0 Views

ปฏิกิริยาของมันไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหวังของอู๋เซียงนัก

กระทั่งหยุนฉิงหยานและต้าซือหยางเองก็จับจ้องปฏิกิริยาของคุณชายชิงผู้นี้ โดยเฉพาะฉิงหยานที่ให้ความสนใจมากเป็นพิเศษเพราะนางได้ยินข่าวลือการโต้ตอบและความมิลงรอยระหว่างตระกูลฉินกับตระกูลซือเมิ๋น

ภายในใจนางภาคภูมิยิ่งเมื่อเห็นท่าทางตอบกลับอันแปลกประหลาดของลูกหลานตระกูลซือเมิ๋น นางเหมือนกำลังนอนอาบแสงแห่งความรุ่งโรจน์

“นี่… แซ่ของเจ้าคือฉินหรือต้าซือ?” สุ้มเสียงของมันดูลังเลมากขึ้นเรื่อยขณะที่ลองหยั่งเชิง

จากน้ำเสียง มันได้เปิดเผยเค้าเงื่อนอันขลาดเขลาเล็กน้อย มันกำลังควบคุมตนเองเพราะความกลัวต่อตระกูลฉิน หากเป็นการเมืองเขาย่อมกล่าวถึงตระกูลต้าซือเป็นลำดับแรกตามด้วยตระกูลฉิน

อย่างไรก็ตามมันก็เอ่ยถามแซ่ของฉินก่อนตามด้วยต้าซือ ความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังของการการเรียงนี้ซับซ้อนนัก แต่ก็สามารถเดาได้

“แซ่ของข้าคือฉิน” อู๋เซียงตอบเสียงเรียบ

ใบหน้าของมันแข็งค้างอีกครั้งดั่งถูกอสรพิษฉกเข้า กล้ามเนื้อบนใบหน้าสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด

แซ่ของมันคือฉินและมันย่อมเป็นฉินอู๋เซียง

ชื่อนี้ทำให้พี่ใหญ่ซือเมิ๋นเฉียนเกรี้ยวกราดและบ้าคลั่ง เป็นเหตุทำให้เกิดเรื่องน่าปวดศีรษะขึ้นกับ”สิบสามเหยี่ยว”

และมันก็กระแทกเข้าตนเต็มเหนี่ยว

สำหรับมันแล้วสิ่งที่น่ากลัวยิ่งขึ้นคือสถานการณ์ล่าสุดปะทะอยู่และไร้หนทางที่จะหยุดลงกลางคัน!

บุรุษดวงตาสามเหลี่ยมกอดเอวมันไว้และชี้ไปยังอู๋เซียงด้วยใบหน้ามิพอใจ “คุณชายชิงสารเลวตัวนี้แหละที่มันลอบโจมตี… ”

ยามนั้นซือเมิ๋นชิงอัดอั้นไปด้วยความโกรธ ตบฉาดเข้าที่ใบหน้าของอีกคนพร้อมด่าตำหนิ “ข้าคิดว่าเจ้าต่างหากที่เป็นตัวสารเลว!”

การกระทำของชายหนุ่มรวดเร็วฉับพลัน มิต้องกล่าวถึงบุรุษที่มีสัญลักษณ์ดวงตาสามเหลี่ยมแม้แต่ผู้เยาว์ในเมืองหมอกเมฆายังประหลาดใจและคนนอกก็ยิ่งตื่นตะลึงกว่า

การกระทำซือเมิ๋นชิงนั้นเต็มไปด้วยความมิคาดฝัน ท่าทีของมันกลับพลิกผันสิ้นเชิงและคาดเดาได้ยาก ลูกหลานของชนชั้นศักดินาทั้งหมดเป็นเยี่ยงนี้หรืออย่างไร ไร้เหตุผลในการกระทำ?

