0 Views

หากอู๋เซียงเอ่ยถึงการต่อสู้ก่อนหน้านั้น ซือเมิ๋นหยูคงคิดว่าเป็นเรื่องขบขันมิใส่ใจมากนัก

การกระทำย่อมสำคัญกว่าคำพูดและการต่อสู้ย่อมมีค่ามากกว่าถ้อยคำนับพัน มันถือเป็นการเกลี้ยกล่อมชั้นดีซะด้วยซ้ำ

ในโลกที่ถูกครอบครองด้วยวิชายุทธ์แล้ว ทุกอย่างล้วนพึ่งความแข็งแกร่ง มีเพียงความแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะเป็นตัวตัดสิน

หลังจากการต่อสู้ซือเมิ๋นหยูก็มีประสบความองอาจของอู๋เซียง เขาดูสงบนิ่งและเป็นผู้ใหญ่ความคิดภายในใจก็ซับซ้อนซ่อนยิ่ง

ยามที่ระเบิดออกเขาเหมือนกับภูเขาที่กำลังปะทุขึ้น ยามใช้วาจาปะทะกันอู๋เซียงก็เต็มไปด้วยน้ำเสียงอันเฉียบขาด เชี่ยวชาญในเรื่องหาจุดอ่อนของประโยคนั้นและโต้ตอบคืนอย่างรวดเร็ว

เมื่อพวกเขาต่อสู้กันอู๋เซียงมิใช่พวกโผงผางมิคิดกระนั้นแล้วก็ทำท่าทางประหลาดมากกว่าขยับริมผีปากของตน

โดยเฉพาะก่อนหน้าที่สู้กันมันรู้สึกชัดถึงรูปแบบการต่อสู้อันโหดเหี้ยมของอู๋เซียง ความคล่องตัวพร้อมที่ประจัญเบื้องหน้าเช่นความห้าวหาญและความเฉียบขาดที่อยู่เบื้องหลังชีวิตนี้ถือว่าหาได้ยากยิ่ง มักปรากฏให้เห็นเฉพาะในตัวของบุรุษผู้ที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น

ศัตรูที่แสดงให้เห็นทั้งความยือกเย็นและบ้าบิ่นถือเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด

เป็นดั่งภูเขาไฟขณะที่มันนอนหลับก็ปรากฏความสงบและนิ่งเงียบ แต่ทันทีที่ปะทุขึ้นมันจะแสดงให้เห็นถึงด้านมืดมนซึ่งมีพลังทำลายล้างทุกสิ่งอย่าง

สภาวะที่จะทำลายซือเมิ๋นหยูมิยั้งอย่างสาหัส มันย่อมกังวลกับถ้อยคำของอู๋เซียงเป็นธรรมดา

มันมิสงสัยถึงความเด็ดเดี่ยวและองอาจจากผู้เยาว์วัยตรงหน้าเลย

แม้ว่าตระกูลซือเมิ๋นจะเป็นอันหนึ่งในมณฑลหมอกเมฆาแต่พวกมันมิอาจอยู่เช่นนั้นตลอดไป เมื่อซือเมิ๋นหยูอายุมากขึ้นประสบการณ์ก็ยิ่งมากขึ้นตาม มันเรียนรู้ครุ่นคิดสิ่งต่างๆจากมุมมองหลายๆด้านและวุฒิภาวะที่มากขึ้น

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่ทำการค้ามันขาดความจริงใจและซื่อตรงยามเมื่อยังเป็นหนุ่ม มันจึงมีช่วงที่ผ่อนปรนและเคร่งครัด

ทุกสิ่งมิอาจคาดเดาได้ในโลก หายนะและความสุขอาจเกิดขึ้นในวันรุ่งขึ้นซึ่งส่วนใหญ่แล้วหายนะมักเกิดขึ้นในยามที่ประมาท

ในสถานการณ์ล่าสุด มันมิมีทางเลือกนักแต่ก็ต้องชั่งน้ำหนักเรื่องนี้เช่นกัน

ปัญหาหลักคือ มันคุ้มค่าหรือไม่กับการเป็นศัตรูกับผู้เยาว์หนุ่มที่ทรงพลังและยังแสดงให้เห็นถึงปาฏิหาริย์รวมถึงการเติบโตอันว่องไว หากว่าตระกูลซือเมิ๋นตัดสินใจเป็นศัตรูกับเช่นนี้ จินตนการถึงผลลัพธ์ที่พวกมันต้องแบกรับในตอนจบสิ!

