0 Views

บริเวณพรมแดนของสนามทดสอบ อู๋เซียงพบตัวแทนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่รับผิดชอบอยู่

“หืม? ผู้หนึ่งออกมาหลังจากผู้หนึ่งเข้าไปงั้นรึ?” ผู้ทำหน้าที่รำพึงกับตนเอง “สนามทดสอบที่สามนี่ช่างมีชีวิตชีวาเสียจริง มิใช่ว่าเพิ่งมีหนึ่งคนเข้าไปเมื่อวานรึ?”

เขามองไปอู๋เซียงพลางยิ้ม “ข้ามเขตแดนหรือ?”

“ขอรับ”อู๋เซียงพยักหน้า

“แสดงชิ้นหยกของเจ้ามา” ผู้ดูแลผู้นั้นเอ่ยน้ำเสียงใจดี เขาเอ่ยพลางยื่นมือออกไป “สนามทดสอบของเจ้ามีสีสันน่าดู ทุกสนามทดสอบมีเพียงสองคนเท่านั้นที่ข้ามไปยังอีกแห่ง หนึ่งเข้าไปในที่ของเจ้าและเจ้าอีกหนึ่งคนซึ่งกำลังจะออก ข้าต้องขอพูดหน่อยว่าผู้เยาว์ที่เหลือในสนามทดสอบแห่งนี้คงโชคร้ายเต็มที”

อู๋เซียงส่งมอบชิ้นหยกทั้งหมดรวมถึงหกชิ้นที่ได้มาจากคนต่างถิ่นนั่น

ผู้ดูแลตรวจสอบทีละชิ้นและลงคะแนนเลขประจำตัวของอู๋เซียง หลังจากนับชิ้นหยกที่มาจากสนามทดสอบที่สามเสร็จแล้ว น่าประหลาดใจ เขาหยิบชิ้นหยกที่มาจากสนามทดสอบด้านนอก ทันทีทันใดเขาก็เผยสายตาอันแปลกประหลาด

“นี่… หยกนี่มิได้มาจากสนามทดสอบของเจ้ามิใช่รึ?”

อู๋เซียงยักไหล่ “กฎบอกว่าหยกทุกชิ้นจากสนามทดสอบแต่ละแห่งมีค่าเท่ากันมิใช่หรือ”

“ใช่มีค่าเท่ากัน” ผู้ดูแลพยักหน้าอย่างเร็ว “นี่…..ผู้เยาว์คนแรกที่ข้ามไปไม่มีชีวิตแล้ว?”

เขายิ้มและยืนยันความจริงข้อนี้

“ดี ดี ดี หลักเกณฑ์ของการข้ามนี้จะให้ข้ามเพียงสนามทดสอบที่ยังไม่มีคนข้ามไป จนถึงตอนนี้มีเพียงผู้เยาว์จากสนามทดสอบที่สิบสามที่ข้ามไปและดูเหมือนเจ้าคงจะจัดการกับเขาเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นเจ้าสามารถไปที่แห่งใดก็ได้ยกเว้นสนามทดสอบที่สิบสาม”

จากผลลัพธ์ที่แสดงขึ้นมาพบว่าสนามทดสอบของอู๋เซียงอยู่ถัดจากสนามทดสอบที่สิบสอง

“เด็กน้อย เพราะผู้ที่ข้ามเขตแดนคนแรกไม่อยู่แล้ว เจ้าจึงถือว่าเป็นผู้แรกที่ข้าม ขอให้เจ้าโชคดี” ผู้ดูแล อวยพรเข้าจากใจจริง

“ขอบคุณท่านมาก”

“นำแผ่นคำแนะนำการข้ามนี้ออกไปพร้อม คนผู้หนึ่งจะนำทางเจ้าไปสู่สนามทดสอบที่สิบสอง”

โดยปกติแล้วจะมีคนผู้หนึ่งดูแลอู๋เซียงเมื่อออกจากสนามทดสอบที่สาม เขาพาไปที่พรมแดนสนามทดสอบที่สิบสองและร้องเตือนว่า “กฎของการทดสอบไม่มีการเปลี่ยนแปลง เจ้าสามารถข้ามเขตแดนได้เมื่อสะสมครบแปดสิบคะแนน”

