0 Views

หากมันกำลังเผชิญหน้านักสู้ขั้นสูงกำลังแก่นแท้แล้วมันอาจยอมรับฉากตรงหน้าได้ ท้ายที่สุดมันก็เป็นความแตกต่างของความเป็นตาย

อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงการทดสอบของนักรบรุ่นเยาว์เท่านั้น ทุกสิ่งสมควรอยู่ภายในช่วงพลังของผู้เยาว์!

นอกจากนี้ก่อนเริ่มการทดสอบครั้งนี้มันรู้สึกรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งกับความสำเร็จของตนเอง มันวาดหวังว่าจะเป็นอันดับหนึ่งแบบรายบุคคล การทดสอบแรกมันง่ายดายนักมันใช้เวลาเก็บคะแนนเพื่อข้ามเขตแดนเพียงห้าวัน ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามที่มันวางแผนไว้

เมื่อมันมาถึงที่สนามทดสอบใหม่ มันได้ใช้วิธีการอันทารุณคุกคามเหล่าผู้เข้าร่วมด้วยว่ายังมิคุ้นเคยกับภูมิศาสตร์ ด้วยวิธีนี้มันจะเก็บคะแนนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

จนถึงยามนี้ แม้นว่าการกระทำของมันจะมิได้ทำให้เก็บคะแนนได้มากนัก แต่มันก็ประสบความสำเร็จในการข่มขู่

มันเชื่อว่าเมื่อเวลาผ่านไป แน่นอนทุกคนจะเต็มใจมอบชิ้นหยกให้แก่มันเอง

อย่างไรก็ตามขณะที่มันภาคภูมมิเกียรติและจิตวิญญาณการต่อสู้ลุกโชน ทันใดนั้นมันก็ค้นพบว่าห้วงดารานั้นไร้ซึ่งขีดความจัด

ช่างน่าเสียดายที่ในโลกนี้ไม่มียารักษาความเสียใจ

ยิ่งปีนสูงเท่าไรยามตกลงมาก็ยิ่งเท่านั้น

“ตอนนี้ข้าจะถามว่า หยกทั้งหมดที่เจ้ามีนั้นอยู่ตนเองหรือไม่?” อู๋เซียงถามเสียงเรียบ

ทันใดนั้นคนต่างถิ่นมันก็หัวร้อและถ่มน้ำลายเสียงดัง “ปล่อยข้าสิ! หากเจ้าปล่อยข้าไปข้าจะบอกเจ้าทันทีว่าชิ้นหยกอยู่ใด”

อู๋เซียงยิ้ม “เจ้าอยากมีชีวิตอยู่หรือไม่เล่า? ”

“ปัญหาอ่อน ผู้ใดไม่อยากเล่า”

“แล้วยามที่เจ้าสังหารพวกมัน เจ้าคิดหรือไม่ว่าพวกมันเองก็อยากมีชีวิตอยู่ต่อ?”

“คนเหล่านั้นนะหรือ? พวกมันไร้ความสามารถนักสมตายไปเสีย นอกจากนี้พวกมันยังดื้อด้านไม่ให้ความร่วมมือ พวกมันไม่เคยทิ้งเส้นทางหลบหนีไว้ตนเองด้วยซ้ำ”

“จริงรึ?” อู๋เซียงพูดเสียงเหี้ยม “มิใช่ว่าพวกมันไร้หลบหนีตั้งแต่ตกอยู่ในเงื้อมมือของเจ้าหรอกหรือ?”

“เหลวไหล ขยะนั่นเปรียบเทียบกับข้าได้รึ?หากเจ้าต้องการชิ้นหยกเจ้าก็สังหารข้าไม่ได้ มิเช่นนั้นเจ้าก็จะไม่ได้พวกมันเลย”

“จริงๆเจ้าก็มิอาจเปรียบเทียบกับพวกมันได้จริงนั่นแหละ” อู๋เซียงถอนหายใจยาว “ในสายตาของข้า เจ้าต่ำช้ากว่าพวกมันเป็นร้อยเท่าเลยต่างหาก”

เอ่ยเสร็จเขาก็ส่งคลื่นลมปราณผ่านฝ่ามือ ประทับลงหน้าอกของอีกคน

การโจมตีนี้ใช้กำลังภายใน ดูผิวเผินไร้ซึ่งร่องรอยใดๆ อย่างไรก็ตามพลังนั่นกลับประดังใส่ร่างของบุรุษต่างแดน

ปัง!

