0 Views

หากมีผู้ใดมาชมการต่อสู้นี้พวกมันคงอ้าปากค้างแน่ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและแปลกประหลาด

ซือเมิ๋นหยูเคลื่อนไวด้วยความเร็วที่แทบมองมิเห็นบนอากาศ ความแข็งแกร่งของพลังนั้นพุ่งออกมาจากตราบนมือมิไปไหน ด้วยเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย

ตรงกันข้ามกับอู๋เซียงที่เพียงรู้สึกถึงเหล่าผีเสื้อนับล้านกำลังร่ายรำอยู่บนท้องฟ้าเท่านั้น เหล่าแสงเงาที่เหลือค้างอยู่นั่นย่อมมาจากตราประทับบนมือของซือเมิ๋นหยู

ยิ่งโจมตีเร็วเท่าไหร่ ความแข็งแกร่งของตราประทับก็ยิ่งเท่านั้น

อู๋เซียงมีเหตุผลที่ให้อีกฝ่ายลงมือก่อนโดยการโต้ตอบการแปรผันด้วยความมิแปรผัน ฝ่ามือข้างหนึ่งวางพาดอยู่หน้าอกเพื่อความภาคภูมิและมั่งคง

ดวงตาของเขาวับวาบราวกับกำลังค้นหาบางสิ่ง

แท้จริงแล้วด้วยความเร็วที่มากเพียงนี้ของฝ่ายตรงข้าม การใช้สายตามองอย่างเดียวย่อมมิเพียงพอ

เขากำลังทำสิ่งหนึ่งอยู่ภายใต้ม่านพลังของอีกคน ปลายหูขยับแผ่วเบาเพราะเขากำลังฟังเสียงการเคลื่อนไหว

สำหรับการต่อสู้ประชิดตัว การฟังเสียงนั่นแม่นยำกว่าการใช้สายตาดู

แม้นว่าจะแข็งแกร่งก็จริงแต่ก็ยังมิถึงขั้นที่โจมตีแบบไร้เสียงได้

ตราบเท่าที่มีเสียงแล้วการฟังเสียงด้วยทิศทางของสายลมย่อมมิมีผิดพลาด

ความเร็วของซือเมิ๋นหยูค่อยๆเพิ่มระดับขึ้นเป็นดั่งลมกรดและกำลังวิ่งอยู่ด้านบนของพายุ หมุนวนรอบอู๋เซียงและกางอาณาเขตอย่างรวดเร็ว

ทุกครั้งที่มันกางเขตเป็นรูปวงกลมและสะบัดออกไปนั้นเกิดรูปตราประทับนับสิบอัน และตราเหล่านี้จะทำให้ศัตรูอ่อนแรงลงพลังที่มีหายไป

อีกนัยหนึ่งคือมันเพียงใช้ตราประทับก่อนเท่านั้นยังมิได้ลงมือจริงๆ

อย่างไรก็ตามตราผนึกนี่ถูกสร้างขึ้นจากทั้งความจริงและการบิดเบือน หากอีกคนมิได้เก่งกาจนักพวกมันคงมิอาจแยกแยะได้ว่าฝ่ามือไหนเป็นจริง?

“ท่านจะใช้ความเร็วนี่สยบข้ารึ?” อู๋เซียงยิ้มเยาะในใจ ความเร็วนี่คงถูกทำให้เขาโดยเฉพาะ การโจมตีก็เช่นกันหากเป็นตัวมันเองแล้วเขาจะไม่ใช้พลังไปให้เปล่าประโยชน์แน่เพียงแค่โจมตีออกไปฝ่ามือเดียว ท้ายที่สุดมันก็ย่อมดีกว่าการเสียเวลาเปล่าเยี่ยงนี้

“เพราะท่านอยากเล่นปาหีบเช่นนี้ข้าก็จะเล่นด้วยแล้วกัน” หลังคิดบางอย่างได้อู๋เซียงก็ขยับขาและก้าวเข้าไปในเขตวงกลมนั้น

และสถานการณ์ก็เริ่มรุนแรงขึ้น

มันมิเป็นไรหากผู้หนึ่งกางอาณาเขตภายในอย่างเดียวแต่ทั้งคู่กลับเลือกเข้าไปภายในเขตวงกลม ราวกับนี่มิใช่การประลองยุทธ์ของอัจฉริยะแต่พวกเขากำลังละเล่นอยู่

