0 Views

น้องชายของตงเหยาผงกศีรษะขึ้นอย่างแปลกใจ “ท่านหมายถึงสิ่งใด?”

เขารู้สึกถึงคลื่นความหวาดหวั่นที่ปกคลุมทั่วหัวใจ หรือมันจะ……

จนถึงช่วงผ่อนคลาย ในที่สุดอู๋เซียงก็เผยรอยยิ้มยินดีออกมา “ประเสริฐ ดีนักที่เจ้ามา!”

“ท่านว่าสิ่งใดดีหรือ?”

“เจ้ายังไม่ตระหนักได้อีกหรือว่ามีผู้เข้าร่วมจากสนามทดสอบอื่นข้ามมาเขตเราแล้ว? รวดเร็วนัก! เขาทำให้ข้าอยากเห็นว่าคนผู้นี้มีสามศีรษะหกแขนหรืออย่างไร”

“ที่นี่หรือ?” เดิมทีเขาก็สงสัยจุดนี้ เพียงมิอยากเผชิญหน้ากับมันเท่านั้น ในฐานะบุรุษผู้มุ่งมานะเสมอเขามิอาจยอมรับได้

ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตอนนี้เขาได้รับเพียงหยกอันเดียวจากฝีมือของตน แต่ทว่าสหายของเขาจากนครรัฐเพลิงไพรีก็เก็บครบแปดสิบคะแนนแล้ว เขาคิดว่านั่นรวดเร็วที่สุดแล้วและบางทีเขาอาจเป็นอันดับหนึ่งในทดสอบแบบรายคนในการทดสอบนักรุ่นเยาว์นี้

ไม่คาดคิดว่ายังมีคนเร็วกว่า ใครบางคนได้เร็วขึ้น และเขามาถึงที่นี่เพื่ออาละวาดที่สถานที่สอบของพวกเขา เขาไม่สามารถช่วย แต่รู้สึกถึงความรู้สึกของวิกฤต

เมื่อพวกเขาเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆก็มีคนหลายคนเข้ามาหาทั้งสอง แม้นว่าพวกมันทั้งหมดจะสวมหน้ากากแต่ก็สามารถมองเห็นความหวาดกลัวสุดขีดจากแววตา

ตอนที่เห็นอู๋เซียงและอีกคนมุ่งหน้าไปยังป่าหิน พวกมันดูให้ความสนใจ สายตาของพวกมันเปิดเผยให้เห็นถึงความงงงวยบ้างบ้างก็เยาะเย้ย

“นี่พวกเจ้าทั้งสองน่ะ อยากตายหรือยังไงกัน?” หมายเลขเจ็ดหนึ่งในกลุ่มคนนั้นเอ่ยทักทั้งสอง

น้องชายของตงเหยาพลันหยุดและเอ่ยถามว่า “เหตุใดท่านจึงเอ่ยเช่นนั้นเล่า?”

“เจ้าคนต่างแดนนั่นเหมือนเข้าอยู่ตรงป่าหิน มันโหดเหี้ยมยิ่งและยังเรียกร้องให้ผู้เข้าร่วมการทดสอบในสนามสอบนี้มารายงานต่อมันไม่ว่าจะมีชิ้นหยกหรือไม่ก็ตาม เราจะต้องส่งชิ้นหยกที่มันต้องการให้มิฉะนั้นมันสังหารคนทุกสองชั่วยาม สังหารไปเรื่อยๆจนกว่าจะหมดทุกคนในสนามทดสอบนี้!”

น้องชายของตงเหยาตื่นตะลึง บุคคลที่อำมหิตกระหายเลือดเช่นนี้มีอยู่จริงหรือ?

อู๋เซียงมิค่อยเชื่อนักเมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้เยาว์ทั้งหมดล้วนมีอายุต่ำกว่ายี่สิบหนาว ส่วนใหญ่มิได้มีประสบการณ์การต่อสู้และการฆ่าเลือดเย็นจริง

การฆ่าคนนั้นทำได้ไม่ยาก ส่วนที่ยากคือการรักษาสภาพจิตใจอันกระหายเลือดเช่นนี้

“อย่างที่บอกไป พวกเรามารวมกลุ่มกันดีหรือไม่?” หมายเลขเจ็ดผู้นั้นกำมือฮึดสู้พลางเอ่ย

เหล่าผู้เข้าร่วมทั้งหลายซึ่งกำลังหลีกหนีเส้นทางนี้พลันหยุดเท้าเมื่อได้ยินคำพูดของมัน

“รวมกลุ่มรึ? ได้อย่างไรเล่า?”

