0 Views

อู๋เซียงได้แยกย่อยออกเป็นหัวข้อต่างๆขณะที่เขากำลังฝึกให้กลุ่มเหยี่ยวนักล่า ใจกลางสำคัญหลักๆคือการลอบสังหาร การปกปิดตัวตน การคาดคั้นและการเคลื่อนไหวร่างกาย

การรวมกันทั้งสี่อย่างเข้าด้วยกันนั้นเป็นส่วนประกอบของกันและกัน อันที่จริงพวกมันมีความสัมพันธ์กัน

อู๋เซียงสอนคนเหล่านี้ต่อความสามารถของบุคคล แบ่งออกเป็นแต่ละทีมตามลักษณะของพวกเขาทั้งสิบเก้านถูกแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มหนึ่งมีเจ็ดและอีกสองกลุ่มมีหก

ระหว่างแต่ละกลุ่ม แต่ละคนได้รับหน้าที่ชัดเจนและได้รับการฝึกการทำงานเป็นกลุ่ม

แน่นอนรากฐานสำหรับสิบเก้าคนนี้ก็เช่นกัน พวกเขาได้ฝึกวิชาว่าด้วยการเปลี่ยนถ่ายเส้นเอ็นดั้งเดิมส่วนบน ซึ่งเป็นตัวเลือกเดียวของอู๋เซียง

เพราะทหารเหล่านี้ อายุน้อยสุดก็สิบแปดปีและมากสุดก็สามสิบ แต่ละคนล้วนพลาดช่วงที่ดีที่สุดในช่วงเยาว์วัยเพื่อฝึกฝนวิชาต่อสู้

มีเพียงแค่ฝึกวิชาเปลี่ยนถ่ายเส้นเอ็นดังเดิมเท่านั้นที่สามารถปรับเปลี่ยนร่างกายของพวกเขาได้อย่างสมบูรณ์และปลดปล่อยร่างกายส่วนหนึ่ง ปรับเปลี่ยนโครงสร้างกระดูกเสียใหม่

ในอีกนัยหนึ่งบิดาของเขาจะเป็นผู้ดูแลการฝึกวิชานี้แทน เพราะแท้จริงเหลียนซานก็เป็นผู้ฝึกฝนวิชานี้

ด้วยวิชานี้ถือเป็นรากฐานเริ่มต้น อย่างน้อยที่สุดในหนึ่งปีทั้งสิบเก้าคนนี้จะต้องก้าวเข้าสู้ขั้นกำลังแก่นแท้

นักสู้กำลังแก่นแท้หนึ่งคนย่อมมิน่ากลัว

สิ่งที่น่ากลัวก็ยามที่ทั้งสิบเก้าคนอยู่ในขั้นกำลังแก่นแท้ ด้วยวิธีนี้ลักษณะที่ฟื้นคืนและความสามารถพิเศษจะได้รับการเปิดเผย

ส่วนที่น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่งคือการที่อู๋เซียงสอนการทำงานเป็นกลุ่ม เขาได้วิธีการทั้งหมดมาจากเหล่าครอบครัวผู้ทรงอำนาจในชีวิตก่อน การรวมกลุ่มนี้จะปรากฏให้เห็นพลังอำนาจอันยอดเยี่ยมและทรงพลัง

แต่ละกลุ่มจะมีการสร้างลักษณะพิเศษขึ้น และเมื่อทั้งสามกลุ่มรวมตัวกันพวกเขาก็จะใช้การรวมกลุ่มใหญ่อีกแบบ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการเอ่ยถึงการสร้างกลุ่มในกลุ่มอีกที

 

แม้ว่าทั้งสิบเก้าจะอยู่ในขั้นที่หนึ่งกำลังแก่นแท้เพียงแค่การรวมกำลังเล็กน้อยนั่นก็ย่อมเพียงพอที่จัดการกับนักสู้กำลังแก่นแท้ขั้นห้าแล้ว เมื่อการรวมตัวเริ่มต้นกระทั่งนักสู้ขั้นที่เจ็ดเองก็นับเป็นปัญหา

เป็นจริงที่อู๋เซียงใช้วิธีการฝึกอันหลากหลายเพราะโดยปกติแล้วเขาย่อมมีจุดประสงค์มากกว่านี้เสียอีก

ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าหลังจากปรับเปลี่ยนเส้นเอ็นเสร็จ คนเหล่าจะใช้เวลาเพียงแค่สามปีก็จะตัดผ่านเข้าสู่ขั้นที่สามได้