พวกเขาทั้งสองคนต่างทราบว่าในอาณาเขตนี้เต็มไปด้วยศาสตร์องค์ความรู้จำนวนมหาศาล หากฝ่ายหนึ่งช้าเพียงเสี้ยวลมหายใจอีกฝ่ายจะมีโอกาสโจมตีทันที

เหมือนดังลูกข่างสองร่างพุ่งเข้าใส่ภายในบริเวณโดยพลัน ฝุ่นจากผืนแผ่นดินถูกยกขึ้นความเร็วของพวกเขาเกิดเป็นม่านทรายสีเหลืองขึ้น แต่แท้จริงแล้วมันคือควันฝุ่นและธุลีดินที่ก่อตัวรวมกัน

ภายในม่านทรายสีเหลืองสองเงาดำกำลังไล่ห้ำหั่นกันและมิอาจบอกได้ว่าผู้ใดกำลังไล่ล่าผู้ใด

มิมีผู้ใดทราบว่าผ่านไปนานแล้วเท่าใด ยิ่งนานขึ้นมากเท่าใดซือเมิ๋นหยูก็ยิ่งหวาดกลัว… ตอนแรกที่ก้าวเข้าไปตามอู๋เซียงก็เพื่อทดสอบความอดทนและจิตใจของอีกคนและมิให้ใช้พลังด้วย

ยามนี้มันมิมีโอกาสจะได้ปลดปล่อยพลังของตนเลย

เช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวภายในวงกลม ทั้งคนยังคงรักษาระยะห่างเท่าๆกันอยู่เสมอ ระยะห่างนี้สามารถโจมตีได้จริงแต่ก็มิสำเร็จ

ซือเมิ๋นหยูต้องการย่นระยะห่างนี้ อย่างไรก็ตามน่าเศร้านักที่มันมิมีพลังเหนือกว่าอีกฝ่าย

ความเร็วของบุตรชายสกุลฉินนี้มิด้อยกว่ามันแน่นอน แม้จะยอมรับได้ยากว่าความเร็วของทารกน้อยนี่เหนือกว่ามันเสียอีก

การที่ต้องรักษาระยะพลางเคลื่อนไหวไปพร้อมกันอย่างน้อยก็พิสูจน์ได้ว่าแต่ละฝั่งยังใช้พลังมิเต็มที่!

กล่าวอีกนัยหนึ่งทั้งสองคนย่อมมีการชะลอตัวและเร่งความเร็วขึ้น

สำหรับมันแล้ว หากมันชะลอตัวอีกฝ่ายก็จะโจมตีมันจากด้านหลังเพราะสมาธิขาดช่วง

มันจึงต้องการเพิ่มความเร็วให้มากขึ้น แต่ก็ถึงจุดสูงสุดแล้วเช่นกัน

“เหมือนเด็กตระกูลฉินนี้มิได้อ่อนด้อยเรื่องความเร็วกว่าข้านัก!” ซือเมิ๋นหยูคิด “ใช้จุดแข็งโจมตีจุดอ่อนของศัตรูเสียแล้วกัน แม้นว่ามันจะเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วแต่มันก็ยังเด็กอยู่ดีลมปราณมันยังมิมั่นคง เพียงฝ่ามือเดียวย่อมทำให้กระดูกมันแตกหักทลายความแข็งแกร่งได้!”

ซือเมิ๋นหยูเป็นทหารเก่าผ่านการสู้รบเป็นร้อยครั้ง ดังนั้นมันจึงมั่นใจความสามารถและความแข็งแกร่งของตน ขั้นที่เก้าของกำลังแก่นแท้ย่อมอาบน้ำโลหิตและกองเพลิงมาสารพัดรวมถึงการสังหารนับมิถ้วน

เมื่อคิดดังนั้นมันก็พลันเป่าเสียงหวีดยาวและร่างก็หายออกจากวงกลมทันที

การถอยกลับนี้มิใช่การยอมแพ้ มันทำเช่นนี้เพื่อหยุดพลังของศัตรูไว้ เพื่อจะจบการต่อสู้มันต้องทำให้มีบริเวณว่างสำหรับปลดปล่อยพลังอันร้ายกาจ

“ฮ่าๆ ท่านผู้นำตระกูลท่านรู้สึกขลาดกลัวหรืออย่างไร?”

