0 Views

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร

••••••••••••••••••••

ตอนที่ 177: ข้าจะทำเอง!

 

“อ๊าก!”

เสียงร้องน่าขนลุกของหยี่ยวนเหมือนกับหมูหรือแพะถูกเชือดในวาระสุดท้าย แม้แต่ฉินเลี่ยก็ยังกลัวเล็กน้อยเมื่อได้ฟัง

“หนอย ข้าไม่รู้ว่าจะสามารถไปจากที่นี่ทั้งที่ยังมีชีวิตหรือไม่หากข้าต้องแช่ถึงหกชั่วโมง” หยี่ยวนกัดฟันด้วยใบหน้าแดงก่ำ ดูท่าเขาจะหายใจไม่ออกจนจะตายให้ได้

สีหน้าของฉินเลี่ยเฉยชา แต่ในดวงตาก็รอบเผยรอยยิ้มออกมา เขาโคจรบันทึกศูนย์กลางแม่เหล็กอยู่เงียบ ๆ และรวบรวมพลังปฐพีจำนวนมากในกำแพงเยื่อบางอย่างต่อเนื่องขณะดูดซับแก่นโลหิตวิญญาณที่อยู่ภายในสระ เขาถามอย่างไม่ใส่ใจว่า “เรื่องสำคัญที่ทำให้เจ้าถึงกับยอมแช่สระโลหิตแห่งนี้เป็นเวลาหกชั่วโมงเพื่อมาพบข้ามันคือเรื่องอะไร?”

“เฮ้อ ถ้าไม่ใช่ภรรยาของข้าอย่างเหลียนโหยวแล้วจะใครเสียอีกล่ะ” หยี่ยวนสั่นระริกเป็นบางครั้งขณะกัดฟัน เขาอธิบายปัญหาให้ฟังอย่างคร่าว ๆ

“เจ้าว่ายังไงนะ!” ฉับพลันฉินเลี่ยขัดหยี่ยวน ดวงตาของเขาฉายแสงตื่นตะลึงออกมาขณะถามว่า “ตอนนี้หลิงอวี้ฉีและหลิงเสวียนซวนจากหุบเขาอสูรทมิฬอยู่ในเมืองยุทธภัณฑ์แล้วเหรอ? พวกนางมาที่นี่เพื่อขอให้สำนักยุทธภัณฑ์ช่วยพวกนางหลอมอุปกรณ์วิญญาณที่เหมาะสมสองชิ้นงั้นหรือ?”

“เจ้าจะตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น?” หยี่ยวนสับสนเล็กน้อย

ฉินเลี่ยตระหนักได้ในทันทีว่าเขาสูญเสียความเย็นชาไป เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะรีบปรับเปลี่ยนให้ตัวเองสงบลงอย่างรวดเร็ว

“สามปี พวกเราไม่ได้พบกันตั้งสามปี…” กระแสน้ำแปรปรวนกำลังเอ่อล้นอยู่ในใจของเขา

เมื่อสามปีก่อน เจียวหลิวอวี้สนใจร่างกายพิเศษของพี่น้องเมืองหลิงเมื่อนางเดินทางผ่านเมืองหลิงมา จึงได้โน้มน้าวให้หลิงเฉิงเย่ยอมยกทั้งสองให้เป็นศิษย์ของนาง

หลิงเฉิงเย่ถูกประจบจนตอบรับไปในทันที เขาถึงขั้นอยู่ที่ทางเข้าเมืองเพื่อขอร้องให้ฉินเลี่ยยกเลิกพิธีหมั้นหมายกับหลิงอวี้ฉีเพื่อที่หลิงอวี้ฉีและหลิงเสวียนซวนจะสามารถเข้ารับการสอนสั่งของนางได้อย่างสำเร็จ