ผ่านไปอีกห้าปี พวกเขาก็จะเข้าสู่ขั้นที่ห้า

ตามที่สังเกตดูแล้ว อาจมีสมาชิกบางคนที่ข้ามผ่านขีดจำกัดของตนเองเข้าสู่ขั้นที่ห้าและพวกเขาก็จะพบกับทางตันอีกครั้งเพื่อตัดผ่านอีกขั้น

ในเวลานั้นย่อมไร้หนทางช่วยเหลือเสียแล้ว มันเป็นเรื่องยากที่จะก้าวต่อไปได้ในอนาคต

แน่นอนว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีหลายคนที่มีพรสวรรค์ อู๋เซียงคิดว่าพวกเขามีโอกาสจะเข้าถึงขั้นที่เจ็ดหรือขั้นที่แปดกำลังแก่นแท้ด้วยซ้ำไป

อู๋เซียงมีเหตุผลแน่ชัดที่จะวาดหวังว่าพลังอำนาจของตระกูลฉินจะมียิ่งใหญ่เพียงใดหลังผ่านไปห้าปี!

กล่าวตามตรง การผสานของนักสู้ขั้นที่ห้าสิบเก้าคนและเมื่อรวมกับการรวมตัวของผู้มีพลังนั่นเพียงพอที่จะต่อต้านตระกูลซือเมิ๋นที่อยู่ในขั้นที่เก้าต้องประสบเคราะห์กรรมโดยธรรมชาติแล้ว

มิต้องเอ่ยถึงอู๋เซียงที่เป็นผู้สร้างกลุ่มพวกนี้ขึ้นมา

เขาสอนทักษะวิชาต่างๆให้กับบุคคลที่เหมาะสมโดยตรง ชีวิตก่อนของชายหนุ่มนั้นมิมีงานอดิเรกอื่นใดนอกเหนือไปจากการสะสมเคล็ดวิชายุทธ์ต่างและนำมาอ่านตามแบบฉบับของตน

ในศีรษะของเขา นับว่าเป็นคลังความรู้ด้านศาสตร์วิชาต่อสู้

การสอนตามความสามารถรายบุคคลนั้นเป็นเรื่องง่ายดั่งปลาว่ายน้ำกลางสายธาร

วิธีการลอบสังหาร การป้องกันตัว การใช้ยาพิษ การค้นหา การซ่อนตัวและอีกมากมาย เขาสอนวิธีการเหล่านี้โดยเฉพาะ

คนของกลุ่มเหยี่ยวนักล่าเองก็รู้ดีว่าคุณชายของพวกมันมาฝึกให้พวกมันเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น มันเป็นการมอบความหวังไว้พวกมันอย่างหนึ่ง

ภายหลังที่เข้าใจตรงจุดนี้แล้วคนทั้งกลุ่มก็ยิ่งกระตือรือร้นมากยิ่งขึ้น เลือดร้อนในร่างพร้อมจะหลั่งรินเพื่อตระกูลฉิน

พวกมันตระหนักในที่สุดว่ามันมิใช่เรื่องล้อเล่นที่เจ้านายจะสร้างให้เป็นกองทัพเหล็ก มิใช่เรื่องเท็จที่บอกจะสร้างกองทัพเหล็กหนึ่งสู้ร้อยคนได้ มิใช่ถ้อยคำโกหกยามที่เอ่ยว่าคุณชายน้อยต้องการเปลี่ยนจวนตระกูลฉินเป็นปราการอันแข็งแกร่ง!

กลางเดือนหน้านอกจากจะช่วยฝึกกลุ่มที่แบ่ง อู๋เซียงยังต้องทำให้อำนาจของตนมั่นคงขึ้น

ถึงแม้ว่าการท้าทายแบบทดสอบของนักรบรุ่นเยาว์นั้นมิยากนัก แต่ก็เป็นการทดสอบครั้งแรกนับแต่ที่เขามาอยู่ในดินแดนเทียนซวน ยิ่งไปกว่านั้นนี่ยังเป็นครั้งแรกที่เขาเดินทางออกจากเมืองวารีอันคับแคบ

สี่ปี…

เขาเฝ้ารอเป็นเวลาสี่ปีเต็มเพื่อก้าวนี้

อย่างไรก็ตามอู๋เซียงมิเคยเสียใจเรื่องนี้ สี่ปีแห่งการอดทนและสี่ปีแห่งการทำตัวเป็นคมในฝักถือว่าคุ้มค่านัก หากปราศจากช่วงเวลาสี่ปีนี้เขาจะฟื้นคืนพลังได้ถึงเก้าส่วนหรือ?

