0 Views

มีคำด่าหยาบคายรุนแรง ก่อนที่อู๋เซียงจะหันกลับไปมองเขาทราบอยู่แล้วว่าคนขี่ม้าเหล่านี้มิมีเจตนาจะชะลอตัวลงสักนิด

นอกจากนี้เองก็ยังมิต้องการให้เกิดปัญหา เขาจึงสะบัดแส้ม้าบังคับให้มันขยับเยื้องออกไปด้านข้าง

ถนนหนทางกว้างใหญ่ แผงขายของตั้งวางอยู่สองฟากฝั่งผู้คนพลางแออัดจอแจอยู่ในร้านเล็กๆ ทุกคนหลบเมื่อได้ยินเสียงม้าวิ่งมิหยุด

อย่างไรก็ตามขณะที่ผู้คนต่างผลักต่างดันกัน แผงลอยของร้านต่างๆก็เริ่มเละเทะกระจัดกระจาย และคนหนุ่มเลือดร้อนบางคนก็ก่นด่าพร้อมน้ำเสียงสูง

“นี่มันอะไรกัน? พวกเจ้าคิดว่าพวกเจ้าเป็นใครถึงกล้าขี่ม้าผ่านถนนแบบนี้!” มีคนบ่นด้วยความมิพอใจ

เป็นกลุ่มผู้เยาว์ที่นั่งอยู่บนหลังม้า พวกมันสะบัดแส้และหัวเราะอย่างสบายๆราวกับกำลังเพลิดเพลินกับฉากวุ่นวายตรงหน้า

เมื่อพวกมันได้ยินบางคนด่าสาปแช่งพวกตน คนๆนั้นก็สะบัดฟาดศีรษะของคนที่ด่าทันที

ปึก!

แส้ยาวฟาดเข้าที่ใบหน้าของชายคนดังกล่าว เป็นดั่งมีดสั้นเฉือนใบหน้ามันทิ้งรอยแผลเปื้อนเลือดยาวซึ่งลึกเกือบถึงกระดูก มันเจ็บปวดแสนสาหัสชายผู้นั้นนำมือมากุมใบหน้าและล้มลงร้องไห้

แส้นี้ช่างรุนแรงนัก ทุกคนที่ด่าว่าก่อนหน้าพลันเงียบลงด้วยความกลัว พยายามเก็บงำความโกรธไว้

จากเสื้อผ้าอาภรณ์ ทำให้รู้อย่างหนึ่งว่าคงจะเป็นคุณชายเสเพลจึงกล้าทำเช่นนี้

บุรุษหนุ่มที่สะบัดแส้อันดวงตาสามเหลี่ยมคู่จ้องดูคนผู้นั้นอย่างเย็นชาหลังลงมือ เพียงหัวเราะหึออกมาจากรูจมูก “มิมีตามองหรือเช่นไร ในเมืองหมอกเมฆาแม้นว่าผู้อื่นจะควบม้าเร็วบนท้องถนนมิได้ แต่ก็มิได้หมายความว่าพวกข้าจะทำมิได้!”

“ขอรับๆ คุณชายหงอย่ามาเกลือกกลิ้งอยู่กับคนชั่นต่ำเช่นข้าเลยขอรับ”

“ดี พวกเราทำได้นัก ฮ่าๆมีเรื่องมากมายจะนำไปเล่าให้คุณชายชิงฟังแล้ว ไปเถอะอย่าให้คุณชายต้องรอ”

เพียงแค่คนเหล่านั้นมีสัญลักษณ์ดวงตาสามเหลี่ยมคู่ก็ปรากฏร่องรอยความเคารพบนใบหน้า มันหันมองดูรอบๆและจากไปมิลังเล

อู๋เซียงมองเห็นทุกอย่างระหว่างการเปลี่ยนแปลงในช่วงสั้นๆ แต่จิตใจของเขามิสงบนัก

เหมือนอันธพาลวัยรุ่นชอบข่มเหงผู้คน แม้ว่ารูปดวงตาสามเหลี่ยมที่แสดงให้เห็นนั้นจะดูทุจริตและหยาบช้าก็ตาม ในสายตาของเขานั่นเป็นสิ่งคนๆนั้นมี

