0 Views

ตอนที่ 2 ดันเจี้ยนซ้อนดันเจี้ยน

การตัดสินใจสุดท้ายขึ้นอยู่กับจินวู เขาขยับเล่นแกนเวทย์แรงค์ E ไปมาในมือของเขาด้วยความกระวนกระวาย จากนั้นก็มองไปข้างๆ เขา จูฮีส่ายหัวของเธอให้กับสายตาของเขา เธอรู้สึกแย่เกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้แต่จินวูก็รู้สึกแบบเดียวกัน ภายใต้สถานการณ์อื่นๆ เขาคงไม่กล้ากระโจนเข้าใส่อันตราย เพราะถึงอย่างไร เขาก็ขาดทักษะและความกล้าหาญที่จะทำเช่นนั้น แต่จินวูมีน้องสาวที่กำลังเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย

‘เราไม่ได้สำรองเงินในส่วนนั้นไว้เลย…’

เขาอายุ 24 ปี แต่เขาต้องหยุดเรียนเนื่องจากความยากจนของพวกเขา เขาไม่ต้องการให้ความยากจนเป็นอุปสรรคต่อชีวิตของน้องสาวของเขาด้วย

ชีวิตของพวกเขาขึ้นอยู่กับเงินทุกวอนที่เข้ามาและออกไป ปาร์คไม่ใช่คนเดียวที่ต้องการเงิน

จินวูยกมือขึ้น

“ผมจะไป”

ข้างๆ เขา จูฮีถอนหายใจออกมาเล็กน้อยด้วยความผิดหวัง

อุโมงค์ทอดยาวออกไปเรื่อยๆ แนวหน้ามีซองและฮันเตอร์มือเก๋าอีกคนยืนอยู่ แสงที่นำทางมาจากบอลเพลิงในมือของซอง ปาร์ตี้เดินผ่านอุโมงค์ที่มืดสลัวไป

คิมพูดขึ้นมา “มันไม่ลึกไปหน่อยเหรอ? พวกเราควรจะคิดถึงเรื่องการกลับไปด้วย”

“พวกเราเดินกันมานานแค่ไหนแล้ว?”

คิมดูนาฬิกาของเขา “ประมาณ… 40 นาที”

“เมื่อเราจัดการบอสแล้ว เราจะมีเวลาอีก 1 ชั่วโมงก่อนที่เดอะเก็ทจะปิด เมื่อพิจารณาถึงเวลาในการกลับ พวกเราจะยังมีเวลาหายใจประมาน 20 นาที ใช่ไหม?”

“งั้นถ้าพวกเราไม่เจอบอสหลังจากที่เดินไปอีก 20 นาที พวกเราก็ควรกลับ ใช่ไหม?”

“ฉันก็ว่าอย่างนั้น”

ซองพยักหน้าพร้อมกับชี้นิ้วโป้งของเขาไปข้างหลัง

“เฮ้ คิม ข้างหน้าฉันมันมืด ถอยกลับมาหน่อย”

คิมมองไปยังบอลเพลิงของซอง จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์มือถือของเขาออกมาและเปิดฟังก์ชั่นไฟฉาย แสงจากโทรศัพท์ส่องสว่างทางเดินของพวกเขา

“…”

เมื่อมองกลับไปกลับมาระหว่างบอลเพลิงของเขาและแสงไฟของโทรศัพท์ ซองก็ค้นกระเป๋าของเขาเพื่อหาโทรศัพท์ของเขาอย่างเงียบๆ


จินวูผู้ได้รับบาดเจ็บและจูฮีที่ไม่มีสกิลต่อสู้เดินอยู่บริเวณด้านหลังของปาร์ตี้ จินวูเกาหัวของเขา

“ผม… ขอโทษ”

“เรื่องอะไรเหรอ?”

“เรื่องที่ลากคุณมาด้วยแบบนี้ไง”

“ฉันไม่เป็นไร นายไม่ต้องห่วงฉันหรอก”

จินวูมองดูสีหน้าของเธอ มันไม่ใช่ใบหน้าที่ไร้ความกังวล จินวูเอียงศีรษะของเขา และถามอย่างระมัดระวัง

“คุณแน่ใจนะ?”