เขาสามารถจดจำสีหน้ากลัดกลุ้มของหลิงอวี้ฉีตอนอยู่ในบ้านหลังเล็กได้ วันที่เขาผลักหลิงอวี้ฉีออกไป วันที่เขาได้ให้สัญญา เขาสามารถจดจำความเย่อหยิ่งและคำพูดส่อเสียดของลู่หลีในตอนนั้นได้เป็นอย่างดี…

ตลอดระยะเวลาในตอนนั้น จ้าวหุบเขาของหุบเขาอสูรทมิฬนั่งอย่างเย่อหยิ่งอยู่ในรถม้าหรูหราของนางตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่เหยียบย่างลงมายังพื้นดินแม้แต่นิดเดียว

ในปีนั้น เขาไม่มีคุณสมบัติได้พบกับเจียวหลิวอวี้แม้แต่ครั้งเดียว

สามปีผ่านไป ตอนนี้เขาเป็นผู้ไร้เทียมทานของสำนักยุทธภัณฑ์ เป็นอัจฉริยะในรอบหนึ่งพันปีและถูกกำหนดให้เป็นหัวหน้าสำนักในอนาคต แค่เขาคนเดียวก็สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนจำนวนมากได้

เพื่อเขาแล้ว สำนักยุทธภัณฑ์ถึงกับต่อสู้กับหอคอยเงาทมิฬ ทั้งสองฝ่ายตั้งสูญเสียคนไปเป็นจำนวนมาก

ลู่หลีก็ยังคือลู่หลี นางยังเป็นศิษย์ที่อยู่ภายใต้ย่าเจียวของหุบเขาอสูรทมิฬ สถานะของนางยังไม่เปลี่ยนไป

วันนี้ นางพาหลิงอวี้ฉีและหลิงเสวียนซวนมาสำนักยุทธภัณฑ์เพื่อขอร้องเขา ฉะนั้นพวกนางถึงจะสามารถสำเร็จเป้าหมายได้

ชีวิตช่างสั้นเสียเหลือเกิน

ในตอนนี้ เขาเอ่อล้นไปด้วยอารมณ์ต่าง ๆ มากมาย

“พี่ฉิน! พี่ฉิน!” หยี่ยวนตะโกนซ้ำไปมา

ความคิดยุ่งเหยิงของฉินเลี่ยกลับมารวมเป็นหนึ่งเดียวก่อนจะขมวดคิ้ว “เจ้าพูดว่าอะไรเหรอ?”

“ข้าอยากให้เจ้าช่วยข้าติดต่อผู้อาวุโสสำนักในเพื่อที่พวกเขาจะได้ตอบรับงานนี้” หยี่ยวนขอร้อง “พี่ฉิน นี่เป็นครั้งแรกที่ข้า หยี่ยวนขอร้องเจ้า เจ้าต้องให้สัญญากับข้า เหลียนโหยวของข้าสั่งให้ข้าทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ”

ฉินเลี่ยครุ่นคิดและไม่ตอบออกไปในทันที

“พี่น้องเมืองหลิงมีพลังเพียงระดับก่อเกิด พี่สาวอยู่ขั้นท้ายของพลังระดับก่อเกิดและน้องสาวอยู่ขั้นกลางของพลังระดับก่อเกิด จากระดับการฝึกฝนของพวกนาง ขอแค่มีอุปกรณ์วิญญาณระดับลึกล้ำขั้นที่หนึ่งก็พอแล้ว” หยี่ยวนประสานมืออยู่ภายในสระโลหิต “ไม่ว่าจะเป็นผู้อาวุโสคนไหนย่อมสามารถทำเรื่องนี้ได้โดยง่าย ได้โปรดให้ข้าได้พูดคุยกับพวกเขาถึงปัญหานี้ด้วยเถอะ”

ฉินเลี่ยยังคงเงียบ

ฉับพลันหยี่ยวนหยุดขอร้อง ร่องรอยความขมขื่นปรากฏบนใบน้า เขาคิดว่า “จริงสิ ทุกอย่างมันไม่เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ฉินปิงในวันนี้ไม่เหมือนกับฉินปิงเมื่อวาน เขาอาจจะไม่ต้องมาคิดถึงความสัมพันธ์ของพวกเราเลยก็ได้…”