“รีบเข้าไปเถอะ พื้นที่ข้างในยาวห้าสิบลี้เช่นกัน”

อู๋เซียงพยักหน้าและเดินเข้าไปบริเวณอย่างช้าๆ

 

บริเวณด้านนอกของเทือกเขานภาร่ำร้อง ผู้ดูแลงานหลักอย่างดินแดนศักดิ์สิทธิ์เซิ่นอู๋รวมตัวกันอยู่ในค่าย

ในการทดสอบครั้งนี้แคว้นไป๋หยู่ได้รวบรวมคนทั้งแคว้นด้วยมองว่าเป็นความสำคัญอย่างยิ่ง พวกเขาหันหลังไม่ได้และยังได้สัญญาจะมอบรางวัลสูงสุดอย่างการประทานยศท่านอ๋อง นั่นเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นการตัดสินใจของแว่นแคว้นซึ่งจะอยู่จะสนับสนุนเขา

ตอนนี้ตัวตนระดับสูงจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้มารวมกันอยู่นอกเทือกเขานภาร่ำร้อง

และท่ามกลางตัวตนระดับสูง มีเซียนนักรบสี่คนซึ่งมีตำแหน่งสูงสุดในบรรดาหัวใหญ่เหล่านี้นักรบที่ได้รับการยกย่องทั้งสี่คนได้รับตำแหน่งสูงสุด

“พวกท่านลองเดาสิว่ามีข้อมูลใดถูกส่งมาจากสนามทดสอบที่สามกัน?” เซียนนักรบจากสี่คนซึ่งสวมเสื้อคลุมสีม่วงและเป็นผู้ประกาศกฎก่อนเริ่มการแข่งขัน

“เซียนเฒ่าเกิดสิ่งใดขึ้นรึ? อาจเป็นผู้เยาว์จากสนามทดสอบที่สิบสามที่ข้ามแดนนั่นเก็บได้แปดสิบคะแนนแล้ว?” เซียนนักรบผมสีแดงเพลิงผู้หนึ่งเอ่ยถาม

“โดยปกติแล้วมันไม่เร็วเช่นนั้น เพิ่งผ่านไปหนึ่งวันเอง จากการประเมินของพวกเราอย่างน้อยต้องใช้เวลาห้าหรือหกวันในการเก็บคะแนนทั้งแปดสิบ เด็กน้อยจากสนามทดสอบที่สิบสามนั่นเพิ่งจะข้ามไปเป็นเวลาสั้นๆ ดังนั้นแล้วเขาจะต้องมีทั้งความแข็งแกร่งและพกพาวาสนาด้วย เวลานี้เขาไม่อาจข้ามไปสนามทดสอบแห่งใหม่ได้เร็วนักหรอก ข้าคิดว่าเขาควรใช้เวลาประมาณสิบวันเป็นอย่างต่ำ….” เซียนนักรบที่สวมชุดรุงรังผูกขนหยองเป็นร้อยเอ่ย

“ท่านเซียนหยุดเก็บเงื่อนงำเสียที หรือว่าผู้เยาว์จากสนามทดสอบที่สอบข้ามเขตแดน?” เซียนนักรบคนสุดท้ายนี้น่ามองเป็นโฉมงามผู้หนึ่ง นางสวมชุดสีชมพูหวานของทางราชสำนักและนั่นทำให้ผู้คนคิดว่านางเป็นหนึ่งในสนมของฮ่องเต้

บุรุษสูงวัยในชุดสีม่วงลูบเคราสีขาวยาวและหัวเราะออกมา “ในตอนท้ายน้องสี่ช่างคิดถี่ถ้วนนัก อย่างไรก็ตามก็เป็นเรื่องจริง มีผู้เยาว์จากสนามทดสอบที่สามข้ามแดนไป”