หากมิมีความแข็งแกร่งเขาจะไปเส้นทางใด?

เวลาผ่านเดินผ่านไปเพียงกระดิกนิ้ว

ทหารคุ้มกันจวนตระกูลฉินมีลักษณะท่าทางใหม่ทั้งหมด แม้นว่ากลุ่มเหยี่ยวนักล่าจะดูลึกลับยิ่งนัก ความแข็งแกร่งของอีกสองกลุ่มอย่างบุหรงโบยบินและฤกษ์ราญรอนก็เพิ่มขึ้นหลายเท่าเช่นกัน

นอกเหนือจากนี้ อู๋เซียงยังได้สร้างกับดักและเส้นทางลับของจวนขึ้นมา เขาใช้ประโยชน์จากพื้นที่ทางภูมิศาสตร์และจุดพรางตานับสิบจุด ดังนั้นจึงถือว่าเสร็จสิ้นขั้นตอนการแปลงโฉมจวนเป็นปราการอันแข็งแกร่ง

เพียงความสามารถด้านการต่อสู้ล่าสุดของตระกูลฉิน มิต้องกล่าวถึงการลอบโจมตีจากตระกูลซูกระทั่งสิบสามอำมหิตของตระกูลซือเมิ๋นย้อนกลับมาทำร้าย พวกเขาก็มีพลังโต้ตอบคืน

วันที่หกเดือนลิ่วเย่(เดือนหก) เป็นวันมงคลเหมาะแก่การเดินทาง

เริ่มแรกภายในเขตเมืองวารี มีนักสู้รุ่นเยาว์สี่คนที่อยู่ขั้นเจ็ดและมีอายุต่ำว่ายี่สิบปี

มีต้าซือหยาง หยุนฉิงหยาน ซูถิงและอู๋เซียง

ต้าซือหยางนั้นอยู่ในขั้นที่แปด ส่วนที่เหลือล้วนอยู่ขั้นที่เจ็ด และเพราะว่าซูถิงนั้นได้ผจญกับยมทูตแห่งความตายที่จวนตระกูลฉินทำให้มันถูกตัดออก

เหตุนี้จึงมีเพียงสามคนจากเมืองวารีที่มีคุณสมบัติลงทะเบียนได้

เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ๆมันมิดีนัก อย่างน้อยที่แปดเมืองที่อยู่ภายใต้การปกครองของมณฑลหมอกเมฆาผลลัพธ์เช่นนี้ถือว่าอยู่ระดับต่ำ

อู๋เซียงนั้นมีความตั้งใจที่จะเดินทางด้วยตนเอง

แต่อย่างไรก็ตามต้าซือหมิงได้เฝ้าถามกับเขาด้วยถ้อยคำอันไพเราะให้เดินทางพร้อมต้าซือหยางแทน ขณะที่เขามาถึงเมืองวารี

เพราะต้าซือหมิงได้มาคุยกับเขาก่อนแล้ว อู๋เซียงเองก็มิต้องการปฏิเสธเช่นกันและยังประทับใจตัวของต้าซือหยางมันคงจะดีหากมีสหายร่วมเดินทาง

และโดยเฉพาะกับผู้นำตระกูลหยุนหยุนเทียนเหานั้นมิอาจยับยั้งความยินดีเมื่อได้ยินข่าวนี้

โอกาสเช่นนี้ โอกาสที่องค์เง็กเซียนฮ่องเต้ประทานลงมา

ระหว่างนี้ตระกูลเฉียนแห่งชนชั้นมั่งคั่งได้เข้าร่วมงานเลือกคู่สมรสของตระกูลหยุน พวกเขาผ่านเข้ามาหลายๆรอบแล้ว

มีเป้าหมายเพียงอย่างเดียวนั่นคือ – เป็นลูกเขยของตระกูลหยุน!

ยามนี้หยุนฉิงหยานแห่งตระกูลหยุนมีคุณสมบัติลงทะเบียน นางจึงมีข้ออ้างที่จะใกล้ชิดกับสามีในอนาคตของตน การเดินทางที่ยาวนานทิวทัศน์อันวิจิตรตระการตานี่จะมิถือว่าเป็นโอกาสอันงามที่สวรรค์ส่งมาได้เยี่ยงไรเล่า?