“ไม่จำเป็นต้องสร้างปัญหาให้ผู้อาวุโสหรอก” ฉินเลี่ยตอบอย่างจริงจัง

“ข้าก็คิดเช่นนั้น หมอนี่มองในหลักความเป็นจริง ข้าดูเขาผิดไป” หยี่ยวนยิ้มขมขื่นอยู่ภายใน เขาคิดว่าฉินเลี่ยกำลังตอบปฏิเสธแบบอ่อนโยน

“ข้าจะทำเอง!” ฉินเลี่ยกล่าว

สีหน้าของหยี่ยวนสั่นระริก เขาจ้องมองอีกฝ่ายด้วยท่าทีตกตะลึงอย่างน่าเหลือเชื่อ “เจ้า เจ้าจะทำเองงั้นเหรอ? เจ้ารู้วิธีการหลอมอุปกรณ์ด้วยหรือ?”

เขาไม่เข้าใจว่าฉินเลี่ยหมายความว่าอย่างไร เขาไม่รู้ว่านี่เป็นข้ออ้างของฉินเลี่ยที่จะไม่ให้การช่วยเหลือหรือไม่ เท่าที่เขารู้ ฉินเลี่ยไม่ได้หลอมอุปกรณ์วิญญาณจนสมบูรณ์หลังจากเข้าสำนักยุทธภัณฑ์มา

“ข้ารู้อยู่แล้วว่าหลอมอุปกรณ์ยังไง ข้าแค่ไม่ได้ทำมากเหมือนเมื่อก่อนเท่านั้น” ฉินเลี่ยปลอบอีกฝ่าย “ไม่ต้องห่วง ข้าอาจจะไม่คุ้นเคยนัก แต่ตอนนี้ การหลอมอุปกรณ์ย่อมไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด ข้าจะดูแลเรื่องอุปกรณ์วิญญาณของสองพี่น้องเมืองหลิงในฐานะที่มันเป็นอุปกรณ์วิญญาณชิ้นแรกที่ข้าจะหลอมในสำนักยุทธภัณฑ์ ข้าจะจัดการปัญหานี้อย่างจริงจัง”

“แต่ว่า…” หยี่ยวนยิ้มขมขื่น “พวกเขากำลังตามหาผู้อาวุโส เจ้าก็รู้ไม่ใช่เหรอ?”

“เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องนี้หรอก” ฉินเลี่ยครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวว่า “หลังจากนี้ เจ้าจะไปตามหาผู้อาวุโสถงไม่ก็ผู้อาวุโสเฉิง บอกว่ามีบางอย่างที่ข้าต้องไปทำ สามวันต่อมา เจ้าจะพาพี่น้องตระกูลหลิงมายัง ‘หอร้องขออุปกรณ์’ ข้าจะไปเพื่อถามพวกนางเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการ”

หยี่ยวนไม่สบายใจ เขาไม่มั่นใจว่านี่จะนับเป็นคำขอของโอหยางจิงจิงหรือเปล่า แต่เพราะฉินเลี่ยรับปากจึงไม่มีอะไรที่เขาทำได้ ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากยอมรับไป “ก็ได้ หลังจากข้าออกไป ข้าจะตามหาโอหยางจิงจิงแล้วอธิบายปัญหานี้ให้ฟัง ข้าจะไปพูดกับผู้อาวุโสถงสักหน่อยด้วย”

“อืม” ฉินเลี่ยพยักหน้า “ออ จริงสิ เจ้าต้องพาแค่พี่น้องตระกูลหลิงไป ‘หอร้องขออุปกรณ์’ เท่านั้น ลู่หลีคนนั้น… นางไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสำนัก”