เซียนนักรบทั้งสามรู้ข่าวอันวิเศษพลางแสดงออกสีหน้าอย่างยินดี

โดยเฉพาะเซียนนักรบผมสีแดงเพลิง เขาถูฝ่ามือไปมาพร้อมหัวเราะอย่างพอใจ “เซียนเฒ่าผลลัพธ์ยามนี้เหนือกว่าที่พวกเราคิดไว้นัก หากเป็นเช่นนี้ต่อด้วยความเร็วเยี่ยงนี้ เด็กของพวกเราสมควรเป็นสัตว์ประหลาดบางทีเราอาจเอาชนะแคว้นอู๋ได้ด้วยซ้ำ”

บุรุษสวมชุดสีม่วงเอ่ยพึมพำกับตนเองอย่างไม่แน่ใจ “ไม่ใช่แค่นั้นหรอก ผู้เยาว์ที่ข้ามจากสนามทดสอบที่สามนี่มีหยกที่ไม่ใช่ของสนามทดสอบที่สามด้วย”

เมื่อเขาเอ่ยคำเหล่านี้คนเหลือก็ยังไม่เข้าใจ หลังจากนั้นชั่วครู่พวกเขาก็หันหน้ามองกันและทุกคนล้วนแต่ดูประหลาดใจ

“ชิ้นหยกที่ไม่ใช่ของสนามทดสอบที่สามรึ? หรือมันมาจากสนามทดสอบที่สิบสาม?”

“ใช่” บุรุษเสื้อม่วงยิ้มตาหยี

“หากเป็นเช่นนั้นจริง ผู้เยาว์ที่ข้ามคนแรกนั่นก็ตกตายไปแล้วภายใต้เงื้อมมือของเขา?”

“ถูกต้อง…” ทันใดนั้นเซียนนักรับเสื้อคลุมสีม่วงก็หัวร่อ “มาดูกันว่าคนผู้นี้จะแสดงสิ่งใดให้พวกเราดู!”

สามคนที่เหลือได้แต่มองหน้ากันไปมา เด่นชัดว่าพวกเขาเต็มไปด้วยความเชิดชู ในเริ่มต้นสัตว์ประหลาดจากสนามทดสอบที่สิบสามทำให้พวกเขาประทับใจมากนัก

และยามนี้เขากลับถูกสังหารตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าไปสนามทดสอบที่สาม

ทันใดนั้นโฉมสะคราญเซียนนักรบคนที่สี่ก็นึกถึงบางอย่างและเอ่ยถามว่า “ท่านเซียน เด็กน้อยจากสนามทดสอบที่สามนี่มีเลขที่สอดคล้องกับอีกคนหรือไม่?”

“ไม่มี… ” ชายชราส่ายหน้าด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง “หยกที่เขานำมาจากสนามทดสอบที่สามเองก็มีคะแนนถึงแปดสิบคะแนนอยู่แล้ว น่าแปลกหมายเลขสิบสามนั่นถือครองหยกนับสิบชิ้นและเขากลับนำมาแค่หก”

“บางทีเขาอาจทิ้งไพ่ลับบางอย่างไว้” เซียนนักรบคนอื่นๆถอนหายใจยาว

หลังจากที่เขาเข้ามาภายใน เขาไม่รีบร้อนเข้าไปลึกนัก เขาตัดสินใจเริ่มต้นจากแถบรอบนอกและทำความคุ้นเคยกับภูมิศาสตร์ คราวนี้เขาไม่ต้องพะวงถึงน้องชายของแม่นางตงเหยา เขาตัดสินใจเปลี่ยนวิธีการให้ฉับไวรวดเร็วดั่งอัสนีบาต

ขณะที่กำลังเดินอู๋เซียงพลันชะงักฝีเท้า ติ่งหูขยับพลางยิ้ม “หยุดซ่อนตัวเสีย ออกมา”

มีผู้เข้าร่วมรายหนึ่งเดินออกมาจากที่ลับพร้อมหัวเราะเสียงชั่วร้าย มันจ้องมองอู๋เซียงขึ้นลงอย่างเย็นชา “คนต่างแดนรึ?”

“หืม?”

“เจ้าหาข้าเจอได้อย่างไร?” มันเคยมั่นใจฝีมือการหลบซ่อนของตัวเองเสมอ มิคาดคิดเลยว่าอู๋เซียงจะดูออก

อู๋เซียงไม่สนใจถ้อยคำของมันมากนัก เขาสนใจหมายเลขประจำตัวของมันต่างหาก

หมายเลขสามสิบหกจากสนามที่สอบที่สิบสอง!

