0 Views

Facebook Fanpage กดเลย

กดติดตามเพจเพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใคร

••••••••••••••••••••

ตอนที่ 176: สาวงามเข้าเมือง

 

“นี่คือเมืองยุทธภัณฑ์”

ลู่หลียืนอยู่ตรงทางเข้าเมืองขณะมองดูประตูที่ถูกปิดเอาไว้ คิ้วอันงดงามของนางขมวดเล็กน้อย

หลิงอวี้ฉีสวมกระโปรงสีน้ำเงินยาว แถบผ้ายาวสีม่วงอ่อนผูกอยู่รอบเอวบางของนาง แขนซ้ายของนางกำลังถือกระเป๋าหนังสัตว์สวยงามเอาไว้ ใบหน้างดงามนั้นดูเหนื่อยล้า นางมองผู้ฝึกยุทธสำนักยุทธภัณฑ์ที่กำลังยืนอยู่บนกำแพงเมือง

หลิงเสวียนซวนสวมกระโปรงหนังสีแดงเร่าร้อน กระโปรงปกคลุมเพียงต้นขาเท่านั้น ขาสีขาวราวหิมะของนางกำลังส่องแสงเป็นมันเงาน่าหลงใหล

พี่น้องคนหนึ่งธรรมดาและงดงาม อีกคนกลับเร่าร้อนและน่ารัก พวกนางมีเสน่ห์ดึงดูดผู้ฝึกยุทธสำนักยุทธภัณฑ์บนกำแพงเมืองเมื่อปรากฏตัวที่ทางเข้า

“ข้าลู่หลีจากหุบเขาอสูรทมิฬ โปรดเปิดประตูเมืองด้วย” ด้านล่าง น้ำเสียงของลู่หลีดังขึ้นอย่างเย็นชา

ถ้าเป็นเมื่อก่อน ไม่มีประตูเมืองยุทธภัณฑ์บานไหนปิด ผู้ฝึกยุทธทุกคนที่มาล้วนเข้าได้อย่างอิสระ

แต่เนื่องจากช่วงนี้สำนักยุทธภัณฑ์กำลังมีความขัดแย้งกับหอคอยเงาทมิฬจนต่อสู้ห้ำหั่นกันนอกเมืองบ่อยครั้ง ประตูเมืองทุกบานจึงต้องปิดเพื่อป้องกันผู้ฝึกยุทธหอคอยเงาทมิฬลอบเข้ามาภายใน

ทุกคนที่อยากเข้าประตูต้องถูกตรวจสอบอย่างใกล้ชิดเพื่อยืนยันตัวตนก่อนจะได้รับอนุญาตให้เข้าเมือง

“หุบเขาเจ็ดอสูรงั้นเหรอ? เจ้ามีหลักฐานอะไร?” คนคนหนึ่งตะโกนจากด้านบนประตูเมือง

“หลักฐานงั้นเหรอ?” ดวงตาของลู่หลีเย็นชา “ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่สำนักยุทธภัณฑ์ระวังตัวแจเช่นนี้? นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ข้ามาเมืองยุทธภัณฑ์ ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยมีปัญหามาก่อนด้วย”

“ข้าต้องขออภัยด้วย แต่ตอนนี้มันต้องทำเช่นนี้แหละ” ผู้ฝึกยุทธบนประตูเมืองไม่สนว่าเป็นหุบเขาอสูรทมิฬจริงหรือไม่ก่อนจะกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ

สีหน้าของลู่หลีแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชายิ่งกว่าเก่า

นี่เป็นครั้งแรกที่หลิงอวี้ฉีและหลิงเสวียนซวนมาถึงเมืองที่ใหญ่เช่นนี้ สีหน้าของพวกนางยังระแวดระวังเล็กน้อย พวกนางไม่กล้าตอบคำถามจากด้านบน

“หลิงเสวียนซวน!” มีเสียงเรียกจากบนกำแพงเมืองทันที

ศีรษะของหานฉิงรุ่ยยื่นออกมา เขาจ้องมองด้านล่างจากด้านบนก่อนจะรีบอธิบายคนที่อยู่ข้างเขาว่า “ข้ารู้จักหญิงสาวคนนี้ นางต้องเป็นคนจากหุบเขาอสูรทมิฬอย่างแน่นอน ไม่ผิดแน่”