เสียงอัดดังกร๊อบ ร่างของมันลอยออกไปหลายสิบก้าวและกระแทกลงก้อนหินใหญ่อย่างแรง ร่างของมันเละเทะไปหมดพร้อมสิ้นใจฉับพลัน

บังเอิญกับที่น้องชายของตงเหยาเดินผ่านมาพอดี เมื่อเห็นฉากนี้เขาถึงกลับตะลึงงัน

“มานี่มา” อู๋เซียงเรียก “แน่นอนว่าคนผู้นี้ย่อมพกหยกไว้ตัว มันถึงกับกล้าเล่นแง่กับข้า แต่ก็ง่ายเกินไป”

น้องชายของตงเหยารีบก้าวมาและเปิดดูย่ามสัมภาระของบุรุษผู้นี้

ช่างประเสริฐนัก! หยกหมายเลขสิบสี่และสิบห้าเผยออกมา

หมายเลขสิบเก้า สามสิบสอง เก้า ยี่สิบเก้า สามสิบเก้า สี่สิบเก้า…

มันมีทุกอย่างเลย

กระทั่งอู๋เซียงก็ยังอดประทับใจไม่ได้ คนผู้นี้ช่ำชองการเก็บเหลือเกิน ในระยะเวลาสั้นไม่กี่วันมันก็สามารถตามเก็บชิ้นหยกที่มีค่าเหลือนี้มาได้ทั้งหมด!

ชิ้นที่เหลือล้วนมีค่าสองคะแนนเท่านั้นสำหรับเขา

ทว่าสำหรับอู๋เซียงแล้ว สองคะแนนของพวกมันนี้กลับมีค่าอย่างมาก หนึ่งคือหมายเลขสี่สิบห้าและอีกหนึ่งคือหมายเลขสิบหก

น้องชายของตงเหยาจ้องมองกองชิ้นหยกแววตาวับวาว

เยอะแยะอะไรเช่นนี้?

พวกเขาทำตามข้อตกลงก่อนหน้านั่นคือหยิบหยกที่มีค่ามากกว่าให้กันและกัน อย่างไรก็ตามแน่ชัดว่าหยกพวกนี้มีค่ากับเขามากว่า เกือบทั้งหมดล้วนแต่เป็นหยกที่มีคะแนนสูง

ถ้าเขาเอาหยกทั้งหมดนี้ เขาจะได้รับคะแนนมากกว่าหนึ่งร้อยคะแนน

แต่เขาจะกล้าทำเช่นนั้นได้อย่างไร? ตลอดเวลาเขาไม่ได้ลงแรงแม้แต่สักนิด…

“ตามคำที่พูดไว้ เราจะให้ชิ้นหยกนั้นกับคนที่มีค่าคะแนนมากกว่า ส่วนที่เหลือก็แบ่งเท่าๆกันแทน”

“ไม่ ไม่ๆ… ” เป็นที่ประจักษ์ว่าน้องชายของตงเหยารู้สึกว่าตนมิสมควรได้รับ เขาโบกมือ “ข้าต้องการเพียงแปดสิบคะแนน ส่วนที่เหลือ…ที่เหลือนั้นเป็นของท่านทั้งหมด…”

จากนั้นก็พูดเสริมด้วยรู้สึกว่าพูดไม่จบ “นี่เป็นลาภลอยมิคาดคิด ข้าไม่ได้ทำสิ่งใดเลย…”

“เจ้าอยากข้ามเขตแดนหรือ?” อู๋เซียงถามโดยฉับพลัน

“เพราะข้ามีแปดสิบคะแนนแล้วเหตุใดจะไม่เล่า?”