ยิ่งคิดถึงเรื่องนี้มากเท่าใดหยุนเทียนเหายิ่งมีความสุข ด้วยข่าวสารที่มีในมือมากมายมันเลยมีความคิดอย่างหนึ่งเพราะได้ยินว่าอู๋เซียงจะเดินทางพร้อมต้าซือหยาง

หากบุรุษสองคนเดินทางร่วมกันย่อมมิอาจบอกปัดดูแลหญิงงามได้ใช่หรือไม่? ผู้ใดจะละทิ้งสตรีนางหนึ่งให้เดินทางด้วยตนเองได้เล่า?

แม้มันอาจมิดีเพราะต้าซือหยางเองก็อยู่ที่นั่น หยุนเทียนเหายังคงมิกล้าพูดคุยถึงความถูกผิดอาจเกี่ยวกับตระกูลต้าซือ

โดยรวมแล้วถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับบุตรสาวของตนที่ได้เข้าร่วมกลุ่มเล็กๆด้วย

ดังเช่นเดียวกับที่ต้าซือหมิงและฉินซิ่วกำลังจะส่งสองผู้เยาว์ออกเดินทาง หยุนเทียนเหารีบร้อนไปหาบุตรสาวตนอย่างเร่งด่วน

“ฮ่าๆ สวรรค์เมตตาพวกเราแล้วที่มาทันเวลาพอดี คุณชายทั้งสองข้าคิดว่าพวกท่านคงกำลังจะไปเมืองหมอกเมฆาใช่หรือไม่? ประเสริฐบุตรสาวของข้าก็จะไปเมืองนั้นเช่นกัน อยู่สามคนย่อมช่วยเหลือดูแลกันขณะเดินทางได้ ยามที่ไปถึงเมืองหมอกเมฆาและในนครรัฐเพลิงไพรีคงมิมีผู้ใดมารังแกได้ง่ายนัก”

เพราะหยุนเทียนเหาได้พูดเองไปทุกอย่างแล้วทั้งอู๋เซียงและต้าซือหยางเพียงหันหน้ามองกัน เผยรอยยิ้มแห้งขื่นขมแทน ให้ดูกันและกันรึ? ด้วยนิสัยดั่งคุณหนูของหยุนฉิงหยานทางนั้นหวังจะให้พวกเขาดูแลนางและมิก่อปัญหาให้เช่นไร?

นี่เป็นคำพูดของกลุ่มคนที่มือไม่พายแล้วยังเอาเท้าราน้ำอีก เพราะกำลังจะไปสถานที่เดียวกันมิว่าเหตุผลหรืออารมณ์ใดทั้งสองก็มิอาจปฏิเสธคำขอได้

มิมีผู้ใดรู้ว่านางถูกแนะนำมาเช่นใดกับทางตระกูล นางรู้วิธีเก็บอาการคุณหนูเจ้าอารมณ์ต่อหน้าทั้งสอง แม้ว่ามิพยายามแสดงต่อหน้าอู๋เซียงและต้าซือหยางแล้วก็ตาม นางก็ถือว่าควบคุมอารมณ์ของตนได้

ขณะที่พวกเขาเดินทางนั้นมิเร็วหรือช้าเกินไป พวกเขามาถึงเมืองหมอกเมฆาหลังผ่านมาสองวัน

หากเมืองวารีทำให้อู๋เซียงตกใจมากแล้ว เช่นนั้นมณฑลหมอกเมฆานี้คงทำให้ตกใจอีกนับหลายครั้ง

มิว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม การออกแบบอาคารบ้านเรือนและความรุ่งเรืองของเมืองซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเมืองวารีเกือบสิบเท่า มิต้องสงสัยเลยว่านี่คือเมืองศูนย์กลางของมณฑล

ทั้งสามคนควบม้าตามทาง และพวกเขาก็มิได้อยู่ในสถานะที่จะหยิ่งผยองในต่างแดนได้ โดยเฉพาะอู๋เซียงกับต้าซือหยางนั้นมิใช่คนที่ดูสะดุดตานัก

ขณะที่ควบม้าอยู่นั้น เสียงกีบเท้าม้าดังสะท้อนมาจากด้านหลัง มีเสียงร้องตะโกนตามมาว่า “หลีก หลีกทาง! ออกจากทางของข้าไปซะ!”