จูฮีหันหน้าไปหาเขาอย่างฉับพลัน

“แน่นอน ฉันไม่โอเค! นายยังสติดีอยู่รึเปล่า?! ก่อนหน้านี้ ถ้าจุดที่นายถูกแทงสูงขึ้นมาอีกนิด หัวใจของนายก็คงโดนแทงไปแล้ว! แล้วอาการบาดเจ็บที่ข้อมือกับต้นขาของนายล่ะ?! ฉันเพิ่งจะรักษาพวกมัน และนายก็กระโจนเข้าใส่อีกดันเจี้ยนเนี่ยนะ? โดยเฉพาะเมื่อนายไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย?”

ด้วยการตวาดของเธอ จินวูรู้สึกว่าตัวเองเริ่มมึนๆ แต่เธอก็พูดถูก จูฮีคือฮันเตอร์คลาสรักษา และยิ่งไปกว่านั้น เธอยังเป็นฮันเตอร์แรงค์ B ซึ่งเป็นกลุ่มที่หาได้ยากในสมาคม ถ้าไม่ใช่เพราะการรักษาของเธอ จินวูก็คงได้รับบาดเจ็บที่จะทำให้เขาใช้ชีวิตปกติอย่างลำบาก และนับประสาอะไรกับการเป็นฮันเตอร์

‘เราเป็นหนี้เธอมากมายจริงๆ…’

ฮันเตอร์คลาสรักษา

ไม่ใช่แค่นั้น แต่ยังเป็นฮันเตอร์คลาสรักษาแรงค์ B

เมื่อใดก็ตามที่เดอะเก็ตปรากฏขึ้น สมาคมจะขอให้เธอมาเป็นฮีลเลอร์ให้ และแน่นอนว่าในการเรดของพวกเขา จินวูมักจะพบว่าตัวเองกำลังนั่งหรือนอนอยู่ข้างๆ เธอเพื่อรับการรักษา

“นายบาดเจ็บอยู่ใช่ไหม? งั้นก็รออยู่นั่นแหละ”

“นายหน้าคุ้นๆ นะ… นายจากเมื่อครั้งนั้นใช่ไหม…?”

“นายบาดเจ็บอีกแล้วเหรอ?”

“ดูเหมือนว่าฉันจะเจอนายอีกแล้ว”

“นายบอกว่าชื่อของนายคือจินวูใช่ไหม? นาย… ไหวนะ?”

“นายเคยคิดไหมว่าบางทีชีวิตฮันเตอร์อาจจะไม่เหมาะกับนาย…?”

“…นายมาที่นี่อีกแล้ว”

“ยื่นแขนของนายออกมา ไม่สิ ไม่ใช่ตรงนั้น นายสามารถดามแขนอีกข้างด้วยผ้าพันแผลได้”

นอกเหนือจากความซาบซึ้งใจแล้ว ในตอนนี้เขารู้สึกผิดต่อเธอ

“…”

เมื่อเห็นใบหน้าอันเงียบงันของเขา จูฮีก็รู้สึกแย่กับคำโวยของเธอและใจเย็นลง

“นายเสียใจจริงๆ เหรอ?”

“แน่นอน”

หลังจากคิดอะไรบางอย่าง จูฮีก็มองไปยังจินวูที่อยู่ข้างๆ เธอพร้อมกับยกมุมปากของเธอขึ้นเล็กน้อย

“อืม… บางทีนายอาจจะเลี้ยงข้าวฉันสักมื้อ”

มันไม่ใช่คำตอบที่เขาคาดคิด จินวูมองไปยังใบหน้าของจูฮีด้วยความตกใจ ซึ่งในตอนนี้กำลังเผยรอยยิ้มที่ซุกซนออกมา ‘เด็กผู้หญิง…’ เขาจำได้ว่าจูฮีอายุ 20 ปี ย่างเข้า 21 ปีแล้ว ถ้าเธอตัดผมยาวๆ ของเธอให้ยาวพอเหมาะและใส่ชุดนักเรียน เธอก็คงจะเหมาะกับภาพของนักเรียน เมื่อจินตนาการถึงเธอในชุดเครื่องแบบ ใบหน้าของเขาก็ขึ้นสี

เมื่อเห็นการตอบสนองที่ล่าช้าของเขา จูฮีก็พองแก้มของเธอและบุ้ยปาก

“นาย… ไม่อยากไปกินข้าวกับฉันงั้นเหรอ?”

ในตอนนั้นเอง

จู่ๆ ความโกลาหลก็บังเกิดขึ้นจากแนวหน้าของปาร์ตี้

“นี่มัน!”

“ห้องบอส!”