“ใช่ อย่าลืมมันมีการแข่งขันระหว่างพวกเราอยู่ ผู้ใดเล่าจะมิฉกฉวยโอกาสโจมตีจากข้างใน”

“ถูกต้อง ข้าคิดว่าพวกเราควรอยู่ตัวใครตัวมันดีกว่า รวมกลุ่มรึมิมีทาง”

หลังเอ่ยเสร็จพวกมันก็รีบจากไป เห็นได้ชัดว่าป่าหินนี้กลายเป็นสถานที่อันตรายอย่างยิ่ง ยิ่งออกห่างจากบริเวณนี้เท่าไหร่ก็ยิ่งปลอดภัยเท่านั้น

หมายเลขเจ็ดถอนหายใจเมื่อเห็นว่าทุกคนล้วนไม่มีความตั้งใจรวมกลุ่มกันพลางเหลือบมองอย่างหมดหวัง ร่องรอยแห่งความกลัวอยู่ในสายตาของเขายามมองดูอู๋เซียงและน้องชายของตงเหยา

“ไปตามทางใครทางมันเถอะ หากเจ้าทั้งสองไร้ความสามารถต่อสู้แล้วข้าแนะนำว่าอย่าไปที่นั่นเสีย มีตัวโง่งมหลายคนยังคงวางแผนจะสู้กับเจ้านั่น จะอย่างไรข้าขอเดาว่าพวกเขาคงประสบกับฉากจบอันน่าเศร้าอยู่ดี” เขาส่ายหน้ายามที่พูดและวิ่งจากไป

“เจ้าคิดเช่นไร?” อู๋เซียงมองอีกคน อยากทราบการของตัดสินใจของเขา

“ตามที่ท่านเอ่ย” เขาเน้นอีกว่า “ท่านเอ่ยว่าไปเช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”

“อืม เดินตามหลังข้ามา อย่าได้เปิดเผยว่าเราเป็นพวกเดียวกันและอย่าอยู่ห่างมากจนเกินไป”

“ได้”

เมื่อคุยกันเสร็จแล้วมุ่งหน้าไปตามทาง

ผู้หนึ่งอยู่หน้าและอีกคนอยู่ด้านหลัง พวกเขาหายเข้ามาในป่าหิน สถานที่แห่งนี้ช่างกว้างใหญ่ทันทีที่เดินเข้ามาพวกเขาก็รู้สึกราวกับว่าเดินเข้ามาในปราการของปีศาจ

อู๋เซียงเดินอ้อมไปมาท่ามกลางกองศิลาพิลึกแต่ละก้าวอย่างระวัง

หลังจากเขาเดินมาประมาณครึ่งก้านธูป ทันใดนั้นเสียงร้องไห้อันทุกข์ทนรวดร้าวพลันดังออกมาจากส่วนมืดมิดของป่าหิน เสียงแทงเสียดแหลมและกัดเข้าที่หูเหมือนคนก่อนจะตายและเส้นผมลุกชัน

“สารเลว สังหารข้าเสีย!”

“ฮ่าๆ สังหารเจ้าน่ะหรอ?” สุ้มเสียงถมึงพูดขึ้นอย่างสนุก “ข้าเข้าใจแล้ว พวกเจ้าแต่ละคนช่างดื้อดึงจริงไม่เห็นลงศพไม่หลั่งน้ำตาสินะ บอกมาหยกของเจ้าอยู่ไหน?”

“ข้า…ข้าไม่มี ไม่ใช่ว่าแกเอาของข้าไปหมดแล้วหรอ? ข้าไม่มีหมายเลขสามสิบสองนั่นหรอกและข้าก็ไม่เคยเห็นมันด้วย!”

“แล้วหมายเลขสิบเก้าเล่า? ไม่เคยเห็นเช่นกันรึ?” น้ำเสียงเย็นชายังเอ่ยถามต่อไป

“ไม่เลย ข้าไม่เคยเห็นมันจริงๆ! ถึงเจ้าจะสังหารข้าข้าก็ไม่มีให้หรอก!” ชัดเจนว่าคนผู้นั้นคงกำลังประสบเคราะห์กรรมแสนสาหัส ยามที่เขาเอ่ยแต่ละคำจะรู้สึกได้ถึงความสั่นเทาในน้ำเสียง

เมื่อน้องชายของตงเหยาได้ฟัง พริบตานั้นเขาก็รู้สึกถึงคลื่นความเย็นเสียดแทงจากขั้วกระดูก

หมายเลขสามสิบสอง หมายเลขสิบเก้ารึ?

ยามนี้ชิ้นหยกทั้งสองอยู่ในเสื้อเขานี่เอง!