ชายหนุ่มส่ายหัว “ถ้าข้าเป็นเจ้า ข้าจะหยิบเอาชิ้นหยกทั้งหมดไปจากที่นี่และหาสถานที่หลบซ่อน หากข้ามไปแล้วทั้งเวลา เขตชัยภูมิและเงื่อนไขมิตรภาพนั่นอาจเป็นภัยต่อเจ้าเอง เจ้าอาจนำร้อยคะแนนนี้ข้ามเขตได้แต่ก็ไม่มีสิ่งใดยืนยันว่าเจ้าจะมีคะแนนเช่นนี้ไปจนจบการทดสอบ”

เขาก้มหน้ากัดริมฝีปากเบาๆพลางคิดอย่างรอบคอยตามที่อู๋เซียงชี้แนะ ยิ่งคิดก็ยิ่งพูดไม่ออก

ข้ามเขตแดนรึ? ด้วยพลังที่มีจะทำอันใดได้?

ความแข็งแกร่งอันน่าสะพรึงกลัว? หรือวิชาเฉพาะ?

นอกเหนือจากทักษะการรวบรวมข่าวสารแล้ว วิชาการต่อสู้ การเคลื่อนไหว การซ่อนตัวและด้านอื่นๆล้วนไม่ได้อยู่ระดับสูงนัก หลังข้ามเขตแดนไปความสามารถของเขาจะไร้ประโยชน์ด้วยเพราะสูญเสียความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์

ถึงแม้นอีกฝ่ายจะเถนตรง ถ้อยคำของเขาก็สมเหตุสมผล

“เอาหยกพวกนี้ไปเสียและเราก็จะแยกกัน” อู๋เซียงก้าวออกมาและเลือกหยกสองชิ้นที่มีคะแนนสูง จากนั้นก็เลือกอีกสี่ชิ้นที่มีค่าสองคะแนน เอ่ยอีกครั้งว่า “เจ้าจำสถานที่ที่หมายเลขยี่สิบห้าเคยอธิบายไว้ได้หรือไม่?”

น้องชายของตงเหยาผงกศีรษะรับและมองอู๋เซียงอย่างสับสน

“สถานที่ที่สูงนั่นเหมาะสำหรับการหลบซ่อนตัวตน และขณะเดียวกันมันก็มีกับดักจำนวนมากสร้างไว้ หากเจ้าใช้มันเจ้าก็จะสามารถป้องกันตนเองได้ เวลาหนึ่งเดือนจะผ่านไปเร็วอย่างยิ่ง….”

อู๋เซียงรู้จากแม่นางตงเหยาว่าน้องชายของนางนั้นเป็นคนหยิ่งทระนงสูง หากเขาหยุดให้อีกคนข้ามเขตแดนนั่นคงจะทำให้เขาอับอายมากเป็นแน่ ด้วยเขาเอ่ยเตือนสติเช่นนี้หากเขาฉลาดพอย่อมรู้ดีว่าจะเลือกทางไหน

ภายในใจน้องชายของตงเหยารู้สึกสับสน ก่อนการทดสอบผู้อาวุโสในตระกูลและพี่หญิงใหญ่ต่างก็เตือนให้เขากระทำตัวหนักแน่นอย่าได้ละโมบ พวกเขาเอ่ยว่าอย่าได้ข้ามเขตแดนโดยขาดสติแม้ว่าจะมีโอกาสให้ข้ามแล้วก็ตาม

ตอนนี้มีหยกสิบชิ้นที่ถูกทิ้งไว้ ในสิบชิ้นนั้นมีหกชิ้นที่มีคะแนนสูงและมีค่าประมาณเจ็ดสิบคะแนน

รวมหกสิบสองคะแนนก่อนหน้าที่มี เท่ากับว่าเขามีทั้งหมดหนึ่งร้อยสี่สิบคะแนน

ด้วยจำนวนคะแนนที่สูงเช่นนี้ อาจไม่พอที่จะขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในแต่กลุ่มรายบุคคล อย่างไรก็ตามเมื่ออยู่ในกลุ่มนครรัฐเพลิงไพรีแน่แท้ว่าอยู่ในช่วงสิบลำดับแรก

บางทีเขาอาจจะติดหนึ่งในห้าอันดับแรก!