จินวูและจูฮีจ้องมองไปข้างหน้า

มีประตูยักษ์ตั้งตระหง่านซึ่งเป็นเครื่องหมายของจุดสิ้นสุดของอุโมงค์ เหล่าฮันเตอร์มารวมตัวกันอยู่ที่หน้าประตู

“คิดไว้แล้วว่ามันต้องมีประตูอยู่ที่ปลายอุโมงค์”

“นายคิดว่ามันอยู่ที่นี่มาตลอดไหม?”

“ครั้งแรกเลยนะที่ฉันเห็นอะไรแบบนี้…”

“นาย… นายคิดว่ามันอันตรายไหม?”

ในขณะที่พวกเขากระซิบกระซาบกันไปมา เหล่าฮันเตอร์ก็เริ่มไม่สบายใจกัน ถึงอย่างไรก็ตาม ชีวิตของพวกเขาก็แขวนอยู่บนเส้นด้าย พวกเขาจึงต้องระมัดระวัง แต่การระวังมากเกินไปก็อาจจะเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้า ซองคิด

“แล้วพวกนายอยากจะกลับไปทั้งๆ แบบนี้เหรอ? กลับไปมือเปล่าเนี่ยนะ?”

เขาวางมือลงบนประตู

“นายมีอิสระที่จะกลับไป ฉันจะไปคนเดียว”

ซองเป็นฮันเตอร์แรงค์ C ที่มีประสบการณ์มากว่า 10 ปี ถ้าไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาอายุ 60 ปีแล้ว เขาก็คงจะถูกชิงตัวไปอยู่ภายใต้กิลด์ใหญ่แล้ว

ดังนั้นเมื่อฮันเตอร์ผู้มีประสบการณ์พูดด้วยความมั่นใจแบบนี้ ความไม่สบายใจของฮันเตอร์คนอื่นๆ จึงหายไปอย่างช้าๆ

“เมื่อมาคิดๆ ดูในตอนนี้” ฮันเตอร์คนหนึ่งพูดถึงข่าวลือเกี่ยวกับดันเจี้ยนซ้อนดันเจี้ยน “ฉันได้ยินมาว่าดันเจี้ยนซ้อนดันเจี้ยนมีสมบัติมหาศาลอยู่”

“ใช่ ฉันได้ยินมาว่ามีกิลด์ระดับกลางเคยเจอดันเจี้ยนซ้อนดันเจี้ยนและทะยานขึ้นเป็นกิลด์ใหญ่เลย!”

“และไม่ว่าอสูรเวทย์จะปรากฏขึ้นที่ใดในดันเจี้ยน โดยปกติแล้ว พวกมันทั้งหมดจะมีระดับเดียวกัน…”

ดังนั้นเหล่าฮันเตอร์จึงคิดว่าจะเป็นยังไงถ้าดันเจี้ยนซ้อนดันเจี้ยนมีสมบัติที่น่าอัศจรรย์อยู่? และถ้าเกิดว่าอสูรเวทย์ที่อยู่หลังประตูบานนี้อยู่ในระดับเดียวกันกับก่อนหน้านี้?

‘อย่าปล่อยให้ตาเฒ่านั่นเอาสมบัติทั้งหมดไปคนเดียว’

‘อืม แน่นอน’

‘ลืมเรื่องหลังคลอดไปได้เลย ฉันคงจ่ายค่าเทอมโรงเรียนเอกชนใหญ่ๆ หรือซื้อบ้านได้เลย’

และเพราะแบบนั้น ความคิดของเหล่าฮันเตอร์จึงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แม้แต่จินวูก็ได้เปลี่ยนการตัดสินใจของเขาใหม่

‘เราไม่สามารถกลับไปพร้อมกับแกนเวทย์แรงค์ E เพียงอันเดียวได้ อย่างน้อยๆ ต้องแรงค์ D อีกอัน ไม่สิ แค่แรงค์ E อีกสักอันก็ดีพอแล้ว’

มันไม่จำเป็นต้องเป็นอสูรเวทย์

‘ถ้าพวกเราพบขุมทรัพย์ที่หลังประตูนั่น…’

มันเป็นข้อตกลงพื้นฐานที่สมบัติหรืออุปกรณ์ใดๆ ที่พบในดันเจี้ยนจะถูกแบ่งให้กับสมาชิกปาร์ตี้อย่างเท่าเทียมกัน เรื่องนี้แตกต่างจากกรณีของแกนเวทมนตร์ที่ได้จากอสูรเวทย์ซึ่งจะมอบให้กับสมาชิกที่ช่วยจัดการเป้าหมายเท่านั้น

‘ถ้าที่นี่เราทำได้ดี เราก็อาจได้พักสบายๆ ไปอีกสักพัก…’

เมื่อเห็นใบหน้าอันมุ่งมั่นของเขา จูฮีก็ถามเขาจากทางด้านข้าง

“นี่คือใบหน้าของคนที่ทำงานฮันเตอร์เป็น ‘งานอดิเรก’ จริงๆ เหรอ?”

