0 Views

มันตะเกียกตะกายลุกขึ้นในสภาพอันน่าหดหู่ เดินตรงไปหาอู๋เซียงด้วยใบหน้าทะมึนทึบ

“เจ้าลอบโจมตีข้าอย่างงั้นรึ?”

ไม่เพียงแค่ตัวมันที่แก้ปัญหานี้ไม่ตก แม้แต่คนอื่นๆเองก็ยังมองมิเห็นด้วยซ้ำว่าอู๋เซียงออกกระบวนท่าใด พวกมันสงสัยกระทั่งว่าอีกคนนั้นลงมือจริงหรือไม่

แท้จริงแล้ว การเคลื่อนไหวของอู๋เซียงนั้นเร็วจนแทบมองไม่เห็น ด้วยความเร็วเยี่ยงนี้มันรวดเร็วเกินไปนอกเหนือจากนี้เขายังเก็บมือไว้ใต้แขนเสื้อซึ่งมีการสั่นไหวเพียงเล็กน้อย มันย่อมเป็นธรรมดาที่พวกมันมิอาจรัลรู้ได้

“โจมตีทำให้ม้าตกใจ? มิใช่ว่าเจ้าเองก็ทำเช่นนี้กับสหายของข้าเยี่ยงนั้นหรือ? ยามนี้ข้าเองก็กำลังตักเตือนเจ้าให้ระวังปากเสียหน่อยมิใช่หรือ?”

บุรุษที่มีสัญลักษณ์ดวงตาสามเหลี่ยมมันรู้สึกถึงความหนาวเหน็บถึงขั้ว จับจ้องอู๋เซียงอย่างหวาดระแวงด้วยมิคิดว่าคนผู้จะจงใจลงมือกับมัน!

คนรอบๆต่างมองชายหนุ่มอย่างตะลึงงัน ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกแปลกประหลาดมันดูอายุอานามใกล้เคียงกับทุกคนและก็มิได้สวมชุดของขุนนางชนชั้นสูง

มีสหายเพียงแค่สองคนที่มาพร้อมและดูเหมือนว่าพวกเขาจะมาจากเมืองที่แร้นแค้นของมณฑลหมอกเมฆา

อย่างไรก็ตามเพราะบุรุษที่ถ่อมตนมิอวดตนเช่นนี้มีอายุใกล้เคียงและแสดงท่าว่ามิมีสิ่งใดได้หาเรื่องกับคนของเมืองหมอกเมฆา!

เมื่อครู่พวกมันต่างเห็นกับตาว่าบุรุษที่มีสัญลักษณ์ดวงตาสามเหลี่ยมนั้นหยิ่งผยองเพียงใด ภายในใจล้วนคิดอย่างเดียวนั่นคือคงดีกว่าหากมันยุ่งยากน้อยลงและมิต้องการให้เกิดปัญหาใดขึ้นโดยมิจำเป็น

แน่แท้ว่าพวกมันมิอยู่ห่างจากบ้านเกิดและกำลังอยู่สถานที่ต่างถิ่น พญามังกรมิอาจหาญสู้กับอสรพิษเจ้าถิ่น!

แต่เพราะพวกมันมิได้ออกหน้าเป็นพญามังกรอันยิ่งใหญ่จึงได้ใครบางคนออกหน้าแทนเสียแล้ว!

ดังนั้นการกระทำของอู๋เซียงที่มีขึ้นมาจึงดึงดูดความสนใจของเหล่าผู้เยาว์จากเมืองอื่นๆ เพราะมีคนก้าวเท้าเข้ามายุ่ง กระตุ้นเลือดร้อนของกลุ่มคนให้สูบฉีด

มันผงกศีรษะและเอ่ยน้ำเสียงเกลียดชังว่า “เจ้าจะต้องเสียใจกับเรื่องนี้ เสียใจอย่างแน่นอน”