“เพราะมีตัวตนทรงพลังเช่นนี้ข้ามิหวังเลยว่าจะได้อันดับหนึ่งแบบรายบุคคล เห็นชัดว่าเขามิได้มองว่าข้าเป็นคู่แข่งเลยด้วยซ้ำ มิเช่นนั้นเขาคงไม่ใจกว้างทิ้งหยกจำนวนมากเหล่านี้ไว้ให้แน่ หากข้าไม่มีเขามาและก้าวไปข้างหน้า บางทีมันอาจเป็นอย่างที่เขาพูดมาและหยกพวกนี้คงตกเป็นของผู้อื่น มันง่ายที่จะปีนขึ้นป้อมปราการแต่การปกป้องนั้นยากยิ่งกว่า! หากข้าสามารถเอาหนึ่งร้อยสี่สิบคะแนนนี้ออกจากการทดสอบได้แน่นอนว่าผลลัพธ์ย่อมไม่เลวร้ายนัก…”

ในขณะนั้นเขาคิดอยู่ในใจ

เขาเงยหน้าขึ้น “ตกลง หากข้าขาดสติทำลงไปมันก็จะเป็นความผิดของข้า ตระกูลของข้าแซ่ตงและข้ามีนามว่าตงหยาน หนึ่งในบุตรหลานแห่งชนชั้นอันน่าเคารพจากมณฑลพฤกษาขจี นครรัฐเพลิงไพรี หากมีโอกาสท่านต้องมาเยี่ยมเยือนข้าที่เมืองพฤกษาขจีนะ! ข้าจะต้อนรับท่านเป็นอย่างดีเลย!”

“แน่นอน ฮ่าๆ ตระกูลข้าแซ่ฉิน มาจากมณฑลหมอกเมฆา”

“มณฑลหมอกเมฆารึ?” ทันใดนั้นตงหยานก็พลันจำบางอย่างได้ “ฉิน? ท่านใช่ทายาทสกุลฉินแห่งชนชั้นมั่งคั่งเมืองวารี ฉินอู๋เซียง?”

“เป็นข้าเอง”

ในที่สุดตงหยานก็เข้าใจ เขาถึงหลับตบหัวตัวเอง “ข้ารู้แล้วๆ เป็นข้าที่โง่งมเองน่าจะคิดได้ตั้งแต่แรก ฮ่าๆ นอกจากดาวจรัสแสงอย่างฉินอู๋เซียงจากนครรัฐเพลิงไพรี ผู้ใดจะแข็งแกร่งเท่าอีกเล่า?”

ในการประลองแย่งที่นั่งชนชั้นมั่งคั่ง ฉินอู๋เซียงได้สังหารผู้อาวุโสตระกูลซูซึ่งอยู่ขั้นที่สี่กำลังแก่นแท้ในฝ่ามือเดียว ถึงแม้ว่าทางการจะปิดข่าวเรื่องนี้ไว้แต่สำหรับตระกูลตงที่เชี่ยวชาญการหาข่าวมันเป็นไปมิได้เลยหากพวกเขาต้องการหาข้อมูลเรื่องนี้

ตงหยานโค้งคำนับและเอ่ยจากก้นบึ้งหัวใจว่า “เป็นโชคมหาศาลของข้าที่ได้พยานรู้แจ้งถึงความแข็งแกร่งของพี่ฉิน ข้ารู้สึกตราตรึงใจยิ่งนัก แน่นอนว่าอันดับหนึ่งแบบรายบุคคลเฉพาะย่อมเป็นของท่านแน่! ข้าขอยินดีกับท่านล่วงหน้าที่นี่ ยามที่ตระกูลของท่านจะรับเกียรติให้เป็นตระกูลอ๋องและความสำเร็จอันยอดเยี่ยม”

อู๋เซียงยิ้มบาง “ขอบใจสำหรับคำอวยพรของเจ้า โชคดีล่ะ”

หลังจากเสร็จสิ้นภาระที่เขาได้รับจากแม่นางตงเหยาแล้ว อู๋เซียงก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้อ้อยอิ่งอีกแล้ว หัวใจของเขากระจ่างชัดพลางมุ่งไปที่เป้าหมายต่อไปอย่างการข้ามเขตแดน!