อู๋เซียงมองดูด้วยรอยยิ้ม เขาไม่ได้ขวัญเสียนักทั้งยังพยายามระงับความกลัวจากหัวใจ เขาไม่กล้าแม้แต่จะเปล่งเสียง ซ่อนตัวเองอยู่หลังก้อนหินก้อนใหญ่ เขาขดตัวงอปล่อยให้ทุ่งหญ้าปกปิดตัวตน

อย่างไรก็ตามภายในใจอู๋เซียงกลับคิดเรื่องอื่นแทน เพราะฝ่ายตรงข้ามกำลังตามหาหมายเลขสิบเก้าและสามสิบสอง มันคงเป็นผู้เข้าร่วมจากอีกสนามแน่

“ข้าคิดว่าตนเองเร็วพอ มิคิดเลยว่าจะมีปีศาจตนนี้เร็วกกว่าอีก จะประมาทการทดสอบนี้ไม่ได้เด็ดขาด”

อู๋เซียงเผยรอยยิ้มกว้าง “ข้าจะไปตรวจสอบดูสักหน่อย”

ก่อนที่อีกคนจะรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นเขาก็รู้สึกเพียงเงาวูบวาบต่อหน้าและร่างของอู๋เซียงก็พลันก็อันตรธานจากไป

“เขาจะไปลองดีกับเจ้าคนต่างแดนนั่นหรือ?” ความคิดปรากฏขึ้นและเกียรติภูมิของนักรบทำให้เขารู้สึกว่าตนมิควรซ่อนตัวในยามนี้

นับแต่ที่พวกเขากลายเป็นพันธมิตรและตกลงเดินทางมาด้วยกันในวันนี้ มันคงจะไม่เหมาะสมหากเขาไม่ออกไปเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่ง

เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาก็ออกจากที่ซ่อนและตามมาทีหลัง

ห่างออกไปประมาณหนึ่งลี้ มันมีชั้นหินสูงซึ่งอยู่ส่วนลึกของป่า ผู้เยาว์ต่างถิ่นนั่งอยู่บนหินยักษ์นั่นมันกำลังทรมานบุรุษวัยเยาว์ผู้หนึ่งให้ตายทั้งเป็นแขวนอยู่กลางอากาศ

เมื่อเห็นอู๋เซียงเดินเข้ามาก็พลันประหลาดใจ มันพ่นหญ้าที่กัดไว้ในปากและหัวเราะเสียงชั่วร้าย “มีอีกคนมิกลัวความตายถามหาด้วย”

จากระยะไกลๆ อู๋เซียงเห็นชัดว่าหมายเลขประจำตัวของมันคือหมายเลขสิบสาม เลขที่สอดคล้องของมันคือหมายเลขสิบเก้าซึ่งเป็นหมายเลขเดียวกับน้องชายของตงเหยานั่นเอง

เมื่อมันผู้นั้นเห็นหมายเลขของอู๋เซียงมันก็รู้สึกค่อนข้างผิดหวัง ส่ายหน้าและพึมพำว่า “เวรเอ๊ย หมายเลขหก! เหตุใดไม่ใช่หมายเลขเก้าและสามสิบสองนะ?”

จากนั้นมันก็แลบลิ้นเลียอย่างกระหายเลือด “ผู้ใดสนหมายเลขกัน เพราะแกเสนอตัวมาต่างหาก ดีจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปตามหาให้ยาก”

เมื่อคิดดังนั้น มันก็หันมองอู๋เซียงและตะคอกเสียงดัง “ทารกน้อย หากเจ้ามิมีชิ้นหยกแล้วเจ้าก็จะดับสิ้นอย่างน่าอนาถ!”

อู๋เซียงหัวเราะเสียงแผ่ว เอ่ยอย่างผ่อนคลายว่า “มิว่าเจ้าจะมีชิ้นหยกหรือไม่เจ้าก็จะมิได้ออกจากที่แห่งนี้เด็ดขาด”

“โอ้?” คนต่างถิ่นเลิกคิ้วและเหลือบมองอู๋เซียงตั้งแต่หัวจรดเท้า

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ฝ่ายตรงข้ามกลับสามารถเก็บซ่อนความสงบบังคับให้เขาต้องระวังตัว ตระกูลของคนต่างถิ่นนี้มีชื่อเสียงในเรื่องการสร้างมือสังหารมาหลายชั่วอายุคน ตั้งแต่เกิดมามันได้รับคำชี้แนะจากนักสู้ชั้นสูงหลากหลายคนในตระกูล ซึ่งลึกๆมันได้ส่งผลให้มันจิตใจกระหายเลือดและมืดมน