จินวูยักไหล่

“ทุกวันนี้ใครจะเสี่ยงชีวิตให้กับงาน? แต่สำหรับงานอดิเรก นั่นก็เป็นอีกเรื่อง”

“…อะไรนะ?”

ในขณะที่จูฮีทำหน้าไม่เชื่อ ซองก็เริ่มผลักเปิดประตู

เอี๊ยด~

ด้วยกลไกบางอย่างที่ไม่มีใครรู้ ประตูบานยักษ์เปิดออกอย่างง่ายดายเมื่อชายชราวัย 60 ปีผลักมัน

ปัง

ประตูที่เปิดกว้างเผยให้เห็นภายในที่กว้างขวาง เหล่าฮันเตอร์เข้าไปและผลักกันไปมา

“พวกเราควรเข้าไปด้วย”

เนื่องจากไม่อยากถูกทิ้งไว้ข้างหลัง จินวูจึงคว้าข้อมือของจูฮีและเดินไปข้างหน้า

“อ่า…”

จูฮีเคลื่อนที่ตามหลังเขาไปช้าๆ ด้วยใบหน้าที่ขึ้นสี


เมื่อก้าวแรกของเหล่าฮันเตอร์เหยียบย่างลงบนพื้น คบเพลิงจำนวนมากมายที่อยู่เต็มผนังก็สว่างขึ้น และส่องสว่างภายในจนเจิดจ้า

“หืม? ไฟสว่างขึ้นงั้นเหรอ?”

“ครั้งแรกเลยนะที่ฉันเห็นอะไรแบบนี้”

“มีบางอย่าง… ต่างออกไป”

เหล่าฮันเตอร์สำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัว มันรู้สึกเหมือนกับภายในของวิหารขนาดใหญ่ มันเหมือนกับวิหารโบราณซึ่งถูกซ่อนอยู่ลึกลงไปใต้ดินโดยมีพื้น ผนัง และแม้แต่เพดานที่ถูกปกคลุมไปด้วยตะไคร่น้ำ ฮันเตอร์บางคนตัวสั่น

“มีบางอย่างแปลกๆ”

“ไม่ใช่ว่ามันรู้สึกเหมือนกับว่าพวกเรากำลังถูกเฝ้ามองเหรอ?”

ฮันเตอร์ที่รู้สึกกลัวพากันไปอยู่ด้านหลัง ในขณะที่ฮันเตอร์ที่แข็งแกร่งกว่านั้นมุ่งหน้าลึกเข้าไปในห้องมากขึ้น

“ชิ อย่าพูดอะไรแบบนั้นสิ”

“มาจบเรื่องนี้กันเถอะ และจะได้กลับกัน”

ภายในนั้นกว้างใหญ่มาก พื้นที่ภายในอันกว้างขวางเป็นรูปทรงโดม มันเทียบได้กับสนามแข่งโอลิมปิกหลายๆ สนามที่ถูกรวมเข้าด้วยกัน ไม่สิ บางทีอาจจะใหญ่กว่า ในเวลาเดียวกัน มันก็ให้ความรู้สึกอึดอัดอย่างน่าแปลก เหตุผลนั้นง่ายมาก

“นั่น… สิ่งนั้น…”

“มันไม่ใช่บอสใช่ไหม?”

