0 Views

อู๋เซียงแตะเท้าลงเมื่อมาถึงป่าไผ่

“ท่านผู้นำซือเมิ๋นท่านมาอยู่ที่แล้วมิจำเป็นต้องปิดซ่อนอีกต่อไป ท่านมาเพื่อเฝ้ามองข้าและท่านยังสามารถทำอย่างตัวต่อตัวได้” อู๋เซียงยิ้ม

เริ่มแรกซือเมิ๋นหยูต้องการสร้างความวิตกกังวลเลยมาช้าเล็กน้อย แต่อู๋เซียงกลับเปิดเผยความตั้งใจของมันและก็เป็นอย่างที่เห็น มันรู้สึกสิ้นนัก

มากกว่าสามครั้งแล้วที่มิอาจครอบงำคนผู้นี้ได้ มันมิเคยประสบสถานการณ์เยี่ยงนี้มาก่อน

หากว่าบุรุษนี้ได้รับโชคจากสวรรค์ แต่ก็เป็นเพียงนักรบขั้นที่แปดเท่านั้น?

ตัวมัน ซือเมิ๋นหยูตัวตนอันดับหนึ่งของมณฑลหมอกเมฆาและเป็นผู้นำตระกูลซือเมิ๋นอยู่ขั้นที่เก้ากำลังแก่นแท้ มิว่าจะเป็นสถานะ อำนาจตระกูล ความแข็งแกร่ง ความรู้และประสบการณ์มันต่างหากที่สมควรขย้ำคอผู้อื่น

แต่ความจริงกลับทุบตีมันอย่างมิทันตั้งตัว

เมื่อมิอาจหาลู่ทางข้อได้เปรียบได้ ซือเมิ๋นหยูจึงพุ่งเถนตรงไม่อ้อมคอมทั้งสิ้น

“บุตรแห่งสกุลฉิน เกี่ยวกับเรื่องที่ตระกูลได้ทรยศบ้านเมืองนั้นมีข่าวลือหนาหูและมันทับถมมุ่งตรงที่ตระกูลซือเมิ๋นของข้า จากการตรวจสอบเค้ามูลเรื่องราวล้วนมาจากเจ้าตระกูลฉินแห่งฝั่งเมืองตะวันออก”

ถึงแม้มันจะสงสัยในเรื่องนี้แต่ก็มั่นใจได้ว่าตระกูลฉินเป็นผู้ทำมันทั้งสิ้นเว้นแต่ไร้ซึ่งหลักฐานเท่านั้น มันจึงแสร้งทำเป็นว่ามีจริงและโจมตีใส่ฉินอู๋เซียง

“หากร่างคนเราตั้งเป็นแนวตรงแล้วคงมิต้องกลัวความคดงอของเงา ตระกูลซือเมิ๋นเป็นดั่งแมกไม้สูงใหญ่เพียงคลื่นลมเล็กน้อยจะส่งผลต่อตระกูลซือเมิ๋นได้หรือ? นอกจากนั้นข้าในฐานะผู้เยาว์ชนคงมิอาจเชื่อเรื่องที่มิมีเค้ามูลได้ ช่างเป็นข่าวเล่าลือที่สร้างความน่าเบื่อเสียจริง?”

เพราะอู๋เซียงมีชีวิตมาถึงสองครั้งย่อมมองเล่ห์กลของซือเมิ๋นหยูออก เพียงมิกี่คำเข้าได้ย้ำชัดว่าตระกูลฉินมิเกี่ยวกับเรื่องพรรค์นี้

“ทุกคนล้วนทราบวิธีปฏิเสธ เจ้ามีหลักฐานใดว่าทางสกุลฉินมิใช่ผู้ลงมือทำ?”

อู๋เซียงตอบโต้อย่างรุนแรงเช่นกัน “แล้วตระกูลซือเมิ๋นเล่ามีหลักฐานใดมาแสดงว่าทางฉินเราเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง? มิมีการลุกล้ำนี่ใช่ว่าท่านผู้นำสำนึกถึงความผิดหรืออย่างไร?”

“ฮืมมม ความผิดอันใด?”

“หากท่านมิสำนึกความผิดไฉนเลยท่านจึงสนใจข่าวโคมลอยมากเช่นนั้นเล่า?”

ซือเมิ๋นหยูรู้สึกตกใจ มันคิดว่าบุรุษผู้นี้นับว่ามีฝีมือ บนใบหน้ามีรอยยิ้มบางประดับ “พวกเราสกุลซือเมิ๋นมิเคยเกรงกลัวข่าวลือข่าวเล่าอ้างแต่ก็มิได้หมายความว่าเราสามารถอดกลั้นต่อเรื่องราวได้ อย่างที่เจ้าเอ่ยไปตระกูลซือเมิ๋นเป็นดังแมกไม้ต้นใหญ่เราจึงมิอาจตอบโต้คืนการรุกล้ำจากต้นหญ้าและพุ่มไม้น้อยได้อย่างนั้นรึ?แคว้นไป๋หยู่ของเราให้ความสำคัญกับสถานะตระกูลขุนนาง การเคารพผู้อาวุโสและผู้น้อยกว่า”

มันได้ยกตระกูลซือเมิ๋นและตระกูลฉินตัวจ้อยร่อยมาเปรียบในลมหายใจเดียวอย่างซับซ้อน

โดยไม่คาดคิดอู๋เซียงกลับหัวร่อ “ท่านกำลังเหยียดหยามต้นหญ้าและพุ่มไม้น้อยนั่นรึ? ท่านมิทราบหรือว่ามิว่าลมจะแรงเพียงใดก็ยากที่จะทำลายพุ่มไม้ที่แข็งแกร่งนั้นได้”

“วาจาร้ายกาจน่าดู” ซือเมิ๋นหยูตำหนิเสียงเรียบ

อู๋เซียงมิได้ตอบโต้กลับ เอ่ยตอบแผ่วเบาว่า “เพราะท่านจับตามองข้า คงมิใช่เพื่อมาเพื่อเอ่ยเรื่องไร้สาระใช่หรือไม่?”

มันเพ่งมองอู๋เซียงและใช้สายตาอันเฉียบคมเพื่อสยบอีกฝ่าย

ชายหนุ่มมิเกรงกลัวสายตาและจ้องกลับอย่างมิวางตา

ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้นว่า “ข้าได้ยินมาว่าพี่สาวของเจ้าอายุมากกว่ายี่สิบหนาวแล้วและยังเป็นบุคคลที่น่าทึ่ง ข้ามีสายข่าวดีพอควรอยากเสนองานสมรสให้แก่นางเจ้าว่าอย่างไร?”

“ขอบคุณสำหรับความห่วงใยของท่านผู้นำ แต่นางมีบุรุษที่ชื่นชอบอยู่แล้ว”

“ต้าซือหมิงรึ?” ท้ายที่สุดสุ้มเสียงของซือเมิ๋นหยูก็ปราฏโทสะ

“เป็นความจริง”

ประกายไฟลุกโพรงในดวงตาของซือเมิ๋นหยู มีร่องรอยกลิ่นอายสังหารขณะที่เอ่ยน้ำเสียงอบอุ่น “ต้าซือหมิงถูกหมายหมั้นให้สมรสกับบุตรสาวของข้าเจ้ามิทราบเรื่องนี้หรือ?”

อู๋เซียงยิ้มบาง “นี่เป็นสิ่งที่ข้าอยากพูดกับท่าน ตั้งแต่โบราณกาลลูกแตงโมล้วนถูกกวาดต้อนลงขายก่อนที่มันมีรสหวานด้วยซ้ำ ทุกคนรู้สิ่งที่เรียกว่าข้อเสนอให้สมรสนั่นดี ต้าซือหมิงและพี่ใหญ่ของข้าทั้งสองชอบพอกันและเขามิได้รู้สึกสิ่งใดกับบุตรสาวของท่านข้าจึงอยากถามว่าท่านนั้นพอใจกับความสุขชั่วครู่หรือจะทำลายชีวิตทั้งหมดขององค์หญิงน้อยท่านกัน?”

“ช่างกล้านัก ข้าจะทำลายชีวิตของบุตรสาวตนเองได้อย่างไร?”

“เรื่องการสมรสหากมิเต็มใจและขัดกับความปรารถนา ตัวเจ้าสาวซึ่งอยู่บนเกี้ยวงานสมรสที่ผิดพลาดย่อมได้รับความเจ็บปวดตลอดชีวิต ท่านผู้นำคงทราบความหมายเบื้องหลังนี้ดีท่านจะมิทราบความรู้สึกนี่ได้อย่างไร?”

สีสันบนใบหน้าของซือเมิ๋นหยูค่อยๆเข้มขึ้น มันเดินเข้าไปในป่าไผ่อย่างช้าๆและคว้าต้นไผ่ขนาดใหญ่เท่าชามข้าว ด้วยแรงมหาศาลต้นไผ่นั้นหักออกจากกลางต้นและตกลงบนพื้นเสียงดัง

“บุตรสกุลฉินความคิดอย่างหนึ่งของเจ้าก็ดีและอีกอย่างก็ชั่วร้ายนัก หากตระกูลต้าซือและตระกูลฉินยังคงดื้อดึงอยู่ เช่นนั้นเหตุใดจึงมิดูชะตาของไผ่นี่เป็นตัวอย่างเล่า”

เมื่ออู๋เซียงเห็นการกระทำของบุรุษสูงวัยเขายิ่งระมัดระวังการกระทำมากขึ้น นี่ผู้นำตระกูลซือเมิ๋นกำลังข่มขู่เขาหรืออย่างไร? มันหมายถึงเขาอาจหมดความอดทนลงได้!

“ท่านผู้นำเคยได้ยินคำกล่าวหรือไม่? ชิ้นหยกอาจถูกทุบทำลายแต่สีของมันก็ยังขาวบริสุทธิ์มิเสื่อมคลาย ไม้ไผ่มันเลือกที่จะเผาตัวมันเองแทนที่จะถูกทำลายข้อต่อ แม้นว่าไผ่นี้จะหักลงแต่ข้อต่อของมันก็ยังมิถูกทำลายนี่คือความมั่นคงอันกล้าแกร่ง ลำต้นไผ่ตั้งตรงเลือกยอมหักมิยอมงอมันคือความรู้สึก!”

“แม้ว่าสกุลฉินจะมาจากสถานที่ห่างไกลแต่เราก็นับถือคุณธรรมเป็นหลัก หากท่านคิดว่าคำข่มขู่จะทำให้เรายอมจำนนแล้วท่านคงคิดผิด” เขาเพียงเอ่ยถ้อยคำเสียดแทง “ข้ามีข้อเสนอหากท่านยอมรับฟัง”

ซือเมิ๋นหยูระงับความโกรธของตนลง “จงเอ่ยมา”

“ทุกคนย่อมได้รับความสุขหากงานสมรสระหว่างบุตรสาวของท่านกับต้าซือหมิงถูกยกเลิก หนึ่งรอยยิ้มสามารถลบล้างพันธมิตรและศัตรูท่านเห็นว่าอย่างไร?”

มันยิ้มเยาะ “สำหรับพวกเจ้าทุกคนข้อเสนอแนะนี่สมบูรณ์แบบ อย่างไรก็ตามสำหรับตระกูลซือเมิ๋นแห่งชนชั้นศักดินาจะดีได้เยี่ยงไรเล่า? การยกเลิกงานสมรสจะทำให้ตระกูลของข้าสูญเสียหน้าตา”

“มิฉะนั้นแล้วตระกูลซือเมิ๋นอาจะเป็นริเริ่มการยกเลิกงานสมรสอย่างเปิดเผย หากท่านยังคงคิดว่ามันสามารถลดทอนความโกรธแค้นของท่านแล้วเช่นนั้นข้าจะร้องขอให้ตระกูลต้าซือชดเชยคืนอย่างเท่ากันชัดเจนและมอบของให้ได้ นี่มิเกี่ยวกับความอับอายมันเป็นเรื่องที่มิอาจช่วยได้ต่างหาก ท่านคิดว่าอย่างไรหรือ?”

“เหลวไหลสิ้นดี!” เห็นได้ชัดว่าซือเมิ๋นหยูมิสนใจข้อเสนอนี้

“มันมิใช่เรื่องเหลวไหล” อู๋เซียงส่ายหน้าจริงจัง “ท่านลองจิตนาการดูหากว่าปัญหายังดำเนินต่อและทางสกุลฉินของข้ากับสกุลต้าซือเองก็มิอ่อนข้อจะเกิดสิ่งใดขึ้นเล่า?”

หลังจากก้าวเข้าสู่อาณาเขตของอีกฝ่าย เขาจึงตัดสินใจวางไพ่ลับลงบนโต๊ะ

“จะเกิดสิ่งใดขึ้น? บุตรสกุลฉินเจ้าคิดว่าตระกูลซือเมิ๋นมิสามารถทำลายตระกูลฉินและต้าซือรึอย่างไร?  หรือเจ้ายังมิเข้าใจคำว่าตระกูลศักดินาคืออันใด?” ซือเมิ๋นหยูถามเสียงเย็น

“อยู่อันดับห้าในสิบสองตระกูลศักดินาในอันดับที่ห้าของสิบสองมหาศักดินาลอร์ด มีนักรบขั้นที่เก้าคอยกำกับตระกูลและมีนักรบสามสี่คนที่อยู่ขั้นที่แปดกำลังแก่นแท้ มิต้องกล่าวถึงในมณฑลหมอกเมฆากระทั่งในนครรัฐเพลิงไพรีเองตระกูลพวกท่านก็ถูกจัดให้เป็นอันดับต้นๆ มันเป็นเรื่องที่ได้ยินตามท้องถนนโดยทั่วไปมิใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับข้า”

“โอ้?” รู้เรื่องอย่างดีเชียว มันเอ่ยกระซิบว่า “อย่างนั้นแล้วไพ่ลับที่เจ้าว่าทางตระกูลต้าซือและตระกูลฉินมีคือสิ่งใดรึ?”

อู๋เซียงยิ้มไม่เอ่ยถ้อยคำใด เขาแตะไม้ไผ่แผ่วเบาและถอนหายใจยาว “ท่านผู้นำตระกูลเหตุใดท่านจึงคิดและรู้สึกว่าตระกูลฉินต้องออกปกป้องพวกเขารึ?”

“หากไม่ปกป้องตัวเองแล้วเจ้าจะนั่งรอความตายรึอย่างไร?”

“ฮ่าๆท่านช่างเพียบพร้อมไปด้วยความมั่นใจ แล้วทำไมมิลองรับสักฝ่ามือของข้าดูเล่า?” ทันใดนั้นน้ำเสียงของอู๋เซียงก็เปลี่ยนไป

ฉับพลันอู๋เซียงก็เคลื่อนไหวร่าง จบถ้อยคำสุดท้ายเขาก็อยู่ห่างจากซือเมิ๋นหยูมิถึงสิบเซียะ

โจมตี?

มันกระตุกยิ้มมุมปาก อยู่เพียงขั้นที่แปดกลับกล้าโจมตีบุคคลที่อยู่ขั้นที่เก้ารึ? เจ้ามิทราบความแตกต่างระหว่างหนึ่งขั้นหรือว่ามันกว้างใหญ่นัก

นับว่าเจ้ากำลังขุดหลุมฝังศพของตนเองแล้ว!

ยามที่ความคิดกระจ่างวาบไปทั่วจิตมันก็ยกแขนขึ้น ขยับมือทั้งสองข้างเหมือนประทับตราบางอย่าง

ช่วงนั้นเองร่างของอู๋เซียงก็พลันหยุดนิ่งกะทันหัน พูดอย่างเนิบนาบพร้อมรอยยิ้มประดับบนใบหน้า “ผู้อาวุโสสมควรไปก่อน ข้าจะให้ท่านลงมือก่อนแล้วกัน!”

ย่อมเป็นการดีหากเขามิเคลื่อนไหว เพราะเขาให้บุรุษสูงวัยเกรี้ยวโกรธเข้าแล้ว

ผู้ฝึกฝนศาสตร์การต่อสู้ย่อมรู้ดีว่ายามเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรู สิ่งที่ห้ามกระทำมากที่สุดคือการถอยกลับกลางคันระหว่างการโจมตี มันจะทิ้งช่องว่างและข้อเสียไว้มากเกินไป

ยิ่งเก่งกาจมากเพียงใดยิ่งต้องมิมีข้อผิดพลาด

และถ้าหากมีบางคนกระทำคงมีเพียงสองประการเท่านั้น ประการแรกคือมันเป็นพวกมีฝีมือดาษดื่น ประการที่สองคือมันกำลังดูหมิ่นและลบหลู่ศัตรู!

ทายาทสกุลฉินเหมือนจะมิได้ตระหนักถึงข้อห้ามนี้ เขาตั้งใจทำโดยเจตนา

“หากเจ้าอยากตายข้าก็จะสงเคราะห์ให้!” ความโกรธแค้นพาดผ่านซือเมิ๋นหยูขณะที่กำลังทำรูปตราผนึกอย่างต่อเนื่อง เคลื่อนไหวร่างเกิดเป็นคลื่นเงาตัดผ่านท้องฟ้า

ความเร็วอันน่าเหลือเชื่อนี่รวดเร็วราวกับว่าทั้งร่างกายของเขาผลุบโผล่หายตัวไปในผืนฟ้าสีคราม