“เจ้ารู้จักนางหรือ ตาแก่หาน” ใครบางคนถาม

“ใช่ นางเป็นศิษย์ของย่าเจียว ตัวตนของนางไม่ใช่เรื่องน่าห่วงหรอก” หานฉิงรุ่ยตอบ

หลังจากหานฉิงรุ่ยหนีรอดจากอันตรายเมื่อคราวที่แล้ว เขาก็ได้รับหน้าที่ใหม่โดยเฉิงผิง นั่นก็คือคอยตรวจสอบสถานการณ์ที่ประตูเมืองสำคัญแต่ละแห่งก่อนจะส่งรายงานกลับมาที่สำนักให้เร็วที่สุด

นี่คืองานง่าย ๆ และสามารถทำได้ในเมือง ไม่ต้องไปเสี่ยงอันตราย

“ผู้อาวุโสหาน? ท่านคือผู้อาวุโสหานจากหอเมฆดารางั้นหรือ?” ฉับพลันที่หลิงเสวียนซวนเห็นหานฉิงรุ่ยที่เมืองยุทธภัณฑ์จากด้านล่าง นางเองก็ประหลาดใจเช่นกัน

“ดูท่าพวกเจ้าจะรู้จักกันสินะ” คนบนกำแพงเมืองเผยรอยยิ้มก่อนจะออกคำสั่งว่า “เปิดประตู ให้พวกนางเข้ามา”

ดังนั้น ลู่หลี หลิงอวี้ฉีและหลิงเสวียนซวนก็ได้รับอนุญาตให้เข้าเมือง

“ผู้อาวุโสหาน ทำไมท่านถึงมาอยูที่เมืองยุทธภัณฑ์ได้ล่ะ?” หลังจากหลิงเสวียนซวนเข้ามาข้างในและเห็นหานฉิงรุ่ยกำลังเดินลงมาจากกำแพง นางรีบเดินเข้าไปหาเพื่อถามไถ่

“ให้อธิบายทีเดียวมันก็ยากน่ะ” หานฉิงรุ่ยยิ้มขมขื่น

“ผู้อาวุโสหาน ข้าได้ยินว่าฉินเลี่ยให้ความเคารพท่านมากกว่าใคร ๆ ตอนอยู่หอเมฆดารา ท่านรู้ไหมว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน?” สีเทาปกคลุมรอบดวงตาเจิดจ้าของหลิงอวี้ฉี นางมองไปที่เขาด้วยความคาดหวัง “ถ้าท่านรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนล่ะก็ ได้โปรด ท่านต้องบอกข้าด้วย ข้าแค่อยากพบเขาและอยากรู้ว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง”

ตั้งแต่ที่ฉินเลี่ยหายตัวไป นางก็ฝ่าฝืนกฎของหุบเขาอสูรทมิฬด้วยการลอบออกจากหุบเขาไปเงียบ ๆ เพื่อค้นหาทั่วเมืองหินน้ำแข็งและเมืองหลิงเป็นเวลาสองเดือน

นางตรวจสอบหลายที่ที่ฉินเลี่ยอาจจะปรากฏตัว นางไปป่าศิลาธรรมชาติที่อยู่นอกเมืองหินน้ำแข็ง เทือกเขาอาร์คติก นางเสี่ยงภัยเข้าไปในป่าลึกเป็นบางครั้ง อีกทั้งยังได้ไปภูเขาหมาป่าสวรรค์อีกด้วย

หลังจากนางกลับมา ขณะที่นางเดินผ่านภูเขาสมุนไพร นางพยายามเปิดถ้ำที่ถูกปิดกั้นด้วยหินเอาไว้

นางคิดว่าฉินเลี่ยจะหลบซ่อนอยู่ภายในภูเขาสมุนไพร…

แต่น่าเสียดาย พลังของนางมีไม่มากพอ นางไม่มีพละกำลังที่จะทำลายสิ่งกีดขวาง ดังนั้น นางไม่สามารถเข้าไปยังส่วนที่ถูกผนึกของภูเขาสมุนไพรได้

นางค้นหาทั่วทุกที่รอบเมืองหลิงและเมืองหินน้ำแข็งเพื่อหาที่ที่ฉินเลี่ยน่าจะอยู่ แต่ผลสุดท้าย มันก็มีแต่ความล้มเหลว

“ไม่มีใครรู้ว่าฉินเลี่ยอยู่ที่ไหน ตั้งแต่ที่เขาจากเมืองหินน้ำแข็งไปกับหลีมู่ เขาก็หายตัวไปอย่างสิ้นเชิง ข้าได้ยินว่าหออสูรทมิฬและกองกำลังเหล็กดำอื่น ๆ เองก็กำลังค้นหาเขา แต่น่าเสียดาย พวกเขาไม่สามารถหาตัวเขาเจอเช่นกัน” หานฉิงรุ่ยยิ้มขมขื่น