เทียบกับเหล่าทายาทคนร่ำรวยและบุตรหลานขุนนางคนอื่นๆแล้ว มันถือว่าเป็นตัวโง่งมเสียด้วยซ้ำ

ชีวิตก่อน นักเลงอันตธพาลไม่แม้แต่หยุดรถด้วยซ้ำเมื่อขับชนคนตายตามด้วยประโยคที่ว่า “พ่อกูใหญ่เว้ย” ประโยคของมันให้ความรู้สึกประทับยิ่งกว่าอีก

เมื่ออู๋เซียงและต้าซือหยางมิเอ่ยวาจาใด หยุนฉิงหยานนางมิอาจเพิกเฉยต่อได้พลางบ่นพึมพำว่า “มิสมควรจะควบม้าวิ่งบนถนน มันกล้าทุบตีผู้คนอย่างอุกอาจช่างน่ารังเกียจ”

หลังพึมพำกับตนเองเสร็จ เมื่อเห็นว่าทั้งสองเพียงยิ้มดั่งมิข้องเกี่ยวเรื่องที่เกิดขึ้น “พวกท่านทั้งสองมิรู้สึกสิ่งใดเลยรึ?”

ต้าซือหยางถอนหายใจ “ทุกสิ่งเกิดขึ้นมิทราบจำนวนครั้ง หากข้ารู้สึกอันใดกับเรื่องเช่นนี้แล้วข้าคงมิต้องทำการงานใดหรอก เพราะข้ามิมีเวลาให้รู้สึกเช่นนั้นด้วยซ้ำ”

“อย่างนั้นพวกท่านจะเพิกเฉยไปเลยงั้นรึ?” หญิงสาวเริ่มจริงจัง

“เช่นนั้นแล้วแม่นางหยุนคิดว่าพวกเราควรทำสิ่งใดเล่า” ต้าซือหยางถามกลับ

“ข้า… ” เริ่มนางแรกยังเชื่อมั่นในตนเองอยู่แต่เมื่อคิดทบทวนราวชั่วครู่กลับมิอาจหาคำตอบได้

ที่จะช่วยเพราะนางรู้สึกว่ามันมิยุติธรรมหรือ? ดูจากอาภรณ์ของพวกอันธพาลนั้นแล้วหนึ่งในนั้นอาจมีสถานะทางสังคมที่สูงกว่าหรือเป็นชนชั้นมั่งคั่งเทียบเท่านาง ทั้งความแข็งแกร่งแส้นั่นดูทรงพลังนัก

หากมิอาจเอาชนะอีกฝ่ายได้นางจะเพียงสาปแช่งระบายความโกรธออกมา? ตามจริงพวกมันนั้นดูชั่วร้ายยิ่งหากเป็นนางที่ก่นด่าพวกมันอาจเหวี่ยงแส้มาลงที่ศีรษะนางแทน

เพราะนางมิอาจกำราบและมิกล้าก่นด่า ทำได้เพียงจ้องมองเท่านั้น

ยิ่งคิดเรื่องนี้มากเท่าไรนางยิ่งขุ่นเคือง โดยปกตินางคือคุณหนูชั้นสูงนางจะโกรธเพียงอย่างเดียวหากมีผู้ใดมารดปัสสาสะใส่ศีรษะนางมิใช่ผู้ที่จะรังแกและเหยียดหยามผู้ใดเช่นที่พวกนั้นกระทำ

ลึกๆในใจนางรู้สึกว่าพวกมันทำเกินกว่าเหตุนักใช้วิชายุทธ์มารังแกผู้คนที่อ่อนแอกว่า พวกมันมิใช่ผู้ตัดสินถูกสักหน่อย!