อู๋เซียงมิทุกข์ร้อนกับการคุกคามอันเปล่าประโยชน์

ในยามนี้เขามีแม่นางหยุน หยุนฉิงหยานซึ่งเป็นต้นเหตุของการเป็นตาย เมื่อนางเห็นสภาพอันน่าอับอายของมันก็เกิดความรู้สึกยินดียิ่งนัก นางยืนเท้าสะเอวกล่าวเสียงอันภาคภูมิว่า “เสียใจรึ? เจ้าคงมิต้องกัดลิ้นตายเพียงเพราะคำพูดโอ้อวดนี้หรอกรึ? มิใช่ว่าเจ้าเพิ่งพูดไปเองหรอกหรือที่ว่าราชาจะต้องแสดงอำนาจในบ้านของตน? มันอยู่ที่ใดเล่า? เป็นไปได้ว่ามันอาจตกลงพื้นให้สุนัขทานเป็นอุจจาระเล่น?”

เสียงหัวเราะดังมาจากฝูงชนพร้อมเสียงปรบดังสนั่นจากกลุ่มคนต่างเมือง

ดียิ่งนัก!

พวกมันมิกล้าทำ แต่ก็มีคนทำแทนแล้ว!

บุคคลที่กล้ายืนหยัดและทำในสิ่งที่พวกมันมิอาจทำได้บุคคลนั้นย่อมได้รับการนับถือและชื่นชม!

หยุนฉิงหยานซึ่งได้ความชื่นชมจากผู้ชม เมื่อเห็นว่าจิตใจและความเห็นของผู้คนค่อยๆเอนเอียงมา  แน่นอนว่านางย่อมมิปล่อยโอกาสที่จะทุบตีสุนัขที่กำลังจะจมน้ำตายเด็ดขาด

“เช่นนั้นเจ้าจะเอ่ยวาจาข่มขู่ทั้งคนในและนอกได้เช่นไรในเมื่อตัวเจ้าของเองปราศจากอำนาจ และเจ้ายังเอ่ยว่าพวกเราจะอับอายยามที่ออกจากมณฑลหมอกเมฆา แต่บัดนี้เจ้าเข้าใจใช่หรือไม่? ผู้ใดจะอับอายมากกว่ากันเล่า? เจ้ามันก็เป็นเพียงอันธพาลหยิ่งผยองในถิ่นของตนกระทั่งในบ้านของตนเองก็ยังมิอาจทำสิ่งใดได้เลยด้วยซ้ำ เมื่อออกจากที่นี่แล้วย่อมถูกทุบตีเป็นแน่แท้! และการทุบตีนั้นก็จะทำให้มือของผู้อื่นสกปรกตาม!”

ใบหน้าบุรุษที่มีสัญลักษณ์ดวงตาสามเหลี่ยมส่วนหนึ่งพลันเปลี่ยนเป็นสีเขียวครึ้มและส่วนก็กลายเป็นสีดำคล้ำ ท่าทางของมันนั้นมิอาจเข้าใจได้และเจตนาสังหารแรงกล้าพาดผ่านใบหน้าของมัน

แต่อย่างไรมันก็ยังมีสหายที่ภักดีท่ามกลางกลุ่มคนข้างหลัง พวกมันพร้อมปะทะและล้อมรอบพวกเขาไว้ซึ่งเห็นชัดว่าพวกมันต้องใช้จำนวนคนนี้รุมกลั่นแกล้งแทน

หญิงสาวเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจึงร้องตะโกนว่า “นี่พวกเจ้ากำลังทำอะไร? กลางวันแสกๆยังกล้าคนมากกว่ารุมพวกข้างั้นรึ?”

มันยิ้มเจ้าเล่ห์ “ข้าก็กำลังจะใช้คนจำนวนมากทำร้ายพวกเจ้าอย่างไรเล่า!”