หยี่ยวนตกตะลึงอีกครั้ง เขาคิดว่าฉินเลี่ยวันนี้ออกจะทำตัวแปลกประหลาดเสียหน่อย เขาตระหนักได้ว่าเขาไม่อาจเข้าใจความคิดของฉินเลี่ยได้เลยไม่ว่าจะคิดยังไงก็ตาม

“เอาล่ะ ข้าจะบอกโอหยางจิงจิงเกี่ยวกับเรื่องนี้และขอรับปากว่าลู่หลีจะไม่ได้ย่างเท้าเข้าสำนักแม้แต่ก้าวเดียว” หยี่ยวนให้สัญญา

หลังจากนั้น ทั้งสองคนก็เริ่มอธิบายเกี่ยวกับการพัฒนาร่างกายด้วยสระโลหิตอยู่พักใหญ่ ส่วนมากจะเป็นหยี่ยวนที่อธิบายถึงความน่าพิศวงของสระเหล่านี้ให้ฉินเลี่ยฟัง

หลังจากหยี่ยวนกล่าวจบและตระหนักได้ว่าสระที่ฉินเลี่ยกำลังแช่อยู่นั้นแท้จริงแล้วถูกเตรียมไว้สำหรับคนที่อยู่ขั้นกลางของพลังระดับปรากฏ ลูกตาของเขาก็เกือบจะถลนออกมาจากเบ้าตา

“พระเจ้าช่วย ข้าคิดว่าผางเฟิงผิดปกติมากแล้ว ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะบ้าบิ่นยิ่งกว่าเขา!”

“ผางเฟิงอยู่ขั้นท้ายของพลังระดับก่อเกิด เขาสามารถอดทนโลหิตของพวกที่อยู่ขั้นต้นของพลังระดับปรากฏได้ เขาเป็นคนบ้าในกลุ่มพวกเรา แต่ข้าไม่อยากจะเชื่อว่าเจ้าถึงกับกล้าแช่อยู่ในสระโลหิตที่ทำขึ้นเพื่อขั้นกลางของพลังระดับปรากฏ เจ้ามันคนบ้า! เจ้ามันคนบ้าของแท้!”

……

จันทราเย็นเยือกและกระจ่างชัดฉายแสงลงมาบนเมฆโลหิต กลุ่มก้อนแสงสีแดงฉานทิ่มแทงผ่านหมอกและสาดลงมาบนป่าเบื้องล่าง

เมื่อมองครั้งแรก ราวกับว่าทั่วทั้งป่ามีโลหิตสาดกระเซ็น สีโลหิตน่ากลัวและโหดเหี้ยมปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ

ฉินเลี่ยยังคงแช่อยู่ข้างในสระโลหิตภายใต้ท้องฟ้ายามราตรี โลหิตเหนียวข้นภายในสระโลหิตบางลงอีกครั้ง

อีกด้าน ฉินเลี่ยค่อย ๆ ชินกับ การกัดกร่อนอันเป็นผลมาจากโลหิต รูขุมขนทั้งหมดของเขาเต็มไปด้วยหยดโลหิตที่กำลังดูดซึมพลังโลหิตขนาดใหญ่เข้าไป

คลื่นใหญ่โตของพลังชีวิตก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ ในขณะที่ฉินเลี่ยโคจรพลังศูนย์กลาแม่เหล็ก

“ฉ่า ฉ่า ฉ่า!”

ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ ๆ สั่นไหวอย่างรุนแรง ใบไม้เริ่มตกลงสู่พื้นดินราวก้อนหิน

กิ่งก้านของพวกมันเองก็โน้มลงพื้นราวกับพวกมันแปรเปลี่ยนเป็นต้นวิลโลว์ที่โอนอ่อนเพราะถูกพันธนาการด้วยเชือกจำนวนนับไม่ถ้วนที่กำลังลากพวกมันลงสู่ชั้นใต้ดิน