ตัวเลขสิ้นสุดตัวเดียวกัน

คนผู้นั้นก็หยุดมองเสื้อคลุมของอู๋เซียงเช่นกัน มันดูยินดียิ่ง เป็นพักใหญ่ที่มันซ่อนตัวอยู่ใกล้เขตชายแดนเพื่อปล้นเอาจากผู้เข้าร่วมจากต่างสนามทดสอบ

แม้ว่าคนพวกนั้นอาจจะไม่มาหรือไม่ก็มาใกล้ๆนี้ มันก็ยังคงเฝ้ารออยู่ที่นี่สามเวลาต่อหนึ่งวันเป็นประจำ

มิคาดคิดว่ามันจะโชคดีวันนี้ และเป็นผู้เข้าร่วมที่มีตัวเลขสิ้นสุดตัวเดียวกันอีกต่างหาก!

เพราะคนต่างแดนที่ข้ามมาได้ย่อมมีคะแนนแปดสิบคะแนนแล้ว เป็นหมายเลขที่สิ้นสุดเลขเดียวกันก็ต้องมีชิ้นหยกคะแนนสูงเป็นส่วนใหญ่ และก็ตรงกับที่มันต้องการพอดี!

เมื่อคิดอย่างนั้นความคิดชั่วร้ายก็ปรากฎขึ้น

“ทิ้งชิ้นหยกไว้แล้วเจ้าจะรอด หากไม่ก็ตาย เลือกมาซะ” มันยิ้มเย็น

อู๋เซียงผงกหน้า “ข้าเลือกที่จะไม่ทิ้งทั้งคนและชิ้นหยก”

วาจานั้นยังลอยอยู่ในปากของเขา ร่างกลับพุ่งออกไปข้างหน้าแล้ว ก่อนที่ผู้เยาว์อีกคนจะรู้ว่าเกิดอันใดขึ้น มันรู้สึกเพียงบางอย่างพาดผ่านนัยน์ตา ต่อมาคอของมันก็ถูกรัดและเท้าพลันลอยขึ้นจากพื้นดินเพราะมีใครบางคนยกมันขึ้น

อู๋เซียงดึงเถาวัลย์จากต้นไม้ข้างๆมา หมุนมิกี่ครั้งในบัดดลและพันมันให้กลายเป็นก้อนข้าวยักษ์ห่อด้วยใบไม้และและทิ้งมันให้โยกไหวไปมาบนต้นไม้

“คติของข้าคือใครเชื่อฟังก็รอด ส่วนใครปฏิเสธก็ตาย” อู๋เซียงเอ่ยเสียงแผ่วเบา “ตอนนี้ข้าจะถามเจ้าและเจ้าก็ตอบมา คำตอบจะถือเป็นทางเลือกของเจ้าและการจัดการกับเจ้านั้นข้าจะลงมือเอง หากมิอยากถูกรัดคอตายเพราะถ้อยคำโป้ปดก็จงแสดงออกมาว่าเจ้าเอ่ยความจริง”

อย่างขวัญหนีดีฝ่อ มันไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน ความสามารถการประจัญหน้าที่มันภาคภูมินักได้พังทลายลงครั้งแรกต่อหน้าบุรุษผู้นี้

อันที่จริง ผู้เข้าร่วมที่ข้ามเขตแดนมามิตอแยได้ง่ายเลย….

มันคำรามในใจ พยักหน้ารับและเอ่ยว่า “ได้ๆ ข้าจะให้ความร่วมมือแบบเต็มที่ จะตอบคำถามเจ้าทุกอย่าง”

ต่อหน้าเสียงขู่ร้องของความตาย ทิฐิและความกล้าหาญทั้งหมดล้วนไร้ความหมายทั้งหมด

อู๋เซียงยิ้มบางและถามว่า “คำถามแรก เจ้ามีหยกทั้งหมดกี่ชิ้นและมีเลขอะไรบ้าง?”