อู๋เซียงดูเชิงและกลุ่มผู้เยาว์ของเมืองต่างล้อมรอบตัวเขาไว้และมีอีกสองคนอยู่ตรงกลาง พวกมันล้วนแต่มุ่งร้ายทั้งสิ้น

อู๋เซียงทำราวกับมิมีสิ่งใดเกิดขึ้นเพราะคนเหล่านี้มิคู่ควรกับสนใจของเขาด้วยซ้ำ  เขาเพียงรู้สึกว่าสถานการณ์ช่างคล้ายกับโลกเดิมนัก เป็นเรื่องของชาวบ้านรอบนอก ความรู้สึกที่ว่าตนเหนือกว่าของคนในเมืองใหญ่ต่อคนที่มาจากดินแดนเล็กๆช่างคุ้นเคยเสียจริง ไม่ว่าจะที่นั่นหรือที่นี่ก็เหมือนกันสิ้นดี

เสียแต่ว่า …

นี่เป็นโลกคลั่งไคล้ศาสตร์ต่อสู้ มันจึงแตกต่างจากโลกก่อนหน้าของเขา!

เพียงแค่พวกเขาถูกล้อม ก็มีบางคนจากเมืองอื่นร้องตะเบ็งว่า “อย่าใช้คนมากรุมกลุ้มพวกเขา!”

หลายร้อยเสียงตอบรับการคำๆนี้!

เพราะมีหนึ่งคนกล้า จึงมิใช่เรื่องแปลกที่จะมีคนที่สองและสามกล้าเช่นกัน

ชั่วพริบตาที่ความเกรี้ยวโกรธของผู้คนปะทุขึ้นสูงสุดในสถานการณ์อันตึงเครียด กลุ่มคนที่โมโหเหล่านี้ล้วนมาจากคนที่ไม่เข้าพวก ยามนี้พวกมันต้องการยืนหยัดเพื่อตอบโต้คนรอบๆยามที่คนพวกนั้นรู้ว่าพวกมันมิมีประโยชน์!

ผู้เยาว์พวกนี้ล้วนไล่ตามศาสตร์วิชาต่อสู้และเต็มไปด้วยความความชอบ ต่างก้าวเท้าออกมาเพื่อตำหนิคนเหล่านี้

“ถือความอัปยศยิ่งนักที่ใช้หมาหมูรุมรังแก!”

“ใช่แล้วหากมีความขัดแย้งย่อมแก้ปัญหาด้วยการประลองตัวต่อตัว แต่การใช้คนมากรุมจัดการแทนนี่มิใช่เพราะเจ้าอ่อนแอจนไร้ความสามารถหรอกรึ?”

“อืม หรืออาจเป็นไปได้ว่านักสู้ของเมืองหมอกเมฆาเองไร้ความสามารถมากกว่า?”

“จริงๆแล้วการมองเห็นด้วยตาเปล่าเองย่อมดีกว่าฟังข่าวโคมลอย แม้นว่าพวกเราจะมาจากเมืองเล็กๆก็ยังมิอาจหาญกล้าหน้าด้านทำเยี่ยงนี้เลยเจ้าว่าหรือไม่?”

“หากเจ้าต้องการกลั่นแกล้งผู้คน พวกเราที่มาจากเมืองข้างนอกคงมิยอมจำนนแน่! นี่มิใช่เพียงแค่การสู้เป็นกลุ่มรึ? ผู้ใดหวาดกลัวกัน? วันนี้พวกเราผู้เยาว์จากแปดเมืองรอบนอกจะแสดงความแข็งแกร่งให้คนเมืองใหญ่ให้เห็นกัน!”

ทุกคนล้วงใต้แขนเสื้อเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้เพราะต่างรู้สึกมิพอใจกับความอยุติธรรมนี้ อารมณ์ของพวกเขาถูกกระตุ้นเพิ่มมากยิ่งขึ้น

หยุนฉิงหยานรู้สึกมีกำลังใจมากขึ้นพลางกล่าวด้วยความตื่นเต้น “สิ่งที่ข้าเอ่ยไปนั้นพวกเราชาวหนุ่มสาวมิยินยอม!”