หลางเฉียเดินออกมาจากที่ไกล ๆ ระหว่างป่า เขามาถึงด้านล่างหนึ่งในต้นไม้เหล่านี้

ด้านบนต้นไม้ที่กำลังสั่นไหวอย่างต่อเนื่อง ดวงตาของเฝิงหยงเจิดจ้าขณะจ้องมองฉินเลี่ยภายในสระโลหิตจากด้านบน

เมื่อหลางเฉียมาถึง ฉับพลันเฝิงหยงกล่าวว่า “เขาฝึกฝนพลังของปฐพีด้วย เขาใช้ความสามารถของศูนย์กลางแม่เหล็กเพื่อเพิ่มแรงโน้มถ่วงรอบตัวเขาหลายเท่า เมื่อสนามแรงโน้มถ่วงปรากฏขึ้น ใบของต้นไม้ กิ่งก้านและวัตถุอื่น ๆ ล้วนลู่ลงมายังแกนกลางปฐพี อีกทั้ง เขาสามารถบังคับสนามแม่เหล็กให้บิดเบี้ยวจนโกลาหลได้”

“ตอนเขาสังหารเหลียงเฉ่าหยาง จู่ ๆ เขาเพิ่มแรงโน้มถ่วงเพื่อลากเหลียงเฉ่าหยางจากท้องฟ้าให้ลงมาสู่พื้นดิน” หลางเฉียกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ

“เจ้าก็รู้อยู่แล้วหรือ?” เฝิงหยงประหลาดใจ

หลางเฉียพยักหน้า “ทันทีที่เจ้าบอกข้าว่ามีศิษย์สำนักในที่ร่างกายทนทานยิ่งกว่าผางเฟิง ข้าก็ให้ความสนใจต่อเขาแล้ว ก่อนที่เขาจะโจมตีเหลียงเฉ่าหยาง เดิมทีข้าก็อยู่ข้างเขา ข้ายังเป็นสักขีพยานต่อการที่เสี่ยจิงเสวียนและเหลียงจงจากหออสูรทมิฬนำคนทำลายฐานทัพของหอคอยเงาทมิฬ อีกทั้งยังเห็นพวกเขาสังหารเงาเทาอีกด้วย ข้ายังเห็นเหลียงเฉ่าหยางเสียสละชีวิตของลูกน้องตัวเองเพื่อคว้าโอกาสที่จะมีชีวิตรอดอีกด้วย”

“นั่นหมายความว่าเจ้ารู้ว่าหออสูรทมิฬพยายามสังหารเหลียงเฉ่าหยางอย่างนั้นหรือ?” เฝิงหยงยิ่งมายิ่งประหลาดใจ

“มีไม่กี่เรื่องในสำนักยุทธภัณฑ์ที่จะเล็ดรอดสายตาของข้าไปได้ ทันทีที่เสี่ยจิงเสวียนและเหลียงจงเริ่มแกะรอยของเหลียงเฉ่าหยาง ข้าก็รู้ว่าพวกเขากำลังวางแผนอะไร” หลางเฉียกล่าวทันทีทันใด

“ทำไมเจ้าไม่ห้ามพวกเขาเสียล่ะ?” เฝิงหยงขมวดคิ้ว “เหลียงเฉ่าหยางเป็นศิษย์สำนักในและตอนนั้นก็เป็นความหวังของสำนักด้วย เจ้ากลับดูเขาถูกล่าอย่างนั้นหรือ?”

“ไม่ใช่ว่าเขากลับไปถึงทางเข้าอย่างปลอดภัยหรอกเหรอ?” หลางเฉียสวน “ศึกแห่งความตายระหว่างหอคอยเงาทมิฬและหออสูรทมิฬมันเกี่ยวอะไรกับข้า? ไม่ว่าเงาเทาและเงาทมิฬจะตายหรือไม่ หรือคนของหออสูรทมิฬจะถูกสังหารเท่าไหร่ก็ไม่เกี่ยวกับข้าทั้งสิ้น ความจริง ข้าหวังว่าพวกเขาจะฆ่ากันเองจนสิ้นซาก ทำไมข้าต้องเคลื่อนไหวก่อนเหลียงเฉ่าหยางจะตกอยู่ในอันตรายจริง ๆ ซะล่ะ?

“ยังไงซะ เหลียงเฉ่าหยางก็มาถึงทางเข้าได้สำเร็จ เสี่ยจิงเสวียนและเหลียงจงก็ตัดใจที่ตามล่าเขา และนั่นก็เป็นตอนที่ฉินปิงเริ่มลอบโจมตี หลังจากนั้น มันก็เป็นศึกระหว่างศิษย์สำนักใน ข้าไม่สนใจเรื่องความขัดแย้งภายในสำนักอยู่แล้ว สิ่งเดียวที่ทำให้ข้าประหลาดใจก็คือฉินปิง เขาถึงกับสามารถสังหารเหลียงเฉ่าหยางผู้ที่อยู่ขั้นท้ายของพลังระดับก่อเกิดได้ อีกทั้งยังรับมือกับอุปกรณ์วิญญาณนานาชนิดได้อีกแม้ว่าเขาจะอยู่เพียงขั้นกลางในพลังระดับเดียวกันก็ตาม”

“มโนทัศน์เยือกแข็งนั่นจะต้องเป็นพละกำลังของเขาอย่างแน่นอนถึงทำให้พลังเยือกแข็งก่อตัวขึ้นจนสามารถรับรู้ได้”

หลางเฉียทิ้งช่วงไปสักพักก่อนจะจ้องมองฉินเลี่ยจากที่ไกล ๆ ในที่สุดเขาก็กล่าวว่า “ในตอนนั้น ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะปกป้องศิษย์คนนี้ที่เรียนรู้มโนทัศน์ได้แม้ว่าหัวหน้าสำนักและสามผู้อาวุโสอยากสังหารเขาก็ตาม แต่คำพูดของเสี่ยจิงเสวียนเองก็ช่วยโน้มน้าวหัวหน้าสำนักในเวลาที่เหมาะเจาะ ดังนั้นข้าจึงไม่ต้องยื่นมือเข้าช่วยโดยไม่จำเป็น ทว่า ความสามารถของเขาที่ปลุกค่ายสิบสองเสาวิญญาณก็ทำให้ข้าประหลาดใจได้มากกว่าเดิม…”

เฝิงหยงลอยลงมาจากต้นไม้ก่อนจะมายืนข้างหลางเฉีย หลังจากเงียบไปสักพัก นางกล่าวว่า “เจ้ายิ่งทำตัวเหมือนกับหัวหน้ามากขึ้นทุกทีซะแล้วสิ”

“นี่ชมหรือด่าข้าเนี่ย?” สีหน้าของหลางเฉียเปลี่ยนไปเล็กน้อย

“ข้าก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่” สีหน้าของเฝิงหยงซับซ้อน “หัวหน้าไม่เคยมองพวกเราเป็นคน ทุกสิ่งที่เขาทำล้วนยึดความคิดตนเองเป็นหลัก เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายเขายอมสละทุกคน เจ้าก็เหมือนกับเขา นี่เป็นสิ่งที่ดีสำหรับสำนักยุทธภัณฑ์เพราะเจ้าจะสามารถบรรลุสิ่งที่ยิ่งใหญได้ แต่คนรอบตัวเจ้าอาจจะไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีก็ได้”

ดวงตาของหลางเฉียแปรเปลี่ยนเป็นมืดมน

“เจ้าสังหารหัวหน้า พรากชีวิตเขาด้วยน้ำมือของเจ้าก็เพราะเจ้าเกลียดชังวิถีการกระทำของเขาในตอนนั้น” เฝิงหยงถอนหายใจ “แต่ตอนนี้เจ้ากลับทำตัวเหมือนกับเขา ทางที่ดีเจ้าต้องเจ้าเล่ห์และดูทุกสิ่งจากจุดที่น่าสนใจในแต่ละวันซะแล้วล่ะ”

หลางเฉียเงียบ