0 Views

“ตามข้ามา!” อู๋เซียงเอ่ยแค่นี้และจากไป

เขาต้องการทดสอบดูว่าน้องชายตงหยาผู้นี้มีความสามารถและเป็นคนเช่นไร ในกรณีที่เป็นตัวตนเสียเปล่ามันคงยากที่จะช่วยเหลือแล้ว

หลังจากเขาเดินมาได้ระยะหนึ่ง เมื่อมองย้อนกลับไปหมายเลขสิบเก้าตามเขามาโดยมิมีความลังเลแม้แต่น้อย

อู๋เซียงรู้สึกยอมรับเขา ความประทับใจครั้งแรกถือเป็นสิ่งที่ดี มิว่าจะเป็นเช่นใดอย่างน้อยในส่วนของความกล้าหาญบุรุษผู้นี้ก็มีเป็นอย่างมาก เพราะเขาสามารถตัดสินใจได้ทันทีขณะที่คนอื่นนั้นไม่

หลังจากผ่านเขามาสองสามลูกเขาก็ถึงบริเวณที่สูง พร้อมตรวจดูความปลอดภัยของบริเวณแถบนี้บวกกับเสียงกรีดร้องของสายลมจึงมิจำเป็นต้องกังวลว่าจะถูกผู้ใดแอบฟัง

ภายใต้อำนาจสายลม รอบๆสองลี้มันเป็นไปมิได้เลยที่มีผู้เยาว์คนใดมาฟังบทสนทนาของผู้อื่น

“บอกข้ามาเถอะ” อู๋เซียงไม่รีบร้อนที่จะพูด อย่างแรกเขาต้องการตรวจสอบให้แน่ชัดว่าหมายเลขสิบเก้านี้เป็นน้องชายของตงเหยาจริงๆ หากเกิดสิ่งใดผิดพลาดมันจะมิน่าอับอายหรอกหรือ?

หมายเลขสิบเก้าหยุดอยู่ต่อหน้าอู๋เซียงหลายสิบก้าว ดวงตาทั้งสองข้างจ้องมองชายหนุ่มราวกับกำลังตัดสินใจ

อู๋เซียงมิได้หลบหลีก พร้อมจ้องมองกลับ

สุดท้ายเป็นหมายเลขสิบเก้าที่พ่ายแพ้ในสงครามจ้องตา เขายิ้มอย่างขมขื่นและเอ่ยว่า “ท่านมีดวงตาที่เฉียบแหลม”

“จริงหรือ? ข้าคิดว่าดวงตาของข้านั้นราบนิ่งเสียอีก”

“ดวงตาของท่านราบนิ่ง อย่างไรก็ตามท่านก็สามารถรักษาความเยือกเย็นไว้ได้ยามที่มีคนจ้องมอง นั่นคือความเฉียบคมขั้นสูง”

เขาอดหัวเราะไม่ได้ มิคาดคิดเลยว่าน้องชายของนางจะมีความสามารถเช่นนี้ มิธรรมดาเลยจริงๆ

“หมายเลขยี่สิบห้านั่นเชิญท่านไปและท่านจะไป?” ทันใดนั้นหมายเลขสิบเก้าก็ถามอีกครั้ง

“เหตุใดต้องมิไปเล่า?”

“ท่านมิกลัวเขาจะหลอกลวงหรือ?”

“เริ่มแรกการทดสอบตามหาชิ้นหยกนี้ก็เป็นการหลอกลวงกันและกันอยู่แล้ว หากเขาโกหกข้าเหตุใดข้าจะมิโกหกเขา?”

หมายเลขสิบเก้ามองมาที่อู๋เซียงอย่างตกใจเล็กน้อย ผงกศีรษะอย่างมีนัยยะและทันใดนั้นก็ถามว่า “จะเป็นอันใดหรือไม่หากข้าจะขอถามว่าท่านเป็นคนที่ใดหรือ?”

“ลองทายดู” เหตุใดจึงถามบ้านเกิดกัน? นางบอกการค้านี้กับน้องชายอย่างนั้นรึ?