ถึงแม้จะเปลี่ยนวิธีคิดอย่างไรหรือคาดเดาเช่นไรมันก็ยังมิค้นพบคำตอบอันพึงพอใจได้ ยิ่งน่าเศร้าเมื่อพบว่าการคุกคามของผู้เยาว์นี้ ตระกูลศักดินาอันสูงส่งและเกรียงไกรอย่างพวกมันนั้นมิมีทางเลือกสักนิด!

ลอบสังหารหรือ?

เหยี่ยวไร้ใจทั้งสิบสามถือเป็นนักรบที่ทรงพลังแต่อย่างไรกระทั่งหัวหน้าเหยี่ยวเองก็มีพลังด้อยกว่าตัวมัน ขนาดมันที่มีฐานะเป็นผู้นำตระกูลยังเอาชนะมิได้ หากลงมือพวกมันคงขุดหลุมฝังตัวเองชัดๆ

สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งคือการที่เขาตัดสินใจเป็นศัตรูกับตระกูลซือเมิ๋นโดยการลงมือใช้ทุกวิธีการอย่างเช่นการป้ายสี การลอบสังหารหรือการใช้ยาพิษ…

ความหลากหลายของสารพัดวิธีย่อมทำให้สิ่งหนึ่งถูกละเลย

เพราะตระกูลซือเมิ๋นเป็นรากฐานอันสำคัญ ด้วยนามอันโดดเด่นพวกมันจึงกลายเป็นเป้าหมายที่ในแจ้ง

ขณะเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้ามที่น่าสะพรึงกลัวการหลบซ่อนมิใช่ตัวเลือกที่ดี ตราบเท่าที่ศัตรูไม่ได้ใช้วิธีการสามัญพวกมันย่อมประสบผลลัพธ์แสนสาหัส

เป็นความจริงที่มันเอ่ยว่าจะสังหารทุกคนในตระกูลซือเมิ๋น แม้ว่าซือเมิ๋นหยูจะรู้สึกกระอักกระอ่วนเหลือเชื่อยามได้ยินถ้อยคำเหล่านี้แต่มันก็มีโอกาสเป็นไปได้ที่มันจะต้องเจอ

“ท่านผู้นำ มิตรหรือศัตรูทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับวาจาของท่าน”

ในความเป็นจริงแล้วอู๋เซียงมองเห็นชัดแจ้งอยู่แล้ว เขาเอ่ยเตือนเพียงเพราะต้องการหยุดความรู้สึกเดิมของซือเมิ๋นหยูและทำให้เข้าใจสถานการณ์อย่างชัดเจน

มันถอนหายใจยาว เอ่ยถามน้ำเสียงอ่อนแรง “ยามนี้ข้ามีคำถามเพียงข้อเดียวเท่านั้น”

“เชิญท่านถามมา”

“ข้าอยากจะถามว่าเจ้าเรียนศาสตร์วิชามาจากผู้ใดหรือ? แล้วเจ้าได้เชื่อมต่อกับรากฐานจิตวิญญาณหรือยัง?” ซือเมิ๋นหยูคิดได้เพียงเส้นทางนี้

สำหรับบุตรหลานจากชนชั้นต่ำมันเป็นไปมิได้ที่จะมาถึงระดับนี้ในมิกี่ปีสั้นๆ ความเร็วของเขาเทียบเท่าอัสนีบาต

ด้วยทรัพยากรของตระกูลฉิน แม้จะเป็นชนชั้นมั่งคั่งมานานนับร้อยปีแต่ก็เป็นไปมิได้ที่จะสร้างปีศาจเช่นนิ้ออกมาได้ มีเพียงคำอธิบายเดียวนั่นคืออู๋เซียงจะต้องบังเอิญไปประสบโชคดีเข้า

และโชคที่ว่ามันเป็นเหมือนความฝันส่วนใหญ่ของผู้คนในแคว้นไป๋หยู่ต่างก็เฝ้าหา การเชื่อมต่อเขตแดนจิตวิญญาณ!