มีผู้เยาว์ที่มาจากแปดเมืองเกือบสี่สิบคน ส่วนอีกฝั่งเองก็มีสามสิบหรือสี่สิบคนเช่นกัน

จากจำนวนแล้วถือว่าทั้งสองฝั่งมีเท่าๆกัน ส่วนความแข็งแกร่งผู้เยาว์จากแปดเมืองนั้นถือเป็นตัวตนที่มีพรสวรรค์และตรงกลางวงกลมก็เห็นชัดว่าต้องเป็นนักสู้ระดับสูงอีกด้วย

หากต่อสู้กันจริงคงจะเสมอกันและมิมีผู้ใดเสียท่า

ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังจะพุ่งใส่กันก็พลันมีเสียงกีบเท้าม้าวิ่งมาจากถนนสายหลักด้านหลังลานสี่เหลี่ยม เสียงใครบางคนร้องตะโกนว่า “เกิดเรื่องอันใดขึ้น? นั่นพวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน? ”

ท่าทางยินดีปรากฏขึ้นจากฝั่งคนในเมืองยามที่ได้ยินเสียงนี้ พวกมันทั้งหมดต่างมองไปข้างหลัง

มีคนหกคนกำลังนั่งอยู่บนหลังอาชาสีขาวแต่ละตัว สามคนแรกนั้นดูสง่างามยิ่งนัก

“คุณชายชิงมาแล้ว!”

“ฮ่าๆ และยังมีคุณชายอี้กับคุณชายเฟิงอีก!”

คนทั้งหกนั้นถือดีพอควรเพราะพวกเขามิได้ชะลอตัวลงแม้แต่น้อยยามที่ควบม้าเข้ามาเบื้องหน้า จากท่าทางแล้วเหมือนต้องการมาเก็บค่าเสียหายจากผู้คนโดยตรง

ตอนแรกบรรดาผู้เยาว์ทั้งหลายที่ยืนรวมกันอยู่ก็เริ่มแยกย้ายกันหลังการมาถึงของคนทั้งหก

เหตุนี้พวกเขาจึงควบม้าเข้าไปยังตรงกลางได้อย่างรวดเร็วและไปรวมกับเหล่านักสู้ของตัวเมือง

“คุณชายชิงในที่สุดท่านก็มา หากท่านมาช้ากว่านี้เหล่านักสู้จากเมืองด้านนอกคงลุกฮือต่อต้านแน่”

“ใช่ๆคนพวกนี้กล้าถ่มน้ำลายใส่เกียรติยศของพวกเราชาวเมืองหมอกเมฆา พวกมันน่ารังเกียจนักแลคุณชายเยี่ยมยอดที่สุดในกลุ่มของพวกเราท่านจะตัดสินใจจัดการเรื่องนี้เช่นไร”

ผู้นำกลุ่มพวกมันสวมชุดสีม่วงปลายขลิบทอง สวมทับด้วยเสื้อคลุมยาวอันงดงามพร้อมหยกห้อยติดที่คาดเอวบริเวณเอว แท้จริงแล้วมันคือคุณชายชิงซึ่งเคยพูดถึง แต่อย่างไรก็ตามมันดูมีอายุมิเกินสิบแปดหรือสิบเก้าหนาว

บุรุษดวงตาเหลี่ยมนั้นมิเพียงกล่าวหา แต่มันยังเสริมแต่งเรื่องราวต่างๆขณะบอกกล่าวสิ่งที่เกิดขึ้น

คุณชายชิงขมวดคิ้วหลังจากรับฟัง เหลือบดูอีกคนตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าและเอ่ยเสียงเบาว่า “เจ้ามิได้เอยเกินจริงใช่หรือไม่?”