พักนี้ เขาเองก็ใช้อำนาจเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ตั้งแต่ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบเรื่องข้อมูลภายในเมือง

เขาเหมือนกับหลิงอวี้ฉีที่ไม่สามารถพบข้อมูลเกี่ยวกับฉินเลี่ย เขาจึงตัดใจอย่างช้า ๆ เช่นกัน

“ไม่ต้องห่วง เขาไม่เป็นไรหรอก” ลู่หลีกล่าวอย่างไม่ใส่ใจด้วยสีหน้าเย็นชา “เจ้าของร้านหลีคนนั้นทำให้แม้แต่หยวนเทียนหยาหวาดกลัวที่จะต่อต้านเขาได้ ตราบใดที่พวกเขาระวังตัวและไม่สร้างปัญหาในดินแดนศักด์สิทธิ์บนทวีปของสองกองกำลังทองแดง แทบเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะตกอยู่ในอันตราย”

“อืม ฉินเลี่ยไม่น่าจะเป็นอะไร เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก” หานฉิงรุ่ยเองก็ปลอบนาง

“ไปกันเถอะ พวกเราจะไปที่ทางเข้าสำนักยุทธภัณฑ์เพื่อขอให้จิงจิงช่วยจัดการเรื่องนั้น” ลู่หลีกล่าวด้วยท่าทีหงุดหงิด

หลิงเสวียนซวนหวาดกลัวอีกฝ่ายเล็กน้อยจึงไม่กล้ารำลึกอดีตกับหานฉิงรุ่ยอีก นางเดินตามหลังลู่หลีโดยมีหลิงอวี้ฉีอยู่ข้าง ๆ ทั้งสามคนเดินอยู่บนถนนของสำนักยุทธภัณฑ์ขณะมองดูร้านค้าสว่างสุกใสจำนวนมากที่อยู่ทั่วเมืองยุทธภัณฑ์

สองชั่วโมงต่อมา ทั้งสามคนมาถึงทางเข้าสำนักยุทธภัณฑ์

สายตาของทหารยามที่ทางเข้าเป็นประกายเมื่อพวกเขาเห็นสามสาวงดงามรูปร่างยอดเยี่ยมกำลังยืนอยู่ต่อหน้า พวกเขาพลันมีชีวิตชีวาขึ้นมา

“ข้าอยากพบโอหยางจิงจิง” ลู่หลีกล่าวอย่างเย็นชา

“ข้าจะไปรายงานเรื่องนี้เอง” หนึ่งในนั้นยังมีสติอยู่ เขารีบมุ่งหน้าไปที่ลาน

ทหารยามที่เหลือหัวเราะและจ้องมองทั้งด้านบนและด้านล่างของร่างกายพวกนางพลางคิดเรื่องตัณหา

สีหน้าของลู่หลีเย็นชา นางหรี่ตาก่อนจะเมินเฉยสายตาของพวกเขา หลิงอวี้ฉีงดงามและสงบนิ่งดุจน้ำ นางยืนอยู่ตรงนั้นด้วยท่วงท่าสบาย หลิงเสวียนซวนทำเรื่องขายหน้าที่ทางเข้าเมืองยุทธภัณฑ์ก่อนหน้านี้ จึงไม่กล้ากล่าวอะไรสักคำ นางเม้มริมฝีปากโดยไม่พูดไม่จา

ผ่านไปสักพัก โอหยางจิงจิงก็เดินมาหาด้วยท่าทีร่าเริงก่อนจะร้องตะโกนจากที่ไกล ๆ ว่า “ศิษย์พี่ลู่ พี่น้องตระกูลหลิง ในที่สุดพวกเจ้าก็มา มา มาคุยข้างในกันดีกว่า”

“ทำแบบนั้นไม่ได้” ทหารยามห้ามพวกนางที่ทางเข้าด้วยสีหน้าขออภัย เขาก้มหัวเล็กน้อยพลางอธิบายว่า “เจ้าสามารถพูดคุยกับพวกนางที่ด้านนอกได้ แต่เจ้าไม่สามารถพาพวกนางเข้าไปในสำนักได้ นี่คือกฎที่ตั้งขึ้นโดยผู้อาวุโส”

“พวกนางเป็นสหายของข้า!” สีหน้าของโอหยางจิงจิงแปรเปลี่ยนด้วยความไม่พอใจ

“ยังไงก็ไม่อาจทำได้” ทหารยามยิ้มขมขื่นพร้อมกับเผยสีหน้าจนใจ “แม้แต่ศิษย์สำนักในก็ไม่ได้รับอนุญาตให้นำสหายส่วนตัวเข้าออกสำนักได้ตามใจชอบ”

“ข้าขอสาปแช่งฉินปิง!” โอหยางจิงจิงส่งเสียงหึอย่างเย็นชา “เป็นเพราะเขา กฎสำนักถึงได้เปลี่ยนครั้งแล้วครั้งเล่า ในสายตาของหัวหน้าสำนักและสามผู้อาวุโสสูงสุด เขาเป็นคนสำคัญยิ่งกว่าสำนักยุทธภัณฑ์เสียอีก!”