เริ่มแรกเอ่ยถ้อยคำสวยงามทำให้ทุกคนรู้สึกว่ามันกำลังจะสร้างความสันติพและยกย่องที่ทำสิ่งนั้น จากนั้นก็เปลี่ยนน้ำเสียงและเห็นชัดว่ากำลังมองหาตัวปัญหาอย่างทั้งสามคนนี้ การกระทำนี้ย่อมทำให้ทุกคนเกิดความรู้สึกที่ดี …

แต่โดยมิคาดคิด ก่อนที่จะสิ่งใดไปมันกลับตบหน้าสหายตน

ด้วยวิธีเช่นนี้ก็เหมือนกับว่าเทพเซียนกำลังเขียนตัวหนังสือด้วยแปรง ผู้คนโดยรอบมิอาจตามทันได้ได้แต่ถอดถอนลมหายใจว่าการกระทำของชนชั้นสูงมิอาจวัดได้ด้วยเหตุผลอันสามัญ

แต่ผู้ที่รู้เรื่องภายในจริงๆอย่างอู๋เซียงและต้าซือหยางนั้นเพียงยิ้มเท่านั้นและมิได้พูดสิ่งใดออกไป บรรดากลุ่มคนที่มาพร้อมซือเมิ๋นชิงเองก็ส่ายศีรษะอย่างขื่นขม

เจ้าจะข่มเหงผู้ใดก็ได้ แต่กลับเลือกที่จะสร้างปัญหาให้กับบุคคลซึ่งมาจากเมืองวารี

มันมิเป็นไรถ้ายุแหย่คนของเมืองวารี แต่เหตุใดจึงไปยุแหย่ฉินอู๋เซียงเล่า?

หากไปหาเรื่องฉินอู๋เซียงแล้วก็มิควรกระทำอย่างอหังการเช่นในยามนี้ และยังไปเรียกว่า “ตัวสารเลว” ทุกลมหายใจแล้วซือเมิ๋นชิงจะอดกลั้นได้อย่างไร?

เพราะคนผู้นี้โง่เง่านักจึงสมควรถูกตบตี

แต่ว่าหลังโดนตบไปแล้วนั้นอีกคนก็ยังมิเข้าใจ มันกุมใบหน้าส่วนที่ถูกตบไว้ด้วยความมิพอใจ “คุณชายชิงท่านทำร้ายด้วยเหตุใด?”

ซือเมิ๋นชิงเอ่ยตามตรงว่า “ข้าได้ยินก่อนหน้านี้ว่าเจ้าขี่ม้าผ่ากลางเมือง เหยียบหัวผู้คนและยังทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ในฐานะนักสู้ของเมืองแล้วเจ้ามิคิดหรือว่าตนเองกำลังทำให้มณฑลหมอกเมฆาอับอาย? วันนี้เป็นการชุมนุมของเหล่าผู้เยาว์ที่มีทักษะชั้นสูงทั่วทั้งมณฑลแต่เจ้าก็ยังก่อเรื่องมิทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดี ตบนี้จะทำให้เจ้าหลาบจำ! วันหน้าเมื่อออกจากที่นี่เจ้าจะได้มิทำให้พวกเราอับอายเป็นครั้งที่สองอีก ดีเพียงใดกันที่ข้ามิสังหารเจ้าแทน!”

ชายที่มีสัญลักษณ์ดวงตาสามเหลี่ยมมันอ้าปากค้างอย่างสับสน ตั้งแต่เมื่อใดกันที่คุณชายชิงเป็นผู้รักความยุติธรรม การขี่ม้านี่ดูเลวร้ายเสียประดาและเป็นต้นเหตุเสียด้วยมันมิใช่ว่าคุณชายชิงเองก็กระทำมาก่อนอย่างนั้นหรือ? เพราะเหตุใดวันนี้จึงเป็นเยี่ยงนี้เสมือนกับโทษอาญามหันต์?