“ขอเดาว่าท่านน่าจะมาจากนครรัฐเพลิงไพรีและสมควรมาจากมณฑลหมอกเมฆา!”

อู๋เซียงตกตะลึง มองหมายเลขสิบเก้าอย่างแปลกใจและมิตอบอันใด เขากำลังรอคำถัดมาอยู่หากแม่นางตงเหยาบอกเรื่องทุกอย่างกับน้องชายแล้ว ยามนั้นก็ถึงเวลาที่จะต้องเปิดเผยทุกสิ่งแล้ว

เมื่อเห็นการแสดงออกของอู๋เซียง มันมิรู้สึกตกใจเอ่ยถามยิ้มๆว่า “ท่านว่ามันประหลาดหรือไม่?”

“ไม่”

“ไม่รึ?” หมายเลขสิบเก้ารู้สึกแปลก ๆ “เช่นนั้นท่านคิดว่าข้ามาจากนครรัฐใดหรือ?”

“เจ้าเองก็มาจากนครรัฐเพลิงไพรีเช่นกัน”

คราวนี้เป็นหมายเลขสิบเก้าเองที่ตกตะลึงเสียเอง “ท่านรู้ได้อย่างไร?”

เมื่อเขาเห็นปฏิกิริยาของอีกฝ่ายก็เกิดความเคลือบแคลง ตงเหยานางมิได้บอกหรือ? หากเป็นเช่นนี้เขารู้ได้อย่างไรว่าอู๋เซียงมาจากนครรัฐเพลิงไพรี?

“บอกข้ามาก่อนว่าเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้ามาจากนครรัฐเพลิงไพรี” เขามิชอบการเคาะตีรอบพุ่มไม้แต่เขาก็มิมีทางเลือกอื่นใด ตระกูลฉินเป็นหนี้กับแม่นางตงเหยาอยู่ตอนนี้จึงเป็นเวลาที่ต้องจ่ายคืน เพราะนางเอ่ยว่ายังมิได้เปิดเผยความจริงดังนั้นเขาจึงต้องเก็บเป็นความลับต่อไปให้นาง

“สำเนียง” จู่ๆหมายเลขเก้าครั้งก็พูด “ในตอนแรกตระกูลของข้าชอบรวบรวมภูมิปัญญาและข้าเองก็ชอบศึกษาสำเนียงนานาสถานที่ สำเนียงของท่านดูคล้ายมณฑลหมอกเมฆานิดหน่อย ข้าก็เลยคิดว่ามิน่าพลาด”

“มิคาดหวังเลยว่าเจ้าจะมีทักษะเยี่ยงนี้ บอกข้ามาสิว่าการที่ตามข้ามานี่ คงมิใช่การพบปะธรรมดาจากผู้ที่มาจากพื้นเพเดียวกันกระมัง?” อู๋เซียงยังคงไถ่ถามต่อ

“ข้าอยากทำงานร่วมกับท่าน!” มันเอ่ยความตั้งใจในที่สุด

“ทำงานร่วมกันรึ?”

“ถูกต้อง!” มันเอ่ยเสียงหนักแน่นและประเมินว่า “ท่านคือหมายเลขหกและข้าหมายเลขสิบเก้า พวกเราล้วนมิมีส่วนขัดแย้งกันนี่ นี่เป็นอย่างแรกสำหรับการทำงานร่วมกัน อย่างที่สองเราต่างก็มาจากนครรัฐเพลิงไพรี ภายใต้เงื่อนไขแล้วเรามิมีผลประโยชน์ใดที่ขัดแย้งกันจึงสามารถทำงานร่วมกันได้ อย่างที่สามจากการสังเกตของข้าท่านเป็นสหายร่วมงานที่สามารถไว้วางใจได้!”