เกี่ยวกับทางด้านอารมณ์ เหล่านักสู้คร่ำครึเหล่านี้อ่อนด้อยกว่ามันนัก

บวกกับความลักษณะที่ผิดแปลกต่างกับมือสังหารทั่วไป มันเป็นดั่งมัจฉาว่ายอยู่ในกระแสน้ำเช่นที่มันยังอยู่ในสนามทดสอบของตน เพียงสี่หรือห้าวันมันก็มีคะแนนถึงแปดสิบคะแนนและกลายเป็นผู้เยาว์ผู้แรกที่กระทำเช่นนี้ จากนั้นมันก็ข้ามเขตแดนและมาที่สนามทดสอบแห่งที่สามซึ่งอู๋เซียงอยู่นี่เอง

และกลุ่มของหมายเลขสิบสามที่มันเคยอยู่ มากกว่าครึ่งล้วนตกตายภายใต้มือของมันทั้งสิ้น เรียกว่าเป็นการฆ่าดั่งผักหญ้า

มันยกฝ่ามือและกระแทกใส่บุรุษซึ่งถูกทรมานอยู่

อีกหนึ่งชีวิตถูกเก็บเกี่ยว

อู๋เซียงขมวดคิ้ว เขาไม่ชอบวิธีการลงมือของบุรุษผู้นี้นัก ระหว่างการทดสอบแม้ว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่จะหลีกเลี่ยงการสังหารทว่าก็มิใช่การฆ่าเพื่อความสุข

“เห็นหรือไม่? นี่คือจุดจบของเจ้า” ผู้เข้าร่วมนั้นยกมือขึ้นแตะริมฝีปาก เขาจ้องอู๋เซียงเขม็งผู้ซึ่งยืนอย่างสบายใจอยู่

“บางทีเจ้าอาจเพียงสังหารผู้คนเพื่อปกปิดความขลาดเขลาในหัวใจอยู่กระมัง” อู๋เซียงถามเสียงเย็น

“ไอ้เศษสวะ! หากแน่จริงก็ฆ่าข้าเลยสิ เจ้าใช่หมายเลขหกหรือไม่? ข้าน่ะมีหยกสองชิ้นที่มีค่ากับเจ้าอยู่นะบอกไว้เลย พวกมันจะเป็นเจ้าทันทีหากสังหารข้าได้”

“อย่างนั้นหรือ?” ทันใดนั้นอู๋เซียงก็กระตุกยิ้มมุมปาก “เช่นนั้นข้าไม่รอแล้วกัน”

เสี้ยวลมหายใจที่เอ่ยวาจา ร่างของเขาก็เคลื่อนไหวไปแล้ว

บุรุษต่างแดนรู้สึกว่ามีบางอย่างสาดวูบใส่นัยน์ตาราวกับอีกฝ่ายพลันล่องหนสถานที่ที่ยืนอยู่ ความเร็วของเขามันเกินกว่าดวงตาเปล่าๆของมันจะมองเห็น

ถัดมาเขารู้สึกถึงกลิ่นอายสังหารที่กดทับมันอยู่

ในฐานะคนที่ฝึกเป็นมือสังหารมาหลายสิบปี เขารู้สึกว่ามันเป็นกลิ่นอายอันหนักหน่วงยิ่ง เพียงแค่มันกำลังจะหลบหนีอู๋เซียงก็มาปรากฏตัวต่อหน้ามันแล้ว

ตรงกลางฝ่ามือของเขากดลงหน้าอกของมันแต่ก็ยังไม่ปลดปล่อยพลังออกมา รอยยิ้มที่ประดับอยู่มุมปากของมันถือเป็นการเหยียดหยามและรังเกียจ ดวงตายิ่งเต็มไปด้วยความดูหมิ่น

“เป็น….มันเป็นไปได้อย่างไรกัน?” คลื่นภายในใจประดังใส่บุรษต่างถิ่นและมันก็ยังคงพยายามถอย

อย่างไรก็ตามมิว่ามันจะหลบถอยเช่นไร ฝ่ามือของอู๋เซียงก็ยังตามติดหน้าอกของมันดั่งเหล็กยืดหยุ่น

ราวกับว่ามันเป็นเครื่องพันธนาการสีเลือดจากแดนนรก มันแขวนติดอยู่ลำคอของมันทุกเวลา

ชั่วพริบตาที่ความสิ้นหวังสุดจะพรรณนาพลันท่วมท้นด้านล่างของจิตใจ มันมิอยากเชื่อว่าจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น?