“หยุดเศร้าเสีย ไปกันเถอะ!” อู๋เซียงไม่ได้เอ่ยสิ่งใดพักหนึ่งเมื่อเห็นว่าคุยกันเสร็จแล้วเขาก็พูดขึ้นอย่างรวบรัด

ตามกฎแล้วนักสู้คนทุกคนจากแปดเมืองในมณฑลหมอกเมฆาจะต้องมายื่นคำขอลงทะเบียนกับสถานที่ที่กำหนด แล้วจึงไปชุมนุมกันที่นครรัฐเพลิงไพรีต่อ

ชัดเจนว่านี่มิใช่ครั้งแรกที่ต้าซือหยางมาที่เมืองมณฑลแห่งนี้ เขารู้เส้นทางเป็นอย่างดีสักพักหนึ่งพวกเขาก็มาถึงจวนของเจ้าหน้าที่

การลงทะเบียนง่ายดายยิ่ง ยื่นคำขอเสร็จก็เป็นอันเสร็จ

เป็นเจ้าหน้าที่จากดินแดนศักดิ์สิทธิ์เช่นเดิมที่ดูแลการลงทะเบียน เมื่อเขาเหลือบมองไปเห็นรายชื่อของอู๋เซียงก็ผงกหัวขึ้นดูอย่างประหลาดใจ หลังดูข้อมูลแล้วก็เอ่ยว่า “เจ้าคือฉินอู๋เซียงจากเมืองวารีงั้นรึ?”

“เป็นข้าเอง”

“โอ้ ประเสริฐบุรุษที่ดีดูหล่อเหลานัก” เขารวบรวบรวมเอกสารทั้งหมดเข้า “เมืองวารีมีระดับต่ำที่สุดนั่นคือขั้นที่เจ็ดอย่างไรก็ตามเพราะมีเจ้าอยู่ผลลัพธ์ย่อมมิเลวร้ายเกินไป”

อู๋เซียงตอบกลับสุภาพ “ท่านกล่าวเกินไปข้ารู้สึกอับอายยิ่ง”

“ฮ่าๆ ดีที่เหล่าผู้เยาว์มิได้ถือทิฐิและหยิ่งยโส” เหมือนว่าเขาเพิ่งจำบางอย่างได้ “เมื่อพวกเจ้าออกจากจวนนี้ให้เลี้ยวไปหรดีทิศผ่านประมาณสามถนนก็จะพบกับลานกลางเมืองหมอกเมฆา ผู้เยาว์ทั้งหมดจะไปรวมตัวกันที่นั่นซึ่งการทดสอบนี้จะเกี่ยวพันถึงชื่อเสียงของที่ ดังนั้นทุกมณฑลและทุกเมืองจึงให้ความสำคัญกับมันท่ามกลางมณฑลทั้งแปดของนครรัฐเพลิงไพรี มณฑลหมอกถือเป็นหนึ่งในเมืองที่ดีที่สุด ยามนี้ทุกฝ่ายของเมืองหมอกเมฆาล้วนให้ความสำคัญกับการทดสอบอันสลักสำคัญนี้ ย่อมเป็นเรื่องดีสำหรับพวกเจ้าหากบังเอิญสะดุดสายตาผู้ใดเข้า”

หลังเดินทางออกมาแล้ว ต้าซือหมิงก็ต้องการที่จะชมลานกลางเมืองและพบปะเหล่าชนชั้นสูงทั้งหลาย สตรีหนึ่งเดียวในกลุ่มก็เริ่มสนใจบ้าง

เมื่อทั้งคู่อยากไปอู๋เซียงตกลงไปพร้อมกัน

ทั้งสามมาถึงลานสี่เหลี่ยม มีผู้เยาว์จากทั้งแปดเมืองยืนจับกลุ่มกันอยากลุ่มละสามหรือห้าคนบ้าง

คนเหล่านี้ล้วนมาจากสถานที่ต่างๆ เห็นได้ง่ายเลยว่าพวกเขาแต่ละคนมาจากที่ใดบ้าง

จากการสังเกตดูบุคคลพวกนั้น เมืองวารีถือว่ามีจำนวนคนที่มีระดับขั้นพลังที่ต่ำที่สุดอย่างขั้นเจ็ดน้อยที่สุด เมืองอื่นมีอย่างต่ำสี่ถึงห้าคนอย่างมากสุดก็เจ็ดหรือแปดคน

และกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือมีสามสิบหรือสี่สิบคน

คนที่มีตราสัญลักษณ์ดวงตาสามเหลี่ยมซึ่งพวกเขาพบก่อนหน้าก็อยู่ในกลุ่มใหญ่นี้

ต้าซือหยางกระซิบ “พวกมันน่าจะเป็นคนเมืองนี้ มิต้องสงสัยเลยว่าเหตุใดจึงกล้าลงมือทำเช่นนั้นคงมีใครคนคุ้มศีรษะอยู่เป็นแน่”

ขนาดของเมืองหมอกเมฆานั้นมีขนาดเท่าเจ็ดหรือแปดเมือง ดังนั้นจึงมิใช่เรื่องแปลกประหลาดหากมีนักสู้ขั้นที่เจ็ดนับสิบคน

ผู้เยาว์ส่วนใหญ่ล้วนสวมเสื้อผ้าอาภรณ์ของชนชั้นอันน่าเคารพ มีมิกี่คนที่สวมชุดของชนชั้นมั่งคั่งแสดงบทบาทเป็นสหายข้างกายและบทบาทเล็กๆน้อยๆอย่างเป็นลูกหาบวิ่งไป

อู๋เซียงกับพวกเดินเข้าไปหาอาชาของพวกตน แน่ชัดว่าผู้เยาว์ที่มีสัญลักษณ์ดวงตาสามเหลี่ยมก็มองมาที่พวกเขา รอยยิ้มเย็นปรากฏอยู่ที่มุมปากดั่งดูถูกคนทั้งสาม

เมื่อหยุนฉิงหยานมองเห็นก็ยิ้มมุมปากและพูดพึมพำว่า “โอ้อวดเสียจริง”

อู๋เซียงมิมีเวลาพอที่จะกังวลกับการพบกันแสนน่าเบื่อหน่ายเช่นนี้ แต่เขากลับใช้สายตามองความเคลื่อนไหวของคนพวกนั้นแทน

เพราะว่าที่นี่มิใช่เมืองวารีแต่เป็นเมืองหมอกเมฆา เป็นหนึ่งในเมืองที่ขึ้นชื่อระดับต้นของนครรัฐเพลิงไพรีแน่นอนว่าย่อมมีผู้มีพรสวรรค์มากมาย

หลังสังเกตดูเขาทราบว่าแต่ละเมืองล้วนส่งผู้มีความสามารถบางอย่างมา เป็นพรสวรรค์ สิ่งสำคัญคือคนเหล่านั้นล้วนมาจากเมืองหมอกเมฆาทั้งสิ้น

เขาเดาว่าคงมิใช่แค่เหล่าผู้เยาว์ของเมืองหมอกเมฆาที่มาถึงแล้ว

ขณะนั้นที่เขากำลังเฝ้าจับตามอง ก็มีเสียงดังแผ่วมาจากท้องฟ้า และพลันทำให้เสียงม้าของหยุนฉิงหยานตกใจเสียการทรงตัว เท้าพับลงและทำให้หญิงสาวตกจากหลังม้า

โชคดีที่นางเคลื่อนไหนร่างเร็ว ก่อนจะล้มลงนางใช้มือข้างหนึ่งค้ำพื้นและตีลังกาดีดตัวกลับไปอีกข้าง อย่างไรก็ตามนางก็ยังคงตกใจอยู่

เสียงหัวเราะเยาะดังมาจากกลุ่มทางฝั่งเมืองหมอกเมฆา บุรุษที่มีสัญลักษณ์ดวงตาสามเหลี่ยมดูพอใจเสียประดาพลางผิวปากใส่บนความอับอายของหยุนฉิงหยาน

ทั้งชีวิตของนางมิเคยประสบเหตุเยี่ยงนี้มาก่อน นางเตะสะโพกของม้า “เดรัจฉานบัดซบเหตุใดจึงคลุ้มคลั่งฉับพลันเล่า?”

อู๋เซียงเอ่ยเสียงเบาว่า “แม่นางหยุนเหตุใดเจ้าจึงระบายใส่มัน?”

“มันเกือบจะทำข้าตกลงมานะสิ ผู้ใดสมควรรับความโมโหของข้าอีกนอกมัน?”

อู๋เซียงยิ้ม “มิใช่เดรัจฉานตัวนี้ที่ทำให้เจ้าตกลงมาแต่เป็นอย่างอื่น ดูที่ข้อต่อตรงกีบเท้ามันสิ”

หญิงสาวงงงัน เดินเข้าไปดูใกล้ๆสีหน้าก็พลันเปลี่ยนทันทีเพราะมีบางอย่างโจมตีข้อต่อเท้ามันอย่างชัดเจน เป็นรอยแผลเปิดใหญ่และมันทำได้เพียงนั่งพับอยู่กับพื้นขณะที่เลือดไหลออกมา

ด้วยความโมโหนางพลันนึกถึงเสียงหัวเราะของคนเหล่านั้น ระเบิดอารมณ์ตะโกนออกมาว่า “เดรัจฉานตัวใดที่เลวถึงขนาดคิดร้ายกับสัตว์เช่นนี้?”

กลุ่มผู้คนเมื่อเห็นหญิงสาวโกรธก็พากันหัวเราะเสียงดังยิ่งขึ้น การกระทำของพวกมันได้ทำให้เรื่องเลวร้ายมากยิ่งขึ้นขณะที่พวกมันเสียงหัวเราะขบขันเสียงดังและมองไปที่บุรุษที่มีดวงตาสามเหลี่ยม

คนผู้นั้นแสยะยิ้มเย็นและควบม้าตรงไปข้างหน้า “แม่นางน้อยระวังวาจาของเจ้าควรอยู่เงียบๆเสีย ข้าทำร้ายอาชาของเจ้าเพื่อเตือนมิให้พูดมากนักในอนาคต”

“ท่านนี่เป็นบุรุษที่น่ารังเกียจยิ่ง ข้าเพียงเอ่ยว่าโอ้อวดนักแล้วท่านก็ลงมือทำร้ายมันหมายถึงสิ่งใดกันรึ! ”

ก่อนที่บุรุษคนดังกล่าวจะตอบกลับคืน ต้าซือหยางก็ก้าวออกมาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ “ทุกท่านพวกเราล้วนมาจากมณฑลหมอกเมฆาสถานที่เดียวกัน การกระทำของพวกเราล้วนเกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของมณฑลเรา พวกเราผ่านความทุกข์ยากต่างช่วยเหลือกันและกันมาทั้งสิ้นแล้วเราจะมาทำลายความสัมพันธ์อันดีด้วยเรื่องเล็กน้อยนี่ได้อย่างไร?”

มันคงมิเป็นไรนักหากว่าต้าซือหยางมิออกหน้า แต่เพราะว่าหยุนฉิงหยานนั้นเป็นสตรีอีกฝ่ายเลยยังควบคุมตนเองได้แต่เมื่อเขาออกหน้าแทนบรรยากาศก็พลันเปลี่ยนไป

ระหว่างบุรุษด้วยกันมันเป็นเรื่องยากที่จะกล่อมเกลาอีกฝ่ายและมันก็ง่ายมากเช่นกันที่จะเริ่มต่อยตี

อู๋เซียงเห็นต้าซือหยางออกหน้าแทน เขาก็ทราบเลยว่าทุกสิ่งอย่างกำลังจะเลวร้ายลง เขารู้ว่าบุรุษผู้นั้นต้องการทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายและต้าซือหยางก็เป็นผู้ก้าวออกไปรับ มันจะมีเรื่องดีเกิดขึ้นงั้นหรือ?

แน่นอนว่าบุรุษผู้นั้นเหยียดหยามและมองต้าซือหยางดูตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างไร้มารยาททั้งสิ้น “เจ้าเป็นผู้ใด ใครให้เจ้าแสดงตัวเป็นผู้ตัดสินหรือ?”

ต้าซือหยางหน้าตึงเล็กน้อย ภายในใจสงสัยว่าคนผู้นี้มีพลังมากเพียงใดและจะใช้พลังอย่างไร เหตุใดเขาถึงต้องการสร้างปัญหากับพวกตนทั้งๆที่เพิ่งพบเจอกันเล่า?