เขาหัวเราะ อย่างน้อยการวิเคราะห์สองข้อแรกหมายเลขสิบเก้าก็ถือว่าล่อใจเพียงพอแล้ว

หมายเลขหกและหมายเลขสิบเก้า ทั้งสองไม่ใช่ตัวเลขที่สอดคล้องหรือลงท้ายตัวเดียวกัน ต่างก็ไม่เป็นที่ต้องการของทั้งสองฝ่าย

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือพวกเขาไม่มีชิ้นหยกที่ขัดแย้งกัน! ข้อเท็จจริงนี้ทำให้เงื่อนไขการทำงานมิเป็นปัญหา ด้วยมิมีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกัน

และการทดสอบนี้มีรางวัลมากมายหากทำผลงานกลุ่มได้ดี ภายใต้สถานการณ์ที่มิมีความขัดแย้งทางการค้าใดก็เหมาะสมที่จะทำงานเป็นกลุ่มได้

แม้นจะมีเหตุผลรองรับเพียงหอ ด้วยนิสัยของอู๋เซียงแล้วหากคนผู้นี้มิใช่น้องชายของตงเหยาเขาก็คงไม่เห็นด้วยต่อให้มีเหตุผลมากกว่าสิบเท่าก็ตามที

“ท่านคิดว่าอย่างไร?” หมายเลขสิบเก้าคิดว่าอีกคนกำลังขบคิดเงียบๆ

จากนั้นก็ผงกหน้า “เพื่อแสดงความจริงใจของข้า ข้าสามารถบอกบอกข้อมูลได้ถึงสิบส่วนแก่ท่านเลย ใช่แล้วหากท่านเคยได้ยินชื่อเสียงตระกูลของข้าในนครรัฐเพลิงไพรีเช่นนั้นท่านก็มั่นใจเลยว่าข้อมูลของข้านั้นเป็นจริงถึงสิบส่วน”

เขารู้ดีถึงสติปัญญาของตระกูลแม่นางตงเหยา จุดนี้เขาจึงไม่สงสัยด้วยซ้ำ แต่ยามนี้หมายเลขสิบเก้าไม่รู้อะไรด้วยซ้ำกับการจัดการของพี่สาวตน

ด้วยวิธีนี้แม้ว่าพวกเขาจะร่วมกันทำงาน หมายเลขสิบเก้าก็น่าจะไม่มีแผนซับซ้อนอะไรมาก เมื่อถึงยามนั้นอู๋เซียงคงทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเขา คนผู้นี้คงใช้ทุกวิธีเพื่อหาทางต่อกรกับเขา

หากสถานการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นย่อมเป็นเรื่องที่น่าหดหู่น่าดู

“ข้อมูลอะไรรึ?” อู๋เซียงตัดสินใจดูเจตนาของอีกคนต่อไป

“ก่อนหน้านั้นหมายเลขยี่สิบห้าเอ่ยว่ามันมีหยกหมายเลขหกซึ่งเป็นของท่าน ข้าบอกได้เลยว่ามันโป้ปดแน่นอน มันอาจเป็นหยกเลขอื่นที่ท่านต้องการแต่หมายเลขหกนั้นเป็นไปไม่ได้เลย!”

เมื่อได้ยินคำเหล่านี้หัวใจของอู๋เซียงราวกับถูกทุบตีและตรวจดูให้แน่ใจยิ่งขึ้น เขามองอีกคนอย่างสงสัยด้วยเอาอะไรมายืนยัน

“ท่านจะถามว่าเหตุใดข้าจึงมั่นใจนักใช่หรือไม่?”

อู๋เซียงพยักหน้า “ใช่เจ้ามีหลักฐานอันใด?”

“เพราะข้ามีหยกหมายเลขหกนั้นแล้วอย่างไรเล่า!”

ถ้อยคำของหมายเลขสิบเก้าเป็นเหตุให้กรามของเขาค้าง

มองดูหมายเลขสิบเก้าด้วยความประหลาดใจ “เจ้ามีมันงั้นรึ?”

“แน่นอนว่าข้าไม่ได้พกติดตัว อย่างไรก็ตามหากท่านให้หยกซึ่งมีประโยชน์กับข้า ข้าจะไปนำมันมาให้ท่านตอนนี้เลย ถ้าอย่างนั้นท่านก็ต้องรอข้าอยู่ที่นี่และท่านก็ต้องมีหยกที่ข้าต้องการเช่นกัน แม้ว่ามันจะมีค่าเพียงห้าคะแนนแต่หมายเลขหยกสำหรับข้ามันมีค่าเพียงสองคะแนนเท่านั้น”

น้ำเสียงของหมายเลขสิบเก้านี้ดูจริงใจเสียยิ่งกว่าหมายเลขยี่สิบห้าอีก

“ข้าต้องขออภัยด้วยที่ข้ามิมีหยกที่เจ้าต้องการเลย แต่ช่วยเก็บหยกหมายเลขหกนี้ไว้ด้วยข้าจะหาหยกที่เจ้าต้องการและนำมาแลกเปลี่ยนเจ้าเอง” ตรงกันข้ามอู๋เซียงกลับเชื่อมั่นกว่า

เขาจะรออยู่ที่นี่หรือไปหามันสำหรับการค้าขายของคนทั้งสองดี

หากเขาก้าวเท้าไปพร้อม สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่ามันวางกับดักอันใดไว้? และการรอยู่ที่นี่ย่อมผ่อนปรนมีความเสี่ยงน้อยกว่า

ดังนั้นถึงแม้ว่าทั้งสองคนจะเอ่ยถึงหยกหมายเลขหก อู๋เซียงกลับเชื่อหมายเลขสิบเก้ามากกว่าและก็มิใช่เพราะว่าเป็นน้องชายของตงเหยา

หมายเลขสิบเก้าพยักหน้า “ตกลงถึงแม้นว่าผู้อื่นจะมาพร้อมหยกหมายเลขสิบเก้ามาแลกเปลี่ยน ข้าก็จะให้ท่านก่อน นี่ถือว่าเป็นความบริสุทธิ์ใจของข้าที่ปรารถนาจะลงเรือลำเดียวกับท่าน”

ชายหนุ่มผงกศีรษะ “ตกลงตามนี้!”

ทั้งสองสัมผัสมือกันเป็นอันตกลง เขาถอนหายใจ “มิต้องกังวลหากเจ้ามีหยกหมายเลขหก แน่นอนข้าจะแลกเปลี่ยนชิ้นหยกซึ่งมีคะแนนมิอย่างน้อยสามสิบคะแนน!”

หรือแท้จริงมันเป็นเรื่องบังเอิญอันแปลกประหลาดที่น้องชายตงเหยาเลือกหยกหมายเลขหกของข้าขึ้นมา?

ขณะที่คิดเรื่องนี้อยู่อีกคนก็เปล่งวาจาว่า “ตามนั้นเราตกลงกันแล้วนะ เป้าหมายถัดไปคือหมายเลขสามสิบสองซึ่งเป็นเลขสอดคล้องกับข้า จากข้อมูลที่ทราบหมายเลขสามสิบสองนี่ได้หยกของมันแล้ว หากท่านช่วยข้าแย่งหยกชิ้นนั้นมาข้าจะให้หยกหมายเลขหกนี่แก่ท่านเลย!”

ให้โดยเปล่าๆเลยรึ? ช่างเป็นบุรุษที่ดียิ่ง ห้าวหาญ มีวิสัยทัศน์และอหังการ รู้ว่าควรเสียทิ้งเบี้ยเล็กเพื่อชิ้นเนื้อที่งามกว่า!

ด้วยพลังกำลังพื้นฐานระดับเจ็ดคงรู้ว่าตนมิอาจชนะได้ อย่างไรก็ตามเขาก็รู้ว่าจะใช้พลังของตนผสานเข้ากับกฎเกณฑ์เพื่อตามหาพันธมิตรที่เหมาะสมที่สุด!

นี่ช่างน่าประทับใจยิ่ง เปรียบเทียบกับเหล่านักสู้ที่มีพลังเพียงอย่างเดียวมิใช้สติปัญญาใคร่ครวญ  เขาอยู่เหนือกว่าพวกมันมากกว่าหนึ่งขั้นเสียอีก!