“ข้าต้องขอโทษด้วย นี่เป็นหน้าที่ของพวกข้า” ทหารยามก้มหัว

“ไปกันเถอะ พวกเราไปคุยข้างนอกก็ได้” ลู่หลีไม่ติดใจกับเรื่องนี้

“ขอเวลาข้าเดี๋ยวหนึ่ง” โอหยางจิงจิงทิ้งคำพูดดังกล่าวไว้ก่อนจะรีบเข้าไปยังลานข้างในอีกครั้ง นางเข้าไปจนกระทั่งถึงตึกหินที่อยู่ข้างลานกว้างก่อนตะโกนไปที่ด้านล่างตึกของหยี่ยวนว่า “หยี่ยวน!”

ศีรษะของหยี่ยวนยื่นออกมาจากหน้าต่าง เขาเผยรอยยิ้มอย่างอ่อนโยน “มีอะไร?”

“สหายของข้ามาถึงแล้ว ธุระที่วานให้เจ้าทำเป็นอย่างไรบ้าง?” โองหยางจิงจิงส่งเสียงหึ

สีหน้าของหยี่ยวนแปรเปลี่ยนเป็นขมขื่น “ฉินปิงอยู่ที่ดินแดนฝึกฝนของหอกโลหิตที่ตั้งอยู่หลังเขา ตอนนี้เขายังไม่ออกมา นั่นทำให้ข้าไม่มีโอกาสได้คุยกับเขา”

“เจ้าก็เป็นส่วนหนึ่งของหอกโลหิตไม่ใช่หรือ?” โอหยางจิงจิงยิ้มเย็นชา “ถ้าเจ้าไม่ทำเรื่องนี้ให้เสร็จ ข้อตกลงของพวกเราถือเป็นอันยกเลิก!”

“ยะ-อย่าทำแบบนี้! แม่นาง ขอเวลาข้าอีกสามวัน สามวันให้หลัง ข้าจะสามารถเข้าไปในนั้นเพื่อพบกับฉินปิงได้ ข้าจะจัดการเรื่องนี้ให้อย่างด่วนเลย” หยี่ยวนรีบขอร้อง

“ก็ได้ ข้าให้เวลาเจ้าอีกสามวัน สามวันให้หลัง ข้าจะพาพวกนางเข้ามาในสำนัก จัดการให้เรียบร้อยด้วยล่ะ!”

“ข้าจะพยายาม ข้าจะพยายามจัดการให้ เฮ้อ น่าปวดหัวชะมัด ข้าล่ะไม่อยากกลับไปหลังเขาเลย”

……

ภายในสระโลหิต

ทั่วทั้งร่างกายของฉินเลี่ยเป็นสีแดง เส้นเลือดสีเขียวจำนวนมากที่เหมือนกับไส้เดือนบิดเบี้ยวและขดอยู่บนพื้นผิวร่างกาย ทำให้เขาดูน่าเกลียดอย่างน่าเหลือเชื่อ

“โกรก โกรก!”

ฟองโลหิตขนาดเท่ากำปั้นระเบิด อากาศสีแดงโลหิตจำนวนหนึ่งลอยสู่พื้นผิวและก่อตัวเป็นหมอกโลหิตหนาอยู่รอบตัวเขา

พลังยิ่งใหญ่และหนักหน่วงของปฐพีผสานกับเปลวเพลิงศูนย์กลางปรากฏขึ้นจากด้านล่างสระโลหิต พวกมันหลอมรวมอยู่ในโลหิตก่อนจะไหลเข้าสู่ร่างกายและทะเลวิญญาณของจุดตันเถียนอย่างช้า ๆ

ภายในทะเลวิญญาณ ตำหนักก่อเกิดปฐพีสีเหลืองที่ประกอบไปด้วยพลังศูนย์กลางแม่เหล็กกำลังก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

ขณะที่บันทึกศูนย์กลางแม่เหล็กกำลังโคจร เยื่อสีเหลืองสดใสจาง ๆ ก่อตัวอยู่บนพื้นผิวร่างกายของฉินเลี่ย เยื่อดังกล่าวทำให้เนื้อของฉินเลี่ยยืดหยุ่นมากขึ้นจนสามารถต้านทานการรุกรานของโลหิตวิญญาณในสระโลหิตได้

เทียบกับเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ โลหิตภายในสระเบาบางไปเยอะ

แก่นของโลหิตวิญญาณที่อยู่ภายในถูกเขาดูดซับอย่างช้า ๆ จนหลอมรวมเข้ากับเนื้อ กล้ามเนื้อ เส้นเลือดและกระดูกของเขา

“เติมโลหิตคางคกเนตรน้ำเงินลงไปอีกถัง!” ฉับพลันเฝิงหยงออกคำสั่ง

อีกด้าน คางคกเนตรน้ำเงินระดับที่สามถูกมัดโดยเชือกเงิน คอของมันถูกแทงด้วยหอกโลหิต โลหิตสีแดงเข้มไหลลงมาจากหอกก่อนจะเข้าสู่ถัง โลหิตเติมเต็มถังอย่างช้า ๆ จนเต็ม

เมื่อได้ยินคำสั่งของเฝิงหยง สีหน้าของทหารยามทั้งสองคนตึงเครียด พวกเขามองดูฉินเลี่ยด้วยความเจ็บปวดก่อนจะเทโลหิตวิญญาณลงในสระโลหิตของฉินเลี่ย

ฉินเลี่ยผู้กำลังกัดฟันและอดทนอยู่นั้น ฉับพลันเกิดสั่นระริกอย่างรุนแรง แสงสว่างสีแดงโลหิตฉายออกมาจากภายในดวงตาของเขา

ออร่าโลหิตหนาแน่นจนสามารถระเบิดจากร่างกายของฉินเลี่ยได้ในทันที ทำให้สีหน้าของทหารยามทั้งสองเปลี่ยนไป

“พระเจ้าช่วย บ้าบิ่นอะไรอย่างนี้!” ทั้งสองคนพึมพำพลางสูดหายใจ

“อาจารย์เฝิง วันนี้เป็นวันที่สมาชิกใหม่จะกลับมาแช่สระโลหิต ท่านหลางเฉียก็ไม่อยู่ ฉะนั้นพวกข้าต้องดูแลแทน” ทหารยาทโลหิตตะโกนจากด้านนอก “อีกทั้งยังมีคนที่ชื่อหยี่ยวนต้องการพบฉินปิง เขาบอกว่ามีเรื่องสำคัญที่ต้องบอกกับเขา”

“หยี่ยวนงั้นเหรอ?” เฝิงหยงยังคงมีใบหน้ามุ่งมั่น “ข้าไม่ให้เข้าพบ!”

“ข้าอยากพบเขา” ฉินเลี่ยกล่าวขณะอยู่ข้างในสระโลหิต เขากัดฟันจนสั่นเทิ้มไปทั่วร่าง

“งั้นพวกเจ้าก็ไปบอกให้หยี่ยวนมาพบฉินปิงได้ แต่เขาต้องแช่อยู่ในสระโลหิตเป็นเวลาหกชั่วโมงก่อน” เฝิงหยงกล่าว

คนคนนั้นพยักหน้าก่อนจะจากไป

สิบนาทีต่อมา เขาพาหยี่ยวนที่มีสีหน้าไม่สู้ดีมาก่อนจะกล่าวว่า “เขามาแล้ว”

เมื่อเห็นสีหน้าของหยี่ยวน เฝิงหยงก็ไดแต่หัวเราะก่อนจะชี้ไปที่สระโลหิตที่ฉินเลี่ยแช่อยู่ จากนั้นนางกล่าวว่า “โดดลงไป”

หยี่ยวนกัดฟัน ภายใต้สายตานึกสนุกของเฝิงหยง เขาจึงโดดลงไปในสระโลหิตด้วยความจนใจ จากนั้น เขาเริ่มร้องโหยหวนราวกับปีศาจทันที

“ฮี่ฮี่ ช่างเป็นวันที่มีความสุขอะไรอย่างนี้ พวกเจ้าสองคนจะต้องเป็นเด็กดีอยู่ที่นี่ ตกลงไหม?” เฝิงหยงยิ้มร่าก่อนจะเดินออกไป ความรู้สึกยินดีแผ่ซ่านไปถึงกระดูก จากนั้น นางเดินออกไปทรมานสมาชิกคนใหม่ที่อยู่ด้านนอก