“ไม่เลย! ทุกคนที่นี่ต่างรู้เห็นว่าคนพวกนั้นยั่วยุพวกเราก่อน! ”

เขาหัวเราะเสียงเบาราวกับมิเชื่อชายผู้นั้น หมุนตัวกลับพลางดึงบังเหียนม้า จากนั้นก็ยกมือคำนับร้องตะโกนว่า “ทุกท่านโปรดระงับสติอารมณ์ ทุกคนในที่นี้ล้วนเป็นหนึ่งในนักสู้ขั้นสูงของมณฑลหมอกเมฆา เวลานี้เราต่างมารวมตัวกันเพื่อความฝันเดียวกันและเพื่อเป้าหมายเดียวกัน หากเรามาสู้กันเองคนจากมณฑลอื่นๆเมื่อได้ยินเรื่องนี้คงหัวเราะเยาะจนฟันร่วงแน่”

แม้ว่าจะมิมีใครรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของคุณชายชิงผู้นี้ เขาเอ่ยถ้อยคำอันสวยงามให้เข้ากับสถานการณ์ ความโกรธของผู้คนรอบนอกบางส่วนจึงถูกลบหายไปบ้าง

อย่างไรก็ตามอู๋เซียงกลับเฝ้ามองอย่างเย็นชา หากเดามิผิดคนที่ยืนอยู่ต่อหน้าตรงนี้สมควรเป็นทายาทของตระกูลซือเมิ๋นแห่งชนชั้นศักดินา

เพราะมาจากคนในเมืองก็ย่อมเลวร้ายเช่นกัน เขามิเชื่อว่าเรื่องนี้จะได้รับการแก้ไขเช่นนี้

แท้จริงแล้วมันเปลี่ยนน้ำเสียงของตน “เพราะพวกเราทุกคนล้วนมาจากสถานที่แตกต่างกัน เป็นเรื่องที่ดีที่ทุกคนล้วนแต่เลือดร้อนเนื่องจากห่างจากบ้านเกิด แต่มันก็มิดีนักที่จะใช้สิ่งนี้ทำให้เกิดปัญหา ดังนั้นเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวของเราทุกคนใครที่เป็นผู้ยั่วยุทำให้เกอดปัญหาย่อมสมควรได้รับโทษบางอย่าง ทุกท่านเห็นด้วยหรือไม่?”

ตอนแรกผู้คนจากแปดเมืองรอบนอกได้ปล่อยวางความหวาดระแวงยามที่ได้ยินถ้อยคำอันน่าฟัง อย่างไรก็เมื่อได้ยินถ้อยคำต่อมาพวกเขาก็รู้สึกแปลก คนฉลาดย่อมรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดแปลก

มันเปิดเผยออกยามที่เขาคลายบังเหียนเพียงเพื่อฉกฉวยให้พวกตนได้เปรียบ

การเพ่งมองของบุรุษชุดม่วงมาหยุดที่หยุนฉิงหยาน เอ่ยเสียงเรียบว่า “พวกท่านทั้งสามมาจากที่ใดรึ?”

การแสดงที่ดีมาพร้อมกับเสียงร้าย

ครั้งแรกนางคิดว่าบุรุษผู้นี้เข้าใจเรื่องราวและประทับใจของวาจาของเขา แต่ยิ่งฟังก็ยิ่งตระหนักได้ว่าเขามันเป็นอสรพิษเจ้าของรังหนูเหล่านั้น!

นางรู้สึกผิดหวังและกำลังจะพูด ทันใดนั้นอู๋เซียงก็ยกมือบอกไว้ มองดูอีกคนอย่างเยือกเย็นเอ่ยเสียงมิโอนอ่อนหรือแข็งแกร้าวเกินไป “หากข้าเดามิผิดท่านคงจะเป็นบุตรหลานของตระกูลซือเมิ๋นใช่หรือไม่?”

ภายในใจของมันเต้นดังราวกับกำลังกระซิบ “แล้วอย่างไร?”

อู๋เซียงแสยะยิ้มเย็นและกล่าวเสียงเรียบว่า “มิมีสิ่งใดหรอก เพียงแค่จะแจ้งให้ทราบว่าเรานั้นมาจากเมืองวารี”

ทันทีที่ได้ยินคำสามคำนี้การแสดงออกของมันคุณชายชิงพลันแช่แข็งทันที นัยน์ตาวับวาวเริ่มเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง!