0 Views

อู๋เซียงก้าวเข้าไปหาฝูงชนช้าๆ มองดูรอบๆและดวงตาก็พลันหยุดลงสถานที่แห่งหนึ่ง

หมายเลขสิบเก้า!

ท่ามกลางผู้คน ตัวเลขสิบเก้าที่ปักอยู่บนเสื้อคลุมนั่นใช่น้องชายของแม่นางตงหยาหรือไม่?

ดังคำกล่าวที่ว่าการตามหาสมบัติจะเป็นเรื่องง่ายท่านสวมรองเท้าเหล็กย่ำลงบนสนาม ตอนแรกอู๋เซียงคิดอยู่ว่าเขาต้องเสียเวลาตามหาหมายเลขสิบเก้านี่พักใหญ่แต่มิคาดคิดว่าจะพบอยู่ที่นี่ซะอย่างนั้น

เขาเบียดเข้าในกลุ่มพลางตัวประกาศศักดาอย่างการผลักผู้อื่น เขากำลังทำให้คนเหล่าพุ่งเป้ามาที่ตนด้วยต้องการทดสอบท่าทีของหมายเลขสิบเก้านี้และดูว่าแม่นางตงเหยาได้เปิดเผยแผนให้น้องชายทราบในตอนท้ายหรือไม่

หมายเลขสิบเก้าเพียงเหลือบมองอู๋เซียงนานเล็กน้อย แต่ก็มิมีปฏิกิริยาผิดแปลกใดๆ

เห็นโทนโท่ว่าคนที่ถึงแผงก่อนพวกมันกำลังจับตามอง หรือไม่ก็กำลังรอใครบางคนเปิดฉากพูดก่อน ผู้ใดกล้าชิมลางเนื้อปูก่อนเป็นผู้แรกย่อมได้รับความเสี่ยง

ดังนั้นจึงมิมีผู้ใครยินดี เมื่อเห็นว่าอู๋เซียงดันขึ้นมาพวกมันก็คิดว่าบุรุษแปลกหน้าผู้นี้จะเป็นผู้ทดสอบ

ในยามนั้นหมายเลขยี่สิบห้าที่ยืนอยู่ติดแผงมันกังวลว่าผู้ใดจะเป็นผู้ก้าวเท้าออกไปเบื้องหน้า เมื่อเห็นอู๋เซียงแหวกทางเข้ามาก็ดั่งเห็นพี่ชายที่พลัดพรากจากไปนาน กระทั่งชายหนุ่มเองก็มิอาจต้านทานความตื่นเต้นนี่ได้

“หมายเลขหก!”

“อะไรรึ” เขาตื่นตัวทันทีที่เห็นความกระหายของอีกคน

“เจ้ามีชิ้นหยกหรือไม่?” หมายเลขยี่สิบห้าถูกฝ่ามือด้วยความยินดี “หนึ่งในหยกของข้าอาจจำเป็นสำหรับเจ้าแล้วเจ้าเล่ามีชิ้นใดเหมาะสมกับข้าหรือไม่?”

“หากไม่แล้วข้าคงมิก้าวออกมา” เขาแสร้งทำตัวหน้าด้านมิกังวลเรื่องใด “เจ้าเองก็เลิกลังเลเสีย เพียงแสดงชิ้นหยกของเราขึ้นมา เมื่อมิทราบจะถ้อยคำอ่อนหวานเช่นไรเราก็มาสนทนาด้วยชิ้นหยกดีกว่า เรื่องอื่นล้วนเหลวไหลทั้งสิ้น”

หมายเลขยี่สิบห้ามันยิ้มเชิงขออภัย “ใช่ๆ ท่านกล่าวถูกต้องแล้วพวกเราสามารถพูดด้วยหยกในมือได้ แต่อย่างไรก็ขอให้สหายเข้าใจสถาการณ์ของข้าด้วย ตัวข้าซึ่งเป็นเพียงบุรุษสามัญธรรมดา ถือหยกมิกี่ชิ้นย่อมสามารถเป็นอันตรายแก่ตัวได้ ดังนั้นข้าจึงมิได้เอาพวกมันมาแต่ข้าให้สัตย์เลยว่าตราบเท่าที่เจ้ามีหยก ข้าจะมอบให้เจ้าแน่นอน!”