แม้นว่าหยุนฉิงหยานจะเป็นสตรีที่มีใบหน้าบอบบาง แต่นางก็ดูออกว่าซือเมิ๋นชิงนั้นแกล้งทำเป็นหาหนทางหลบถอย

เหตุไฉนจึงต้องหาทางหลบ โดยมิต้องสงสัยซือเมิ๋นชิงคงหวาดกลัวอู๋เซียงอยู่แน่

บุตรหลานของชนชั้นศักดินากลับหวาดกลัวบุตรหลานของชนชั้นมั่งคั่งเมืองวารี นี่ทำให้นางที่เป็นเชื้อสายของชนชั้นมั่งคั่งเช่นกันอบอุ่นใจ

เป็นตัวอย่างของผู้คนหนึ่งที่เปลี่ยนจากความอวดดีเป็นนอบน้อมและมีเพียงหนึ่งสิ่งที่สามารถเปลี่ยนความคิดคนได้

โชคดีที่มีคนดึงตัวชายดวงตาสามเหลี่ยมออกมาก่อนเพราะคนผู้นี้คิดเพียงจะก่อปัญหา หากไม่แล้วคุณชายชิงคงจะฆ่ามันแน่ๆ

ซือเมิ๋นชิงกุมกำปั้นคำนับเอ่ยเสียงเย็นว่า “ทุกท่านข้าซือเมิ๋นชิงแห่งตระกูลซือเมิ๋น วันนี้ข้ามิมีความต้องใดๆทั้งสิ้นสำหรับการมาชุมนุม ข้ามาอยู่ที่นี่เพียงเพราะสองคำ – เป็นหนึ่ง!”

“เหตุใดเราจึงสมควรเป็นหนึ่งเดียวกันรึ? ก็เพื่อให้ทุกคนรู้จักกลมเกลียวกันสร้างชื่อเสียงให้กับมณฑลของเราในการทดสอบนักรบรุ่นเยาว์ ยิ่งมีผลลัพธ์ดีเท่าไรมณฑลเราก็ยิ่งมีเกียรติยศและอยู่ในการจัดอันดับที่สูงของนครรัฐเพลิงไพรี!”

อู๋เซียงมิรู้ว่าคำพูดเหล่ากลั่นออกมาจากจิตใจหรือไม่ แต่อย่างน้อยมันก็มีเหตุผลและมิน่าเกลียดนัก

โดยแท้จริงนักสู้ผู้เยาว์เหล่านี้ล้วนมีโชคชะตาถูกติดอยู่กับความรุ่งโรจน์ของมณฑลหมอกเมฆา หากทำผลงานได้มิดีและถูกจัดในลำดับต่ำพวกเขาก็จะไม่ได้รับผลประโยชน์ใดตรงกันข้ามแล้วพวกเขาจะได้รับปัญหาเสียมากกว่า

ทุกคนล้วนเป็นเครื่องหมายที่ถูกยอมรับ สิ่งใดคือเครื่องหมาย? ยกตัวอย่างเช่นมันก็เหมือนดังกับการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยที่โด่งดังย่อมมีรูปแบบของตนและมหาวิทยาลัยหลักๆก็จะมีภูมิความรู้เป็นเครื่องหมาย เครื่องหมายที่แตกต่างก็จะได้รับการปฏิบัติที่แตกต่าง มิว่าจะไปที่ใดก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์สารพัดและมีชื่อเสียงเล่าลือจากผู้คนที่พูดตนเองหรือพูดถึงพื้นหลัง

“ทุกท่านคิดว่าคำพูดของข้ามีเหตุผลหรือไม่?”

“ถูกต้อง!” แน่นอนว่านี่คือเสียงตอบรับจากกลุ่มคนของเมือง พวกมันล้วนถอยเลียแข้งเลียขาซือเมิ๋นชิง

สำหรับคนจากต่างเมืองนั้นพวกมันยังมิไหลตามด้วยยังลังเลลักษณะนิสัยของมันอยู่ พวกมันรู้สึกว่าคนผู้นี้มีท่าทีเปลี่ยนไปมาฉับพลันดังนั้นจึงรั้งรอมิรีบตอบกลับ

ซือเมิ๋นชิงไม่ใส่ใจนัก เอ่ยถามอู๋เซียงยิ้มๆว่า “น้องฉินเจ้าคิดว่าที่ข้าเอ่ยออกมานั้นถูกต้องหรือไม่?”

“คำพูดของท่านย่อมถูกต้องและมันก็สุดแล้วแต่วาจาของท่านจะพูดสิ่งดีหรือมิดี ข้าเพียงอยากถามสิ่งหนึ่งในเมืองหมอกเมฆานี้หากมีบางคนพยายามที่จะทำลายความเป็นหนึ่งเดียวจะเกิดสิ่งใดขึ้นหรือ?”

มันตอบกลับอย่างเที่ยงธรรมว่า “มิต้องถามเลยพวกเราย่อมจะกำราบคนผู้นั้นด้วยพลังทั้งหมดที่มี! เมื่อต้องจำกัดกับผลไม้เน่า ข้าจะลงโทษมันให้สาหัส!”

หยุนฉิงหยานหัวเราะก่อนเปล่งเสียงเรียบว่า “เพราะถ้อยคำของคุณชายชิงเราจึงสามารถคุยแบบเปิดเผยได้ สหายของท่านกระทำตนดั่งเช่นอันธพาลเขามิอนุญาตให้ผู้ใดเปล่งวาจา หากผู้ใดกล้าเขาก็จะหักขาอาชา ช่างข่มเหงยิ่งนัก”

“เป็นเพียงครั้งแรกตบนั้นมันย่อมจดจำ หากมีอีกครั้งข้าจะแล่หนังมันด้วยตัวเอง” ซือเมิ๋นชิงจ้องเขม็ง “ฟังให้ดีจากนี้เป็นต้นไปเราทั้งหมดจะเป็นตัวแทนของมณฑลหมอกเมฆา! เราจะเป็นสหายร่วมกองทัพผู้ใดมันกล้าทำลายน้ำใจเพื่อผองข้า ซือเมิ๋นชิงจะให้มันอยู่สงบสุขเด็ดขาด!”

ความจริงใจผ่านถ้อยคำเหล่านี้ทำให้มันน่าประทับใจมากนัก ท่ามกลางคนทั้งหมดมีเพียงซือเมิ๋นชิงเท่านั้นที่ดูมีวุมิภาวะยามที่พูดคำเหล่านั้น

จริงๆแล้วเป็นเพราะว่ามันเป็นหนึ่งในสมาชิกตระกูลชนชั้นศักดินา ตระกูลอันดับหนึ่งแห่งมณฑลหมอกเมฆา มันจึงมีสิทธิ์ดูแลและทำหน้าที่เป็นผู้นำ

อู๋เซียงก็ได้แต่หวังว่ามันพูดความจริง เขามาอยู่ที่นี่เพราะการทดสอบ ไฉนจะมิเสพสุขและสร้างปัญหาให้น้อยที่สุดเล่า?

ถึงซือเมิ๋นชิงจะประกาศชัดเจน แต่การปะทะก่อนหน้าจะถูกแก้ไขได้ด้วยถ้อยคำมิกี่คำรึ พวกมันแบ่งฝั่งชัดเจนออกเป็นสองกลุ่ม เป็นกลุ่มผู้ที่มาจากตัวเมืองและนอกเมือง

หลังจากการพิพาทก่อนหน้านั้น บรรดานักสู้จากต่างเมืองก็สลายตัวและไปรวมตัวกันเพื่อหาทางตอบโต้

และทางในเมือง พวกมันก็ไปรวมกันต่างหาก

แม้ว่าซือเมิ๋นชิงจะพยายามอย่างมากเพื่อลดช่องว่างระหว่างทั้งสองสองแล้วก็ตาม มันก็เป็นดั่งคำกล่าวที่ว่าการใช้อำนาจควบคุมย่อมมิอาจลงรอยกันได้

และผู้เยาว์จากตัวเมืองมิอาจปล่อยให้อีกฝ่ายเหนือกว่าพวกตนได้ในยามนี้ เสมือนกับการร้องขอให้ต้นไม้เหล็กผลิบานดอกแก่ตน พวกมันเริ่มมีการกระทบกระทั่งกับอีกฝ่ายที่มาจากเมืองรอบนอก

อย่างไรก็ตามบนโลกนี้มิมีระบบการติดต่อสื่อสารขั้นสูงนัก ที่นี่ไร้ซึ่งโทรศัพท์เพื่อติดต่อรอบโลก

แต่พิราบสื่อสารก็มิใช่รูปแบบที่ยุ่งยากอันใด

ดังนั้นคนจากเมืองอื่นๆจึงไม่คุ้นเคยกับชื่อของฉินอู๋เซียง มีเพียงสองสามเพียงที่อยู่ติดกับเมืองวารีเท่านั้นถึงเคยได้ยินนามนี้ แต่พวกมันก็เคยได้ยินข่าวอันน่าตกใจอย่างชนชั้นต่ำที่ได้ท้าประลองชนชั้นมั่งคั่งอย่างตระกูลซูและระหว่างนั้นฉินอู๋เซียงก็ทำผลงานได้เยี่ยมยอด

เกี่ยวกับเรื่องความดีความชอบและความสามารถของอู๋เซียงนั้นพวกมันมิรู้อะไรมากและเพราะว่าตระกูลซือเมิ๋นได้ปกปิดข่าวความขัดแย้งกับตระกูลฉิน คนภายนอกจึงมิมีทางรู้เรื่องนี้เลย

เหตุนั้นคนจากรอบนอกจึงมิเข้าใจท่าทางของซือเมิ๋นชิงที่เปลี่ยนเป็นนอบน้อมไปในฉับพลัน พวกมันต่างคาดเดาว่าปีศาจฉินอู๋เซียงนี่มีนิสัยอย่างไร พวกมันพากันมาทักทายและหาข้อมูลเล็กน้อยจากรอบข้าง อย่างไรก็ตามอู๋เซียงก็เอ่ยตอบเพียงประโยคสั้นๆ

แม้นว่าหยุนฉิงหยานจะหยิ่งทะนงบ้างนางก็เข้าใจเรื่องนี้ดี นางรู้ว่ามันคงจะดีที่สุดหากเอ่ยถึงข้อมูลลับของตระกูลศักดินาให้น้อยลง ดังนั้นเมื่อคนอื่นๆมาถามนางเกี่ยวกับเรื่องของอู๋เซียงนางเลือกที่จะพูดถึงเรื่องต่างๆอย่างเช่นการประลองที่นั่งชนชั้นมั่งคั่ง มิได้เอ่ยถึงตระกูลซือเมิ๋นเลยแม้แต่น้อย…

ขณะที่พวกมันกำลังตื่นตระหนก ก็พลันมีเสียงร้องสูงว่า “ผู้ดูแลมณฑลมาถึงแล้ว!”

ในบรรดาทั้งหมดของมณฑล ผู้ดูแลมณฑลถือเป็นเจ้าหน้าที่สูงสุดเป็นผู้รับผิดชอบทางด้านบริหารการเมือง การเงินและวัฒนธรรม

ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เซิ่นอู๋ได้คัดเลือกผู้ดูแลมณฑลดังกล่าวมา เพราะพวกเขาเป็นขุนนางชั้นสูงบรรดาขุนนางท้องถิ่นจึงต้องเคารพยำเกรง

เมื่อได้ยินว่าผู้ดูแลมณฑลมาถึงแล้ว ทุกคนก็พลันหยุดการสนทนาและมองออกไป