อู๋เซียงกำลังจะเผชิญกับความตายและเขาจะมิยอมให้ซือเมิ๋นหยูทำเด็ดขาด เขารู้ดีกว่าการที่ถอยกลับนั่นมิใช่เพราะอีกคนกำลังกลัวแต่เป็นเพราะปลดปลดพลังทำลายอันร้ายแรงต่างหาก

อย่างไรก็ตามเมื่อประจันหน้ากับคู่ต่อสู้ อู๋เซียงนั้นมีประสบการณ์ชีวิตถึงสองครั้งต่อสู้เมื่อเทียบกับซือเมิ๋นหยูมันก็มิถึงกับเลวร้าย เพียงมองครั้งเดียวชายหนุ่มก็เข้าใจสถานการณ์ เขารู้ว่าซือเมิ๋นหยูมิอาจรักษาความเร็วระดับนี้ในการประมือได้อีกแล้ว

ตั้งแต่สมัยโบราณในการต่อสู้มิว่าจะเป็นสองกองทัพหรือบุคคลการได้ชัยชนะนั้นย่อมขึ้นอยู่กับพละกำลังเพียงอย่างเดียว

ด้วยลมปราณของเขามันมิปัญหาที่จะทยานสู่ดวงดารา หากรับการโจมตีพลังของเขาย่อมเสื่อมถอยและลดลงจากความพรั่งพร้อมแน่ ต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อเก็บรวบรวมแรงผลักดันในครั้งถัดไป

อู๋เซียงทำตามลำดับและลมปราณร้อนแรงก็ไหลเวียนทั่วร่างของเขา เสมือนการปะทุของสุริยาเริ่มพลุกพล่าน ก่อนที่ดวงแก้วสีขาวสว่างจะลาลงมันก็วิ่งออกไปหาหมู่เมฆอยู่เป็นนิจ

ทันใดนั้นดั่งกำลังถูกปกคลุมด้วยแผ่นโลกา ถูกซ่อนไว้ด้วยผืนฟ้าพลังของเขาก็ปะทุออกมา

มิว่าศัตรูหน้าไหนๆ ข้าก็จะพุ่งทะยานสู่ดวงตะวัน!

ฝุ่นธุลี เม็ดดินสีเหลืองและต้นไผ่ที่เอนไหวร่ายรำทั้งหมดกลายเป็นอ่างน้ำวนขนาดมหึมาและฉีกทำลายทุกสิ่งที่อยู่ด้านหลังของอู๋เซียง

พริบตาที่อู๋เซียงปรากฏ เขาดูคล้ายร่างจุติของราชาวานรเพราะมีสีแดงอยู่ทั่วทั้งร่าง

ความสง่าและความแข็งแกร่งของบุรุษเพศมีเพียงดวงสุริยาเท่านั้นที่ปลดปล่อยพลังเยี่ยงนี้ได้!

ในยามนั้นสัญชาตญาณการต่อสู้ของอู๋เซียงเข้าถึงจุดสูงสุด

เขาพุ่งออกไปอย่างเกรี้ยวกราด สองฝ่ามือประกบและโจมตีใส่ทันที

รุนแรง สูงส่งแม้แต่ส่วนที่เล็กที่สุด!

ตู้ม!

ฝ่ามือนั้นปล่อยออกไปมุ่งเข้าโจมตีอีกฝ่ายมิมีทางหลีกเลี่ยง มันกลืนกินช่องว่างทั้งหมด

ซือเมิ๋นหยูตกอยู่ในสภาวะเสียเปรียบแล้วเรียบร้อย หากถอยกลับมันก็เท่ากับการขายร่างให้อีกฝั่งทำลาย

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้มันมิมีทางเลือกอื่น

มันต้องโจมตีกลับเท่านั้น!

และในเวลานั้นภายในหัวของซือเมิ๋นหยูมันมิได้สงบนิ่งความคิดต่างๆวิ่งวุ่น มันคิดถึงความลังเลเมื่อครั้งที่ยังเป็นผู้เยาว์ที่ประสบความสำเร็จ คิดถึงช่วงอันยอดเยี่ยมในกองทัพและชีวิตเสรีอันยิ่งใหญ่เมื่อได้กลายมาเป็นผู้นำตระกูลศักดินาซือเมิ๋น

ชั่วชีวิตของมันมิเคยพบศัตรูที่เท่าเทียมกัน

และในที่สุดก็ผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น ศัตรูที่บีบเค้นให้มันใช้พลังมากกว่าถึงสิบส่วน!

ฝ่ามือนี้เหมือนจะเป็นการตัดสินใจครั้งเด็ดขาดและมันก็เป็นโอกาสยากที่จะพานพบวาสนาเช่นนี้

ทั้งสองต่างก็อับจน

มันถูกส่งออกไปปะทะกับความแข็งแกร่งเต็มที่ มิมีการรั้งรอ

ตู้ม!