อู๋เซียงสังเกตวาจาและการเคลื่อนไหวของคนผู้นี้อย่างเยือกเย็น เขาเริ่มรู้สึกถึงบางอย่างที่ถูกปิดซ่อนไว้มันซ่อนอยู่ระหว่างท่าทีอันเถรตรงและซื่อสัตย์ นับว่าเป็นบุรุษกลับกลอกเป็นตัวตนที่น่าจะสร้างความน่ารำคายพอควร

อย่าได้หลงกลกับถ้อยคำหวานเยิ้มที่มันเปล่งออกมาเสมือนน้ำผึ้งเคลือบริมฝีปาก ตัวตนภายในกลับเป็นพยัคฆ์หน้ายิ้มมีแต่ความหลอกลวงและการฆ่าสังหาร เมื่อต้องปะมือกับคนเช่นนี้จะต้องหักหลังและทารุณให้ยิ่งกว่า

แน่นอนว่าอู๋เซียงหาได้สนใจเรื่องดังกล่าว เขาต้องการรู้แค่ว่าบุรุษผู้นี้มีหยกที่เขาต้องการอยู่หรือไม่นั่นต่างหากที่สำคัญ

ตอนนี้เขายังห่วงเรื่องแปดสิบคะแนน

หมายเลขยี่สิบห้าเองก็เฝ้ามองอู๋เซียงซึ่งดูไร้พิษภัย

สาบานเลยว่าอู๋เซียงเป็นบุคคลที่มีใบหน้าหนาจริงๆ “อ๊าา!!! นรกมันเถอะเจ้ากล้าตั้งแผงทั้งที่มิมีชิ้นหยกรึ?  นี่เจ้ากำลังล้อเล่นกับพวกเราอยู่ใช่หรือไม่? ผู้ใดเล่าจะค้าขายมิหวังผลกำไร?”

ขณะที่เขากำลังพูด มันก็ตบหน้าอกของตนอย่างโอ้อวด “มานี่ทุกคนมานี่ ข้ามีหยกถึงยี่สิบชิ้นสิ่งที่พวกเจ้าต้องการมันอยู่ที่นี่แล้ว เพียงนำชิ้นข้าต้องการมาและข้าก็จะแลกเปลี่ยนกับเจ้า พร้อมให้ฟรีอีกหนึ่งชิ้น”

เพราะน้ำเสียงโอ้อวด การเคลื่อนไหวและน้ำลายที่สาดกระเซ็นไปทุกทีก็เพียงพอแล้วที่จะแสดงให้เห็นถึงความประทับใจอันเลวร้ายและไหวพริบที่ขลาดเขลา

คนหนุ่มสาวทั้งหลายต่างก็รู้สึกขบขันกับการกระทำของมัน พากันหัวเราะเยาะ

“ใช่แล้ว เจ้ามีเพียงวาจาปราศจากหยกแล้วผู้ใดจะเชื่อได้เล่า”

“ข้าคิดว่าเจ้าสมควรปิดแผงของตนเองเสีย เจ้ามันมิมีความจริงใจแม้แต่น้อย!”

อู๋เซียงยิ้มถือดี “เจ้าเห็นหรือไม่? ทุกคนล้วนคิดว่าเจ้าโกหกทั้งสิ้น ไปนำหยกของเจ้ามาเสียหากมีจริงข้าจะรออยู่ที่นี่”

หมายเลขยี่สิบห้าคร่ำครวญอย่างหงุดหงิดว่า “น้องชาย เจ้ากำลังทำลายการค้าขายของข้า เจ้าควรกับไปกับข้าด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามเจ้าเองก็ต้องเชื่อว่าข้ามีสิ่งที่เจ้าต้องการมิเช่นนั้นข้าเองก็เสียเวลาเปล่าและต้องแบกรับความเสี่ยงโดยมิจำเป็นอีก!”

“เมื่อต้องย้อนกลับไปมา เจ้าเองก็ยังมิต้องการขาดทุนเพียงต้องการใด้ประโยชน์เท่านั้น หากให้เจ้าเห็นชิ้นหยกแล้วจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่ามีหยกจริง?”

“หากมิเชื่อเช่นนั้นการแลกเปลี่ยนนี้ก็ถือว่าโมฆะไปเสีย” หมายเลขยี่สิบห้าเอ่ยสีหน้ามืดครึ้ม

หลังผู้อื่นก่นด่าแล้วอู๋เซียงก็เอ่ยในท้ายที่สุดอย่างทิ่มแทงว่า “เช่นนั้นเจ้าก็ควรแจ้งให้ข้าทราบว่าเจ้ามีเลขอะไรบ้าง เจ้าต้องบอกให้ทราบว่ามันคุ้มหรือไม่ที่จะเสี่ยงไปกับเจ้า! หากมันมีค่าเพียงห้าคะแนนหรืออะไรก็ตามข้าจะมิเสียเวลาในการทดสอบครั้งนี้แน่”

หมายเลขยี่สิบห้าเหลือบมองดูรอบๆราวกับกำลังเฝ้าดูบางสิ่ง จากนั้นก็เอ่ยเสียงลึกลับว่า “หนึ่งในหยกของข้ามีค่าเท่ากับสามสิบคะแนนของเจ้า!”

“หมายเลขหก?”

“ใช่” มันเปล่งเสียงแน่วแน่

“ถ้ามันเป็นเลขหกเหตุใดจึงต้องมอบรอบๆเล่า?”

“ข้ากำลังคิดเผื่อเจ้า หากเลขที่สอดคล้องกันอย่างสี่สิบหกอยู่ที่นี่ก็ย่อมมิสมควรที่จะเอ่ย เพราะเขามิอยู่ข้าจึงบอกเจ้าได้”

อู๋เซียงมิอยากเชื่อนักและเริ่มระวังตัวยิ่งขึ้น คนอื่นอาจเห็นว่าหมายเลขยี่สิบห้าซึ่งอยู่ต่อหน้าเขากำลังแสร้งทำเป็นว่าอ่อนด้อยเพื่อจับศัตรูออกมา

ตามเรื่องราวเขาก็ยังคงตัดสินว่าถ้อยคำของมันมีคำลวงมากมาย

อย่างไรก็ตามแม้นบุรุษผู้นี้โกหกเก่งแต่มันก็ยังมีความจริงอยู่ ข้อดีก็คือมิอาจตัดสินได้ว่าถ้อยคำไหนเป็นจริงและถ้อยคำไหนเป็นเท็จ

ดังนั้นเวลานี้อู๋เซียงจึงไม่อาจบอกได้มันมีหยกหมายเลขหกจริงหรือไม่

แต่เขาค่อนข้างเชื่อว่ามันเป็นจริงมากกว่า

ในกรณีนี้หากคนผู้นี้มีหมายเลขหกจริงมันก็คงมิดี ถ้าเขาจะเสียโอกาสนี้? อีกนัยหนึ่งเขาเชื่อว่ามันวางแผนบางอย่างไว้อยู่

อย่างไรก็ตามชายหนุ่มก็มั่นใจยิ่งถึงแม้ว่าบุรุษผู้นี้จะวางแผนอันใดเขาก็มิจำเป็นต้องหวาดกลัว ดังที่กล่าวกันว่ายิ่งมีพลังมากเท่าไรก็ยิ่งมีความกล้ามากเท่านั้น หากหมายเลขยี่สิบห้าตั้งใจเล่นกลโกงเขาก็มีวิธีการทำให้ก้อนหินหล่นลงบนเท้าของมันได้แน่

ยามนี้เป็นเรื่องยากที่จะตัดสินได้ว่ามันมีหยกหรือไม่

เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มยังนิ่งเงียบอยู่ มันคิดว่าอีกคนกำลังลังเลมันก็ฉกฉวยโอกาส เอ่ยว่า “มิว่าเจ้าจะเชื่อหรือไม่ก็ตามข้าจะรอเจ้าสองชั่วยาม หากเจ้ามิอยู่ที่นั่นในสองชั่วยามการแลกเปลี่ยนจะจบลง ทุกคนก็จะได้ใช้ความสามารถของตนตามหาชิ้นหยก”