ณ ท้ายห้อง มีบางสิ่งที่ขนาดของมันเหนือกว่าหลักการและเหตุผลนั่งอยู่บนบัลลังก์อันตระหง่านและใหญ่โต มันสามารถอธิบายได้เพียงว่าเป็นเทวรูปขนาดมหึมา

“พระเจ้า…”

“โว้ว…”

พวกเขาต่างอดประหลาดใจไม่ได้

จินวูเองก็ได้เปรียบเทียบขนาดของเทวรูปนี้กับขนาดของเทพีเสรีภาพของอเมริกา ‘ถ้าเทพีเสรีภาพนั่งลง มันก็คงจะดูเหมือนแบบนี้’ แม้ว่าเทพีเสรีภาพจะเป็นผู้หญิง และเห็นได้ชัดว่าเทวรูปนี้เป็นผู้ชาย ‘ไม่สิ… เทวรูปนี้ใหญ่กว่า…’

เหล่าฮันเตอร์ที่มารวมตัวกันตรงหน้าเทวรูปอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงไปซ้ำๆ พวกเขายืนอยู่ด้วยความหวาดกลัว และสงสัยว่าเทวรูปนี้คือบอสของดันเจี้ยนแห่งนี้หรือเปล่า

“…”

แต่เทวรูปไม่ขยับเคลื่อนไหว

“เฮ้อ~”

ซองเองก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

“เอาล่ะ แยกกันเถอะ”

ด้วยความมั่นใจที่กลับคืนมาอีกครั้ง เหล่าฮันเตอร์ได้กระจายตัวกันออกไปสำรวจห้องขนาดมหึมา

“ฉันไม่เจออสูรเวทย์เลยสักตัว”

“จริงเหรอ?”

“ไม่ต้องพูดถึงอสูรเวทย์ แม้แต่แมลงสักตัวฉันก็ไม่เห็น”

เมื่อเทียบกับภายในที่มีแสงสว่างพอเหมาะและขนาดอันโอ่โถง ห้องของเทวรูปนั้นธรรมดามากๆ มันมีคบเพลิงจำนวนนับไม่ถ้วนประดับประดาอยู่บนผนังเพื่อให้ความสว่างภายในห้อง ด้านหน้าของคบเพลิงมีเทวรูปที่มีขนาดใหญ่กว่าคนทั่วไปเล็กน้อยยืนอยู่ และเรียงตัวเป็นวงกลมที่มีระยะห่างเท่ากัน

“งดงาม”

“มันเหมือนกับงานศิลปะเลย”

เทวรูปแต่ละรูปถือสิ่งที่แตกต่างกันไปในมือ บ้างก็ถืออาวุธ บ้างก็ถือหนังสือ บ้างก็ถือเครื่องดนตรีหรือคบเพลิง

“มันเหมือน…” คิมเริ่มอธิบาย

“ของตกแต่งภายในวิหาร” ซองต่อประโยคของเขาให้จบ

“หืมม?”

ซองพบอะไรบางอย่างที่เท้าของเขา

“นี่คือ… วงเวทย์?”

ณ ศูนย์กลางของห้องวิหาร มีวงเวทย์ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตของเขา

“ซอง มีบางสิ่งถูกเขียนอยู่ตรงนี้ นายมาดูหน่อยได้ไหม?”

ฮันเตอร์คนหนึ่งตะโกนเรียกหัวหน้าเรดเพื่อมาตรวจสอบเทวรูปที่ดูต่างแตกจากเทวรูปที่เหลือ ซองทิ้งการสำรวจวงเวทย์ของเขาและเดินเข้ามาหาฮันเตอร์คนนั้น ฮันเตอร์ทุกคนในห้องนั้นต่างเข้าไปรวมตัวกันตรงหน้าเทวรูปที่แปลกประหลาดทีละคนๆ

ในบรรดาเทวรูปทั้งหมดในห้อง เทวรูปนี้เป็นตัวเดียวที่มีปีก มันถือแผ่นจารึกอันหนึ่งไว้ สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเหล่าฮันเตอร์คือคำที่ถูกเขียนไว้บนแผ่นจารึกนั้น

“มันคืออักษรรูน” ซองพูดออกมาหลังจากวิเคราะห์แผ่นจารึก

อักษรรูน รูปแบบของข้อความที่สามารถพบได้ในดันเจี้ยน มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถพบได้ที่ไหนบนโลก เฉพาะฮันเตอร์ที่ปลุกพลังเป็นคลาสนักเวทย์เท่านั้นถึงจะสามารถแปลความหมายของพวกมันได้

ซองอ่านบรรทัดแรกของแผ่นจารึกนี้

“บทบัญญัติแห่งวิหารคาร์เธนอน”

จินวูฟังการอ่านแผ่นจารึกของซองด้วยสีหน้าจริงจัง แต่ทันใดนั้น ก็มีบางคนคว้าแขนของเขา

เมื่อหันไป เขาก็เห็นจูฮีกำลังมองมาที่เขาด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดและหวาดกลัว

(จบตอน)


Solo Leveling – แปลไทย