เสียงปะทะทั้งสองสายพุ่งใส่กัน ร่างของสองคนถูกแยกออกไปคนละฟาก

หลุมขนาดยักษ์ปรากฏขึ้นบนพื้นดินที่เคยยืนอยู่ มันใหญ่พอที่จะฝั่งร่างยี่สิบคนได้!

และสภาพๆหลุมนั้นเต็มไปด้วยทางร่องน้ำลึกนับมิถ้วนเสมือนเป็นที่เพาะปลูก

ด้านข้างทั้งสองฝั่งเป็นซือเมิ๋นหยูและอู๋เซียงที่ยืนตรงข้ามกัน ต่างมีสีหน้าเย็นชาทั้งคู่และมิผ่อนปรนแม้แต่น้อย พวกเขากำลังระวังการโจมตีครั้งที่สองของศัตรู

แต่ทางด้านอารมณ์กลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับซือเมิ๋นหยูมันประหลาดใจยิ่ง เป็นการยากที่จะเชื่อว่าตนมิได้เปรียบอีกฝ่ายจากการโจมตีนั้น

เหมือนอยู่กลางระหว่างสายฟ้าและเหล็กแกร่งและทั้งสองก็มิมีเวลาจะคิดถึงการโจมตีที่ผ่านมา ยามเคลื่อนไหวพวกเขาต้องใช้กำลังประหัตถ์ประหารเต็มที่

การที่สองฝ่ายใช้พลังสุดสุดโจมตีใส่อีกคนผลลัพธ์ที่ได้คือ

ผู้นำตระกูลศักดินาและอยู่ในขั้นที่เก้ากำลังแก่นแท้มิได้เปรียบอีกฝ่ายเลย

อย่าได้หลงกลกับการยืนอันสง่างามและท่าทางปกติ จริงๆแล้วพลังที่ระเบิดออกเมื่อสักครู่นั่นได้ทำให้อวัยวะภายทั้งห้าและกระดูกทั้งหกส่วนของมันเคลื่อนย้ายปั่นป่วนไปหมด การกระทบกระเทือนนี้เกินกว่าที่จิตนาการภายในใจน่าดู

อู๋เซียงเองก็มิได้ดีมากกว่านัก ถอดถอนหายใจภายในกับความจริงที่รับทราบถึงความแข็งแกร่งของนักรบขั้นที่เก้า เขาใช้กำลังทั้งหมดนำมาเดิมพันกับการต่อสู้

อย่างไรก็ตามอู๋เซียงนั้นทนทายาดอยู่เสมอ ชีวิตก่อนเขามีชื่อเล่นว่าจอมบ้าคลั่งด้วยเพราะทำสิ่งอุกอาจเกินความสามารถอยู่เสมอบนเส้นทางการฝึกฝน

เขารวบรวมสมาธิ จากนั้นก็เอ่ยวาจายั่วเย้าว่า “ท่านผู้นำรสชาติของฝ่ามือนั้นมิดีใช่หรือไม่?”

“เจ้าก็มิดีไปกว่าเช่นกันหรอก!” ซือเมิ๋นหยูตอบคืนอย่างเผ็ดแสบ

ยามนี้มันได้ปลดปล่อยเกียรติภูมิสิ่งที่เรียกว่าผู้นำตระกูลออกไปแล้ว มันตัดสินใจให้อู๋เซียงเป็นคู่ปฏิปักษ์เพราะสามารถต่อกรกับมันได้!

“ในระหว่างการต่อสู้ของนักรบชั้นสูงมันดูมิเหมาะสมหากยอมแพ้ ข้าเพียงอยากถามท่านบางสิ่งด้วยความแข็งแกร่งของข้าหากว่าข้าใช้ทุกสิ่งอย่างเพื่อสู้กับตระกูลซือเมิ๋น ข้าสามารถสังหารทุกคนในตระกูลของท่านได้หรือไม่?”

ถ้อยคำมิเร็วหรือช้าเกินไป แต่กลับทำให้รู้สึกบ้าคลั่ง

มิว่าซือเมิ๋นหยูจะอารมณ์เย็นเพียงไรในท้ายที่สุดแล้วมันก็มิอาจระงับอารมณ์ได้อีกต่อไป ด้วยความตื่นตระหนกมันจ้องมองอู๋เซียงโดยไร้คำปรามาสและยอดเยี่ยมกว่าแต่ก่อนเสียอีก