เมื่อคิดถึงจุดนี้มันก็รู้สึกอิจฉาเล็กน้อย

เพราะเป็นโชคที่จะต้องมีวาสนาเท่านั้น คนส่วนใหญ่เฝ้าหามันตลอดทั้งชีวิตในท้ายที่สุดแล้วกลับมิมีวี่แววรากฐานจิตวิญญาณนั่นเลย และบุตรสกุลฉินผู้นี้ซึ่งมีมีทั้งสถานะและฐานะสังคมซ้ำยังมิเคยได้ยินถึงพรสวรรค์อันโดดเด่นมาก่อน มันสมควรได้รับวาสนาเยี่ยงนี้หรืออย่างไร?

อย่างไรก็ตามแม้จะมิพอใจมากเท่าไรมันก็มิมีทางเลือกอื่นนักนอกจากต้องรับความเป็นจริง

รากฐานจิตวิญญาณนี้เป็นสิ่งวิเศษ ในโลกของผู้ฝึกตนแม้ว่าจะบรรลุถึงจุดสูงสุดอย่างขั้นที่เก้ากำลังแก่นแท้แล้วก็อาจจะมีโอกาสที่จะเชื่อมต่อกับรากฐานจิตวิญญาณได้ และถ้ามีพื้นฐานแข็งแกร่งมากพอในขั้นที่สามหรือสี่ระดับกำลังแก่นแท้ พวกเขาก็จะสามารถรับรากฐานจิตวิญญาณได้

ทั้งหมดก็คือถึงแม้ว่าความแข็งแก่รงอาจส่งผลให้มีโอกาสรับรากฐานจิตวิญญาณแต่ก็เป็นปัจจัยที่มิแน่นอน

ขึ้นอยู่กับวาสนา เคราะห์กรรมที่จะเป็นตัวตัดสินโชคชะตา

เมื่อเห็นว่าอู๋เซียงยิ้มมิตอบกลับอันใด ซือเมิ๋นหยูก็คิดว่าการคาดเดาของตนนั้นถูกต้อง

เขตแดนจิตวิญญาณนั้นมีอยู่บนแผ่นดินเทียนซวน อย่างไรก็ตามการคงอยู่ของมันก็อยู่เหนือเกินกว่าความเข้าใจของแต่ละแคว้นบนดินแดนเทียนซวนได้ นักรบอันทรงพลังที่อยู่ระดับเขตแดนวิญญาณแล้วมิค่อยข้องเกี่ยวกับเรื่องต่างๆของโลกมนุษย์นัก

ในแคว้นรองอย่างแคว้นไป๋หยู่ การปรากฏขึ้นของนักรบชั้นยอดผู้หนึ่งซึ่งอยู่ระดับเขตแดนวิญญาณนั้นหายากยิ่ง

แม้ว่าผู้เยาว์เหล่านี้จะมีศักยภาพแต่พวกเขาก็มักจะถูกนำตัวออกจากแคว้นแม่อย่างรวดเร็ว จากจุดนั้นเป็นเวลาทั้งชีวิตยากนักจะได้กลับมาเหยียบแผ่นดินบ้านเกิด แม้จะกลายเป็นนักรบระดับเขตแดนวิญญาณส่วนใหญ่ก็เพียงสร้างชื่อเกียรติภูมิแก่บรรพชนและตระกูลมีสถานะเพิ่มมากขึ้น พวกเขามิอาจกลับคืนมาช่วยเหลือตระกูลได้โดยตรง

ดังนั้นนักรบระดับเขตแดนวิญญาณจึงคงอยู่อย่างลึกลับ

ความจริงแล้วอู๋เซียงมิเต็มใจที่จะเอ่ยความจริงว่าเขาฝึกฝนอยู่กับเอกลักษณ์เฉพาะตัวเช่นนักรบเขตแดนวิญญาณ มันทำให้ซือเมิ๋นหยูเชื่อว่าอู๋เซียงได้รับการสั่งสอนจากบางคนซึ่งอยู่ระดับเขตแดนวิญญาณ