ขณะที่เอ่ยมันก็เก็บของหยาบๆลวกๆบนแผงและหันจากไป เดินไปมิกี่กาวมันก็พลันจำบางอย่างได้หันกลับมาประจันหน้า “เจ้าเดินอีกสิบสี่หรือสิบห้าลี้ทางทิศตะวันตกจะมีลำธารเล็กๆอยู่ เดินผ่านมามีถ้ำอยู่ทางซ้ายมือของหุบเขา ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่นั่น”

แล้วก็เอ่ยเตือนอีกครั้งราวกับมิมั่นใจ “สำหรับผู้ไม่เกี่ยวมิควรมา เว้นแต่ว่าเจ้ามีหยกมีข้าต้องการมิฉะนั้นข้าจะมิปรากฏตัวเด็ดขาด”

อู๋เซียงเพียงยิ้มไม่แสดงท่าทีอะไร ปล่อยให้คนผู้นั้นจากไปเพราะมันบอกตำแหน่งแล้ว เขาต้องตามหา

มิว่ามันจะเล่ห์กลใด จะบอกความจริงหรือไม่ก็ตามเขาคงมิอาจผ่อนปรนได้หากยังมิได้ตรวจสอบ

กลุ่มผู้เยาว์ที่เข้าร่วมต่างก็ยังรู้สึกผิดหวังเมื่อหมายเลขยี่สิบห้าจากไป พวกมันมิคาดคิดว่าบุรุษผู้นี้จะจากไปตามที่พูด เริ่มแรกพวกมันเพียงคิดจะทดลองดูเท่านั้น เมื่อหมายเลขยี่สิบห้าจากไปพวกมันก็จ้องมองอู๋เซียง

“คุณชายมีหยกกี่ชิ้นหรือ?”

“อืม เจ้ามีกี่ชิ้นเล่าเหตุใดจึงมิแบ่งปันกัน?”

เขารู้ว่าพวกมันกำลังคิดสิ่งใด เห็นชัดการทำตัวหน้าด้านของเขาทำให้คนพวกนี้รู้สึกงงงวย พวกมันคิดว่าเขาเป็นสุกรเคี้ยวง่ายและพวกมันก็คิดผิด

“พวกท่านมีชิ้นหยกหรือ?” อู๋เซียงหัวร่อเสียงเบาและมองหยามนักสู้รุ่นเยาว์พวกนี้

“แน่นอนว่าพวกเรามี ข้ากลัวว่าเจ้าจะมิมีมันเสียมากกว่า”

“เหตุใดจะมิมี เจ้านำมันออกมาแสดงให้ทุกคนเห็นก่อนสิ”

“ถูกต้อง แล้วก็อย่าได้เป็นเช่นบุรุษก่อนหน้าที่รู้เพียงกลโกง”

ด้วยวิธีการยั่วยุอันโง่เขลาดังกล่าว มันคงจะแปลกพิลึกหากอู๋เซียงตกหลุมพราง เขาเปิดวาจาพร้อมยิ้มกว้าง ร้องตะโกนว่า “ข้าไปล่ะหากมิมีหยกแล้ว ข้าคงมิมีเวลามาละเล่นกับพวกเจ้า ข้าจะไปแลกเปลี่ยนกับหมายเลขยี่สิบห้าแทน”

ก่อนที่เขาจะก้าวจากไป เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “โปรดช้าก่อน”

ไม่ต้องหันกลับไปมองอู๋เซียงก็รู้ตำแหน่งของเสียง มันเป็นที่ที่หมายเลขสิบเก้ายืนอยู่ดังนั้นคงเป็นมันที่บอกให้รอก่อน

เขาหันกลับมาและก็เป็นหมายเลขสิบเก้าจริงเสียด้วย มันกระซิบกับเขาว่า “พี่ชายเราจะไปพูดคุยส่วนตัวกันได้หรือไม่?”

คุยส่วนตัวรึ?

หรือว่านางจะบอกข่าวลับๆกับน้องชายแล้ว? มิฉะนั้นแล้วเหตุใดจึงต้องขอคุยส่วนตัวกับเขาเล่า?