าพวกเราทำหน้าที่ขาดตกบกพร่อง ส่งผลให้พวกเราต้องรับผิดชอบกับเรื่องนี้ ดังนั้น พวกเราต้องขออภัยแม่นางด้วยจริง ๆ”

พวกเขากล่าวเช่นนั้น เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่กล้าขัดคำสั่งของฉินเลี่ย นั่นทำให้พวกเขาทำได้เพียงขวางลู่หลีอยู่ตรงทางเข้าสำนัก

“ข้าเคยทำให้ฉินปิงคนนั้นขุ่นเคืองมาก่อนหรือ?” โทสะถูกเขียนอยู่ทั่วใบหน้าอันหยิ่งทระนงและเย็นชาของลู่หลี นางกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ในความทรงจำของข้าไม่มีคนชื่อนี้อย่างแน่นอน ข้าอยากรู้ว่าทำไมเขาต้องเจาะจงข้าด้วย?”

“หยี่ยวน! นี่เจ้าจงใจใช่ไหม?” โอหยางจิงจิงเองก็เริ่มเดือดเช่นกัน

“ไม่ใช่ข้าจริง ๆ นะ” รอยยิ้มของหยี่ยวนขมขื่นอีกครั้ง “เจ้าไปถามเองก็ได้ตอนเจอกับฉินปิง นี่เป็นคำสั่งของเขาจริง ๆ!”

“เขาไม่รู้จักศิษย์พี่ลู่หลีแท้ ๆ ทำไมเขาต้องทำแบบนี้ด้วย?” โอหยางจิงจิงถาม

“ข้าไม่รู้จริง ๆ” หยี่ยวนขอความเป็นธรรม

“พวกเจ้าไปเถอะ ข้าจะรอฟังข่าวอยู่ด้านนอก” ลู่หลีสูดหายใจเข้าลึก ๆ หน้าอกได้รูปสั่นเทาเล็กน้อยเพราะความโกรธ ใบหน้าของนางเองก็เต็มไปด้วยความเย็นชา แต่มีร่องรอยของความจนใจในดวงตาเช่นกัน “ตอนเจ้าไปถึงที่นั่น ถามฉินปิงคนนั้นทีว่าจะให้ข้าฆ่าล้างโคตรหรือตัดแขนขาส่วนที่ห้า?”

“แขนขาส่วนที่ห้า?” หยี่ยวนสับสน

สายตาเฉียบแหลมอันเย็นเยือกของลู่หลีตวัดมองมายังช่วงขาหนีบของหยี่ยวน

หยี่ยวนเข้าว่าแขนขาส่วนที่ห้าหมายถึงสิ่งใด ร่างกายของเขาสั่นเทิ้มก่อนจะเอาขาหนีบไว้ด้วยกัน สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นน่าเกลียดอย่างน่าเหลือเชื่อ

“เข้าไปได้แล้ว เลิกขวาทางเข้าสักที!” ทหารยามกล่าวอย่างหงุดหงิด

“ไปกันเถอะ ข้าต้องถามฉินปิงถึงความหมายของการกระทำนี้ให้ได้!”

สีหน้าของโอหยางจิงจิงเย็นชาและโหดเหี้ยม นางสาปแช่งบรรพบุรุษทุกคนของเขาก่อนจะตรงไปยังหอร้องขออุปกรณ์ของสำนักพร้อมกับหลิงอวี้ฉีและหลิงเสวียนซวน

หยี่ยวนขมวดคิ้ว เขาเองก็สงสัยเกี่ยวกับปัญหานี้ เขาอยากรู้ว่าทำไมฉินเลี่ยถึงให้ทำแบบนี้

“ฉินปิง ฉินปิง อีกคนที่มีคำว่า ‘ฉิน’!”

ใบหน้าของลู่หลีเย็นดุจน้ำแข็งขณะพึมพำอยู่ในใจตรงทางเข้าสำนักยุทธภัณฑ์ภายใต้สายตาขอทหารยาม

แสงสว่างเย็นเยียบเอ่อล้นอยู่ภายในดวงตาของนาง ทำให้ผู้ฝึกยุทธจำนวนมากที่กำลังเข้าออกสำนักเกิดความประหลาดใจและสงสัยใคร่รู้ว่าใครกันที่ทำให้สาวเย็นชาและงดงามผู้นี้ขุ่นเคืองได้