เมื่อคิดเช่นนี้ความลังเลทั้งมวลของซือเมิ๋นหยูก็พลันหายในพริบตา

ด้วยมีนักรบเขตแดนวิญญาณเป็นผู้หนุนหลัง มิต้องเอ่ยถึงตระกูลซือเมิ๋นด้วยซ้ำหากคนผู้นั้นเต็มใจช่วยแม้แต่แคว้นไป๋หยู่ก็คงจะสาบสูญเป็นธุลี เพียงแค่สะบัดนิ้วมือ

มันกล่าวเสียงเรียบว่า “ข้าจะเลิกล้มให้ งานสมรสระหว่างตระกูลของข้ากับตระกูลต้าซือจะมิมีอีกต่อไป!”

แล้วจึงเอ่ยเสริม “แต่ทุกอย่างต้องเป็นอย่างที่เจ้ากล่าวมา ทางซือเมิ๋นจะประกาศยกเลิกงานสมรสหลังจากนั้นตระกูลต้าซือต้องขอโทษอย่างเปิดเผยและมอบค่าสินไหมชดเชยอย่างเหมาะสม”

“ค่าสินไหมเท่าไรรึ?”

“เพียงบางสิ่งที่สมควร ตระกูลของข้าคงมิเรียกร้องมากเกินไปใช่หรือไม่?” ซือเมิ๋นหยูยิ้มขมขื่น “น้องชายฉิน ภาพลักษณ์แห่งตระกูลศักดินาซือเมิ๋นที่ได้จางหายไปแท้จริงแล้วต้องขอบคุณเจ้า”

อู๋เซียงส่ายหน้าและพูดว่า “เหตุใดท่านจึงเอ่ยเช่นนั้นเล่า? หากทุกสิ่งถูกแก้ไขทั้งสองฝ่ายย่อมได้รับประโยชน์ มันเป็นวิธีการยุติเรื่องราวอย่างน้อยตระกูลฉินของข้าก็มิต้องเป็นศัตรูตลอดกาลกับตระกูลซือเมิ๋น มิใช่ว่าเรื่องนี้เป็นผลประโยชน์สำคัญเกี่วกับการอยู่รอดของตระกูลหรอกหรือ?”

ซือเมิ๋นหยูทำได้เพียงปลอบประโลมตนเองด้วยถ้อยคำเหล่านั้น

ในช่วงเดียวกันมันตัดสินใจแล้ว – ตลอดชั่วอายุคนของตระกูลซือเมิ๋นจะมิมีวันเป็นศัตรูกับตระกูลฉิน!

“น้องฉิน มีคำกล่าวว่าวีรบุรุษล้วนมาจากผู้เยาว์ชาวหนุ่มสาว คืนนี้ข้าจะเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงต้อนรับเชิญเหล่าผู้เยาว์ที่เข้าร่วมงานทดสอบนักรบรุ่นเยาว์ หวังว่าเจ้าจะมา”

นับแต่ที่ตัดสินใจสร้างความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลฉินยอมถอยหลังหนึ่งก้าว เพราะเป็นบุรุษชาญฉลาดซือเมิ๋นหยูจะมิยอมให้ปลาใหญ่ที่สร้างกำไรมหาศาลนี้หลุดลอยแน่

หากสามารถเป็นมิตรกับตระกูลฉินได้ มันจะเปลี่ยนความพ่ายแพ้นี้ให้เป็นผลดีต่ออนาคตของตระกูล

เมื่อเทียบเบื้องหลังตัวตนระดับเขตแดนวิญญาณ การอับอายกับโอนอ่อนนิดหน่อยจะยากสักเพียงใดกันเล่า?

เหตุใดต้องพะวงว่าบุตรสาวของตนมิอาจหาเจ้าบ่าวได้เล่าหากมิได้ตบแต่งกับต้าซือหมิง? เท่าที่ทางตระกูลเป็นผู้เอ่ยปากออกไป? เหล่าบุตรหลานตระกูลอันน่าเคารพมิสู้กันหมดรูปเพื่อโอกาสนี่หรือ?

“ข้าต้องใช้โอกาสนี้ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสกุลฉิน ทั้งสองสกุลจะต้องสนิทสนมกัน!” ซือเมิ๋นหยูตัดสินใจแล้ว